ด้วยรักดุจหทัย

ตอนที่ 39 : เรียนรู้รัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,201
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    7 พ.ค. 61



       ขบวนเสด็จอันประกอบด้วยทหารรักษาพระองค์ ราชองครักษ์โภคิน ราชองครักษ์อสนี คณะแพทย์บางส่วน พระพี่เลี้ยงรมณีย์และนางพระกำนัลกลุ่มหนึ่งที่ถูกคัดเลือกให้ตามเสด็จพร้อมกันบริเวณลานหน้าพระราชวังในเช้าตรู่วันหนึ่ง

       หมอกลงหนากว่าทุกวันปกคลุมทิวทัศน์ยามเช้าให้เป็นภาพราง ๆ ไอเย็นชื้นโรยลงเพิ่มความชื้นแก่เสื้อผ้าขบวนผู้ตามเสด็จหากแต่ทุกดวงหน้ากลับแต้มรอยยิ้มโดยเฉพาะอย่างยิ่งนางพระกำนัลจากแคว้นเมธัส

       “รับสั่งว่าเราจะได้เห็นทะเลด้วยละ”

       คนหนึ่งบอกเพื่อนเสียงใส ของใช้ส่วนพระองค์ถูกลำเลียงขึ้นรถขนเสบียงเรียบร้อยระหว่างรอองค์ราชาองค์ราชินีเสด็จจึงว่างพอพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

       “นั่นซิ เคยได้ยินว่าน้ำทะเลรสชาติเค็ม ฉันว่าจะลองชิมล่ะ”

       ทะเลสำหรับชาวเมธัสถือเป็นของแปลก ใครเคยได้เห็นได้สัมผัสเป็นต้องกลับมาคุยฟุ้ง พระพี่เลี้ยงรมณีย์เองก็ไม่ต่าง อายุมิใช่น้อยแต่เพิ่งมีโอกาสเดินทางไปคราวนี้ นางยิ้มน้อย ๆ ขบขันแม่พวกสาว ๆ แต่มิวายเอ็ดปรามไว้บ้าง

       “ตามเสด็จเจ้านายไปทำงานนะจ๊ะไม่ใช่ไปเที่ยว”

       “ทราบล่ะค่ะ แต่แหม ทูลกระหม่อมคงไม่ให้พวกเราอยู่ถวายงานตลอดหรอกจริงไหมคะ” แล้วลดเสียงลงเป็นกระซิบกระซาบ “ยิ่งองค์ราชานะคะ คงทรงอยากประทับกับทูลกระหม่อมตามลำพังมากกว่า ไม่แน่เสด็จกลับจากแปรพระราชฐานคราวนี้อาจมีข่าวดีก็ได้”

       “รู้มาก”

       พระพี่เลี้ยงรมณีย์ดุทว่าใบหน้าเกลื่อนยิ้มด้วยความหวัง ทูลกระหม่อมของนางทรงตื่นเต้นไม่น้อย นอกจากจะได้เสด็จประภาสยังจะทรงได้เห็นทะเล ความดีพระทัยกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ อาจก่อให้เกิดข่าวดีเช่น...องค์ราชินีทรงพระครรภ์

 

       ราชินีธิษณามตีในฉลองพระองค์คลุมหนาเกือบเท่าแรกเสด็จจากแคว้นเมธัสทรงยืนเคียงราชาวัณณุวรรธน์ขณะพระองค์ร่ำลาพระอนุชาก่อนมีพระราชปฏิสันฐานกับคณะเสนาบดีที่มาเฝ้าส่งเสด็จ

       เจ้าชายหรรษธรในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนตามเสด็จพระเชษฐาถึงเชิงอัฒจันทร์ สีพระพักตร์แจ่มใสของราชาวัณณุวรรธน์บอกถึงพระอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

       “ไม่ต้องทรงห่วงทางนี้นะพระเจ้าค่ะ”

       “ใครว่าห่วง”

