-จุมพิตสิเน่หา-

ตอนที่ 14 : บทที่ 9 (1/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 194
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 ต.ค. 59

E-book จุมพิตสิเน่หา พร้อมเสิร์ฟละน้า
คลิกโลด



+++++++++++++++++



            “ช่วงเวลาของแผ่นดินที่สามกับปัจจุบันห่างกันกี่ปีหรือคะ”

            มุกเอ่ยถาม หล่อนทราบแต่เพียงวันเวลาล่วงผ่านมานานหลายภพชาติแต่ไม่อาจระบุจำนวนเดือนปีได้แน่ชัด ภาษาพูดของมุกแปลกหูคนฟังอยู่ตลอดเวลาแต่ถึงอย่างไรเมษราศีไม่มีทางเชื่อว่าหล่อนตายแล้วฟื้นด้วยคาถาบทนั้น...อัศจรรย์เกินไป

            “คงราวร้อยแปดสิบกว่าปี”

ตัวเลขพุทธศักราชจำได้ไม่แม่นยำนักจึงตอบโดยประมาณ คำนวณจากความทรงจำเกี่ยวกับประวัติการปฏิสังขรณ์พร้อมวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดสุวรรณาราม ความสนใจลึกซึ้งในส่วนนี้ทำให้พอรำลึกได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณปลายพุทธศักราช 2300 แต่ตัวเลขสองหลักหลังเป็นเท่าไหร่ละเอียดเกินจำ

ร้อยแปดสิบกว่าปีเชียวหรือ...คงเป็นเพราะโชคชะตา

            หญิงสาวที่เม่นนึกห่วงเดินเคียงเมษราศีออกจากพระอุโบสถเงียบ ๆ พร้อมกับถามตัวเองว่าหล่อนจะทำอย่างไรดีกับชีวิตใหม่ที่ได้รับ มุกมองไปโดยรอบ เห็นสิ่งปลูกสร้างหน้าตาไม่เคยเห็นในยุคของหล่อน เห็นรถจอดเรียงรายแทนผูกเรือไว้ริมตลิ่ง ในความเงียบสงบของเขตวัดยังมีเสียงดังจากด้านนอกแว่วเข้ามาเป็นระยะ

            การมีชีวิตอยู่ของผู้หญิงตัวคนเดียวเป็นเรื่องยากมาก สำหรับคนในยุคของหล่อนพ้นจากวัยเด็กแล้วผู้หญิงก็เพียงเปลี่ยนผู้ปกครองจากบิดามารดาเป็นสามี คอยดูแลให้ความรักเอาใจใส่จนแก่เฒ่า ทว่า...มุกรู้สึกถึงขาแข็งก้าวไม่ออก ชะตาครั้งนี้อาจเป็นความโชคร้ายมากกว่าดี หล่อนไม่รู้จักมักคุ้นกับสิ่งใดสักอย่าง ดูตัวเองแผกแยกจนผสมกลมกลืนกับสิ่งรอบตัวไม่ได้ ทั้งในสถานะโดดเดี่ยวไร้ญาติขาดมิตร จะนึกหวังพึ่งพิงใครได้

            “หน้าคุณซีดมากไม่สบายหรือ”

            เมษราศีทัก ยื่นมือออกไปหวังจะแตะแก้มนวลด้วยความเป็นห่วงแล้วต้องชะงักอย่างไม่ต้องการเห็นท่าทางระวังตัวจนกลายเป็นไม่ไว้ใจจากหญิงสาวตรงหน้ามากกว่านั้น

            “ฉันกำลังสับสนค่ะ”

หล่อนสารภาพตามตรง ทิ้งสายตาต่ำลง ดูสิแม้แต่พื้นที่เหยียบยืนยังไม่พื้นดินอ่อนนุ่ม แต่เป็นความแข็งกระด้างไม่สบายเท้า ถ้าหล่อนเดินเท้าเปล่าดังเช่นเคยชินยามยังมีชีวิตในแผ่นดินที่สาม ส้นเท้าคงช้ำแตกดูไม่ได้

“หรือคุณจำบ้านตัวเองไม่ได้”

