Naughty Melody...เมโลดี้วุ่นลุ้นรัก

ตอนที่ 45 : ตอนที่ 44

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,455
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    4 พ.ย. 53





“หนูอิน มาดูอะไรนี่สิ”      

          ผมเรียกลูกน้องที่รัก ตาจับจ้องอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่ออ่านทบทวนคำสั่งของ ข้างบน ผ่านเมล์ภายใน ไม่รู้เลยว่าตัวเองเรียกอินรินทร์ด้วยน้ำเสียงแบบไหนและทำให้คนฟังต้องก้มหน้าซ่อนสีแดงระเรื่อส่อความรู้สึกยามฟังมากเพียงใดจนอินรินทร์แว้ดกลับมา

          “นี่คุณ เลิกเรียกฉันว่าหนูอินสักทีได้มั้ย”

          แล้วผมก็เห็นว่าหน้าสวยใสกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดเหมือนสตรอเบอร์รี่สุกตอนเบี่ยงหน้าออกจากจอคอมเพื่อมองอินรินทร์

          เขินเหรอ? หรือโกรธ? เรื่องอะไรล่ะ?

          คงเพราะกำลังคิดเรื่องงานสมองจึงช้ากว่าปกติจนไม่รู้ว่าผู้หญิงทำหน้าแบบนี้แสดงว่ากำลังรู้สึกอย่างไร

          “ทำไมล่ะ?

          หนูอิน...เรียกอย่างนี้แล้วผมว่าน่ารักดี ฟังสนิทกว่าอินรินทร์ตั้งมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าติดเรียกหนูอินแทนอินรินทร์ตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจเริ่มจากวันนั้น...

        “ขอโทษด้วยนะเชอร์รี่ แต่คนที่พี่ชอบคือหนูอิน”

          เชอร์รี่ ศิลปินสาวท่าทางขี้อายระคนขี้อ้อนคนนั้น นึกไม่ถึงว่าหล่อนจะบ้าบิ่นพอสารภาพรักผมอย่างชัดถ้อยชัดคำ เหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้เกิดขึ้นกับผมเสมอ และเป็นทุกครั้งที่ผมรู้สึก...อึดอัด

          ไม่ใช่รังเกียจแต่เป็นอึดอัดอย่างรู้ว่านิสัยตรงไปตรงมาของตัวเองคงทำให้ต้องตอบออกไปตามความรู้สึกซึ่งคงหลีกเลี่ยงทำร้ายจิตใจฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ ความรู้สึกพิเศษอย่างนั้น ผมไม่อยากทำลาย แต่ก็ไม่อาจรับไว้ได้ถ้าใจไม่ตรงกัน

          อินรินทร์เดินปัง ๆ ข้ามห้องมาแล้ว ท่าทางเอาเรื่องทีเดียว หล่อนน่าจะได้ส่องกระจกว่าเวลางอนหรือฉุนอย่างนี้หน้าตาเป็นยังไง

          “ไม่ทำไมแต่ไม่ให้เรียก”

          อินรินทร์หยุดยืนกอดอก ตามหลักจิตวิทยาเขาว่าหากคู่สนทนากอดอกแสดงว่ากำลังปกปิดบางอย่างหรือก็คือกำลังพูดไม่จริง งั้นที่ไม่อยากให้เรียกก็ต้องมีอะไรสักอย่าง

          “หนูอิน”

          ผมแกล้งเรียกอย่างที่ใจอยากเรียกพร้อมรอดูปฏิกิริยา ผลที่ได้รับคือหมัดหนัก ๆ เหวี่ยงฟาดใส่ต้นแขนแบบไม่ยอมพลาดเป้าสักนิด เจ้าของหมัดเล็กแต่หนักแว้ดเสียงดังกว่าเดิม ผมคงเข้าใจว่าถูกโกรธถ้าไม่เห็นหน้าแดง ๆ เพิ่มระดับขึ้น

          “พูดไม่รู้เรื่อง จะยั่วโมโหกันใช่มั้ยเฮอะ”