ราชาวัณณุวรรธน์ตรัส เมื่อก่อนหรือเดี๋ยวนี้พระองค์ยังทรงเป็น แนวหน้า ส่วนพระอนุชายั้งอยู่เป็น แนวหลัง ไม่เคยเปลี่ยน การทรงงานร่วมกันมาโดยตลอดกระมังทำให้วิธีวางแผนต่าง ๆ เหมือนกันแทบทั้งหมดราวกับเป็นพระดำริจากอีกพระองค์

“กระหม่อมก็คิดยังงั้น” กระแสรับสั่งเชิงสัพยอกเบาให้ได้ยินเฉพาะสองพระองค์ “หวังว่าคงได้ยินข่าวดีเร็ว ๆ นี้นะพระเจ้าค่ะ”

แม้ไม่ได้ยินถ้อยรับสั่งหากพระอิริยาบถกระเซ้าราชาวัณณุวรรธน์กลับเฉลยคำตอบให้แก่องค์ราชินี พระองค์รีบเบือนพระพักตร์หนีอย่างเกรงว่าหากช้าไอร้อนบนพระปรางจะฟ้องออกมาให้ได้เห็น สุรเสียงสรวลทุ้มเบาในพระศอผู้ประทับเคียงดังขึ้นนิดหนึ่งโดยหามีใครทราบ...เพราะถูกพระทัยหรือหนักพระทัยแน่

 

ขบวนเสด็จเคลื่อนออกจากลานหน้าพระราชวัง ในความเงียบเยือกเย็นยามเช้า ได้ยินเสียงฝีเท้าม้ากระทบพื้นหินขัดดังเป็นจังหวะและดังยิ่งขึ้นเมื่อผ่านช่องกำแพงโค้ง

ในการเสด็จทุกครั้ง ราชาวัณณุวรรธน์จะทรงม้าโดยจัดรูปขบวนรายล้อมหากเมื่อเสด็จพร้อมพระอัครมเหสีจึงเปลี่ยนเป็นประทับในรถม้าพระที่นั่งแทน

“ไกลแค่ไหนเพคะกว่าจะถึงพระตำหนักชลาศัย”

พระตำหนักริมทะเลที่ราชาวัณณุวรรธน์ทรงเล่าวันก่อนทรงจำชื่อได้ติดพระทัย กระแสรับสั่งถามสดใสราวกับทรงลืมข้อแง่งอนที่องค์ราชาทรงผิดสัญญาหลายต่อหลายครั้ง

“อย่างเร็วสอง อย่างช้าห้า”

“เพคะ? ทำไมต่างกันนัก”

ออกจากพระราชวังหลวงได้ครู่หนึ่ง ขบวนเสด็จเริ่มเร่งความเร็วขึ้น ใบไม้แห้งบนพื้นดินปลิวกระจาย นกฝูงแล้วฝูงเล่าบินหนีพรึ่บพรั่บ วรองค์บางโอนเอนไปมา อีกพระองค์ยื่นพระหัตถ์มารั้งเข้าชิด กดพระเศียรอิงแอบพระอุระราวกับทรงอุทิศที่ตรงนั้นไว้ให้เป็นหลักพักพิง ดวงพักตร์แนบติดกับพระวรกายอุ่นจัดระเรื่อขึ้นหากแต่ไม่แม้แต่จะยันพระองค์ห่าง

พระอุระกว้าง...อบอุ่นมั่นคง จนทรงยินยอมได้แม้จะต้องประทับเช่นนี้ตลอดไป

“ถ้าเดินทางกลุ่มเล็ก ๆ ไม่มีสัมภาระมากจะใช้อีกเส้นทาง”

กระแสรับสั่งตอบนุ่มนวลดังเหนือพระเศียร ทรงแหงนขึ้นตรัสถาม

“ขบวนใหญ่ใช้เส้นทางนั้นไม่ได้หรือเพคะ”

ริมพระโอษฐ์อ่อนบางแลนุ่มนวลเบื้องพระพักตร์ชวนให้ก้มลงจุมพิตอย่างยิ่ง ราชาวัณณุวรรธน์ต้องทรงข่มพระทัยมากทีเดียวที่จะไม่ทรงทำ หาไม่ความอดทนที่นับวันจะน้อยลงทุกทีอาจชักนำพระองค์กระทำเลยเถิด

