-จุมพิตสิเน่หา-

ตอนที่ 11 : บทที่ 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 200
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    29 ก.ย. 59




            “มุก...มุก...มุก”

            มุกเรียกชื่อตัวเองซ้ำไปมาเพื่อปลุกตัวเองให้ตื่นจากฝัน หล่อนต้องการตื่นจากฝันเลวร้ายเดี๋ยวนี้แต่ทำอย่างไรภาพต่าง ๆ ก็ยังเป็นบ้านเมืองไม่คุ้นเคย ยังคงสวมชุดไม่คุ้นชิน อยู่ในที่ ๆ คนกลุ่มหนึ่งหมายจะย่ำยีหล่อนวิ่งวนเวียนและทางด้านหลังยังถูกไล่ตามด้วยผู้ชายอีกคน คนที่คิดว่าเขาเป็นคนดี ช่วยเหลือด้วยความจริงใจ

            แต่เปล่าเลย เขาก็เหมือนชายคนแรก ถึงหน้าตาท่าทางดีกว่านิสัยกลับเหมือนกันไม่มีผิด เขาล่วงเกินหล่อน จาบจ้วงเหมือนหล่อนเป็นหญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้า แล้วอย่างนี้ต่อไปหล่อนจะมองหน้าใครได้

            “มุก ผมขอโทษ”

            เจ้าของเสียงเรียกร้อนรนวิ่งมาดักหน้าจนได้ มุกหยุดยืนหอบ หันหลังหนีไม่ยอมมองหน้า เบียดตัวเองชิดกำแพง บริเวณนี้ค่อนข้างปลอดคนหล่อนคงหมดหนทางหนีแล้วก็เป็นได้ น้ำตาร้อนชื้นรื้นขึ้นทีละน้อย ตัวทั้งตัวสั่นไหว

            คุณพ่อเจ้าขาคุณแม่เจ้าขา ลูกอยากกลับบ้าน กลับเรือนของเรา มาพาลูกกลับไปที

            “ผมขอโทษ”

คำพูดทุกคำรวมอยู่ในความหมายของคำสามคำเท่านี้เอง จุมพิตดูดดื่มเมื่อครู่เริ่มต้นจากความต้องการปกป้องก่อนลุกลามเป็นความปรารถนาในนาทีต่อมา มุกยังเสียขวัญเพราะเสี่ยเทิด เขาคงทำให้หล่อนยิ่งกลัวเข้าไปอีก เมษราศีรออย่างสงบให้หญิงสาวสบตาเขาสักนิด จะด่าว่าหรืออะไรก็ได้แต่อีกฝ่ายกลับเอาแต่ก้มหน้าร่ำไห้น้ำตาเป็นสายบาดใจเขา

“ฉันจะหาทางกลับเรือนเอง”

อาจหาญทำมาแล้วตั้งหลายเรื่อง ทั้งต่อสู้กับชายกักขฬะ ตบหน้าชายหนุ่มตรงหน้า แค่หาทางกลับเรือนด้วยตัวคนเดียวอีกอย่างคงไม่ยากนัก

“ไม่ได้!” เมษราศีตวาด ให้หล่อนด่าเขายังดีกว่าพูดเหมือนไม่อยากพบหน้ากันอีกแบบนี้ “ผมไปส่ง”

คว้ามือ มุกสะบัดออก ดวงหน้างามร้อนเห่อเพราะเห็นหลายคนที่เดินผ่านไปมามองด้วยความใคร่รู้

“ฉันจะกลับเอง”

“พูดไม่รู้เรื่อง” เขย่าไหล่ทั้งสองด้วยความโมโห “ผมเป็นห่วงคุณแค่ไหนรู้มั้ยมุก”

“ฉันไม่ทราบ”

“ไม่ทราบก็เรื่องของคุณ แต่ในเมื่อคุณทำให้ผมเป็นไอ้บ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นก็ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นนอกจากไปกับผม”

รู้ว่ามุกกำลังโกรธ เขาเองก็รู้สึกผิด แต่อารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เคยมีต่อใครผสมหวงแหนก่อตัวขึ้นฉับพลันเหมือนซ่อนตัวลึก ๆ ในใจมานานรอวันเปิดเผยทำให้เมษราศีไม่ต้องการยอมปล่อยหญิงสาว

เขาจูงกึ่งลากหล่อนกลับมาที่รถสำเร็จ จัดการให้นั่ง คาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย แล้วอ้อมไปประจำตำแหน่งคนขับ

“เอาล่ะ ทีนี้บอกได้แล้วว่าบ้านคุณอยู่ไหน”

 

ไม่คิดว่าจะต้องย้อนกลับมาที่นี่อีกครั้งภายในวันเดียวกัน เมษราศีก้าวลงจากรถ อ้อมลงมาเปิดประตูให้มุก อาทิตย์อัสดงแล้วในตอนทั้งคู่มาถึงวัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร นกฝูงใหญ่ซึ่งน่าจะเป็นฝูงสุดท้ายเร่งบินกลับรัง บริเวณลานวัดสงบเงียบ เงาดำเริ่มทาบตรงนั้นตรงนี้แผ่อาณาเขตรัตติกาล

