Naughty Melody...เมโลดี้วุ่นลุ้นรัก

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,142
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    2 ก.ค. 53



        ดะ...เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งปายยยย!

          ฉันกำลังตะลึงค้าง คำที่จะพูดติดอยู่ในสมองไม่สามารถหลุดออกมาทางปากได้แม้สักคำ จนกระทั่งเสียงหัวเราะด้วยความสะใจราวคนบ้าดังขึ้นใกล้ ๆ

          “โอ้ย...ขำ”

          เท่านั้นแหละ สติที่แตกไปแล้วก็กลับคืนมาทันที

          “มันจะมากเกินไปแล้วนะ คุณฆนากร!

นิ้วสั่น ๆ ของฉันยกขึ้นชี้หน้าอันสุดแสนกวนประสาทที่กำลังขำอยู่นั่น ถ้าเป็นไปได้ อยากให้ปลายนิ้วตัวเองมีแสงเลเซอร์พุ่งออกมาเป่าส่วนใดส่วนหนึ่งของนายฆนากรให้กระจุย!

          แต่เป็นเพราะฉันไม่ใช่ยอดมนุษย์สาว นายฆนากรจึงยังหน้าระรื่นหัวเราะร่วน ซ้ำยังย้อนให้เจ็บแสบหัวใจเล่น

          “ไม่มากแล้วก็ไม่เกินไป หรือว่าเสียใจที่ไม่ได้จูบผมจริง”

          “ใครจะจูบคุณ!

ฉันย้อนกลับเสียงแหลมปรี๊ดอย่างที่ไม่คิดว่าเสียงตัวเองจะแหลมได้ขนาดนี้ แต่นั่นแหละ กำลังฉุนขาด ใครจะสน!

          “โธ่..เด็กน้อย ฉากเมื่อกี้ ใครมาเห็นเขาก็รู้ทั้งนั้นแหละว่าคุณเพิ่งจะจูบผมเสร็จ”

          “แต่ฉันไม่ได้จูบคุณ! 

          “แล้วอยากจูบจริงไหมล่ะ”

คราวนี้ สีหน้านายฆนากรดูน่ากลัวอย่างประหลาด ฉันรีบกระโดดถอยหลังพรวดเว้นระยะห่าง กะว่าไม่ให้นายฆนากรเข้าถึงตัวได้

        อันตราย! ผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไป

          และดูเหมือนผู้ชายตรงหน้าจะดูออกว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ คำพูดต่อมาจึงเหมือนมานั่งอยู่กลางใจฉันไม่มีผิด

          “กลัวผมแล้วใช่ไหมล่ะ คุณอินรินทร์”

น้ำเสียงนายฆนากรเย้ยหยันแสดงความเป็นต่อ แต่ใครจะตอบความจริงให้อาย คนอย่างอินรินทร์เสียอะไรก็ได้แต่ไม่ยอมเสียหน้าเด็ดขาด

โดยเฉพาะเสียหน้าให้แก่ศัตรู ยังไงก็ยอมไม่ได้!

“ใครกลัวคุณ”

ฉันตอบโดยพยายามข่มน้ำเสียงให้เข้มเข้าไว้ แต่ลึกๆ แล้วหัวใจกับเต้นตุบตับจนน่ากลัวว่ามันจะหลุดออกมาข้างนอก ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่า ที่รู้สึกอยู่ข้างในเวลานี้เกิดจากอะไรบ้าง โกรธ แค้น อาย หรือหวั่นไหวด้วยเหตุผลประการใดกันแน่

แต่ไม่มีมากสำหรับวิเคราะห์ความรู้สึก เมื่อนายฆนากรลุกจากเก้าอี้เกิดเหตุตรงดิ่งเข้ามาหา

“อย่าเข้ามาใกล้นะ!” ฉันร้อง ซ้ำยังเผลอยกมือสองข้างออกไปขวางระหว่างฉันกับเขาเอาไว้ตามสัญชาติญาณ

“ไหนว่าไม่กลัว”

นายฆนากรพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ฉันจึงรีบลดมือตัวเองลงก่อนถลึงตาดุใส่คู่กรณีแก้เก้อ แต่ก็ยังเตรียมพร้อมเอาไว้หากนายนั่นเข้าใกล้เกินระยะปลอดภัย เพราะขืนคราวนี้ปล่อยให้โดนเข้าใกล้ตัวอีก ดีไม่ดีฉันอาจจะไม่รอดออกจากห้องนี้โดยที่มีความบริสุทธิ์ติดตัวออกไปด้วย

ให้ตาย! นี่ฉันไม่ได้ทะลึ่งนะ แต่ใครจะไปรู้ นายนั่นอาจจะบ้าทำจริง ๆ ก็ได้

แต่เหมือนจะเป็นโชคดีของฉัน ที่ผู้ชายตรงหน้าไม่ได้กระโจนเข้ามาหาเหมือนหมาป่าตามที่ฉันคาดเดาและจินตนาการเอาไว้ แต่กลับพูดราวเทศนาด้วยประโยคยาวเหยียดแทน

“ถ้าคุณยอมรับว่ากลัว ผมก็อาจจะใจดีเป็นหัวหน้างานที่ดีขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็นั่นแหละนะ ดูท่าว่าคนอย่างคุณจะไม่ยอมพูดคำนี้ออกมาง่าย ๆ เรื่องคราวก่อนคุณทำภาพพจน์ของผมเสียหาย ฉะนั้นเรื่องคราวนี้สำหรับคุณกับผมถือว่าเจ๊ากัน”

ฉันกระพริบตาปริบ เรื่องคราวก่อนกับเรื่องคราวนี้ หมอนี่บอกให้เจ๊ากันอย่างนั้นหรือ

“บ้าสิ!” ฉันตอบออกไปอย่างที่คิดโดยไม่ต้องผ่านการกรองซ้ำ “คุณเป็นฝ่ายรังแกฉันก่อนนะ คุณฆนากร”

“ผมนี่นะ” นายฆนาการทำตาซื่อยกมือขึ้นชี้หน้าตัวเองแบบคนไม่รู้เดือดร้อน ฉันเลยยิ่งโมโหจัดตะโกนสวนใส่หน้าอย่างไม่ยั้งเสียง

“ก็คุณนั่นแหละ! คุณเริ่มก่อน”

“ผมรังแกอะไรคุณ”

นายนั่นยังมีหน้าถามกลับ เพราะความโมโหเลยทำให้ฉันลืมตัว...อีกครั้ง

“ก็คุณจูบฉัน!” เมื่อคำพูดหลุดออกจากปากฉันก็แทบผวา ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองจนแน่น เพราะทำไปทำมา ฉันก็วนกลับมาที่เรื่องเดิมที่ทำให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายอีกครั้ง

“อา นั่นซินะ เมื่อวานเราเพิ่งจูบกัน แล้ววันนี้เราก็ทำท่าจะจูบกันอีก...”

“อย่าพูดนะ!”

ฉันตะโกนห้ามไม่ให้นายนั่นพูดต่อ เพราะแค่นี้ฉันก็รู้ดีเลยว่าหน้าตัวเองคงแดงเถือก ขืนให้คนตรงหน้าพร่ำไปเรื่อย เลือดทุกหยดภายในตัวฉันคงได้เดือดเกินร้อยองศาเซลเซียสแน่

และนายฆนากรก็ทำตามคำสั่งของฉันอย่างดีด้วยการเม้มริมฝีปากหยักแน่น ก่อนจะยักไหล่ด้วยท่าทางกวนประสาทสุด ๆ ในสายตาฉัน โดยไม่ต้องพูด สายตาคู่นั้นก็ยังบ่งบอกได้ชัดว่ากำลังสนุกสนานอย่างเต็มที่

“คุณมันกวนประสาทที่สุด!