“ไม่ได้ เส้นทางแคบมาก ค่อนข้างทุรกันดาร เหมาะกับการใช้ม้าอย่างเดียว ถ้ามีขบวนรถยาวเหยียดยังงี้คงไปได้แค่ครึ่งทาง”

อย่างนี้เองถึงตรัสว่าอย่างช้าห้าวัน ขบวนเสด็จคราวนี้คงถึงด้วยเวลาอย่างช้ากระมัง

 

สี่วันของการเสด็จพระราชดำเนินจากพระราชวังหลวงสู่พระตำหนักชลาศัยเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และเปิดโลกกว้างสำหรับราชินีธิษณามตี ทรงเห็นถึงความแตกต่างอันชัดเจนของภูมิประเทศระหว่างแคว้นเมธัสกับแคว้นโปษัณที่แคว้นหนึ่งเป็นภูเขาสูงเสียส่วนมาก พื้นที่ราบมักได้แก่ที่ราบหุบเขา อากาศเย็นตลอดปีถึงหนาวจัด ขณะพื้นที่แคว้นโปษัณเป็นที่ราบลุ่มมีภูเขาบ้างก็แลเตี้ยในสายพระเนตรเมื่อเทียบกับแคว้นเกิด ประชาชนที่ทราบข่าวต่างมารอเฝ้ารับเสด็จ สายตาเทิดทูนกึ่งเกรงยามมองราชาวัณณุวรรธน์แสดงให้เห็นถึงพระราชอำนาจที่แม้ทำให้คนกลัวเกรงหากไม่ถึงกับห่างเหิน ประชาชนของพระองค์ใกล้ชิดเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินมากกว่าทางแคว้นเมธัสที่องค์ราชามักมีกระแสรับสั่งให้ขุนนางจัดการแทนการลงมาคลุกคลีด้วยพระองค์เอง

ในระหว่างเสด็จองค์ราชินีทรงโบกพระหัตถ์ให้แก่ประชาชนบ้าง เสด็จลงจากรถม้าพระที่นั่งเพื่อทรงปฏิสันถารพร้อมทั้งรับของทูลเกล้าฯ ถวายบ้าง กระแสแห่งความปลื้มปีติที่รายล้อมพระองค์นั้นทำให้ไม่ทรงสังเกตเห็นสายตาสองคู่มองมาด้วยความไม่เป็นมิตร หนึ่งจากราชองครักษ์โภคิน อีกหนึ่งจากชายฉกรรจ์ร่างสันทัดยืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้เฝ้ารับเสด็จ

“กว่าจะถึงวันกลับหม่อมฉันว่าคงต้องสั่งให้ต่อรถเสบียงเพิ่ม”

ของทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายว่ามากบางทีอาจน้อยกว่า...สายพระเนตรราชาวัณณุวรรธน์จับอยู่ที่สัตว์สี่ขาขนสีเทาบนพระเพลาพระอัครมเหสี พระอาการเกาคอมันเบา ๆ แสดงถึงความเอ็นดู นัยน์เนตรสีลูกหว้าสุกตวัดค้อนคมหลังกระแสรับสั่งสัพยอก

“แมวตัวเดียวเองนะเพคะ”

“ถ้าเจอตัวอะไรอีกจะทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์อีกไหม”

สีพระพักตร์องค์ราชินีสลดลง ตรัสสุรเสียงเบา

“หม่อมฉันขอพระราชทานอภัยที่เอาแต่ใจตัวเอง”

แต่มันน่าสงสาร แมวหลงทางเดินขากะเผลกตัดหน้ารถม้าพระที่นั่งจนเกือบถูกทับ ขาข้างที่เดินไม่ปกติเกรอะกรังด้วยเลือดทั้งเก่าใหม่ ราชินีธิษณามตีทรงลืมพระองค์อุ้มมันไว้อย่างถนอมทั้งยังมีพระเสาวนีย์ให้แพทย์หลวงช่วยทำแผลให้ จากนั้นเจ้าแมวบาดเจ็บก็หลับเป็นสุขอยู่บนพระเพลาไม่กระดิกไปไหน

