-จุมพิตสิเน่หา-

ตอนที่ 12 : บทที่ 8 (1/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 197
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    1 ต.ค. 59



            ม.ล.กุลยา จันทร ขันปะแจเพื่อล็อคน็อตล้อหลังซ้ายตัวสุดท้ายก่อนยกท่อนแขนขวาขึ้นเช็ดเหงื่อหยดซึมลงมาตามข้างแก้มเสียทีหนึ่ง ในใจก็บ่นพึมพำเหมือนที่บ่นมาแล้วตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อนไม่หยุดว่า

            ทำไมดวงกุดยังงี้ ๆ

            เพราะจู่ ๆ ซิตี้คาร์คันเก่งก็เกิดเกเรทำให้ต้องเปลี่ยนยางกลางทาง ถนนเส้นนี้กว่าจะวิ่งไปถึงปั๊มน้ำมันยังอีกเกือบสิบกิโลเมตร กุลยาไม่คิดจะทรมานรถสุดที่รักขนาดนั้นจึงอาศัยความสามารถพอมีอยู่ของตัวเองจัดแจงคว้าแม่แรง ปะแจ กับยางอะไหล่ทำการเปลี่ยนเองเสร็จสรรพ

            หญิงสาวลุกขึ้น นำอุปกรณ์ทั้งหมดเก็บเข้าที่เมื่อยางใหม่ไปอยู่ในตำแหน่งอันสมควร ปัดมือทั้งสองข้างไปมากำจัดฝุ่นหากก็ยังหลงเหลือคราบดำเต็มสองฝ่ามือ น้ำก็ไม่มี คงต้องปล่อยให้มื้อเปื้อนไปก่อนค่อยล้างทีเดียวเมื่อถึงห้างสรรพสินค้า

            กุลยาชอบไปไหนมาไหนตามลำพัง ไม่ใช่สันโดษแต่หลาย ๆ ครั้งการทำอะไรคนเดียวทำให้คล่องตัวมากกว่า ความสามารถในการอยู่คนเดียวมีมากขึ้นตามลำดับหลังจากถูกแฟนคนเก่าทิ้งไปด้วยเหตุผล

          “คุณบ้างานเกินไป”

            ก็ช่าง หล่อนยักไหล่ในตอนถูกบอกเลิกทั้ง ๆ หัวใจกำลังร้องไห้ แฟนเก่าเคยเพาะบ่มนิสัยตัวติดกันมาหลายปี แทบทำอะไรเองไม่ได้ถ้าไม่ใช่เรื่องงานที่หล่อนถนัด ต่อหน้าเพื่อนกุลยายิ้มร่าเริงทำตัวปกติ ไม่มีใครสักคนรู้ว่าในยามค่ำคืนหล่อนแอบร้องไห้บ่อย ๆ แต่ไม่นานก็ฮึดปฏิญาณกับตัวเองว่าฉันอยู่ได้และจะอยู่ให้ดีกว่าตอนยังมีคนรักอยู่เคียงข้าง หล่อนเริ่มกลับมาทำอะไรด้วยตัวเองอีกครั้งอย่างทุกข์ทรมานในสัปดาห์แรก ทุลักทุเลเต็มทีในเดือนถัดมา จนเริ่มชินชาเมื่อครึ่งปีให้หลัง และทำได้ดีโดยไม่รู้สึกอะไรหลังจากถูกบอกเลิกหนึ่งปีเต็ม

            กุลยาขับรถตรงไปยังห้างสรรพสินค้าห้างโปรด ตั้งใจหาซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับไปงานแต่งงานเพื่อนที่กำลังจะมาถึงในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า ความสะดวกของเทคโนโลยีกับแฟชั่นนำสมัยทำให้ผู้หญิงไม่ต้องเสียเวลาตัดชุดเหมือนแต่ก่อน เสื้อผ้าสำเร็จรูปสวยหรูมีสไตล์หาได้ง่าย ๆ

            ถึงห้างสรรพสินค้า กุลยาตรงเข้าห้องน้ำเพื่อล้างมือเป็นสิ่งแรก จากนั้นค่อยเริ่มเดินหาซื้อชุดใหม่ตามความตั้งใจ

 

“คุยแล้วเป็นยังไงครับพี่พล” เทพทัต...เพื่อนรุ่นน้องพลาธิปถาม

“ก็ไม่น่ามีปัญหา”

พลาธิปตอบพลางจิบน้ำเย็นที่แม่บ้านประจำเต้นท์รับซื้อ-ขายรถยนต์ของเทพทัตนำมาเสิร์ฟ ธุระของเขาวันนี้ก็คือตรงมาที่นี่เพื่อเจรจาขายรถคันเดิมให้กับผู้ซื้อคนหนึ่ง เทพทัตเป็นตัวกลางในการเจรจาเบื้องต้นโดยนำรูปให้ชมแถมบรรยายสรรพคุณแทนเพื่อนรุ่นพี่ พอฝ่ายนั้นสนใจพลาธิปจึงขับรถมาให้ดูก่อนตัดสินใจครั้งสุดท้าย เขาเป็นคนรักรถคนหนึ่ง ถึงไม่คลั่งมากแต่เรื่องการดูแลรักษาให้มีความปลอดภัยสูงในการขับขี่ไม่เคยบกพร่อง ลูกค้าเทพทัตคนนั้นตาแหลมไม่เบา ก้มเงยดูรถอยู่ไม่นานก็ตัดสินใจซื้อทันที

“ผมก็แล้วแต่พี่ ไม่อยากเชียร์จนออกหน้าเดี๋ยวจะหาว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย”

