-จุมพิตสิเน่หา-

ตอนที่ 1 : บทที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,981
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 ต.ค. 59


เอามาลงให้อ่าน ประมาณ 50%จ้ะ
ใครชื่นชอบฝากติดตามต่อที่ลิงก์ด้านบนเลยน้า
(คลิกที่ Get it now เลย ^ ^)
+++++++++++++++++






สพฺพเทวตา     อธิฏฺฐิโต มยฺหํ

สพฺพ เปมํ       ปณโย สพฺพโต

อยฺย ภนฺเต     ธรติ ปิยํ

สพฺพเทวตา     อธิฏฺฐิโต อุปกปฺปติ

 

ด้วยอำนาจแห่งสรรพเทวตา

แลอานุภาพแห่งความรัก

ขอนางอันเป็นที่รักจงฟื้นคืนมาสู่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ.

 

บทที่ 1

หนึ่งจุมพิตตรึงตรา

ผูกเสน่หาชั่วนิรันดร์...

 

ห้องจัดเลี้ยงใหญ่ของโรงแรมติดริมแม่น้ำเจ้าพระยากระหึ่มด้วยเสียงปรบมือจากผู้ชมหลังพิธีกรชายหญิงสวมชุดสูทและราตรียาวสีอ่อนหวานบนเวทีกล่าวจบ แชนเดอเลียร์ทิ้งตัวแกว่งไกวนิด ๆ ให้แสงพราวระยับจากเพดานเรียงรายเป็นระยะค่อยลดความสว่างลงเช่นเดียวกับดวงไฟฝังทั่วทั้งห้อง เหลือเพียงความมืดสลัวก่อนดนตรีบรรเลงจังหวะเร้าใจเริ่มต้น เจ้าหน้าที่คุมระบบแสงสีเสียงสาดสปอร์ตไลท์จับกลางแคทวอล์คหรือเวทีรูปตัวที

            หญิงสาวรูปร่างโปร่งระหงคนแรกก้าวออกจากหลังเวที หล่อนสวมชุดยาวกรุยกรายคล้ายเอาผ้าทั้งผืนพันรอบตัวไว้หากก็เป็นการพันอย่างมีศิลปะ ตามด้วยนางแบบรูปร่างถอดแบบจากคนแรกอีกหลายคนเดินเรียงออกมาเป็นลำดับ ท่าเดินแต่ละคนนั้นคล่องแคล่วแสดงความมั่นใจในตัวเอง ดวงหน้าเจือยิ้มนิด ๆ ด้วยความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเดินแบบให้กับงานสำคัญอย่างแฟชั่นโชว์ผ้าไทยของบริษัท ทิพยภูษา จำกัด

ผู้ชมด้านล่างเวทีตามโต๊ะจัดเลี้ยงโดยเฉพาะผู้หญิงไม่ได้สนใจรูปร่างหน้าตาของนางแบบเหมือนอย่างพวกผู้ชายทั้งหลายฮือฮาชี้ชวนให้ดูความงดงามของเนื้อผ้ารวมถึงการให้สี

            “เธอชอบผืนไหน ฉันว่าอย่างที่นางแบบคนแรกใส่น่ะสวยนะ”

            “อืมสวย แต่เรียบไปนิดสำหรับฉัน”

“จ้า ๆ ฉันลืมไปว่าเธอน่ะมันพวกชอบแรง ๆ” สัพยอกพลางหัวเราะขบขัน

            “บ้าหาเรื่องแซวดีนักนะ” ตีแขนเพื่อน “ยังไงฉันก็ลูกค้าประจำทิพยภูษาย่ะ แล้วที่ว่าแฟชั่นโชว์ผ้าโบราณน่ะต่อจากรายการนี้สินะ”

            “อ๋อที่ว่าของเก่าจากมือเจ้าของน่ะนะ เก่าจริงรึเปล่าไม่รู้เธอเอ๊ย”

น้ำเสียงแสดงความไม่เชื่อถือนัก ก็พ.ศ.นี้แล้วผ้าโบราณอายุกว่าร้อยปีขึ้นไปจะหาลูกหลานเก็บรักษาเหลือรอดมาได้สักเท่าไหร่ อย่างมากคงเป็นประเภทลอกเลียนชั้นเกรดเอคือเหมือนแทบแยกไม่ออกเท่านั้น

            “พูดไป ระดับทิพยภูษาแล้ว เขาไม่ยอมเสียชื่อโฆษณาของเก๊หรอกย่ะ”

            ทิพยภูษาตามคำของหญิงสาวคือบริษัทส่งออกผ้าไหมทอมือรายใหญ่ของประเทศ เมื่อก่อนบริหารงานโดยวสุธาและมยุเรศ ลักษมีจิรภัทร ต่อมาเมื่อวสุธาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ส่วนมยุเรศประสบอุบัติทางรถยนต์ในเวลาไม่นานหลังจากนั้น เมษราศี ลักษมีจิรภัทร บุตรชายคนเดียวจึงต้องก้าวขึ้นรับสืบทอดกิจการ

            ภายใต้การบริหารงานของเมษราศีในระยะแรก ผู้บริหารระดับสูงยังไม่ค่อยเชื่อฝีมือชายหนุ่มนัก เพราะแม้หลังเรียนจบปริญญาโทดีกรีเกียรตินิยมอันดับสองทางด้านวิศวกรรมสิ่งทอจากประเทศฝั่งยุโรปชายหนุ่มเข้ามาเรียนรู้ทั้งยังรับผิดชอบงานบางส่วนในทิพยภูษาก็เป็นเพียงงานไม่มีความสลักสำคัญแถมเจ้าตัวยังขยันสร้างข่าวกับสาว ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน เรียกว่าข่าวของทิพยภูษาในหน้าธุรกิจตลอดหลายสิบปีนับจากเริ่มกิจการเกือบมีจำนวนน้อยกว่าข่าวของเมษราศีกับบรรดาหญิงสาวสวยจากทั่วทุกวงการเสียอีก

            แต่ด้วยความตั้งใจบวกความสามารถชนิดลูกไม้ใต้ต้นรวมเอาทั้งวิสัยทัศน์ก้าวไกลจากบิดาและความละเอียดอ่อนของมารดา เมษราศีสามารถพาทิพยภูษาก้าวสู่ตลาดใหม่ทางฝั่งอเมริกาในปีที่สามของการทำงาน ตั้งแต่นั้นแม้ชายหนุ่มคงความเพลย์บอยเอาแต่ใจตัวเองไว้ครบถ้วน คณะกรรมการบริหารมักทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสียบ้าง ถือว่าตราบเท่าที่งานไม่เสีย เรื่องอื่นอันเป็นเรื่องเฉพาะตัวก็ให้เจ้าตัวจัดการไป