ราชาวัณณุวรรธน์กุมพระหัตถ์นวล สี่วันของการเสด็จพระราชดำเนิน ความใกล้ชิดมากยิ่งกว่าขณะประทับในพระราชวังหลวงคือเวลาแห่งการเรียนรู้พระนิสัยกันทีละน้อย ในความซุกซนอยากรู้เห็นราวกับเด็ก เจ้าหญิงจากแคว้นเมธัสทรงขี้สงสารและอ่อนไหวอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับคนโดดเดี่ยว หลงทาง ถูกทอดทิ้ง หรือบาดเจ็บ

“หม่อมฉันยังไม่ทันว่าสักหน่อย” ทรงอิจฉาแมวนิดหน่อย ก็ขนาดพระองค์ขึ้นชื่อว่าพระสวามียังไม่เคยได้หนุนพระเพลา “ทรงมีแรงเก็บก็เก็บไปซิ ทีแรกรับเลี้ยงวายุ นี่เพิ่มแมวอีกตัว หม่อมฉันจะคอยดูว่าต่อไปเป็นอะไร”

ฟังรับสั่งเข้า...องค์ราชินีเชิดพระหนุ ตรัสแง่งอน

“ไม่มีแล้วเพคะ ฝ่าบาทอย่าทรงคอยเลย”

“ต้องมีสิน่ะ”

“ไม่มีเพคะ”

ทรงลืมพระองเถียงสุรเสียงดังค์ก่อนชะงักยามสบพระเนตรทอประกายผิดเคย

“ไม่มีก็ไม่มี แต่ถึงมีหม่อมฉันก็อนุญาต สิ่งไหนทรงทำแล้วมีความสุขก็ทำไปเถอะ ขออย่างเดียว”

ดวงพักตร์ผู้ฟังกลายเป็นสีกุหลาบ ไม่เคยมีใครบอกพระองค์เหมือนองค์ราชา...สิ่งไหนทำแล้วมีความสุขก็ทำไปเถอะ

“อะ...อะไรเพคะ”

“ตามใจหม่อมฉัน” สุรเสียงทุ้มดังห่างพระกรรณเพียงนิด ลมหายพระทัยอุ่นกับกลิ่นอายพระวรกายองค์ราชาพานให้องค์ราชินีหายพระทัยไม่สะดวก บีบพระหัตถ์เข้าหากันแน่น “เริ่มจากพอถึงพระตำหนักชลาศัย ส่งเจ้าแมวนี่ให้คนอื่นดูแล”

“ด...ได้เพคะ”

“แล้วก็...” พระพักตร์คมคายขยับใกล้ขึ้นอีก “หม่อมฉันยังไม่ได้ยินคำขอบคุณสักคำ”

“ขอบ...” 

สุรเสียงหวานดังขึ้นแทบทันทีเหมือนจะรีบตรัสให้จบเร็ว ๆ หาไม่ดวงหทัยเต้นผิดจังหวะด้วยความอ่อนไหวบางประการอาจจะกระดอนออกมานอกพระอุระ หากก็ตรัสได้คำเดียว

พระโอษฐ์ขยับรับสั่งอยู่เมื่อครู่เผยอค้างเพียงเพราะริมพระโอษฐ์ร้อนรุ่มประทับลงมาแนบแน่น เปิดช่องว่างไว้ให้พระชิวหาซอนไซ้หาความหวานเล็กน้อย ความอ่อนนุ่มลุ่มลึกยิ่งกว่าจุมพิตครั้งก่อน ๆ ทำลายการทรงตัว วรองค์อ้อนแอ้นระทวยแทบล้มหากไม่ได้สองพระกรกางกั้นคร่อมพระวรกายไว้อย่างแน่นหนา

