Naughty Melody...เมโลดี้วุ่นลุ้นรัก

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,507
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    2 ก.ค. 53





รองเท้าผ้าใบคู่เก่งของฉันกระทบพื้นตลบฝุ่นฟุ้งกระจายเป็นหย่อมตามขายาว ๆ ที่ก้าวผ่าน อากาศร้อนจนฉันอดไม่ได้ที่จะยกเอาแฟ้มที่ถืออยู่ในมือขึ้นมาพัดเพื่อช่วยบรรเทาเบาบางแม้จะช่วยได้ไม่ถึงครึ่ง ผู้คนมากมายยังคงคลาคล่ำอยู่บนท้องถนนทั้งที่เวลานั้นปาไปเกือบเที่ยงวันแล้ว ไม่รู้ว่าแต่ละคนจะมีธุระอะไรกันหนักหนาหาเรื่องออกจากบ้านกันไม่ได้หยุดไม่ได้หย่อน ฉันเดินไปบ่นในใจไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงจุดหมายปลายทางคือป้ายรอรถประจำทางที่คนแน่นขนัด ย่านใจกลางธุรกิจมักจะเป็นเช่นนี้ประจำไม่ว่าจะเป็นรถประจำทางหรือรถไฟฟ้าคนก็ไม่น้อยไปกว่านี้เท่าไหร่นัก ผิดแต่ค่าโดยสารต่างกันที่เป็นสาเหตุให้คนยังไม่มีงานทำอย่างฉันต้องเปลี่ยนใจมาทนร้อนและหงุดหงิดกับอากาศที่สุดแสนจะแปรปรวนของเมืองไทยเช่นนี้

ใช่ว่าบ้านของฉันจะจนกรอบขนาดจะนั่งรถไฟฟ้ายังทำไม่ได้ ตรงกันข้าม บ้านของฉันรวย...เรียกว่ารวยเอาเรื่องเหมือนกัน ธุรกิจก่อสร้างทำรายได้ปีละหลายๆ ล้านบาท หากแต่คนที่รวยนั้นไม่ใช่ฉัน...ป๊ากับแม่ฉันต่างหาก!

ใครจะว่ายังไงฉันไม่ค่อยอยากจะรับรู้ รู้แต่เพียงฉันเป็นอีกหนึ่ง ลูกไม้ ที่หล่นไกล๊...ไกลต้นอย่างมาก ความเป็นลูกสาวคนเล็ก พี่สองคนก็ผู้ชายทั้งคู่ ทั้งบ้านเลยพากันพะเน้าพะนอจนฉันเกิดอาการที่เรียกว่า ชิน กับการอยากทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเอง เลือกเรียนทั้งทีก็ไม่ได้สนใจจะเรียนให้ตรงกับสาขาที่สามารถช่วยเหลือดูแลธุรกิจทางบ้านได้เลยสักนิด ก็งานก่อสร้างอยู่กับอิฐหินดินทรายอย่างนั้น ผู้หญิงบอบบางร่างเล็กสูงร้อยหกสิบแปดอย่างฉันจะไปทำได้ยังไงกัน ฉันก็ต้องปล่อยให้พี่ชายสองคนของฉันรับภาระเหล่านั้นไปแทนในฐานะผู้ลืมตาขึ้นมาดูโลกก่อน

นี่ฉันเสียสละให้เลยนะ!

ป๊ากับแม่เคยลองเซ้าซี้ให้ฉันเปลี่ยนใจมาดูแลธุรกิจทางบ้านอยู่หลายครั้ง แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับลูกอ้อนตาใส ๆ ไม้เด็ดประจำตัวของฉันในตอนท้ายเสมอ หลังจากนั้นทั้งคู่คงจะเริ่มเอือมระอาหรือเกิดอาการชินไปเองแบบฉัน ระยะหลังๆ จึงปล่อยวางไม่ค่อยได้มาสนใจจ้ำจี้จ้ำไชฉันสักเท่าไหร่ พอหลังจากที่ฉันเรียนจบปุ๊บจึงได้มีโอกาสมาวิ่งรอกหาสมัครงานตามบริษัทนู้นบริษัทนี้ไปเรื่อย เงินเดือนที่เคยรับจากป๊ากับแม่สมัยเรียนฉันจึงขอยกเลิกไปและไม่ได้ขอหยิบยืมเพิ่มเติม ฉะนั้นทุกบาททุกสตางค์ฉันจึงต้องใช้อย่างประหยัด ยุคน้ำมันแพงก็ต้องรัดเข็มขัดกันเป็นธรรมดา..อินเทรนด์ดีไหม!