วัดกำลังจะปิดแล้ว เมษราศีจึงเดินนำหญิงสาวกลับมาที่รถ ขับออกมาจอดแอบข้างกำแพงบ้านคนในซอยติดกับวัด คำถามของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยระคนคาดหวัง

ชีวิตหนุ่มโสดเนื้อหอมตลอดเวลาที่ผ่านมามีผู้หญิงพยายามมัดตัวมัดใจเขานับไม่ถ้วนหากไม่มีสักรายทำสำเร็จ ความสัมพันธ์เป็นไปด้วยความตกลงปลงใจระหว่างกันในชั้นต้นเท่านั้นว่าคือความสนุกชั่วครั้งคราว ไม่มีการบังคับ ไม่มีการเรียกร้อง แต่เขาก็พิสูจน์เสมอว่าไม่เคยเอาเปรียบคู่ควงคนใด หากรักจะเป็นผู้หญิงของเขาแล้วสามารถทำได้ตามข้อตกลง นอกจากทรัพย์สินเงินทอง เขายังช่วยพวกหล่อนในทุกเรื่องที่เดือดร้อน แต่กระนั้นความสัมพันธ์ชั่วคราวก็อยู่บนพื้นฐานของความระวังตัว เมษราศีไม่เคยเผลอตัวลืมป้องกันเพราะรู้ดีว่า ความใกล้ชิดเฉพาะร่างกายระหว่างเขากับผู้หญิงทั้งหลายไม่ควรกลายเป็นความสัมพันธ์ถาวร ผู้หญิงแทบทุกรายรักเขาจริงแต่ความรักก็มาทีหลังความอยากได้อยากมีอยากเป็นภรรยาเมษราศี เจ้าของทิพยภูษาอันมั่นคง เงินทองต่างหากสำคัญกับพวกหล่อนมากที่สุด

แต่ในวันนี้คนพยายามหนีความผูกพัน ไม่เคยรักใคร กลับนึกอยากให้ผู้หญิงหลงทางตรงหน้าความจำเสื่อมเพียงเพื่อว่ามันจะเป็นข้ออ้างให้เขายื่นมือเข้าช่วยเหลือแถมยึดหล่อนไว้ใกล้ตัว

มุกยังรักษากิริยากุลสตรีในสมัยของหล่อนไว้เท่าที่ทำได้ ตอบโดยไม่สบสายตาชายหนุ่ม

“ฉันคิดว่าอย่างนั้น”

คำตอบนี้คงดีที่สุด ดูท่าทางก็รู้ว่าเมษราศีไม่เชื่อคำหล่อนแม้สักครึ่งคำ เขาคิดว่าหล่อนป่วยสติฟั่นเฟือนจึงละเมอเพ้อพกเล่าเรื่องเหลือเชื่อได้เป็นตุเป็นตะ

“ผมจะดูแลคุณเอง”

ทางเลือกอื่นคงไม่มีอีกแล้ว การมีชีวิตใหม่ในอีกเกือบสองร้อยปีถัดมาแน่นอนว่าพ่อแม่ญาติพี่น้องย่อมล้มหายตายจาก ญาติที่เหลืออยู่ต่อให้สืบหาตัวเจอใครจะเชื่อและยอมรับ มุกทำหน้าเหมือนอยากร้องไห้ รู้สึกไม่ดีกับการต้องรับความช่วยเหลือจากชายหนุ่ม มันช่างเป็นสิ่งไม่เหมาะสมที่ผู้หญิงจะติดตามผู้ชายที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง มุกเบือนหน้าออกนอกหน้าต่าง แต่จะทำอย่างไรได้ ชีวิตของหล่อนจบสิ้นไปตั้งแต่ร้อยแปดสิบกว่าปีที่แล้ว จากนั้นดวงวิญญาณแทนที่จะเดินทางไปสู่ภพภูมิอันสมควรกลับสถิตอยู่ในภาพจิตรกรรมฝาผนังของพระอุโบสถอันภาพต่าง ๆ เหล่านั้นช่างเขียนชะลอมาจากตัวหล่อนโดยแท้ ความทรงจำของมุกต่อเนื่องหลังจากเสียชีวิตอีกหลายสิบปี หล่อนเห็นความเปลี่ยนแปลงของผู้คน เห็นความตั้งใจจริงของใครคนหนึ่งพานให้รู้สึกซาบซึ้งใจจนยินดีผนึกดวงวิญญาณตนเองเพื่อเฝ้ารอคอย กระทั่งใครคนนั้นสิ้นลมหายใจวิญญาณของหล่อนก็เหมือนเข้าสู่สภาวะหยุดนิ่งราวดวงไฟมืดดับลงชั่วคราว ไม่รับรู้ ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงตราบจนเมษราศีปรากฏตัวในพระอุโบสถพร้อมกับโอมอ่านคาถาศักดิ์สิทธิ์