            “ชื่นชมซะจริงนะยะ อยากรู้นักว่าที่เห่อผ้าไทยนักหนานี่เพราะชอบจริงหรือสนเจ้าของบริษัทแน่” ขาเมาท์คู่เดิมยังไม่เลิก คนถูกถามแทงใจดำอมยิ้มไม่ยอมตอบเสทำเป็นสนใจการเดินแฟชั่นโชว์ต่อ

 

สิ้นสุดการแสดงผ้าทอมือสินค้าล็อตใหม่ของทิพยภูษา แสงไฟทั่วห้องจัดเลี้ยงหรี่รางลงอีกครั้ง ผู้ชมหน้าเวทีหลายคนสัมผัสถึงละอองไอเย็นจัดผสมกลิ่นของดรายไอซ์แล้วทั้งเวทีก็สว่างพรึ่บขึ้น

นางแบบที่คราวนี้สวมชุดไทยสีเรียบเดินออกมาทีละคู่ ช่วยจับผ้าโบราณกางโชว์ทางซ้ายขวาและด้านหน้าเวทีจนเกิดเสียงฮือฮาขึ้นเป็นระยะชื่นชมในความงามประณีตแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานของผ้าอัตลัด[1]ลายเมล็ดมะม่วงหิมพานต์

“เข้าใจคิดจริง ๆ เชียวหลานฉัน” จันทกานติ์ ลักษมีจิรภัทร ชำเลืองมองสีหน้าแขกผู้มีเกียรติตื่นเต้นตาโตกับผ้าโบราณสภาพสมบูรณ์ผืนแล้วผืนเล่าแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกปากชมหลานรักกับพลทัต ลักษมีจิรภัทร ผู้เป็นสามี “สร้างสีสันไม่น้อยเลย ว่ามั้ยคะคุณ”

            พลทัตพยักหน้าน้อย ๆ สีหน้าภาคภูมิใจในตัวหลานชายไม่แพ้ภรรยา เขามีศักดิ์เป็นลุงแท้ ๆ ของเมษราศี ครั้งวสุธาบิดาเมษราศีมีชีวิต เขาสนิทกับน้องชายมากแม้ต่างแต่งงานมีครอบครัวก็ยังนัดเจอกันเสมอ

เดิมทีพลทัตมีกิจการรับออกแบบและสร้างอาคารหากดำเนินกิจการได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกพิษค่าเงินผันผวนทำเหตุต้องปิดตัวลง วสุธาที่หันไปจับธุรกิจด้านทอผ้าไหมจนเป็นรูปเป็นร่างมั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ ชักชวนให้มาช่วยกัน นับจากนั้นความสนิทสนมยิ่งเพิ่มพูน ไม่คิดว่าน้องชายจะอายุสั้น ทิ้งทายาทหนุ่มฉกรรจ์ให้สืบสานต่อเพียงลำพัง

            ความสามารถของเมษราศี ผู้เป็นลุงอย่างพลทัตไม่เคยนึกห่วง เขารู้จักหลานชายคนนี้ดีเกือบเท่าบิดาแท้ ๆ เห็นภายนอกเหมือนไม่ใส่ใจแถมใจร้อนเอาแต่ใจอย่างนั้นถ้าลองมุ่งมั่นก็ลุยสุด ๆ จนน่าทึ่ง ความห่วงใยในขั้นแรกของพลทัตแตกต่างจากกรรมการบริหารทุกคน เขาห่วงแต่เพียงว่าชายหนุ่มจะยอมสืบสานเจตนารมณ์ของพ่อแม่หรือเปล่า หรือจะขายเพื่อทำสิ่งอื่นที่อยากทำมากกว่า จนถึงวันนี้เมษราศีทำให้ทุกคนประจักษ์แล้วว่าเขาทำและตั้งใจทำมากเสียด้วย ไอเดียแปลกใหม่ถูกเสนอในที่ประชุมบ่อยครั้งรวมถึงงานแฟชั่นโชว์ผ้าล็อตใหม่ของบริษัทควบกับงานประมูลผ้าไทยโบราณโดยนำรายได้ทั้งหมดช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสตามจังหวัดต่าง ๆ ในครั้งนี้ด้วย

            “คุณว่ารายได้จากการประมูลจะแตะหลักไหนคะ”

            ในหมู่นักสะสมของเก่า ผ้าโบราณจัดเป็นของหายากอย่างหนึ่งเนื่องจากเก็บรักษายาก หรือหากมีการเก็บรักษา สภาพเนื้อผ้ามักชำรุดทรุดโทรม ผ้าโบราณเหล่านี้ในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองยังไม่ค่อยมีใครเห็นค่านัก บ้านเมืองอยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยนความเป็นอยู่ ลูกหลานผู้รับสืบทอดมรดกจำนวนมากนำผ้าโบราณขายหรือแลกเปลี่ยนกับข้าวของทันสมัย บ้างยกให้ฟรี ๆ จนเวลาผ่านล่วงไปจึงค่อยมีคนเห็นว่าคุณค่าของผ้าโบราณหาใช่เพียงเพราะผ่านเวลาอันยาวนานแต่เป็นหลักฐานแสดงถึงวัฒนธรรมอันประณีตบรรจงตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ การสะสมเริ่มแพร่หลายราคาค่างวดผ้าพุ่งพรวดดังเช่นผ้ายกดอก[2]ลายดอกพุทธชาดระหว่างนางแบบทั้งสองกลางเวที พื้นผ้าสีเขียวปีกแมลงทับสลับลวดลายยกดอกพุทธชาดทองอร่ามผู้ชมเห็นแล้วพากันร้องอื้ออึงชื่นชมในลำคอ

            “มากโขอยู่นะผมว่า” พลทัตคาดคะเน “สภาพสมบูรณ์ขนาดนี้แถมยังหายาก แล้วแขกในงานที่คุ้นหน้ากันอยู่นี่เป็นประเภททุ่มไม่อั้นทั้งนั้น งานนี้ทิพยภูษาเราอิ่มบุญอีกนานแน่ล่ะคุณ”

            “อนุโมทนาสาธุเถอะค่ะ” จันทกานติ์เกือบลืมตัวประนมมือ “ถ้าพูดถึงได้บุญแล้วพ่อหัวเรือใหญ่เราสิคะคงจะได้มากกว่าเพื่อน ผ้าหายากทั้งหลายแหล่นี่ถ้าไม่เพราะเสน่ห์พ่อเจ้าประคุณหว่านล้อม เจ้าของเขาคงไม่ยอมปล่อยออกมาประมูลร่วมบุญง่าย ๆ หรอกค่ะ”