          “หนูอิน” ผมเรียกซ้ำแล้วรีบลุกขึ้นรวบมือเล็ก ๆ สองมือไว้แน่นป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกทำร้าย แค่นี้ก็ช้ำจะแย่ ต่อไปถ้าไม่มีเหตุให้ขาดจากกันเสียก่อนผมคงน่วมไปทั้งตัวแน่ พอมือถูกยึดสองเท้าอินรินทร์จึงเริ่มทำงานทันทีแต่ไม่ทันผมที่รีบดักคอขึ้นว่า “อย่านะ ไม่งั้นโดนแน่”

          “ชิ คิดว่ากลัวเหรอ”

          คนเก่งของผมลอยหน้า เหวี่ยงเท้ามาอย่างรวดเร็วมือเท้าไวเป็นที่หนึ่งทำให้ผมต้องแกล้งฉกหน้าลงไปใกล้ คนเกเรเสียสมาธิรีบหยุดเท้า ทำคอหดพร้อมกับค้อนอาฆาต

          เราใกล้ชนิดถึงเนื้อถึงตัวอีกครั้งจากหลาย ๆ ครั้งตั้งแต่เจอกันวันแรก เวลานี้อินรินทร์จอมพยศยืนอยู่ตรงหน้า มือถูกผมรวบไว้หมด ถ้าเพียงแต่ผมก้มลงไปคงได้ขโมยความหวานจากเรียวปากที่เคยรู้แล้วว่าหอมหวานแต่ก็ไม่ได้ทำกลัวอดใจไม่ไหวทำอะไรมากไปกว่านั้นซึ่งคงไม่เหมาะกับสถานที่และเวลา

          ว่าแต่ทำไมหนอ ผมเพียรแสดงออกตั้งมากมาย อินรินทร์ถึงไม่เคยบอกความรู้สึกให้กันฟังชัด ๆ บ้างทั้งที่หัวใจก็บอกว่า

ผมกับอินรินทร์...เรารักกัน

“ตอบซิ ทำไมไม่อยากให้เรียก”

“ฉันจะฟ้องอาปวินท์”

ข้อนี้ผมเกรงอยู่เหมือนกัน ถ้าหลานสาวฟ้องเข้าจริงผมไม่รู้จะมีหน้าพูดกับหัวหน้าและรุ่นพี่ที่นับถือยังไง ไอ้เรื่องผมกับอินรินทร์ไม่ได้รู้สึกต่อกันเพียงหัวหน้าลูกน้องอีกต่อไปแล้วนั้นพี่ปวินท์คงรู้อยู่เหมือนกันเพราะข่าวลือสารพัดหนาหูเหลือเกิน ถึงตอนนั้นคิดว่าสิ่งเดียวที่ผมจะทำคงเป็นยืดอกรับมันโต้ง ๆ ทำนองว่า...ใช่ครับผมรักหลานสาวพี่ นั่นล่ะ

“ตอบมาก่อน”

“จะฟ้องป๊า เฮียอิท เฮียเอกแล้วก็แม่ไม่ให้ต้อนรับคุณเข้าบ้าน ไม่ให้ทำกับข้าวให้กิน...”

“เขินเหรอ” ผมสุ่มถามแล้วคำตอบกลับน่าจะเป็นความจริงเพราะอินรินทร์ยิ่งหน้าแดงเข้าไปใหญ่ แต่ก่อนอินรินทร์ดูเฮี้ยวกว่านี้ อันที่จริงมันก็ไม่ได้ลดลงเพียงแต่ผมรู้สึกว่าความหวานมีมากขึ้นในตัวหล่อน ถ้าไม่เพราะความรักทำให้หล่อนเปลี่ยนคงเป็นผมเองที่มองหล่อนด้วยสายตาของคนในโลกสีชมพู “หนูอิน ทำไมล่ะ “