“ดูแลอย่างไรหรือคะ”

มุกถามทั้ง ๆ ยังทอดสายตามองสภาพแวดล้อมของบ้านเมือง ดูการแต่งกาย ความเป็นไปด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ลึก ๆ

...แต่งงานกับผม...

เกือบตอบออกไปอย่างนี้หากก็กัดลิ้นไว้ได้ทัน เพราะถ้าเผลอพูดตามความรู้สึกที่ไม่รู้เกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีไหน มีหวังหญิงสาวได้ปฏิเสธรับความช่วยเหลือ เมษราศีมองออก มุกระวังตัวมาก หล่อนพยายามอยู่ห่างเขาให้มากที่สุด ดูอย่างเวลานั่งในรถยังเขยิบตัวเบียดประตูเสียชิด

“ไปอยู่ที่บ้านผม”

คำตอบเรียบง่ายพานให้มุกสะดุ้งแม้พอเดาออกว่าคงต้องเป็นเช่นเขาพูดอย่างไม่มีทางเลี่ยง

“ฉันไปไม่ได้ค่ะ”

“ทำไม” ขับรถไปคุยไปคงไม่รู้เรื่องแน่แถมสมาธิยังขาดหายพานจะเกิดอุบัติเหตุ เมษราศีหักพวงมาลัยจอดรถเทียบทางเท้า หันมาทั้งตัวเพื่อมองหน้าหญิงสาวชัด ๆ ในเมื่ออีกฝ่ายยังเงียบจึงถามย้ำ “ไหนบอกผมซิว่าทำไม”

เขารู้สึกโกรธ โมโหจนไม่รู้จะจัดการความรู้สึกตัวเองอย่างไรในตอนที่คิดว่ามุกปฏิเสธเขาทั้งที่ไม่มีที่ไปไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธเมษราศีมาก่อน หล่อนเป็นใครมาจากไหนถึงกล้า

“ฉันจะอยู่ร่วมเรือนกับผู้ชายที่ไม่ใช่ญาติได้อย่างไรล่ะคะ”

“คุณพูดซะผมรู้สึกตัวว่าเป็นโจรโรคจิตล่อลวงผู้หญิง”

ความโกรธค่อยจางลงหน่อย ความละมุนละไมเกิดขึ้นในหัวใจแทน คงเป็นความเห็นแก่ตัวกระมัง ไม่ก็หัวโบราณ สำหรับความสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคราวเปรียบแล้วเหมือนดั่งเกมเล่นสนุกที่ผู้เล่นยึดกติกาเดียวกันตลอดการเล่น เขาเคารพในกติกา ไม่เคยคิดดูถูกผู้หญิงคนไหนแต่...หัวใจลึก ๆ เหมือนขีดเงื่อนไขขึ้นไว้โดยไม่รู้ตัว ตัวจริงของเขาจะต้องไม่ใช่ผู้หญิงที่นอนกับใครก็ได้เปรอะไปหมด

“ผมไม่ได้อยู่บ้านคนเดียว คนใช้ตั้งหลายคนแถมยังมีคุณป้าอีก คุณไม่ต้องห่วงว่าใครคิดร้าย อย่าระแวงผม เพราะผมไม่มีวันทำร้ายคุณแน่นอน”

“แต่ว่า...”