            เสียงหัวเราะทุ้มดังจากทางซ้ายและขวา ด้านหนึ่งคือพลทัต อีกด้านพลาธิป...บุตรชาย เสียงหัวเราะนั้นราวกับเตือนถึงการมีตัวตนให้จันทกานติ์หันไปซักเอากับบุตรชายว่า

            “ว่าไปตั้งแต่เริ่มงานแม่เจอหน้าตาเมษแว้บเดียวแล้วยังไม่เห็นกลับมานั่งอีกเลย เห็นน้องมั้ยตาพล”

            “คุณแม่มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ” พลหรือพลาธิปถามมารดา สายตายังคงจับจ้องผ้าโบราณหลากหลายผืนบนเวที

            “ไม่มีหรอกลูก แม่แค่สงสัย เป็นคนต้นคิดแท้ ๆ กลับไม่เห็นแม้เงา”

เสียงหงุงหงิงออกจะเอ็นดูมากกว่าตำหนิ ด้วยสำหรับจันทกานติ์แล้ว ถึงหล่อนจะเป็นเพียงป้าสะใภ้ก็รักใคร่เมษราศีราวกับลูกในไส้

            “ถ้าไม่หลังเวทีก็คงมุมไหนสักมุมในโรงแรมนี้ล่ะครับ”

คนตอบพอนึกภาพลูกพี่ลูกน้องเจ้าเสน่ห์นัวเนียกับคู่ควงออก จันทกานติ์ทำเสียงฮึในลำคออย่างไม่ชอบใจนักตามประสาคนหวงหลาน ส่วนพลทัตหัวเราะขลุกขลักไม่ออกความเห็นใด ๆ

 

            ภายในโรงแรมขนาดใหญ่อันเป็นที่จัดงาน นอกห้องจัดเลี้ยงแขกผู้เข้าพักในโรงแรมหลายคนอดมองตามชายหนุ่มผิวขาวรูปร่างสูงเพรียวด้วยความชื่นชมไม่ได้ คาดคะเนอายุแล้วคงราวสามสิบเศษ คนหนุ่มวัยนี้บางคนยังดูคึกคะนองไม่น่าเชื่อถือแต่สำหรับผู้ตกเป็นเป้าสายตา ร่างสูงมาตรฐานนายแบบสวมสูทตัดเย็บเนี้ยบทับเชิ้ตขาวปลดกระดุมสองเม็ดบนอวดกล้ามอกรำไร กางเกงและรองเท้าแสดงถึงราคาค่างวด บวกกับบุคลิกการเดินหลังตรงไม่วอกแวกทำให้ดูน่าเกรงขามระคนทรงเสน่ห์ในที ชายหนุ่มคงรู้ตัวเหมือนกันว่าถูกมอง เขายิ้มในหน้าน้อย ๆ กับคนส่วนใหญ่ตามประสาพ่อค้า ยามยิ้มเครื่องหน้าคมเข้มกับไรหนวดเคราเขียวอย่างเพิ่งโกนใหม่ยิ่งกระจ่างบาดตาบาดใจ ทำให้แขกสาวหลายคนใจระทวยหมดสงสัยในฉายา เทพบุตรเดินดิน ของเขา

            “คุณเมษขา” เสียงแหลมดังมาแต่ไกลก่อนหญิงสาวผิวขาวเหมือนหยวกกล้วยรูปร่างอวบอัดตามคำจำกัดความทรงโตคือมีในส่วนที่ควรมี...มากเป็นพิเศษ วิ่งถลาจากบันไดวนทอดจากส่วนฟร้อนต์เข้ากอดคอเขย่งปลายเท้าจูบปากชายหนุ่มอย่างไม่แคร์สายตาใคร เมษราศีกระหวัดแขนกอดรับเรือนร่างนุ่มนิ่มไว้โดยอัตโนมัติ ได้กลิ่นหอมจากน้ำหอมชั้นดีที่หญิงสาวคงจงใจพรมกลิ่นที่เขาชอบกับรู้สึกได้ถึงส่วนนุ่มหยุ่นเบียดชิดร่างยามจูบตอบหล่อน “ขอโทษนะคะที่ยุดามาช้า ผู้กำกับน่ะสิคะสั่งถ่ายซ่อมตั้งหลายฉาก รอยุดานานมั้ยคะ หรือว่ามัวแต่โปรยเสน่ห์ใส่คนอื่นจนลืมนึกถึงกัน”

            ยุดาหรือเปรมยุดา นางเอกสาวชื่อดังแห่งยุคกระเง้ากระงอดออดอ้อน มือเรียวเลื่อนจากท้ายทอยไถลขึ้นปลายผมชายหนุ่มพลางส่งสายตาเชิญชวน อากัปกิริยาโจ่งแจ้งไม่อายผีสางของเปรมยุดานับวันจะมากขึ้น หล่อนเห็นจากหางตาก็ให้สะใจเมื่อบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่พากันแตกกระจายหายไปจากบริเวณนั้นหมดไม่มัวยืนอ้อยอิ่งรอไฟอันน่าหลงใหลอย่างเมษราศีเข้าไปทักทาย

            “มาเหนื่อย ๆ กินอะไรมาหรือยัง”

หนุ่มนักรักไม่ตอบสักคำถาม เขายึดถือความโสดเป็นชีวิตจิตใจ ไม่ชอบให้ผู้หญิงคนไหนล้ำเส้นแสดงตัวเป็นเจ้าของเกินไปนัก กับเปรมยุดา หล่อนไม่ต่างจากผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่หลงในข้าวของเงินทองเหนืออื่นใด ในเมื่อต้องการเขาด้วยจุดประสงค์นี้เขาก็จ่ายให้ได้ไม่อั้นขอเพียงทำตามกฎสองข้อคือ ต้องตามใจเขาทุกอย่าง กับห้ามเรียกร้องความผูกพันถาวร ถ้าปฏิบัติตามนี้ได้ก็เป็นผู้หญิงของเมษราศีอย่างไร้ปัญหา ที่ผ่านมาเขาบอกกับคู่ควงเหมือนกันหมด ความสัมพันธ์ชั่วคราวนี้เมษราศีไม่เคยคิดดูถูก ถือเป็นข้อตกลงแต่แรกเริ่มระหว่างสองฝ่าย ในข้อตกลงที่แม้ไม่ระบุบรรดาคู่ควงย่อมทราบดี...ความสัมพันธ์นี้ไม่รวมถึงหัวใจ นอกจากข้าวของจงอย่าพยายามครอบครองตัวและหัวใจซึ่งเขาเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครจะขโมยมันไปในท้ายที่สุด