ไม่มีเค้ากลั่นแกล้งอีกต่อไป ผมถามจริงจังและรออย่างจดจ่อ สิ่งเหล่านั้นคงเข้มข้นพอให้อินรินทร์เลิกโยกโย้ยอมตอบงึมงัมในลำคอ

“ก็เรียกอย่างเดียวไม่พอชอบทำเสียงอย่างนั้น”

ต่อให้เบากว่านี้ผมก็ได้ยินจึงแปลกใจเต็มที่อย่างคนไม่รู้ตัวจริง ๆ

“เสียง? อย่างไหน ว่าไงครับ...หนูอิน”

“ไม่รู้ อัดเสียงตัวเองฟังดูแล้วกัน” คงเขินนั่นล่ะถึงห้ามนักห้ามหนา พยายามสะบัดมือหลุดจนได้แล้วทำเป็นเสียงแข็งถามเข้าเรื่องงาน “ไหนคุณว่าจะให้ดูอะไร”

ฝากไว้ก่อนก็ได้ ผมเองไม่อยากทำอะไรประเจิดประเจ้อในเวลางานเหมือนกัน

“เรื่องงานโปรเจกต์ใหม่น่ะ” ผมกดไหล่อินรินทร์ให้นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเอง ชี้หน้าจอคอมพ์ให้เห็นถึงข้อความในอีเมล์ มันเป็นเมล์จากนายส่งตรงถึงผมเพื่อทำความเข้าใจและอธิบายให้อินรินทร์ซึ่งถือเป็นลูกน้องโดยตรงฟังอีกทอดหนึ่ง ผลงานอัลบั้มเชอร์รี่ฝีมือโปรดิวซ์ของผมโดยมีอินรินทร์เป็นผู้ช่วยเหมือนอัลบั้มทดลองงานผลออกมาเป็นที่น่าพอใจมาก เชอร์รี่ดังเป็นพลุแตกชื่อเสียงติดลมบนมีงานเข้ามาไม่ขาดสาย งานชิ้นต่อไปผู้ใหญ่จึงวางใจมอบหมายให้อินรินทร์ทำงานคู่กับผมเต็มตัวมากขึ้น รอยยิ้มอินรินทร์กว้างขวางเหมือนดอกไม้บานทันทีที่อ่านจบ ผมเห็นแล้วพลอยมีความสุขไปด้วย นี่คงจะดีใจมากทีเดียว “เป็นไง พร้อมลุยงานใหม่หรือยัง”

“พร้อมค่ะ” อินรินทร์พยักหน้าแถมชูกำปั้นดึงข้อศอกเข้าหาตัว “เริ่มกันเลยดีมั้ยคะ”

 

งานใหม่ในความรับผิดชอบคือการปั้นศิลปินหน้าใหม่ในวงการเพลงแต่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีในวงการนายแบบ ปารณัทหรือเรียกที่เรียกติดปากสาว ๆ ทั่วประเทศเพียงสั้น ๆ ว่าณัทได้ถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสารแทบทุกเล่มแล้วก็ว่าได้ ความหล่อตามสไตล์ลูกครึ่งเป็นเพียงคุณสมบัติส่วนหนึ่งเมื่อเทียบกับความสามารถด้านดนตรีที่ติดตัวมาแต่เด็ก

ผมกับอินรินทร์อ่านแฟ้มประวัติณัทที่ถูกทำสำเนาไว้สองฉบับสำหรับเราทั้งคู่ ความตั้งอกตั้งใจฉายออกมาจากแววตาที่ผมลอบมองบ่อย ๆ คราวอัลบั้มเชอร์รี่อินรินทร์ทุ่มสุดตัวมาครั้ง หนนี้คงยิ่งกว่า เป็นผู้หญิงที่สุดโต่งคนหนึ่งจริง ๆ