ยิ่งจุมพิตราชาวัณณุวรรธน์ยิ่งทรงปรารถนามากกว่านั้น ในความสงสัยว่าพระองค์กลายเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ทรงตักตวงรสชาติหอมละมุนหวานแหลมไว้เต็มดวงหทัย

ราชินีธิษณามตีทรงเรียนรู้ทีละน้อย จากตกพระทัยตามประสาหญิงสาวแรกใกล้ชิดบุรุษ รสจูบหนนี้ดุดันขึ้นดูดดื่มขึ้นเหมือนเป็นสัญญาณเตือน...เวลาที่ทรงขอมีจำกัด แต่น่าแปลก พระองค์หาได้หวาดกลัวกับการมาถึงของบางสิ่งบางอย่างอีกแล้ว คงไว้แต่ความสะเทิ้นอายจนไม่สามารถสบพระเนตรพระสวามีเมื่อถูกปล่อยให้เป็นอิสระได้

เสียงแตรสัญญาณดังเป็นทอดรับกันจากไกลมาใกล้ช่วยแก้สถานการณ์ขัดเขิน ราชาวัณณุวรรธน์ตวัดพระเนตรไปยังหนทางด้านหน้านิดหนึ่งก่อนตรัสว่า

“เรามาถึงพระตำหนักชลาศัยแล้ว” หัตถ์ข้างหนึ่งถูกกุมไว้ด้วยหัตถ์ใหญ่กว่า ถ้อยรับสั่งถัดมาไม่เกี่ยวกับประโยคแรกแม้สักน้อย “ธิษณามตี...เรารู้จักกันมากขึ้นแล้วใช่ไหม”


..................
ลงให้อ่านกันเป็นตอนสุดท้ายละนะฮับ
ขอบคุณที่ติดตามอยู่เป็นเพื่อนกันเน้อ
หากใครเพิ่งมาอ่านแล้วติดใจ
ฝากตามไปโหลดฉบับอีบุ๊คได้ตามลิงก์ด้านล่างเลย ^ 3 ^


Ebook

จักรวรรดิรัก
หิมวันต์
www.mebmarket.com
หญิงพรหมจารีถูกส่งเข้าวังในฐานะรัตนกัลยา...นางในแห่ง 'เจ้าชายอนาวิล'ทุกๆ ปี'พันดารา' ยอมเป็นหนึ่งในร้อยนางนั้นเพื่อเป้าหมายแห่งไฟแค้นหากเธอจะทำเช่นไรเมื่อหัวใจถูกความรักขององค์อนาวิลเข้าครอบครอง



จักวรรดิหัวใจ
หิมวันต์
www.mebmarket.com
อาจเพราะไม่เคยรู้จักรักกว่าจะรู้ตัวก็เกือบสายทันทีที่โอกาสมาถึง ‘เจ้าชายเขมินท์’...เสือยิ้มยากแห่งราชวงศ์ธันยา จึงรีบเดินทางมายังแคว้นโปษัณเพื่อทวงดวงหทัยที่หล่นหายกลับคืนสิ่งที่หวังก็เพียงแต่ ‘เจ้าหญิงอินทุภาลาวัณย์’ จะเข้าใจและยอมรับหรือไม่...


ด้วยรักดุจหทัย
หิมวันต์
www.mebmarket.com
เพราะไม่เคยรักและคิดจะรัก ‘ราชาวัณณุวรรธน์’ จึงไม่ทรงทราบว่าความรักมักจู่โจมหัวใจในเวลาที่ไม่ตั้งตัวไม่ทรงทราบด้วยซ้ำว่ารักแรกพบที่เคยทรงเชื่อว่าไม่มีเกิดขึ้นแล้วเมื่อทรงสบพระเนตร ‘เจ้าหญิงธิษณามตี’ เพียงแวบแรก!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,147 ความคิดเห็น

  1. #1147 fsn (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 / 13:51
    อ๊า กำลังหวานเลย น่ารักมากเลยคะ คู่นี้ ขอให้ยอดขายลิ่วๆ ติดลมบนยาวๆ เลยนะคะ

    #1,147
    0