แต่จะว่าไปพออากาศร้อนฉันก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเองนั้นจะคิดผิดไปเล็กน้อยที่ไม่ยอมขึ้นรถไฟฟ้าตั้งแต่แรก เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มไหลซึมบริเวณใบหน้าและไรผม ฉันก้มลงดูนาฬิกาข้อมือตัวเองเพื่อตรวจสอบเวลาให้แน่ใจว่าจะสามารถเดินทางไปสัมภาษณ์งานทันตามเวลาที่กำหนด แต่ยังไม่ทันจะได้เงยหน้า แรงกระแทกจากด้านข้างก็ทำให้ฉันเสียการทรงตัวเซไปตามทิศทางของแรงนั้นสองสามก้าวก่อนจะพยุงตัวได้ ฉันหันไปมองหาคนที่เพิ่งชนไหล่ตัวเองตาเขียวปั๊ดทันที หากแต่คนชนก็ไม่ได้อยู่รอให้คำด่าได้ทันหลุดออกจากปากฉัน เพราะคนชนนั้นวิ่งเผ่นแน่บขึ้นรถประจำทางไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โหย มารยาทคนไทย!

บ่นในใจก่อนจะรีบวิ่งไปขึ้นรถประจำทางสายที่เป็นเป้าหมายซึ่งเพิ่งจะเข้ามาเทียบรับผู้โดยสารบ้าง โชคดีที่คนไม่แน่นฉันจึงมีโอกาสได้นั่งไม่ต้องยืนให้ลำบากหนักหนาเกินไปนัก รถติดพอหอมปากหอมคอ สายตาของฉันก็เห็นตึกสูงตะง่านระฟ้าซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทเป้าหมายในการสมัครงานของฉันในวันนี้เบื้องหน้า

ตำราว่าเข้าบ้านไหนก็ต้องทำความเคารพเจ้าของบ้านนั้น สองมือของฉันจึงกระพุ่มไหว้งาม ๆ อย่างเรียบร้อยตรงหน้าศาลพระภูมิหน้าตึก อธิษฐานในใจให้ท่านอำนวยอวยพรก่อนเดินด้วยท่าทางมั่นใจตรงเข้าสู่ตัวอาคาร แอร์เย็นฉ่ำกระทบผิวทันทีเมื่อประตูอัตโนมัติเปิดออก ฉันมองสำรวจเส้นทางทุกอย่างเอาไว้เรียบร้อยก่อนจะเดินตรงไปยังร้านกาแฟเพื่อรอให้ถึงเวลาบ่ายโมงซึ่งเป็นเวลานัดเสียก่อน

ฉันสั่งกาแฟพร้อมเค้กส้มชิ้นเล็กมาชิมฆ่าเวลาพร้อมกับมองดูผู้คนชาวตึกนี้ไปเรื่อยๆ สาวออฟฟิศหน้าตาสดใสเดินกันขวักไขว่ พอ ๆ กับปริมาณหนุ่มหน้ามนหุ่นกระชากใจสาว ความจริงฉันเองก็ไม่ค่อยจะชอบความพลุกพล่านอย่างนี้มากเท่าไหร่ แต่เป็นเพราะงานของบริษัทที่ฉันกำลังจะมาสมัครในวันนี้มันน่าสนใจเอามาก ๆ อาหนุ่มสุดหล่อของฉันเป็นโปรดิวเซอร์ดังสังกัดนี้ แค่บอกชื่อปุ๊บคนก็ต้องร้องอ๋อ อาคนนี้แหละที่เป็นแรงบันดาลใจในชีวิตของฉันมาตลอด เป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้ยอมให้ครอบครัวบงการชีวิต ทั้งเก่งมีฝีมือและก็สุดแสนจะเท่ห์ด้วยความหล่อลากกระชากใจ แต่สาว ๆ ก็ต้องผิดหวังกันยกใหญ่ เพราะอาหนุ่มของฉันมอบหัวใจให้อาสาวแสนสวยไปจนหมดเรียบร้อยแล้ว