ฉันว่าออกมาอย่างเหลืออด เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับคนตรงหน้าดีแล้ว ถ้าฉีกเนื้อออกมาเป็นชิ้น ๆ ได้ฉันคงทำอย่างไม่รอช้า แต่เพราะแค่เข้าใกล้ก็ยังเสี่ยงต่อความสวัสดิภาพความบริสุทธิ์ เวลานี้ฉันจึงทำได้เพียงมองหน้าและจดจำทุกอณูขุมขนบนร่างกายของนายฆนากร

เพื่อระลึกเอาไว้ในทุกลมหายใจเข้าออกว่าต้อง...แก้แค้น!

 ฉันจ้องนายฆนากรที่เงียบอยู่นาน จนในที่สุดนายฆนากรก็เป็นฝ่ายหมดความอดทน

          “เอาล่ะอินรินทร์ วันนี้เราเสียเวลากันมาเยอะแล้ว และพี่เหน่งฝ่ายซาวน์ก็คงจะรอแจกเค้กอยู่” เสียงและสีหน้านายฆนากรกลับมาเรียบสนิทเหมือนก่อนเกิดเรื่องบนเก้าอี้อีกครั้ง ทำให้ฉันที่กำลังบันทึกความแค้นต้องหรี่ตามองด้วยความแปลกใจ

          “ผมว่าเราควรจะออกไปข้างนอก เพราะนี่เป็นโอกาสดีที่จะแนะนำคุณกับพนักงานคนอื่น”

          ฟังเหมือนจะเป็นการขอสงบศึกชั่วคราว ฉันเองที่กำลังจนมุมจึงตอบออกไป หากน้ำเสียงยังคงแข็งอยู่เหมือนเดิม เพราะการจะพูดด้วยน้ำเสียงปกติด้วยกับศัตรูคงทำได้ยาก

“ก็ได้”

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามผมมา”

นายฆนากรพูด ก่อนหมุนตัวออกเดินนำไปก่อนอย่างมีมาด ฉันเว้นระยะห่างในการเดินตามพอตัว แผ่นหลังกว้างหยัดตรงจนฉันอดรู้สึกหมั่นไส้ไม่ได้

ชิ! ระวังตัวเอาไว้เถอะ สักวันฉันจะต้องให้นายเดินตามหลังต้อย ๆ เรียกหนูอินครับ ๆ รอผมด้วยครับ...

ไม่เชื่อคอยดู!

 

เมื่อออกมานอกห้อง ฉันก็เผลออาศัยแผ่นหลังกว้างของศัตรูเป็นที่หลบสายตานับสิบที่พุ่งตรงมาหมายปักตามร่าง ริมฝีปากพนักงานบางคนยังขยับขมุบขมิบ โดยเฉพาะคุณแม่บ้านที่เพิ่งเปิดประตูไปพบฉากเด็ดของฉันกับนายฆนากรเมื่อสักครู่ ที่หน้าตาแกยังคงอยู่ในอาการตกตะลึงไม่หาย

แย่ที่สุดในชีวิตหนูอินเลย

ป่านนี้ชื่อเสียงคงป่นปี้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าข่าวคงกระจายด้วยฝีปากแกไปเรียบร้อยโรงเรียนแม่บ้าน คราวก่อนวางแผนขอยืมใช้ความสามารถพิเศษของแกเข้าช่วยในการแกล้งนายฆนากร ไม่ถึงครึ่งวันดีด้วยซ้ำ กรรมก็สะท้อนผลกลับมาให้ฉันต้องตกเป็นคนที่อยู่ในข่าวของคุณแม่บ้านแทน

“มาแล้วเหรอไอ้หล่อ พี่รอแกจนเค้กจะเน่า”

เสียงใครคนหนึ่งเอ่ยทัก ฉันรีบโฟกัสสายตาไปทางต้นเสียง ก่อนจะพบร่างของผู้ชายอายุประมาณสามสิบห้าปีคนหนึ่งยืนง่วนตัดเค้กอยู่ หน้าตาเขาธรรมดาแต่ดูท่าว่าจะเป็นผู้ชายอารมณ์ดี เพราะเพียงแค่ฉันโผล่หน้าจากหลังนายฆนากร ผู้ชายคนนั้นก็ส่งยิ้มแล้วร้องทักฉันทันที