“นี่หรือคะวัดสุวรรณาราม”

ถามทั้ง ๆ รู้แก่ใจว่าใช่เพราะถึงสภาพแวดล้อมจะไม่เหมือนเสียทีเดียว ความคุ้นเคยยังบอกว่านี่แหละสถานที่ ๆ หล่อนบอกกับเมษราศีว่าอยู่ใกล้เรือนของตน

“ฉันอยู่แถวคลองบางกอกน้อย ใกล้วัดสุวรรณาราม”

          “แถวนั้นเอง ผมรู้จักดี”

          “หรือคะ เช่นนั้นคุณคงรู้จักบ้านพระยาเตหราช”

            จากกำลังเข้าใจกลายเป็นไม่เข้าใจ แต่เมษราศีก็ยื่นข้อเสนอว่าให้ยึดวัดสุวรรณารามเป็นจุดเริ่มต้น

            “ทำไม หรือผมเข้าใจผิด”

            “คง...ไม่หรอกค่ะ”

            “โล่งอกไปที มาเถอะ ผมจะเดินไปส่ง บ้านคุณอยู่ซอยไหน หรือถ้าไกลนักขับรถเข้าไปจะดีกว่า”

            เป็นอันว่าพาหนะสี่ล้อวิ่งเร็วกว่าเรือหลายเท่าเรียกว่ารถ มุกตอบไม่ออกสักคำเดียว หล่อนเดินช้า ๆ ตรงไปยังพระอุโบสถ ตั้งใจจะเข้าไปกราบพระประธาน เมษราศีเดินตามโดยไม่พูดจา เยื้องเบื้องหลังหล่อนราวองครักษ์พิทักษ์เจ้าหญิง

            พระอุโบสถอันเป็นที่ประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัยแผ่ความเย็นมาสู่ใจมุกทีละน้อย หล่อนนั่งพับเพียบลงเบื้องหน้า ก้มกราบทั้งน้ำตาปริ่มรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เมษราศีก้มกราบลงเช่นกัน ทั้งสองยืดตัวขึ้นนั่งตรงเป็นจังหวะเดียวกับสายตาสองคู่มองเห็นสมุดข่อย เมษราศีไม่สนใจนัก แต่มุกมีอาการนิ่งงันราวกับถูกสาป บทสวดเดิมก้องขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังอยู่แต่ในสมองให้มุกได้ยินเพียงผู้เดียว ในศีรษะหล่อนเหมือนถูกบีบรุนแรง เจ็บปวดจนอุทานออกมา

            “โอ๊ย!” ยกมือกุมขมับ งอตัว

            “มุก”

เมษราศีถลาเข้าจะประคอง แต่หญิงสาวเขยิบหนี หล่อนค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืนคว้าง สายตาแลจับภาพจิตรกรรมฝาผนังโดยรอบ ภาพเหล่านั้นในสายตามุก สีสันสดชัด ทั้งยังได้กลิ่นของส่วนผสมต่าง ๆ ตั้งแต่สีถึงยางไม้ จากนั้นภาพนิ่งก็กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตขึ้นตรงหน้า ในจำนวนภาพเหล่านั้นมีตัวหล่อนรวมอยู่ด้วย แต่ภาพไม่ปรากฏเฉพาะบทตอนในภาพนิ่ง ยังเลยไปถึงเหตุการณ์อื่น ๆ สลับไปมาอย่างรวดเร็วแต่มุกกลับซึมซับเข้าใจได้ตลอด

เสียงบริกรรมคาถายังดังไม่หยุด สลับกับเสียงเรียกอย่างห่วงใยของเมษราศี

“มุก คุณเป็นอะไร บอกผมสิ”

เสียงของเขา...มุกจับเสียงเมษราศีได้ชัดขึ้น เมื่อเทียบกับเสียงท่องมนต์ก็เป็นเสียงเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน

“คุณอ่านบทสวดหรือคะ”

หล่อนชำเลืองไปยังสมุดข่อยโบราณ เมษราศีมองตามก่อนพยักหน้ารับ

“ใช่ คุณรู้ได้ยังไง”

คำตอบของเมษราศีเบาบางเต็มที ในสมองมุกได้ยินแต่เสียงสวดมนต์ซ้ำไปมาพร้อม ๆ กับภาพอดีตภาพแล้วภาพเล่าปรากฏในมโนสำนึกไม่หยุด เสียงสวดดังขึ้นและดังขึ้นขณะภาพล่าสุดที่ปรากฏคือตัวหล่อนกำลังว่ายน้ำเล่นในลำคลอง สีหน้ายิ้มแย้ม บ่าวไพร่บนศาลาท่าน้ำพูดอะไรสักอย่างก่อนเดินหายไปทิ้งหล่อนไว้ลำพัง คล้อยหลังบ่าวไม่เท่าไหร่ร่างหล่อนเกิดอาการผิดปกติขึ้น หน้าตาเหยเก ปากร้องเรียกให้คนช่วยแต่คงไม่มีใครได้ยินเพราะร่างค่อย ๆ จมหายลงใต้น้ำจนจมมิดหายในที่สุด