-ก๊อก ๆ ๆ-

เสียงเคาะประตูเพียงสามครั้งดังขึ้นก่อนใบหน้ายิ้มแย้มของเชอร์รี่จะโผล่เข้ามาในตอนผมกับอินรินทร์ละสายตาจากแฟ้มในมือเพื่อมองไปยังต้นเสียง เชอร์รี่แต่งตัวตามคอนเซปต์อัลบั้ม ผมจัดทรงอย่างดี แสดงว่าเพิ่งกลับจากงาน ตั้งแต่ถูกสารภาพรัก นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้พบกัน

“ยุ่งกันอยู่หรือเปล่าคะ”

“เปล่าจ้ะ เชอร์รี่มาได้ไงเนี่ยคิดว่าวิ่งรอกงานจนขาขวิดอยู่ซะอีกแน่ะ”

อินรินทร์รีบชิงตอบก่อน คงรู้ว่าถ้าเป็นผม คำตอบคงเป็น...ใช่ กำลังยุ่ง ก็เรายุ่งอยู่จริง ๆ แต่เพราะคนชิงตอบไม่เคยคลายความรู้สึกผิดคำตอบจึงออกมาแบบนั้น

...ขี้สงสารจริง ๆ นะหนูอิน...

แต่คนถูกสงสารท่าทางเข้มแข็งกว่าอินรินทร์คิดมาก เชอร์รี่มองผมได้เต็มตา เข้ามาจับมือจับไม้อินรินทร์ทั้งยังคุยกระหนุงกระหนิงเหมือนไม่เคยมีเรื่องคืนนั้น

“แอบหนีมาค่ะ จะมาฟ้องพี่ต้นฝนกับพี่หนูอินว่าเชอร์รี่โดนแกล้ง ใครกันคะที่รับงานให้เชอร์รี่เยอะแยะขนาดนี้ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”

“บ่นไปยังงั้นเองใช่มั้ยล่ะ”

อินรินทร์ดักคอ ผมคิดเหมือน ๆ กันเพราะหน้าคนบอกว่าเหนื่อยยิ้มแป้นเสียขนาดนั้น น่าปลื้มน้อยเมื่อไหร่ในเมื่อศิลปินบางคนอยู่ในวงการมาหลายปีดีดักแต่ไม่เคยถึงจุดความสำเร็จเท่าเชอร์รี่สักครั้ง

“แหมรู้ทัน คิดถึงน่ะค่ะ แวะมาทักทายได้แป๊บเดียว เดี๋ยวเชอร์รี่ต้องไปแล้วเพราะมีงานเทศกาลดนตรีที่พัทยา ไปด้วยกันมั้ยคะ”

พอถูกชวนเข้าหน่อยอินรินทร์หันมามองผมตาปรอยเหมือนเด็กอ้อนขอให้พาไปเที่ยว แล้วดูท่าคำตอบของผมคงไม่ถูกใจเท่าไหร่หน้าอ้อน ๆ เลยกลายเป็นบึ้งทันควัน

“อยากไปแต่บ่ายนี้พี่กับหนูอินมีนัดน่ะสิ ขอให้สนุกนะเชอร์รี่ งานนี้ศิลปินมาเพียบเลยนี่”

“ว้าเหรอคะ เสียดายจัง งั้นเชอร์รี่จะสนุกเผื่อนะคะ วันนี้มีนักร้องคนโปรดเชอร์รี่ตั้งหลายคนแน่ะ วงโปรดพี่หนูอินก็ไปพร้อมเชอร์รี่ด้วยนะคะ”

แน่นอนว่าเทศกาลดนตรีไม่จำกัดค่ายและแนวนี้ย่อมต้องมีวงคิลร่วมแสดงด้วย ผมเห็นหน้าหงอย ๆ ของอินรินทร์แล้วทั้งสงสารและหมั่นไส้

เจอที่บริษัทยังไม่พอ คิดจะตามไปเชียร์มันถึงขอบเวทีเลยเรอะ!