“นั่นน้องอินรินทร์โปรดิวเซอร์ใหม่ใช่ไหมครับ มาๆ พี่จัดเค้กชิ้นพิเศษเอาไว้ต้อนรับเลย”

ผู้ชายอารมณ์ดีคนนั้นเรียกให้ฉันเข้าไปรับเค้กด้วยเสียงหวานฉ่ำพร้อมสายตาทอประกายวิบวับ ฉันที่ยังไม่รู้จักใครเลยงก ๆ เงิ่น ๆ ทำตัวไม่ถูก แต่ยังไม่ทันคิดว่าจะทำอย่างไรดี เสียงโห่ฮาป่าจากบรรดาคนที่ยืนรุมล้อมกันอยู่ก็ดังขึ้นเสียก่อน

“หูดำอีกแล้วพี่เหน่ง เดี๋ยวน้องเค้าก็กลัวจนไม่กล้ายุ่งด้วยหรอก”

“นั่นซิพี่เหน่ง ระวังโดนพี่ปวินท์เชือดคอเอานะ”

และอีกหลายเสียงพากันสำทับจนฟังไม่ได้ศัพท์ ผู้ชายอารมณ์ดีที่ฉันคิดว่าน่าจะชื่อพี่เหน่งเลยร้องประท้วง

“บ๊ะ พวกแกนี่ วันเกิดทั้งทีขอฉันหน่อยไม่ได้หรือไง”

“ขอน้องหน่อยเด็กเก่าพี่เหน่งเหรอครับ”

ผู้ชายที่ฉันยืมหลังเป็นที่กำบังเอ่ยขึ้นเป็นคำแรกตั้งแต่ออกมานอกห้อง เรียกเสียงโห่รอบด้านให้ดังยิ่งกว่าครั้งก่อน พี่เหน่งเลยชี้หน้านายฆนากรแล้วเอ่ยเสียงเขียวเลยทีเดียว

“ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้หล่อ!

หลายคนหัวเราะคิกคัก แต่ฉันกลับรู้สึกขัดหูมากกับคำว่า ไอ้หล่อของพี่เหน่ง เลยไม่มีแม้เศษเสี้ยวของอารมณ์ขันร่วมด้วย

หล่อตาย...ชัก

ฉันแอบเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ ก่อนที่จะต้องรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว เมื่ออยู่ ๆ นายฆนากรก็หันหน้ามาอย่างกะทันหัน ก้มตัวลงมากระซิบข้างหูฉันพอให้ได้ยินกันสองคน

“นั่นพี่เหน่งซาวน์เอ็นจิเนียเจ้าของวันเกิด ส่วนคนอื่นเดี๋ยวฉันจะแนะนำให้รู้จักทีละคน หวังว่าสมองคงจะจำได้หมดนะ”

น้ำเสียงกระซิบของนายฆนากรแสนกวนประสาท ฉันเลยถลึงตาใส่ก่อนจะกระซิบตอบ

“ฉันไม่ใช่ปลาทองย่ะ”

นายฆนากรยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนเดินนำเข้าไปยืนนิ่งกลางวงข้างๆ พี่เหน่ง ฉันเดินตามไปหยุดอยู่ในระยะห่างที่ไม่มากนัก เหลียวมองรอบวงก็เห็นพี่แบมฝ่ายบุคคลซึ่งฉันรู้จักดีอยู่แล้วส่งยิ้มให้อยู่ ฉันส่งยิ้มตอบให้พี่แบม ก่อนรีบหันกลับเมื่อได้ยินเสียงนายฆนากรเอ่ยแนะนำฉันอย่างเป็นทางการกับทุก ๆ คน

“นี่อินรินทร์ หลานพี่ปวินท์ โปรดิวเซอร์คนใหม่ครับ”

          ไม่รู้ฉันคิดไปเองหรือเปล่า รู้สึกเหมือนประโยคเมื่อสักครู่นั้นถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงปนความประชดประชันอย่างประหลาด