“คิดมากไปได้ทำอย่างกับเป็นคนอื่น” เทพทัตยิ้มออก ชายหนุ่มทั้งคู่สนิทกันมาหลายปีเพราะเคยอยู่รั้วมหาวิทยาลัยเดียวกัน เทพทัตค่อนข้างนับถือพลาธิปมากกว่ารุ่นพี่คนอื่นเพราะท่าทางขรึม พูดจาน่าเชื่อถือ แถมเป็นประเภทน่าเชื่อถือจริงไม่ใช่ดีแต่ปากพูดเพื่อสร้างภาพอย่างหลาย ๆ คน แต่ในความสนิทสนมก็มีความเกรงใจอยู่ด้วยเพราะพลาธิปติดจะเงียบมากกว่าจนบางครั้งเดาความรู้สึกไม่ออก ได้รับคำยืนยันถึงความสนิทสนมก็ค่อยใจชื้น “ยังไงพี่ฝากนายช่วยเป็นธุระเรื่องเอกสารให้หน่อยจะได้ไหม”

“นั่นมันหน้าที่ผมอยู่แล้ว”

“ขอบใจ”

“ว่าแต่ทำไมจู่ ๆ คิดจะขายรถซะล่ะครับ สภาพยังดีอยู่เลย”

พลาธิปเหลือบมองไปยังรถนิดหนึ่ง สภาพยังใหม่จริงอย่างเทพทัตว่า รอยขูดขีดไม่มีให้เห็นแถมสียังใหม่สดไม่ต่างจากแรกออกรถเท่าไหร่

“ขับมาหลายปีแล้ว คิดว่าได้เวลาเปลี่ยนน่ะ”

“ยึดคติ Savety first เหมือนเดิมอีกล่ะสิครับ”

คนถูกแซวยิ้มจางอย่างไม่รู้จะปฏิเสธอะไร ภายนอกรถยังดูใหม่จริง แต่เขารู้สึกว่าใช้งานมันหนักพอดู ขึ้นเหนือล่องใต้มาก็มาก จะหาความปลอดภัยจากรถใช้งานหนักขนาดนี้แบบเต็มร้อยคงเป็นไปไม่ได้

“แล้วคันใหม่นี่พี่พลจะซื้อรุ่นไหน”

“ยังตัดสินใจไม่ได้ กำลังดู ๆ อยู่หลายคัน พี่เอาโบรชัวร์ติดมือมาด้วย” เลื่อนโบรชัวร์รถไปตรงหน้าเทพทัต “นายว่ารุ่นไหนน่าสน เอาเหมือนเดิม เน้นความปลอดภัยสูงเป็นหลัก บอดี้อย่าให้เชยมากแต่ล้ำสมัยนักก็ไม่ไหว พี่ไม่ชอบ”

สายตาในเรื่องเลือกรถของพลาธิปไม่เบานัก เทพทัตไม่เห็นรุ่นไหนเชยแต่ก็ไม่มีรุ่นไหนล้ำเกินความต้องการเช่นกัน ด้วยความชำนาญในด้านรถยนต์เป็นพิเศษ แค่เห็นโบรชัวร์ก็สามารถเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละรุ่นให้พลาธิปฟังได้เป็นฉาก ๆ ละเอียดยิบ พลาธิปฟังอย่างตั้งใจด้วยความเชื่อถือ รู้ถึงกิจกรรมยามว่างของเพื่อนรุ่นน้องดี ถ้าไม่เปิดดูข้อมูลรถในอินเทอร์เน็ตก็ไปเตร็ดเตร่ดูรถรุ่นใหม่ ๆ ตามที่ต่าง ๆ

“พี่พลจะแต่งงานเหรอ”

คำถามแบบไม่คิดจะได้ยินเกือบทำคนฟังสำลักน้ำลาย ย้อนถามสีหน้าพิพักพิพ่วน

“แต่งงาน? ทำไมคิดงั้นล่ะ”

“อ้าวก็ดูสิครับ” จิ้มนิ้วลงบนโบรชัวร์แต่ละใบ “ตัวเลือกพี่เป็นรถครอบครัวทั้งนั้น เหมือนเตรียมจะแต่งงานมีตัวเล็ก ๆ ถึงต้องใช้รถใหญ่”

“คิดได้” ว่าขรึม ๆ “ขนพ่อแม่ไม่ได้หรือไง”

เทพทัตหัวเราะร่วน ไม่เข้าใจว่าพลาธิปจะหวงความโสดไว้ยาวนานถึงป่านนี้ทำไม ดูอย่างเขาเป็นไร เรียนจบทำงานไม่เท่าไหร่ก็แต่งงานกับแฟนสาวมีลูกด้วยกันตั้งสามคนเข้าไปแล้ว

“บ้านพี่ใช้รถคนละคันอยู่แล้วนี่ ผมรู้หรอกน่ะ” ขยับเก้าอี้มาชิดพลาธิปอีกนิด “ถามจริงเถอะพี่พล ทำไมไม่แต่งงาน หรือเคยอกหักจนฝังใจ”

แต่ตอนเรียนก็ไม่เห็นเคยมีเหตุการณ์อย่างว่าสักหน่อย ถ้าเป็นสมัยก่อนพลาธิปคงเขกหัวรุ่นน้องให้สักที แต่เห็นต่างเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงไม่อยากทำ

“ไม่ใช่ไม่อยากแต่ง แต่ไม่เห็นความจำเป็นต้องรีบต่างหาก”

“ก็แล้วไป” ทำท่าโล่งอกเว่อร์จนน่าหมั่นไส้ “ผมรอรับขวัญพลน้อยอยู่นะพี่ รีบ ๆ เข้าล่ะเดี๋ยวโตไม่ทันลูกผมนะ”


โปรดติดตามตอนต่อไป...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น