มุกเผยอริมฝีปาก ทำท่าสูดลมหายใจลึกเข้าปอดเร็ว ๆ เหมือนคนขาดอากาศ รู้สึกถึงความตายใกล้เข้ามา ความมืดดำคืบคลานกลืนกินหล่อนก่อนทุกอย่างจะขาวโพลน สงบเย็น กระทั่งเห็นใครคนหนึ่งมานั่งอยู่หน้าพระประธาน โอมอ่านบทสวดศักดิ์สิทธิ์

เสียงสวดมนต์กระชั้นถี่ถึงขีดสุดแล้วหยุดลงพร้อมภาพทุกภาพดับมืด ร่างอรชรทรุดฮวบลงนั่งหมดสิ้นเรี่ยวแรงกับพื้นในอ้อมแขนเมษราศีที่ยื่นรับไว้ทันท่วงที

“มุก!

ความเป็นห่วงเป็นใยเต็มเปี่ยมอยู่ในเสียงอุทาน มุกหันมาอย่างแช่มช้า คราวนี้มองชายหนุ่มเต็มตา ปรากฏรอยยิ้มจาง

“คุณอ่านคาถานั้น”

“คาถา?

“ค่ะ คาถา”

“...”

“รู้หรือเปล่าคะว่าสิ่งที่คุณทำคือปลุกฉันให้มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง” นั่นคือคำตอบของทั้งหมดว่าเหตุใดหล่อนจึงเหมือนคนโง่เร่อร่า ไยสภาพบ้านเมืองจึงแปลกไปจากเคยเป็น กาลเวลาเคลื่อนผ่านนานมากแล้วสรรพสิ่งจึงเปลี่ยนแปลง หล่อนเองต่างหากอุบัติขึ้นอย่างอัศจรรย์!

ปลุกฉันให้มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง...ฟังหล่อนพูด เมษราศีอยากสรุปเสียนักว่ามุกวิกลจริตหากพอมองหน้าสวย พูดจากันรู้เรื่องเป็นส่วนมากจึงเลี่ยงความคิดนั้นเป็นว่าหญิงสาวคงป่วย คำพูดทั้งพฤติกรรมจึงผิดแผกไม่ปกติในบางคราว

“ผมจะพาคุณไปหาหมอ”

“คุณไม่เชื่อฉันใช่ไหมคะ” แน่ล่ะในเมื่อเป็นสิ่งยากจะเชื่อ

“คุณต้องการคนดูแล”

ชายหนุ่มยืนยันความคิดเดิม หญิงสาวแทบถอนใจ พยายามบอกเล่ายืนความจริง

“ฉันเคยอยู่แถวนี้เมื่อนานมาแล้ว ตรงกับแผ่นดินที่สามของกรุงรัตนโกสินทร์” ความทรงจำคืนมาแล้วทั้งหมด ที่เคยริบหรี่รางเลือน ชัดเจนแล้วทุกบทตอน “จมน้ำตายตั้งแต่รุ่นสาว แต่วิญญาณไม่ไปไหนกลับสิงสถิตย์อยู่ในภาพวาด”

มุกมองหน้าเมษราศีด้วยแววตารำลึกเหมือนจะพูดอะไรอีกแต่ไม่พูด บอกย้ำแต่เพียงว่า

“คุณทำให้ฉันเกิดใหม่”

คิ้วเข้มขมวดแน่น ไม่เชื่อคำหญิงสาวแม้แต่คำเดียว สิ่งที่มุกพูดมีแต่ในนิทานหรือภาพยนตร์ประเภทเกินจริงทั้งนั้น ชาวอียิปต์มีความเชื่อกันว่าคนตายแล้วสามารถฟื้นจึงเก็บรักษาศพไว้อย่างดี ผ่านมาหลายพันปียังไม่เคยมีข่าวมัมมี่ไหนฟื้นคืนชีวิตสักราย แล้วกับผู้หญิงในอ้อมกอด มีเลือดเนื้อ มีความนุ่มนวล มีกระทั่งเงายามพระอาทิตย์ทอแสงจับ หล่อนจะเป็นคนที่ตายไปแล้วเกือบสองร้อยปีได้ยังไง ส่วนเขายิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ แค่อาศัยอ่านภาษาบาลีคล่อง คะนองปากโอมอ่านไปยังงั้นจะมีฤทธิ์ปลุกวิญญาณไร้ร่างให้มีเลือดเนื้อ...เป็นไปไม่ได้

“คุณไม่เชื่อฉัน”

แววตาชายหนุ่มบอกแก่หล่อน เมื่อรู้ความจริงหญิงสาวสงบขึ้นกว่าเมื่อครู่มากนักด้วยความเข้าใจทุกอย่างกระจ่างในจิตใจ ไม่นึกเลยว่าคำทำนายของหลวงตาที่เคยทำนายไว้ยามหล่อนยังมีชีวิตอยู่จะเป็นความจริง

...ชะตาของเจ้าต้องเกิดสองหน ตายสองหน...

แล้วชีวิตของหลานหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรเล่าเจ้าคะหลวงตา

โปรดติดตามตอนต่อไป...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น