          “ฝากตัวด้วยนะคะ” ฉันรีบตัดอารมณ์แล้วประนมมือไหว้อย่างนอบน้อม ก่อนจะต้องหัวเราะคิก เมื่อได้ยินประโยคตอบรับฉันจากพี่เหน่งเป็นคนแรก

          “ฝากทั้งตัวทั้งใจได้เลยครับ พี่ยินดีรับเลี้ยงตลอดชีวิต”

          คราวนี้ทั้งเสียงโห่เสียงเป่าปากดังกระหึ่ม พี่เหน่งวาดมือโค้งตัวลงรับด้วยความเต็มอกเต็มใจ ราวกับว่าเสียงเหล่านั้นเป็นเสียงเยินยอก็ไม่ปาน

          ส่วนฉันสิ...เขินไปตามระเบียบ

          หลังจากนั้นวงก็เหมือนจะถูกบีบเข้าหาฉันเรื่อย ๆ หลายคนเดินเข้าหามาแนะนำตัวเองกับฉันเสร็จสรรพ โดยมีนายฆนากรคอยแนะนำอย่างเป็นทางการทั้งชื่อทั้งตำแหน่ง จากหนึ่งคน เป็นสอง เป็นห้า เป็นสิบ

          ทั้งหมดนับได้สิบห้าคน!

          คราวนี้ฉันรู้ชัดแล้วว่ารอยยิ้มมีเลศนัยกับประโยคที่กระซิบข้างหูฉันก่อนหน้านั้นของนายฆนากรหมายความว่าอย่างไร

        ตานี่กำลังแกล้งฉัน!

          คงคิดจะทดสอบความจำว่าฉันจะสามารถจดจำชื่อและตำแหน่งของทุกคนได้หมดหรือเปล่า แต่ท่าทางนายฆนากรคงจะคิดผิด

          เพราะฉันมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งซึ่งติดตัวมาตั้งแต่จำความได้ นั่นก็คือ

        ความสามารถในการจดจำเป็นเลิศ!

          ฉันเลยขอโชว์ออฟใส่หน้านายฆนากรดูสักหน่อย ด้วยการสวัสดีไล่ทีคนพร้อมเอ่ยทั้งชื่อและตำแหน่งอย่างครบถ้วน ก่อนจะหันไปยักคิ้วใส่คนแกล้งหนึ่งทีด้วยความสะใจเป็นที่สุด!

        เป็นยังไง เจอหนูอินอินฟินิตี้เม็มโมรี่เข้าไป อึ้งไหมคะ คุณหล่อ

          นายฆนากรถึงกับนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีไม่สนใจฉันอีก และก็อย่าคิดว่าฉันจะสนนายนั่นเช่นกัน เพราะฉันรีบเดินฉีกตัวออกไปทางกลุ่มผู้หญิงที่พี่แบมฝ่ายบุคคลยืนอยู่ ส่วนนายฆนากรก็เดินเข้าไปอยู่ในกลุ่มของพวกพี่เหน่งซึ่งเป็นผู้ชาย

          เป็นอันแยกทางกันอย่างชัดแจ้ง...

          แต่ฉันก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิด เพราะเพียงแค่เดินเข้าไปถึงกลุ่มสาวๆ ของ Heart Rhythm ฉันก็ถูกดึงตัวเข้าไปอยู่กลางวงล้อมทันที

          “นี่ๆ หนูอิน เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ เล่ามาให้พวกพี่ฟังหน่อยซิ”

          ไม่รู้ว่าใครเป็นคนถาม แต่สายตาทุกคนจับจ้องมาที่ฉันเป็นจุดเดียว ทำเอาขนลุกทั่วร่างได้อย่างไม่น่าเชื่อ

          “ระ..เรื่องอะไรเหรอคะ” ฉันเค้นเสียงตะกุกตะกักถาม ทั้งที่พอเดาได้ลางๆ แล้วว่าเรื่องที่สายตาทุกคู่อยากรู้จากฉันนั้นคืออะไร แต่ฉันก็เลือกที่จะเนียนทำเป็นงงเอาไว้ก่อน