ฉันออกจะตื่นเต้นเล็ก ๆ เมื่อเวลาสำคัญจวนเจียนมาถึง แลกบัตรเสร็จเรียบร้อยก็ขึ้นลิฟท์ไปยังจุดมุ่งหมายด้านบน หัวใจในอกโยกย้ายเป็นจังหวะตึกตัก แต่ฉันก็ยังสามารถคุมสีหน้าไว้ได้อย่างเป็นปกติ ภาพหญิงสาวใบหน้าคม ล้อมกรอบด้วยผมสีน้ำตาลซอยสั้นระต้นคอสะท้อนผ่านเข้าสู่สายตาจากตัวผนังลิฟท์ที่เป็นกระจก ฉันสำรวจความมั่นใจของตัวเองอีกครั้งก่อนเสียงลิฟท์จะดังเมื่อขึ้นสู่ชั้นที่กำหนด

สวัสดีค่ะ ดิฉันมาตามนัดสัมภาษณ์งานค่ะ ฉันเอ่ยแจ้งความประสงค์ต่อหญิงสาวหน้าตาดีหน้าเคาน์เตอร์ทันทีเมื่อเดินไปถึง

ไม่ทราบว่าชื่ออะไรคะ สมัครตำแหน่งไหนไว้ เสียงหวานถามกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทำให้ฉันมีกำลังใจมากว่าครึ่ง เจอด่านแรกทั้งใจดีและหน้าตาดีขนาดนี้ สงสัยวันนี้คงจะผ่านฉลุย!

ตำแหน่งโปรดิวเซอร์ค่ะ ชื่อ อินรินทร์ ติยะวินิจกุล

สีหน้าประหลาดใจเกิดขึ้นทันทีเมื่อฉันตอบจบ ทำเอาฉันที่ใจมากลับไปใจแป้วอีกรอบ และใบหน้าของฉันคงจะดูตื่นตระหนกและตลกยิ่ง เพราะสาวสวยที่กำลังยืนทำหน้าประหลาดใจอยู่นั้นรีบโบกไม้โบกมือพร้อมกับส่งยิ้มปลอบใจมาให้ฉันทันที

ไม่ต้องตกใจค่ะน้อง พอดีพี่นึกว่าหลานคุณโปรดิวเซอร์ดังจะเป็นผู้ชายเสียอีก เห็นแจ้งไว้ว่าชื่ออินรินทร์ ไม่ได้บอกสังกัดเพศ พี่ก็เลยนึกไปว่าเป็นผู้ชาย สาวสวยที่เรียกตัวเองว่าพี่ทันทีที่รู้ว่าฉันเป็นหลานใครพูดพร้อมกับทำท่าทางคล้ายจะเสียดาย...ฉันที่ยังคงตามอะไรไม่ทันอยู่เลยได้แต่งง ๆ ว่าเจ้าตัวนั้นเสียดายอะไร...

เดี๋ยวพี่จะพาไปรอด้านในนะคะ ตามมาเลยค่ะ

ฉันทิ้งความงงเอาไว้ก่อน สาวเท้าเดินตามสาวสวยต้อย ๆ มานั่งรอในห้องที่คาดว่าจะเป็นห้องรับแขก สายตาฉันสอดส่ายสำรวจไปทั่ว การตกแต่งภายในบริษัทดูดีทันสมัยถูกใจไปเสียทุกอย่าง บรรยากาศก็ดูสดชื่นเพราะผู้คนท่าทางอัธยาศัยดี ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอาหนุ่มถึงชอบและรักงานที่บริษัทนี้มากมายนัก เพราะถ้าฉันได้ทำงานอยู่ในสิ่งแวดล้อมดี ๆ และงานที่ชอบแบบนี้ ฉันเองก็คงจะไปไหนไม่รอดเช่นเดียวกับอาหนุ่มเหมือนกัน

เห็นว่าวันนี้คุณโปรดิวเซอร์ดังไปต่างจังหวัดนี่คะ เลยไม่ได้มาสัมภาษณ์งานหลานตัวเองเลย สาวสวยชวนฉันคุยขณะที่ยกน้ำเย็นที่รินใส่แก้วใสเย็นเจี๊ยบส่งมาให้ ฉันรีบเอ่ยขอบคุณด้วยความเกรงใจก่อนพยักหน้าตอบ

ค่ะ...แต่คุณอาบอกว่าให้คนอื่นสัมภาษณ์แทนไว้แล้ว

สาวสวยยิ้มรับ ทำท่าคิดนิดนึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มประดับใบหน้าเหมือนเดิม

อ๋อ สงสัยจะเป็นคุณฆนากร ขานี้เก่งไม่แพ้คุณโปรดิวเซอร์ดังเหมือกัน 

เหรอคะ ฉันเผลอร้องถามออกไปด้วยความสนอกสนใจ เวลาเจอคนเก่ง ๆ ฉันชอบเกิดอาการแบบนี้ขึ้นมาเป็นประจำ ยิ่งเป็นคนที่มีความสามารถในวงการที่ฉันชอบด้วยแล้ว ฉันแทบจะยกให้เป็นเทวดาประจำตัวเหมือนกับอาหนุ่มของฉันเลยล่ะ