            “ยังเลยค่ะรีบมาจะแย่” ค้อนพองามเมื่อไม่ได้รับคำตอบ เปลี่ยนกิริยาเป็นกอดเอวไว้หลวม ๆ รู้จักลื่นไหลไม่แง่งอนให้ชายหนุ่มรำคาญใจ เงินทองเป็นของยวนใจแต่ตัวกับหัวใจเมษราศีเหมือนสายรุ้ง...รู้ว่าจับต้องไม่ได้แต่น่าหลงใหลไขว่คว้า

            “เข้าไปในงานไหม หรือจะเป็นร้านอาหารอื่นในโรงแรมนี่”

เมษราศีถูกใจเปรมยุดาตรงที่หล่อนคล่องแคล่ว กล้าคิดกล้าแสดงออกไม่แคร์สายตาใคร กิริยายั่วเย้าในวันอารมณ์รื่นรมย์เชิญชวนให้เขาแทบไม่อยากกลับเข้างานหากแต่ไปที่อื่นมากกว่า แต่เห็นแก่ยังอยู่ในช่วงเวลางานสำคัญ เขาไม่อยากทำประเจิดประเจ้ออันเป็นเหตุให้ถูกบ่นจากลุง ๆ ในคณะกรรมการบริหารจึงออกปากชักชวนหญิงสาว

            “ในงานดีกว่าค่ะ ผู้บริหารสุดหล่อหนีออกจากงานนาน ๆ ไม่ดีนะคะ”

เปรมยุดาไม่เคยแยแสผ้าไทย หล่อนนิยมชมชอบสินค้าแบรนด์ดังจากต่างประเทศ เห่อเหิมทุกอย่างตามสมัยนิยม แม้แต่หน้าตาก็ศัลยกรรมตามแบบดาราเกาหลีจนแทบไม่เหลือรอยหน้าตาเดิม แต่ผ้าทอมือของทิพยภูษาเป็นข้อยกเว้น ถ้าหล่อนทำทีใส่ใจมากเท่าไหร่คงยิ่งเพิ่มความพอใจให้เมษราศีเท่านั้น ตอนนี้ข่าวประโคมมาเป็นสัปดาห์ถึงความสัมพันธ์ของหล่อนกับนักธุรกิจหนุ่มหล่อ มีบางคอลัมน์แซวถึงอนาคตงานวิวาห์ ไม่ลองไม่รู้ หัวใจพ่อปลาไหลเมษราศีอาจอยู่ในมือหล่อนก็ได้...ใครจะรู้

            “ออกมารอคุณ” เมษราศีตอบสั้น ๆ อันเป็นเรื่องปกติเวลาอยู่กับบุคคลภายนอกครอบครัว ชายหนุ่มไม่ซีเรียสเท่าพี่ชายแต่ก็มีบุคลิกที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องในบางครั้ง แม้แต่กับคู่ควง ผู้หญิงเหล่านั้นรวมทั้งเปรมยุดาต่างท่องไว้ในใจว่าไม่ควรตอแยเมษราศีมากไปนักจนเขาเกิดความรำคาญ เปรมยุดายิ้มหวานให้กับคำตอบที่ได้รับ ชายหนุ่มคล้องเอวหญิงสาวพาเดินกลับเข้าห้องจัดเลี้ยง

            “เดือนหน้ามีงานแฟนซีย้อนยุค แทนที่จะเช่ายุดาว่าจะหาผ้าสวย ๆ ตัดชุดใหม่ คุณเมษมีส่วนลดให้ไหมคะ”

ชวนคุยเสียงอ่อนเสียงหวาน เชิดคอภูมิใจกับสายตาหลายคู่ที่มองมายังหล่อนและเมษราศี ถึงฐานะจะยังอยู่ในขั้นคู่ควง สักกี่คนล่ะทำได้ มาตรฐานผู้หญิงของเมษราศีถ้าไม่สวยหยาดฟ้ามาดินก็เห็นเด่นดังในสังคมทุกรายไป

            “อยากได้ผืนไหนก็บอก”

คำตอบนี้ต่างหากที่เปรมยุดาต้องการ เพียงแต่แกล้งออกปากขอส่วนลดไปงั้นเองเพื่อรอให้เมษราศีออกปากว่าจะกำนัลให้

            “อุ๊ยจริงเหรอคะ ขอบคุณค่ะคุณเมษ” กราบลงกับอกชายหนุ่ม

 

            บนเวที พิธีกรคู่ขวัญกำลังกล่าวนำเริ่มงานประมูล เมษราศีพาเปรมยุดามานั่งโต๊ะด้านหน้าสุด แนะนำหล่อนให้รู้จักลุงป้าและพี่ชายตามลำดับ หญิงสาวไหว้อ่อนช้อยด้วยกิริยาประดิษฐ์เกินงาม จันทกานติ์รับไหว้คอแข็งมองนางเอกสาวขึ้นลงอย่างไม่ชอบใจ เปรมยุดาอาศัยเงามืดแอบเบ้ปาก

“แหวะยายแก่ ถ้าไม่อยากเอาใจคุณเมษฉันไม่ไหว้ให้เสียมือหรอกย่ะ!

แต่ฉากหน้า นางเอกสาวประจ๋อประแจ๋เอาใจ ชวนคุยเรื่องผ้าไหมบ้างพอให้รู้ว่าสนใจเป็นพิเศษ เมษราศีเห็นกิริยาหล่อนแล้วก็เอ็นดูปนขำ ชอบที่หล่อนรู้จักลื่นไหลเข้ากับคนง่ายหากไม่วายนึกอยากรู้ ถ้าเมษราศีคนนี้ตัวเปล่าไม่มีสมบัติติดตัวจะมีผู้หญิงคนไหนเอาใจเท่านี้อีกหรือเปล่า

“หายไปไหนมาตั้งนานสองนานน่ะตาเมษ”

จันทกานติ์อาศัยจังหวะเปรมยุดาขอตัวเข้าห้องน้ำถามหลานชาย

“ดูแลความเรียบร้อยอยู่ในงานนี่แหละครับ”

“แน่เหรอ ดูแลความเรียบร้อยหรือดูไปเรียบร้อยฮึ”

พลทัตสัพยอกหลานชายถูกภรรยาหนีบท่อนแขนหมั่นไส้ไม่ชอบใจ

“พูดอะไรน่ะคุณ อย่าให้ท้ายหลานได้มั้ย”

“ผมให้ท้ายตอนไหน แค่ถาม จริงไหมตาเมษ”

“จริงครับ คุณป้าอย่าหยิกคุณลุงบ่อยนักสิครับ เดี๋ยวเนื้อได้หลุดจริง ๆ สักวัน” หลานลุงช่วยกันเต็มที่