          คราวนี้สายตาทุกคนเลยหันไปจ้องที่หน้าของคุณแม่บ้าน ฉันถึงกับสะดุ้งเฮือก เมื่อคุณแม่บ้านโฟกัสสายตาตรงแน่วมาที่ฉันก่อนจะพูดอย่างชัดเจนว่า

          “ก็เรื่องที่ป้าเห็นหนูอินกำลังจูบกับคุณฆนากรอยู่ยังไงล่ะคะ”

          เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบวง กลุ่มผู้ชายรวมถึงนายฆนากรที่อยู่ห่างออกไปหันมามองด้วยความสนใจ

        ซวยแล้วไงหนูอิน!

หน้าฉันคงจะซีดเหลือไม่ถึงนิ้ว เหงื่อกาฬแตกพลั่กๆ ไหลบ่าราวน้ำทะลักเป็นสาย ทั้งๆ ที่ตอนแรกแอร์ในสำนักงานนั้นแสนเย็นฉ่ำ

“ว่ายังไงล่ะหนูอิน ที่ป้าเค้าพูดจริงหรือเปล่า”

“นั่นซิ แล้วที่ป้าบอกว่าหนูอินเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องคุณฆนากรเป็นเกย์ แถมยังบอกรักเค้าอีกน่ะจริงไหม”

“จริงหรือเปล่าหนูอิน”

หลายเสียงหลายสายตาคาดคั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งพี่แบมที่มองมาด้วยความสงสัยเช่นกัน ฉันรู้สึกว่าตัวเองชักจะหายใจติดขัด ปอดเริ่มรับออกซิเจนเข้าไม่ได้ สมองหมุนติ้วคิดหาทางออกจนปวดตุบ จนกระทั่งได้ยินประโยคเด็ดจากใครบางคน

“จูบแล้วรู้สึกยังไงบ้าง ดีไหม”

หนทางบางอย่างส่องแสงสว่างวับ ฉันจึงถอนหายใจออกอย่างแรงเหมือนคนที่รู้สึกผิดหวังเสียเต็มประดา

“เฮ้อ...รสชาติมันแย่มาก ๆ เลยค่ะพี่ ๆ”

          หลายคนร้องฮ้าอ้าปากค้าง ก่อนที่ใครบางคนจะได้สติ ลากฉันและพาเอาคนทั้งกลุ่มหลบมุมอาคารเพื่อให้ห่างจากรัศมีของกลุ่มผู้ชายที่หันมามองอีกครั้งอย่างสนใจ

          พอพ้นสายตา คำถามก็ถูกยิงมาอีกครั้ง คราวนี้น้ำเสียงคนถามเต็มไปด้วยความตื่นเต้นราวกับกลุ่มเพื่อนสาวที่รวมหัวกันนินทาเพื่อนชายของพวกหล่อนด้วยเรื่องทะลึ่งสมัยเรียนไม่มีผิด

          ฉันนึกไปถึงคำนินทาเหล่านั้น แม้ชั่วโมงบินฉันเป็นศูนย์ แต่ชั่วโมงทางทฤษฎีฉันก็เก็บสะสมมาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

          “มันจืดสนิทสุด ๆ เลยค่ะ”

          “ว้าย พี่นึกว่าจะเร้าใจซะอีก ดูออกจะน่า...จูบ เสียขนาดนั้น”  พี่สาวที่ฉันจำได้ว่าอยู่ฝ่ายบัญชีเม้มปากทำท่าชวนฝัน ฉันเลยยิ่งนึกสนุกเอ่ยยืนยันคำพูดของตัวเองอีกครั้ง

          “ไม่เลยค่ะพี่ มันแย่จริงๆ”

          “ว้า....” คราวนี้น้ำเสียงผิดหวังดังไปทั่วทั้งวง ไม่เว้นแม้แต่ป้าแม่บ้านต้นเหตุที่ดูท่าทางจะผิดหวังเป็นพิเศษ