“ผมนัดณัทไว้บ่ายนี้ คุณไม่อยากเจอหรือไง”

หน้าหงอยเหมือนต้นไม้ห่างน้ำค่อยชื่นขึ้น เป็นอันว่าผมเอาเรื่องงานที่บังเอิญลงล็อคดึงความสนใจอินรินทร์ออกจากโต้ได้สำเร็จ

 

“ไอ้หล่อ น้องหนูอิน” พี่เหน่งลากเสียงเรียกมาแต่ไกลชนิดที่ผมกับอินรินทร์ได้ยินชัดตั้งแต่ก้าวแรกเข้าบริษัท ผมมองหน้าพี่เหน่งแล้วอดยิ้มขำไม่ได้ หน้าแดงก่ำตาเยิ้มซะขนาดนั้นคงไม่พ้นดริ๊งค์หนักอีกตามเคย ดีอยู่อย่างคือพี่เหน่งแกเป็นมนุษย์แอลกอฮอล์ มีความสามารถในการควบคุมสติพาตัวเองมาทำงานได้อย่างดีทุกครั้งพอ ๆ กับเมาได้ตลอด “มาทำงานด้วยกันอีกแล้ว เมื่อไหร่จะแจกการ์ด”

แกเอาศอกสะกิดสีข้างผมยิก สีหน้าสีหน้าทวงสัญญาแบบที่ผมเข้าใจได้โดยแกไม่ต้องทวงถาม คงดีทีเดียวถ้าพี่เหน่งปล่อยผ่านไปหรือรอให้เราอยู่ตามลำพังค่อยพูดขึ้นแทนโพล่งออกมาเหมือนกลัวผมเบี้ยว

“ว่าไง พี่รอดูคนวิ่งขึ้นลงดอยอยู่นะเว้ย”

“คะ?” ผมล่ะอยากจะคว้าต้นกระบองเพชรใกล้จอคอมพ์เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ยัดปากพี่เหน่งนัก คงกะแกล้งกันเต็มที่ นอกจากแบมแล้วคราวนี้คนที่ผมไม่อยากให้รู้ที่สุดกำลังจะรู้ด้วย...ไม่น่าเลย อินรินทร์ก้าวพรวดเดียวถึงตัวพี่เหน่ง อาการเขินที่เป็นอยู่เมื่อครู่หายวับกลายเป็นความอยากรู้เข้ามาแทนที่ “ใครวิ่งอะไรคะพี่เหน่ง”

“หนูอิน” ดีมากถ้าความลับเรื่องพนันขันต่อจะไม่แตก “เช้านี้เรายุ่งมากลืมแล้วหรือไง”

ใช่ เรายุ่งหัวฟูกันจริง ๆ เพราะในที่สุดคอนเซปต์อัลบั้มณัทก็เสร็จสมบูรณ์หลังนัดพูดคุยกับตัวศิลปินเมื่อเดือนก่อน ฟอร์มทีมงานทุกด้านเตรียมลงมือทำอัลบั้มให้เป็นรูปร่าง

กว่าจะถึงวันนี้ผมกับอินรินทร์ร่วมออกความเห็นในทุกจุด เราเห็นถึงศักยภาพและความสามารถรอบตัวของนายแบบหนุ่มผู้นี้ คนดีแต่หน้าตาเราไม่รู้จะดันยังไงเนื่องจากไม่นิยมขายศิลปินที่หน้าตา แต่พอเจอคนเก่งรอบด้านก็มีเรื่องให้คิดหนักอีกเพราะอยากโชว์จุดเด่นพวกนั้นให้หมดซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ นอกจากความต้องการของศิลปินแล้ว โปรดิวเซอร์มีหน้าที่มองให้ออกว่าควรให้งานของศิลปินออกมาในแนวดนตรีไหน เมื่อทุกอย่างลงตัวการนัดประชุมทีมงานทั้งหมดอย่างเป็นทางการจึงเริ่มขึ้นซึ่งก็คืออีกครึ่งชั่วโมงถัดจากนี้

“พี่เหน่งคงไม่ตอบยาวถึงสามชั่วโมงหรอก ใช่มั้ยคะ”

ประโยคแรกแขวะผมแล้วอ้อนพี่เหน่งด้วยประโยคหลัง ผมอยากจะบ้าตาย พยายามขยิบตาใส่หวังให้พี่เหน่งรูดซิปปากแต่ท่าทางแกจะกินลำโพงเป็นอาหารเช้าเลยอดกระจายความลับไม่ได้

“อ๋อก็ไม่มีไรมากหรอกน้องหนูอิน คืองี้...”