“มุก” กล่าวขัด ไม่รู้ตัวเลยว่าเรียกชื่อหล่อนได้สนิทปากแค่ไหน “ผมปล่อยคุณไปไม่ได้และไม่คิดจะปล่อยด้วย อันตรายอยู่รอบตัวคุณ”

ความสวยงามเหมือนดาบสองคม ความงามหมดจดราวกับชะลอจากภาพเขียนของจิตรกรเอกมีหรือผู้ชายคนไหนเห็นแล้วไม่อยากครอบครอง หัวใจเมษราศีร้อนวูบขึ้นมาเหมือนถูกโยนไฟเข้าใส่

“อยู่กับผมเถอะ คุณอยู่ได้นานเท่าที่ต้องการ จนกว่าความทรงจำจะกลับคืน”

ประโยคท้ายแผ่วเบาอย่างมาก เขาอยากให้หล่อนสบายดีทั้งร่างกายจิตใจ แต่ก่อนถึงวันนั้นให้เขาได้มีเวลาอยู่กับหล่อนมากกว่านี้สักหน่อยเถิด ให้มีโอกาสได้เขยิบเข้าไปในกำแพงหัวใจหล่อนอีกนิด

“ขอบพระคุณค่ะ” ประนมมือไหว้ด้วยใจจริงไม่ใช่คิดประจบอย่างหญิงอื่น “ฉันจะขอรับความช่วยเหลือ ถ้าคุณสัญญาว่าจะเอ็นดูฉันเหมือนน้องสาว”

ดวงหน้าสวยหมดจดซับสีระเรื่อ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม นึกอายที่จำต้องพูดทำความเข้าใจที่แม้จะเลี่ยงประโยคแล้วคงฟังยังแปลความหมายได้ไม่ยาก ที่ว่าให้เอ็นดูเหมือนน้องสาวเหมือนแทนคำขอร้องไม่ให้ล่วงเกินหล่อนกลาย ๆ

เมษราศีทิ้งตัวพิงเบาะ พ่นลมหายใจเหมือนคนถูกขัดใจ หญิงสาวระวังตัวแจแถมยังพูดดักคออีก หล่อนจะรู้บ้างไหมว่าทำแบบนี้เหมือนทรมานกันชัด ๆ ผมไม่เคยคิดกับคุณอย่างน้องสาวสักวินาทีเดียว อยากตะโกนออกไปให้หล่อนได้รู้ ให้เข้าใจว่าที่ทำมาตั้งแต่ยอมผิดใจกับเพื่อน ทำลายความสงบสุขของโรงแรม ชิงเอาตัวมุกมาจากเสี่ยเทิด มันเป็นเพราะความรู้สึกแบบไหน ความรู้สึกพิเศษนั่นคงมีอิทธิพลพอเตือนไม่ให้เขาก้ำเกินทำลายเกียรติหล่อน แต่ความรู้สึกนั้นอีกเช่นกันที่คงผลักดันให้พยายามใกล้ชิดหล่อนให้ได้ แต่นี่ยังไม่ทันไรหล่อนก็ตั้งแนวป้องกันไม่ให้เขาเฉียดใกล้เสียแล้ว

ถ้าพูดออกไปตามตรงหญิงสาวคงสร้างกำแพงขึ้นกางกั้นเขาอีกหลายต่อหลายชั้น เอาเถอะ ขอแค่หล่อนตกลงอยู่บ้านเขา ทีนี้โอกาสใกล้ชิดคงมีมากพอ เรื่องต่อจากนั้นเขาจะพยายามเปลี่ยนแปลง แทรกเข้าไปยึดพื้นที่ใจโดยที่เจ้าตัวรู้อีกครั้งก็สายเสียแล้ว

“ตกลง” เมษราศีตกลงใจ

 

อาหารเย็นของบ้านลักษมีจิรภัทรตรงกับช่วงค่ำของทุกวัน พลาธิปกลับถึงบ้านก่อนเวลาทานอาหารเย็นครึ่งชั่วโมง ชายหนุ่มเดินหน้าเคร่งเข้ามา ผ่านบิดาโดยไม่เอ่ยทักแล้วยังเกือบสวนกับมารดาตรงทางเชื่อมระหว่างโถงด้านหน้าไปสู่ครัวด้านหลัง