          “แล้วเรื่องเกย์กับเรื่องสารภาพรักอะไรนั่นล่ะ”

          ใครบางคนยังคงคาใจเลยถามอีก คราวนี้ฉันยิ้มกว้าง สมองลื่นไหลหาคำตอบได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเค้นพลังขบคิดเลยแม้แต่น้อย

          “ที่ต้องจูบก็มาจากเรื่องนี้แหละค่ะ พอหนูอินถามพี่เค้าว่าเป็นเกย์จริงหรือเปล่า พี่เค้าก็ตอบว่าไม่จริง แต่หนูไม่เชื่อก็เลยลองสารภาพรักเล่น ๆ พอแกอึ้ง หนูก็เลยคะยั้นคะยอถามอีก คราวนี้แกก็เลยบอกว่าให้พิสูจน์ด้วยการจูบ..แล้วผลก็เป็นอย่างที่หนูอินว่าล่ะค่ะ เฮ้อ...”

          ฉันร่ายยาวก่อนถอนหายใจอีกครั้ง ได้ยินเสียงหลายคนถอนหายใจตามแถมทำหน้าผิดหวัง แม้บางคนจะทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ แต่ฉันก็คิดว่ามันไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ เพราะถึงอย่างไรวันนี้ฉันก็สามารถเปลี่ยนแปลงประเด็นข่าวได้ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อยังไงฉันก็ไม่ได้เสียหายแค่คนเดียว

          เพราะนายฆนากรจะต้องเสียหายไปกับฉันด้วย!

          อาจจะโดนหาว่าเป็นสาวจัดจ้านไปเสียหน่อย แต่สมัยนี้ผู้หญิงก็ไม่ถือสาเรื่องทำนองนี้กันแล้ว บางคนถือเป็นเรื่องธรรมดามาก ซ้ำยังคุยกันทะลึ่งกว่าที่ฉันคุยอีกเยอะ เพราะฉะนั้นเรื่องจูบแบบนี้เป็นอะไรที่เด็ก ๆ มาก

        อยากแกล้งฉันดีนัก ไม่ยอมเป็นเกย์ดี ๆ ฉันก็ให้นายไร้สมรรถภาพไปซะเลย

        ฉันทุ่มสุดตัวเพราะไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เคยได้ยินมาว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้เหมือนเสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ฉันรู้ดีว่าคราวนี้ตัวเองเล่นแรง แต่เมื่อสถานการณ์คับขันฉันเองก็ต้องเอาตัวให้รอด ไม่อย่างนั้นฉันก็จะกลายเป็นคนผิดอยู่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่เรื่องจริงนั้นฉันออกจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบด้วยซ้ำ

          การสนทนาในวงเริ่มเข้าเรื่องทะลึ่งทีละนิดหลังจากฉันจุดประเด็นก่อน ฉันพยักหน้าหงึกหงักทั้งที่ไม่ได้ฟังมันสักเท่าไหร่ สมองคอยแต่จะนึกถึงต่อไปจากนี้ว่า หากนายฆนากรได้ยินข่าวที่ฉันโกหกเรื่องรสชาติจูบเขาจืดชืดไม่ได้ความ เขาจะโกรธจนควันออกหูแล้วรีบวิ่งมาหักคอฉันให้ตายหรือเปล่า

        งานนี้ศพจะสวยไหมเนี่ยหนูอิน

          ฉันคิดอย่างสยอง แต่เมื่อเดินหน้ามาถึงขนาดนี้ และฉันก็ไม่อยากที่จะเสียศักดิ์ศรีของตัวเองเหมือนกัน มันก็ไม่มีทางอื่นให้เลือกนอกจากจะปะทะกันให้รู้แล้วรู้รอด

        ตายเป็นตายเอ๊า!