พี่สาวคนสวยมองหน้าฉันที่จ้องด้วยความสนอกสนใจแล้วทำท่าเหมือนจะยิ้มขำ ๆ อีกรอบ

น้องนี่น่ารักจังเลยนะคะ เอาเป็นว่าเดี๋ยวพี่ไปเชิญคนสัมภาษณ์มาเลยดีกว่า น้องจะได้ไม่ต้องรอนาน

พี่สาวบอกด้วยใบหน้าอมยิ้ม ก่อนจะเดินออกไปตามหาคนที่สัมภาษณ์ฉันตามที่ว่า ทิ้งความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ให้ฉันที่ไม่รู้จะทำอะไรนั่งเดาเล่น ๆ รอเวลา

ด้วยความสามารถอันสูงส่งตามประสาคนมีศิลป์ในสายเลือด ฉันจึงพยายามจินตนาการหน้าตาของโปรดิวเซอร์นามว่า ฆนากรอย่างนึกสนุก อายุอานามน่าจะประมาณอาหนุ่มของฉัน ซึ่งก็มากกว่าประมาณเจ็ดแปดปีได้ แต่ความหล่อนี่น่าจะไม่มีทางเทียบเท่า เพราะยังไงอาหนุ่มของฉันก็หล่อที่สุดในบรรดาโปรดิวเซอร์ชื่อดังของเมืองไทยอยู่แล้ว คุณโปรดิวเซอร์ฆนากรนี่อาจจะเป็นผู้ชายลงพุงนิด ๆ ตามวัยคนนำหน้าด้วยเลขสาม ผิวก็น่าจะคล้ำไม่ก็เป็นสีแทน ผมบาง ๆ ประมาณสักแปดแสนยังไม่ถึงล้าน ใส่แว่นกันแดดสีดำกรอบโต พอถอดแว่นออกก็จะเห็นหน้าตาใจดีที่พอยิ้มทีตาตี่ฟันขาววับ

เมื่อรวมเอาจินตนาการทั้งหลายออกมาได้หมดฉันก็ขำก๊าก นี่มันอิมเมจโปรดิวเซอร์หรือพ่อกำนันบ้านนาในละครกันแน่ หากแต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้จินตนาการภาพเพื่อกระตุ้นต่อมขำตัวเองต่อ ประตูห้องรับแขกก็ถูกเปิดเข้ามาอย่างไม่เบานัก พร้อมกับร่างของคนที่ฉันกำลังรอคอยได้เดินเข้ามา

ฉันรู้สึกเหมือนมีประกายวิบวับเป็นละอองล่องลอยวนเวียนตามร่างสูงที่เริ่มเคลื่อนกายอย่างช้า ๆ ตรงมายังโซฟารับแขกที่ฉันนั่งอยู่ ทุกความนึกคิดในสมองก่อนหน้านี้ถูกหยุดลงเพื่อใช้แต่สายตารับรู้ภาพมหัศจรรย์ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าเท่านั้น หนุ่มผมยาวยักศกเป็นลอนสลวย ใบหน้าคมคายประดับด้วยไรหนวดจาง ๆ แสนมีเสน่ห์ รูปร่างสูงโปร่งหากก็สมาร์ทสมชายชาตรี สวมเพียงเสื้อยืดโปโลสีขาวกางเกงยีนส์ซีดและรองเท้าผ้าใบสีขาวที่แสนจะเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

โอ้ว ขอบคุณพระเจ้า...ที่ยังมีคนหน้าตาดีแบบนี้เหลืออยู่ในโลก

ฉันสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ อย่างเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเมื่อสักครู่นี้ได้หยุดหายใจไปนานไม่ใช่น้อย ร่างสูงที่ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามทำเอาหัวใจสาวของฉันเต้นตึกตักผิดจังหวะ ดวงตาคู่คมที่มองมาอย่างนิ่ง ๆ ทำเอาฉันต้องรวบรวมสติสตังที่กระเจิดกระเจิงให้เข้าที่ ก่อนรีบปั้นหน้ายิ้มแย้มยกมือไหว้ทั้งที่ใจฉันตอนนี้นั้นชักไม่แน่ใจว่า คนตรงหน้าจะแก่กว่าหรืออายุเท่ากันกับฉันแน่