“พล ไปทำอะไรมาน่ะลูกเสื้อแสงเลอะเทอะดูไม่ได้”

พลาธิปก้มมองเสื้อเชิ้ตแห้งกรังยิ่งทำให้เห็นสีน้ำตาลเข้มกับคราบสีขาวชัดด้วยแววตาไม่สบอารมณ์

“อุบัติเหตุนิดหน่อยครับ”

“อุบัติเหตุรักรึเปล่าจ๊ะ”

จันทกานติ์แซว พยายามหยั่งเชิงดูท่าทีว่าเมื่อไหร่ลูกชายจะพาว่าที่ลูกสะใภ้มาให้ดูตัวสักที พลาธิปแค่นหัวเราะให้กับคำว่าอุบัติเหตุรัก นึกถึงใบหน้ากวนอารมณ์กับคำพูดยั่วโมโหของคู่กรณีในร้านกาแฟแล้วไม่เห็นว่าจะใกล้เคียงกับความหมายคำดังกล่าวเท่าไหร่

“ทำไมครับ อยากให้ผมมีเมียนักหรือไง”

“เอ๊าถามแปลกนะลูกคนนี้ไม่รู้หรือไงว่าแม่น่ะรอแล้วรอเล่าไม่เห็นมีแววพาลูกสะใภ้เข้าบ้านสักที จะครองตัวเป็นโสดถึงเมื่อไหร่”

“ไม่รู้สิครับ”

ตอบไม่ถูก ยังไม่มีใครทำหัวใจสั่นไหวสักที ขนาดกับเลขานุการส่วนตัวที่มารดาลุ้นคนแล้วคนเล่าว่าความใกล้ชิดจะก่อความรักขึ้นในใจได้ยังพลาดมาถึงวันนี้

“ตายจริง ทำไมคำตอบไร้ความหวังอย่างนั้นล่ะลูก”

“ผมก็ไม่ได้รีบอะไรนี่ครับ”

ตอบพลางขยับเสื้อบริเวณอกเข้าออก รู้สึกเหนียวตัวเพราะเหงื่อชื้นไหลมาผสมกับคราบกาแฟ จันทกานติ์รู้ว่าลูกชายระคายตัวบวกกับแสดงออกให้เห็นชัด ๆ เพราะอยากเลี่ยงไม่คุยเรื่องนี้อีก แต่หล่อนไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ เหมือนครั้งอื่น

“แต่แม่รีบจ้ะ แก่ป่านนี้อีกไม่กี่ปีก็ตาย อยากเห็นหน้าหลานไว ๆ”

            พลาธิปหัวเราะในลำคอผสานกับเสียงหัวเราะแว่ว ๆ ของบิดาที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ตรงโซฟาชุดรับแขก

“ไปขอกับนายเมษสิครับ วันเดียวปั๊มสิบคนผมว่าสบายมาก”

“นั่นก็มากไป” ค้านเสียงอ่อนอกอ่อนใจ “มีลูกหลานสองคนไม่พอดีกันเล้ยจริง ๆ คนหนึ่งแม่ต้องคอยเป็นห่วงกลัวถูกผู้หญิงไม่ดีปอกลอก ส่วนอีกคนก็เคร่งเครียดเกินไปจนไม่รู้จักหาเมียมีลูกเต้าให้แม่ชื่นใจสักที”

“มีเองอีกคนดีไหมล่ะคุณ”

พลทัตลดหนังสือพิมพ์ลงเอ่ยเย้าภรรยาพานให้คนฟังยิ้มเขิน อายลูกชายว่าอายุป่านนี้แล้วพ่อยังเกี้ยวแม่อยู่ได้

“คุณล่ะก็พูดอะไรน่ะ”

“ถ้าไม่ห่วงสุขภาพคุณแม่ผมคงสนับสนุน” หันไปบอกบิดา “เอาไว้รอหลานดีกว่านะครับ”

“เฉไปจนได้นะเรา” แขวะลูกชาย “ไปเปลี่ยนชุดเถอะ อีกเดี๋ยวตาเมษคงกลับล่ะมั้ง”


โปรดติดตามตอนต่อไป...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น