          ฉันให้กำลังใจตัวเองก่อนที่จะอธิษฐานขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมทั้งขออภัยที่ฉันโกหกเรื่องเมื่อสักครู่ออกไป

          ...มุสาวาทา เวรมณีสิกขาปะทังสะมาทิยามิ...ผิดเต็ม ๆ เลยเรา

          เพราะความจริง จูบของนายฆนากรที่ฉันจดจำได้ซึ่งแม้เวลานี้มันก็ยังไม่เจือจางลงนั้น

        จูบ..รสกาแฟ

          ฉันเผลอเม้มริมฝีปากตัวเองด้วยความสั่นสะท้าน หัวใจพลันเต้นถี่กระชั้น ข้างในคล้ายเหมือนมีผีเสื้อกระพือปีกบินว่อน

          นี่ฉัน...เป็นอะไร

          คงต้องเป็นเพราะตื่นเต้นที่โกหกอยู่แน่ ๆ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,138 ความคิดเห็น

  1. #1025 nunpanu (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2553 / 15:36
    รสชาติอย่างนี้ต้องรอหลังเบรกช่วงบ่าย ชัวร์
    #1,025
    0
  2. #852 แมวลูกหิน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2553 / 03:16
    จูบรสกาแฟเหรอ  ไปหาคนจูบมังดีก่า มันจาขมมั๊ย
    #852
    0
  3. #286 nuri.j (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2552 / 20:34
    จูบรสกาแฟ อร่อยใช่ม้า..
    ป่านนี้ นายต้นฝนดังไปทั้งบริษัทอีกเหมือนกัน
    เกย์ไร้สมรรถภาพ จูบจืดไม่เป็นสับปะรด

    คู่นี้แรงถึงใจดีจริง อยากอ่านต่อแล้ว 
    คราวหน้าจะมามุขไหนน้อ...

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 24 ธันวาคม 2552 / 22:45
    #286
    0
  4. #280 เล็ก (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2552 / 18:55
    ถ้าให้ดีไม่ควรทำให้ขาดช่วงนะคะ เดี๋ยวขำค้าง ดีค่ะ ชอบ อ่านแล้วต้องมีรอยยิ้มแน่นอน
    #280
    0
  5. #272 เมทัล (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2552 / 12:27
    ชอบเรื่องนี้มากๆ ค่า น่ารักมาก
    #272
    0
  6. #271 stdo (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2552 / 10:23
    รออ่านตอนต่อไปอยู่จ้า
    #271
    0
  7. #165 กิ๊งก้อยแก้ว (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 / 11:15

    อินเอ๊ย แกล้งเค้าเดี๋ยวก็ย้อนให้เจ็บตัวเปล่าๆ เน้อ

    #165
    0
  8. #162 oss-spy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2552 / 23:27
    น่าหนุกๆ

    อยากรู้จังว่าหนูอินของเราจะจัดการกับนายปากจัดยังไง

    ตื่นเต้นๆ

    ตื่นเต้นจังเลยที่ได้แกล้งคนเล่น

    55555+
    #162
    0
  9. #161 ]b'ditxJV' (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2552 / 22:17

    น่าสนุกดีแฮะ

    #161
    0
  10. #160 Little_Tiger (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2552 / 21:28
    เค๊าว่านะเรื่องนี้ต้องมีเฮแน่ เพราะนางเอกของเรายอมแพ้ซะที่ไหนเล่า  อิ อิ เอาคืนเลย
     ผู้ชายอย่างนี้ต้องจับมาตบด้วยปาก กระชากด้วยลิ้นซะให้เข็ด  อ้าว  >///< เค๊าพูดอะไรออกไป ลืมตัว....  >/////< 
    เค๊าพึ่งนึกได้ว่ามีธุระด่วน ขอตัวก่อนนะ 
    #160
    0
  11. #157 คนธรรมพ์ตัวจิ๋ว (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2552 / 17:07
    กรณีอย่างนี้ ต้องหลอกให้รักแล้วก็เป็นทาสเราไปจนวันตายค่ะ วะหะห้า



    ปล. หัวเราะเพราะชอบใจค่ะพี่อัค 555+
    #157
    0
  12. #154 ติดหนึบ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2552 / 08:57

    จะรอดูว่าหนูอินจะเอาคืนแบบไหน
    อิอิ

    #154
    0