“นั่นสิครับ เปลี่ยนเป็นหยิกนายเมษดีกว่า เหมาะสมที่สุด”

พลาธิปที่ทำตัวเหมือนคนไม่มีปากเสริมขึ้นบ้าง ได้ยินดังนั้นเมษราศีจึงหันมายิ้มเย้ยใส่ลูกพี่ลูกน้องผู้มีอายุมากกว่าเขาหลายปี

“อิจฉาผมล่ะสิ”

กับทุกคนในครอบครัวเดียวกัน ท่าทางเมษราศีแตกต่างออกไป กลับเป็นหนุ่มน้อยขี้อ้อนแกมเอาแต่ใจตามประสาลูกคนเดียวแถมยังช่างแหย่อีกด้วย

“ฉันน่ะเหรอ อย่างนายมีอะไรให้อิจฉาฮึ”

ระหว่างพี่น้องมีเรื่องแซวเล่นหลายปีดีดักข้อหนึ่งนั่นคือ

“ก็อิจฉาที่คุณป้ารักผมมากกว่าพี่”

แต่เล็กมาแล้ว ยามพลาธิปทำผิด จันทกานติ์จะอบรมว่ากล่าวอย่างหนักผิดกับหลานอย่างเมษราศีที่หล่อนคอยเข้าข้างเสียราวกับลูกในไส้ ถ้าเป็นคนอื่นอาจจริงจังจนเกลียดชังน้องขึ้นมาแต่พลาธิปไม่ใช่ เขาเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ มารดามักตำหนิว่ากล่าวเขาเฉพาะเรื่องผิดจริงเท่านั้น ส่วนกับเมษราศีคงเพราะเห็นเป็นหลานแถมภายหลังยังเหลือตัวคนเดียวจึงเอ็นดูตามใจเป็นพิเศษ อีกอย่างพลาธิปเป็นคนพูดน้อย ค่อนข้างเคร่งขรึมถนัดฟังมากกว่าพูด ตรงข้ามกับน้องชาย นอกจากมีหน้าตาหล่อเหลาเป็นอาวุธพิชิตใจคนด่านแรกแล้วยังมีวาทะศิลป์เป็นเลิศมัดใจใครต่อใครไปได้ทั่ว

“ใครบอกนาย แม่ฉันไม่เคยพูดว่ารักนายมากกว่าสักคำ”

“เอาล่ะจ้ะ ๆ หยุดเถียงกันสักที” จันทกานติ์ห้ามทัพทั้งใบหน้าเปื้อนยิ้ม เหลือบตามองดูจนแน่ใจว่าเปรมยุดายังไม่กลับมาแน่แล้วรีบเข้าเรื่อง “ตาเมษ กับแม่นางเอกนี่จะคบหาจริงจังเหรอ”

“ทำไมเหรอครับ” เสียงพิธีกรชักชวนให้เริ่มประมูลผ้าโบราณทำให้ชายหนุ่มต้องเพิ่มระดับเสียงดังขึ้น “ผมว่ายุดาเขาก็น่ารักดี”

คนรอฟังอีกสามคนไม่ทันนึกรู้ว่าเมษราศีแกล้งพูดไปยังงั้นเองจึงแสดงสีหน้าต่าง ๆ กัน พลทัตกับพลาธิปขมวดคิ้วเหมือนไม่เชื่อหู จันทกานติ์เบิกตากว้างร้องอุทานแทบทันที

“ไม่ได้นะลูก หูตาแพรวพราวยังงั้นป้ามองปราดเดียวรู้เลยว่าเป็นคนแบบไหน นี่คงหวังตกถังข้าวสารเหมือนรายอื่น ๆ ผู้ชายน่ะถ้าไม่คบคนพาล ติดยาเสพติดก็เหลือแต่เสียเพราะผู้หญิงนี่แหละ คบเล่น ๆ พอไหวแต่ถึงขั้นแต่งงาน...หาใหม่เถอะลูก อายุเราก็พอจะเริ่มมองหาผู้หญิงดี ๆ สักคนเป็นเมียและแม่ของลูกได้แล้ว...”

“โธ่คุณป้าครับ” ร้องโอดเหมือนมอดกัดไม้ โน้มตัวเข้ากอดเอวป้าสะใภ้ “ผมไม่ถูกใครหลอกง่าย ๆ หรอกครับ แล้วผู้หญิงดี ๆ แบบที่คุณป้าว่าผมยังไม่เจอสักคน”

“ถมเถ” หน้าตาฐานะอย่างหลานชายหล่อนหาสักเท่าไหร่ย่อมได้ คงหวงความโสดเพราะยังเจ้าสำราญอยู่มากกว่า “ให้ป้าช่วยแนะนำไหมล่ะ”

“ไม่ล่ะครับ” พลทัตกับพลาธิปลอบยิ้มกับท่าส่ายศีรษะแรง ๆ “เรื่องนี้ผมขอ แต่คุณป้าไม่ต้องห่วง เมียผมต้องถูกใจคุณป้าแน่”

“หืม พูดเหมือนมีใครไว้อีก” ซึ่งเท่าที่รู้ล้วนเข้าอีหรอบเดียวกับเปรมยุดาทั้งสิ้น คนไหนกันที่ว่าดีพร้อม “ถ้ามีก็พามาแนะนำบ้างซิลูก แต่งงานแต่งการไปซะ วันก่อนหมอดูยังทักป้าว่าหลานชายจะมีเคราะห์ให้แก้ด้วยการมีครอบครัวจะได้สุขุมขึ้น แต่ถ้าไม่ อาจเสียผู้เสียคนจนถึงแก่ชีวิตเชียว”

หนุ่มเล็กหนุ่มใหญ่ทั้งสามฟังจบพากันลอบถอนใจ จันทกานติ์นั้นขึ้นชื่อเรื่องเชื่อโชคลางการดูดวงเป็นที่สุด นี่ไม่นึกว่าจะโยงเรื่องเมษราศีเข้าไปด้วย

“อีแบบนี้หมอเดาแน่ ๆ ครับผมว่า”

ในความช่างประจบเอาใจ บางครั้งเมษราศีกล้าแสดงความคิดเห็นตรง ๆ ศรัทธาในด้านนี้ของเขาไม่มีสักน้อยนิดตามประสาคนรุ่นใหม่ที่เชื่อว่าชีวิตลิขิตได้ด้วยตัวเอง

“ป้าเตือนเพราะหวังดี”

พอได้ยินเสียงป้าสะใภ้เอื่อยอ่อย เมษราศีจัดแจงประจบ

“ผมรู้ครับ”

เมื่อเห็นว่าหลานชายคงปักใจเชื่อคำหมอดูทักได้ยากจันทนกานติ์จึงเปลี่ยนเรื่อง

“เดี๋ยวเสร็จงานแล้วกลับบ้านเลยหรือเปล่าลูก”