ต่อจาก คืองี้ พี่เหน่งจัดการเล่าเหตุการณ์วันพนันขันต่อเสียหมดเปลือก ผมที่ยืนตรงกลางระหว่างรุ่นพี่ขี้เมาจอมกวนกับลูกน้องที่รักทำได้แค่ถอนใจแล้วเพิ่งรู้สึกว่าเรื่องราวมันเลวร้ายเท่าไหร่นักก็ตอนเห็นแก้มใสเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้มขึ้นเรื่อย ๆ...เขินอีกแล้ว

“เห็นแก่พี่คนนี้ น้องหนูอินบอกพี่หน่อยได้มั้ยว่าไอ้หล่อมันสารภาพรักกับน้องหนูอินหรือยัง”

ทีนี้จากชมพูเปลี่ยนเป็นแดงแจ๋เห็นแล้วน่าหอมพิลึก พี่เหน่งรอฟังทำหน้าลุ้นอย่างกับฟังผลรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลส่วนผมพยายามเงียบให้มากที่สุดเพื่อฟังคำตอบเบาแสนเบาที่ว่า

“ไม่รู้ พี่เหน่งถามกันเองสิคะ”

แล้วคนไม่ยอมสบตาผมตั้งแต่ฟังพี่เหน่งเล่าจบก็รีบจ้ำอ้าวหนีไปเฉยปล่อยพี่เหน่งระเบิดเสียงหัวเราะลั่น ๆ อย่างผู้มีชัย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,138 ความคิดเห็น

  1. #1124 saber (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2553 / 17:08
    555555+
    #1,124
    0
  2. #1068 nunpanu (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2553 / 15:20

    หน้าแดงด้วยคน

    #1,068
    0
  3. #983 กิ๊งก้อยแก้ว (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2553 / 17:35

    เขินอะ

    #983
    0
  4. #981 คนธรรมพ์ตัวจิ๋ว (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 / 16:09
    ถ้างานนี้หนูอินไม่ยืนยันว่าบอกแล้ว



    พี่ต้นฝนจะเบี้ยวหนี้ไหมเนี่ย ^^
    #981
    0
  5. #979 Chii_Elda (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 / 22:37

    รู้สึกเหมือนนายต้นฝนโดนทวงหนี้อยู่นะเนี่ย อิอิ

    #979
    0
  6. #978 ป้าหัวฟู (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2553 / 20:35
    กองเชียร์อย่างป้าจะเตรียมยาดม ยาลม ยาหม่องไปรออยูทางขึ้นเขาล่ะกัน เอางี้นะเฮียต้นฝน
    #978
    0
  7. #977 belindaz (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 / 22:58
    น่าร้ากกก
    #977
    0
  8. #976 porn (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 / 16:27
    คุณต้นฝน รอคุณวิ่งขึ้นดอยอยู่
    #976
    0
  9. #975 tantor (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 / 14:49
    อิอิ เขินด้วยคนค่ะ *_*
    #975
    0
  10. #974 กางเกงยีนส์ขาสั้น ^^ (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 / 00:04
    โดนแล้ว!! ทวงสัญญา 55555 5.
    หนูอินเขินน่ารักมากมาย > <
    #974
    0
  11. #973 SoM^0^ (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 / 18:16
    น่ารักมากๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #973
    0
  12. #972 sopa (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 / 14:02
    อัพแล้วขอบคุณค่ะ
    #972
    0
  13. #971 aoistar (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 / 13:54
    อิอิ อ่านกีที่ก็น่ารักคู่นี้
    #971
    0