“คงไม่ล่ะครับ”

เนื้อนุ่มเนียนของเปรมยุดา อย่างไรเสียคืนนี้เขาต้องได้สัมผัสมากกว่าแค่กอด เปรมยุดาเองคงเตรียมตัวมาเสนอให้เหมือนทุกที ไม่เช่นนั้นมีหรือจะย้ำเขาซ้ำแล้วซ้ำอีกตั้งแต่สัปดาห์ก่อน

“ว่าแล้วเชียว ตามใจ แต่อย่าลืมที่นัดกับป้าพรุ่งนี้นะ”

ทุกเช้าจันทกานติ์จะออกมารอใส่บาตรหน้าบ้าน ส่วนวันพระใหญ่จะไปทำบุญที่วัด วันพรุ่งนี้เป็นวันพระใหญ่เมษราศีรับปากว่าจะตามไปด้วย หล่อนคิดว่าหลานชายควงสาวไม่เลือกหน้าเพราะขาดความอบอุ่น ถ้ามีศาสนาเป็นหลักยึดเสียบ้างคงเพลา ๆ รู้จักหาเมียเป็นตัวเป็นตนสักคน

“ครับ นัดเดตกับคุณป้า ผมจะลืมได้ไง”

 

หลังสิ้นสุดงาน รายได้จากการสั่งจองผ้าไหมสูงทะลุเป้าเช่นเดียวกับเงินจากการประมูล เมษราศีอยู่รอกระทั่งจบงาน กล่าวอำลาแขกผู้มีเกียรติ พูดคุยกับคณะกรรมการบริหารบางคน ก่อนควงเปรมยุดาขึ้นรถไปด้วยกันตามลำพัง

 

คอนโดมิเนียมหรูกลางใจเมืองคือจุดหมายปลายทาง เมษราศีเลี้ยวรถเข้าจอดช่องจอดประจำแล้ววิ่งอ้อมมาเปิดประตูให้เปรมยุดาด้วยท่าทางสุภาพบุรุษเต็มขั้น หญิงสาวยิ้มตาฉ่ำเก็บซ่อนความเสียดายไว้ภายใน อีกครั้งแล้วที่เมษราศีพาหล่อนมาคอนโดส่วนตัว จากข่าวซุบซิบชายหนุ่มพาคู่ควงทุกคนมาที่นี่ไม่มีสักรายจะได้ย่างกรายไปที่คฤหาสน์หลังโต นั่นแสดงว่าหล่อนต้องพยายามมากขึ้นอีก

คืนนี้จะทำให้หลงจนโงหัวไม่ขึ้นเลยคอยดู...เปรมยุดาหมายมาด

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมองเปรมยุดายิ้ม ๆ ในตอนหล่อนเดินควงคู่เมษราศีผ่านประตูด้านหน้าที่มีระบบป้องกันอย่างดีไม่ให้บุคคลนอกเข้าไปได้ หล่อนสะบัดหน้าใส่อย่างนึกขวาง พอรู้ถึงความหมายในดวงตานั้นอยู่ ไอ้ยามนั่นคงดูถูกหล่อนที่เป็นเพียงหนึ่งในบรรดาคู่ควงไม่ซ้ำหน้าของเมษราศี รออีกหน่อยเถอะ!

“เป็นอะไร”

เมษราศีถามเพราะสังเกตเห็นสีหน้าบึ้งตึงขณะก้าวเข้าลิฟต์แก้วกลางอาคารพร้อมเปรมยุดา เชยคางหล่อนขึ้นก้มลงชิด เป่ารดลมหายใจอุ่น ๆ เร้าอารมณ์หญิงสาว

“เปล่าค่ะ อย่าสนใจเรื่องอื่นเลย สนยุดาดีกว่า”

ไม่อยากทำลายบรรยากาศดี ๆ คืนนี้เมษราศีเป็นของหล่อน ทุกเวลานาทีหล่อนจะใช้มันอย่างเต็มที่ คิดแล้ววงแขนขาวตวัดขึ้นรวบรั้งลำคอชายหนุ่มลงมา เปิดฉากจูบก่อนเป็นการท้าทาย เมษราศีเหยียดยิ้ม จูบตอบหนักหน่วงไม่แพ้กัน

ประตูลิฟต์เปิดแทบพร้อมเสียงสัญญาณเตือน สองร่างกอดรัดพันตูก้าวออกมายังทางเดินประคองกันไปหยุดหน้าห้องทั้ง ๆ ยังกอดจูบ ชายหนุ่มทาบการ์ดหน้าบานประตูปลดสลักล็อคอัตโนมัติ เพียงประตูเปิดและปิดลง ภายในห้องพักอันหรูหราก็เต็มไปด้วยเสียงร้องครวญครางหฤหรรษ์

 

ผืนฟ้ายังคงความมืดมิดอยู่มากในตอนเมษราศีย่องกริบออกจากห้อง ลงลิฟต์เพื่อมายังรถ ยังเช้าเกินไปสำหรับปลุกเปรมยุดา ทั้งยังไม่แน่ใจด้วยว่าหากปลุกหล่อนขึ้น ความตั้งใจไปตามนัดกับป้าเช้านี้จะทำได้ หล่อนคงรั้งเขาไว้แน่ ๆ ในห้องโดยสารรถคลอด้วยเสียงเพลงเบา ๆ เพลงแล้วเพลงเล่าตามแต่ดีเจจะเปิด

“อายุเราก็พอจะเริ่มมองหาผู้หญิงดี ๆ สักคนเป็นเมียและแม่ของลูกได้แล้ว”

นึกถึงคำป้าสะใภ้ เสียงเพลงก็ค่อยเลือน ๆ ไปเพราะเข้าสู่ภวังค์ความคิด ผู้หญิงดี ๆ มีมาก แต่ผู้หญิงดี ๆ ที่เขารักอยู่ที่ไหน หรือป่านนี้ยังไม่มาเกิด เมษราศีนึกแล้วทอดถอนใจ รู้สึกตัวอีกครั้งหลังหลุดจากห้วงภวังค์คิ้วหนาก็ขมวดเป็นปมยุ่ง

“อะไรของเขาวะ”

บ่นพึมพำไม่เข้าใจเพราะเพลงไทยสากลแนวฟังสบายเมื่อครู่หายไปกลายเป็นเพลงไทยเดิม เสียงบรรเลงเพลงจากวงมโหรีปี่พาทย์ดังแจ่มชัดราวกับยกวงเล่นสดอยู่ใกล้ ๆ ก็เพราะดี...ชายหนุ่มคิด แต่ฟังได้ไม่นานก็กดปิดกลัวถูกเพลงเย็นชื่นกล่อมหลับระหว่างขับรถ

ถนนหนทางยามเช้ามืดค่อนข้างปลอดโปร่ง เมษราศีขับเรื่อย ๆ กระทั่งเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือดังขึ้น

“อยู่ไหนแล้วจ๊ะคุณเพื่อน”

เสียงจากปลายสายเกือบทำเมษราศีสะดุ้ง ครางชื่อหล่อน

“ฐา”

“อื้อ ก็ฐาน่ะสิคิดว่าใครล่ะ ฐาถึงสนามบินแล้วนะเมษอยู่ไหน”

ฐานิกาตอบ น้ำเสียงอารมณ์ดี เมษราศีตวัดสายตามองหน้าปัดนาฬิกาฉับพลันพร้อมคำนวณเวลา เขาลืมสนิทว่าวันนี้ฐานิกาเพื่อนสมัยเรียนอยู่เมืองนอกเดินทางกลับ สัญญาแล้วว่าจะไปรับ ถ้าให้หล่อนรู้คงถูกบ่นหูชา

“สิบนาที เดี๋ยวเจอกัน”

จบคำ เสียงล้อหมุนเบียดถนนดังสนั่น อัตราความเร็วรถเปลี่ยนจากเรื่อย ๆ เป็นเร็วแทบบิน สิบนาทีเศษหลังจากวางสายเมษราศีถึงมายืนอยู่ในอาคารผู้โดยสารขาเข้า ด้วยความรีบร้อนชายหนุ่มเดินกึ่งวิ่งจากรถ สอดส่ายสายตาหาฐานิกาแต่กลับพบคนไม่คาดว่าจะเจอ

“อ้าวคุณเมษ มาทำอะไรที่นี่ครับ”

กันตพงศ์ร้องทักเจ้านาย เมษราศีหันมาตามเสียงเรียก สีหน้าแปลกใจไม่แพ้กัน นอกจากรู้จัก กันตพงศ์ยังเป็นหัวหน้าแผนกการลงทุนที่สนิทกับเขามากเสียด้วย พูดคุยอยู่เมื่อวานไม่เห็นบอกว่ามีธุระที่สนามบิน

“คุณเองเหรอ มีธุระเหมือนกันหรือไง”

“ครับ”

ยังไม่ทันถามไถ่ต่อจากนั้น ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งวิ่งผ่านมา แต่ละคนสวมสูทสากลสีดำสนิทร่างใหญ่ยักษ์มาดเหมือนพวกนักเลงโตในละคร วิ่งชนคนไม่พอยังส่งเสียงเอะอะโดยเฉพาะชายวัยกลางคนศีรษะล้านสวมสูทขาวทั้งชุดที่วิ่งรั้งท้าย

“หาตัวให้เจอ!

หน้าตาคนพูดถมึงทึง ศีรษะมันแผลบเพราะเหงื่อออก เมษราศีและกันตพงศ์มองตามพลางส่ายหน้าในความไม่มีมารยาท ชั่วไม่กี่นาทีคนกลุ่มนั้นก็วิ่งผ่านไป แว่วเสียงตะโกนร้องสั่งไกลออกไปอีกทิศทางหนึ่ง ความสงบกลับคืนมาอีกครั้งตรงตำแหน่งที่สองหนุ่มยืน เมษราศีคิดว่าเสียเวลามากแล้วกำลังจะกล่าวขอตัว พลันหางตาเขาเห็นใครคนหนึ่ง ท่าเดินหันรีหันขวางราวกับกำลังหลบซ่อนใครดึงความสนใจไม่น้อย

“คุณเมษ จะไปไหนครับ”

กันตพงศ์ร้องถามตามความเคยชินของคนเป็นลูกน้องหากแต่คนถูกถามไม่ตอบ กลับสาวเท้าไปตามทิศทางร่างใครคนนั้น

ผู้หญิง...รูปร่างอ้อนแอ้นน่าถนอม เมื่อครู่ยังเห็นหลังไว ๆ แต่ตอนนี้เหมือนเป็นเงาวอบแวบจนต้องวิ่งตามหา ครู่ถัดมาเขาก็ตามจนพบ หล่อนซุกตัวแทบประสานเป็นเนื้อเดียวกับมุมอาคาร เมษราศีมองหญิงสาวอย่างตกตะลึงยามเข้าไปใกล้และเห็นหล่อนชัด...

“คุณ เป็นอะไรหรือเปล่า มีอะไรให้ผมช่วยไหม” หญิงสาวคนนั้นสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าแหงนเงยขึ้นแสดงความตื่นตระหนกหากกระนั้น เรียวปากอิ่มใต้จมูกเล็กโด่งสั่นน้อย ๆ แล้วยังคิ้วโก่งเรียวเหนือนัยน์ตาคู่หวานยังสะกดเมษราศีไว้สิ้น จนหญิงสาวขยับตัวทำท่าจะหนี เขาค่อยได้สติกะพริบตาไล่ความงุนงงคว้าข้อศอกเล็กไว้ได้ทัน “เดี๋ยวคุณ กลัวจนตัวสั่นอย่างนี้มีใครทำร้ายคุณหรือเปล่า บอกมาผมจะช่วยคุณเอง”

“ฉัน...” ตอบพลางน้ำตาร่วงเปื้อนแก้ม “อ้ายคนจัญไรพวกนั้นจะย่ำยีฉัน”

จัญไร? ย่ำยี? สำนวนแปร่งแปลก แล้วยังแต่งกายด้วยชุดไทยโบราณ เสื้อแขนยาวห่มคลุมด้วยสไบเฉียงท่อนล่างนุ่งโจงกระเบน รองเท้ารูปทรงไม่เคยพบเห็นของหล่อนนั่นอีก...เหมือนหลุดมาจากละครย้อนยุค หรือคนบ้า แต่ท่าทางรู้เรื่องดีไม่น่าใช่

“พวกที่วิ่งไปเป็นกลุ่มเมื่อกี้ใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ คุณเห็นพวกมันหรือคะ ช่วยพาฉันไปจากที่นี่ได้ไหม”

“ได้สิ บอกแล้วไงว่าผมจะช่วยคุณ” รับปากหนักแน่นทั้งยังยอมปล่อยมือเมื่อเห็นท่าทางหวงเนื้อตัวของหญิงสาว “แต่ขอผมทำธุระสักครู่ก่อน บ้านคุณอยู่ไหนล่ะ”

“เรือนฉันรึคะ”

นอกจากท่าทางหวาดกลัวยังมีความไม่แน่ใจอยู่ในน้ำเสียง หญิงสาวมองอาคารสนามบินด้วยแววตาเคว้งคว้าง ขยับปากขมุบขมิบราวกับหาคำตอบไม่ได้

เสียงคนกลุ่มใหญ่ใกล้เข้ามาอีกแล้ว เมษราศีหันขวับไปอย่างไม่ไว้ใจ เห็นอันธพาลกลุ่มเดิมวิ่งย้อนกลับมา หงุดหงิดนิดหน่อยที่ไม่เห็นเงากันตพงศ์ซึ่งควรตามมาติด ๆ หญิงสาวสวยแต่งกายประหลาดตัวสั่นขึ้นอีกเท่าตัวอย่างน่าสงสาร เมษราศีตัดสินใจชั่วเสี้ยววินาทีพลิกกายคร่อมร่างหญิงสาว อาศัยรูปร่างใหญ่กว่าหล่อนมากบังไว้ ดวงตาหล่อนเบิกขยายทำท่าจะกรีดร้องคิดว่าเขาจะทำร้าย เมษราศีรีบยกมือปิดปาก กระซิบบอกเสียงนุ่ม

“เชื่อใจผม ถ้าคุณไม่เต็มใจ ผมไม่มีวันยอมส่งคืนคุณให้พวกมันแน่”

มือที่ปิดปากเลื่อนออกไป เสียงฝีเท้าระรัวใกล้เข้ามาตามด้วยเสียงเป่านกหวีดไล่เป็นที่โกลาหล คงเป็นเจ้าหน้าที่ของสนามบินไล่จับพวกอันธพาล ก่อนพวกมันจะทันเห็นหญิงสาว เมษราศีกางแขนทาบมือบนผนังใกล้ศีรษะเล็ก ค่อย ๆ ก้มจรดริมฝีปากลงบนเรียวปากอ่อนนุ่ม ความหวานระคนมากับความตระหนกตกใจแกมต่อต้านจากหญิงสาวส่งผ่านมายังคนออกปากว่าจะช่วย เสียงโหวกเหวกไกลออกไป โลกตรงนี้ ที่ ๆ คงไม่มีใครอยากยุ่งระหว่างคู่รักจูบกันดูดดื่ม เมษราศีแทบไม่อยากผละออก เขาจูบหล่อนเต็มอารมณ์ต้องการอย่างไม่เคยรู้สึกกับผู้หญิงคนไหน รอจนแน่ใจว่าตัวอันตรายไม่ย้อนกลับมาค่อยลดแขนลงกอดรัด ดึงร่างนิ่มดิ้นพยศเข้าชิด ปราบหล่อนด้วยความรุ่มร้อน รู้สึกได้ว่าร่างแน่งน้อยอ่อนระทวยลงกับอกหากไม่ทันถึงพริบตาร่างนั้นก็ดีดออกไปยืนหอบฮักปากคอสั่นแล้วสะบัดมือใส่หน้าเขาจนหัน กกหูลั่นเปรี๊ยะตามด้วยความเจ็บชาไปทั้งแถบหน้า

เมษราศีเจ้าของฉายาเทพบุตรเดินดินยืนตะลึงอย่างคนเกิดมาเพิ่งถูกผู้หญิงปฏิเสธถึงขั้นตบหน้า ปล่อยจังหวะให้หญิงสาวปริศนาสะบัดวิ่งหนี ครู่ใหญ่นั่นล่ะเขาจึงรู้สึกตัว หมุนตัวอย่างร้อนรน

“คุณ...คุณ!

“คุณเมษ”

กันตพงศ์เพิ่งวิ่งมาสมทบร้องเรียก เมษราศีหันหาหญิงสาวดวงตาเศร้าสร้อยราวกับเสียของรัก เขย่าไหล่ลูกน้องพลางละล่ำละลัก

“ช่วยที ช่วยผมหาที”

“หาใคร หาอะไรครับ”

“ผู้หญิง สวย ๆ ใส่ชุดไทย ไว้ผมยาวแค่นี้ หาที ไม่ว่ายังไงก็ต้องตามให้เจอ!

ขอร้องพลางทำท่าประกอบ แม้ไม่เข้าใจนักกันตพงศ์ยังพยักหน้ารับ วิ่งหายไปทางหนึ่งแยกกับเมษราศีที่มุ่งไปอีกทาง อาคารสนามบินกว้างใหญ่ยิ่งแลกว้างกว่าปกติ หัวใจชายหนุ่มร้อนยิ่งกว่าถูกไฟเผา ลืมหมดสิ้นว่ามาที่นี่เพื่ออะไร ได้แต่ภาวนา

...ขอให้พบทีเถิด กลับมา อย่าหนีไปเลย...



[1] ผ้าอัตลัด: ชื่อผ้าชนิดหนึ่ง ทอด้วยไหมควบกับเงินแล่งหรือ  ทองแล่ง แต่ไหมมีจํานวนมากกว่า ภาษามาลายูแปลว่า แพรต่วน นิยมทอด้วยดิ้นทองยกเป็นลายห่างๆ เป็นช่วงๆไปตลอดผืน มักทำเป็นลายพฤกษา หรือเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งชาวอินเดียถือเป็นต้นไม้แห่งความอุดมสมบูรณ์

[2] ผ้ายกดอก: ผ้าไหมชนิดหนึ่งที่ทอยกเป็นดอกให้เป็นลายเด่นขึ้น ทอแบบใช้ตะกอสร้างลาย การเก็บลายซึ่งยากขึ้นมีทั้งชายมีเชิงทำให้ดูแล้วสวยงามยิ่งขึ้น ใช้ในสังคมชั้นสูงในสมัยก่อน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น

  1. #18 การบูร (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 เมษายน 2554 / 10:41
    ว่าแล้วเชียว หายเงียบไปไหน

    เริ่มเรื่องก็น่าสนใจซะแล้วค่ะ กำลังอยากอ่านพล็อตแบบใหม่บ้าง

    #18
    0
  2. #17 คนธรรมพ์ตัวจิ๋ว (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 มีนาคม 2554 / 15:44
    พี่อัคคะ หนูมีคำถามค่ะ



    30% ที่จะได้เนี่ยเก็บไว้ซื้อชุด 4 เล่มของพี่ได้ไหมคะ ^^



    อยากรู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #17
    0
  3. #16 akaneebatr (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 มีนาคม 2554 / 20:00
    คห.3 ถ้าอู้แล้วไม่โดนไล่ออก อู้เลย อิอิ (สนับสนุนซะงั้นเนอะ)
    #16
    0
  4. #15 นัท (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 มีนาคม 2554 / 21:22
    น่าสนใจมากๆๆค่ะ อยากไปจัง จะอู้งานได้มั้ยเนี้ย ???
    #15
    0