นึกว่าจะเป็นผู้ชายเสียอีก คำพูดแรกที่หลุดออกจากปากคนที่ทำเอาฉันแทบละลายก่อให้เกิดความงงขึ้นกับฉันอีกรอบ น้ำเสียงฟังดูเหมือนจะเสียดายอะไรสักอย่าง แต่ก็ดูมีอะไรมากกว่าน้ำเสียงเสียดายของพี่สาวคนเก่า

ไม่ใช่ผู้ชาย...แล้วยังไง

ความสงสัยก่อตัวขึ้นเป็นกลุ่มตะกอนเล็ก ๆ แต่ฉันก็สลัดมันเอาไปทิ้งไว้ที่อื่นก่อน ฉันรีบยื่นแฟ้มที่ถืออยู่ในมือออกไปตรงหน้า พร้อมกับเอ่ยจุดประสงค์ในการมาพบกันครั้งนี้ชัดเจนด้วยน้ำเสียงที่คุมโทนเอาไว้แล้วเป็นอย่างดี

ดิฉันมาสมัครเป็นโปรดิวเซอร์ตามที่คุณอาปวินท์แนะนำไว้ค่ะ

ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่าที่เห็นเหมือนว่าคิ้วของคนตรงหน้าจะกระตุกเล็กน้อยทันทีที่ฉันพูดจบ จากนั้นแฟ้มในมือของฉันก็ถูกดึงออกไปอ่านโดยที่คนดึงนั้นไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสนใจฉันอีกเลย

ฉันจึงได้แต่ทำตาปริบ ๆ พูดอะไรไม่ออก นั่งมองคนที่กำลังอ่านแฟ้มประวัติของฉันเองอย่างใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เวลาผ่านไปนานจนแล้วจนเล่าทำให้ฉันต้องเริ่มขยับตัวเพราะรู้สึกอึดอัด ทั้งที่จริง ๆ แล้วการอยู่ใกล้กับคนทั้งเก่งและหล่อตรงสเป็คอย่างนี้ฉันไม่น่าจะรู้สึกอะไรมากกว่าเป็นปลื้มเลยแท้ ๆ

 คิดยังไงถึงอยากจะทำงานที่นี่

เสียงถามขึ้นพร้อมกับคนถามที่เงยหน้าสบตาทันทีทำเอาฉันเกือบสะดุ้ง โชคยังดีที่คอยจ้องและระวังตัวเอาไว้อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงได้เผลอทำอะไรปล่อยไก่ให้คนตรงหน้าดูแน่ๆ

ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะอาปวินท์แนะนำค่ะ แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะดิฉันชื่นชอบสไตล์การทำงานของที่นี่จากหลาย ๆ งานที่ผ่านมาฉันตอบสิ่งที่คิดเอาไว้ว่าน่าจะดีที่สุดและดูไม่น่าเกลียดเว่อร์เกินไปนัก หากแต่คำพูดต่อมาของชายหนุ่มตรงหน้าทำให้ฉันเริ่มรู้สึกตะหงิด ๆ ในหัวใจกระตุ้นต่อมร้ายประจำตัวยังไงชอบกล

คิดว่าเป็นเพราะเข้าได้ง่ายซะอีก

คนตรงหน้าพูดพร้อมกับวางแฟ้มประวัติฉันคืนลงบนโต๊ะดังตุ๊บ ขณะที่ฉันกำลังเริ่มมึนคิดอะไรไม่ออก

อันที่จริงที่นี่ไม่ได้รับสมัครโปรดิวเซอร์กันง่าย ๆ ขนาดนี้ ทุกครั้งจะต้องมีการทดสอบหลายขั้นตอนและคัดเลือกคนที่ดีที่สุดเข้ามา แต่ว่าคราวนี้....

เสียงพูดหยุดชะงักไป สายตาคมจับจ้องมาที่ฉันก่อนคนที่กำลังสัมภาษณ์ฉันนั้นจะเหยียดยิ้ม!

นั่นทำให้หลังจากที่ฉันทั้งงงและมึนมาพักใหญ่ ที่สุดสมองของฉันก็สามารถประมวลผลคำพูดสามสี่ประโยคที่หลุดออกมาจากปากหยักได้รูปนั่น รวมถึงสายตาและท่าทางของคนสัมภาษณ์งานตรงหน้าฉันสำเร็จจนได้!

อ้อ....ที่แท้ก็....รังสีรังเกียจเดียจฉันท์นี่เอง

พอได้ข้อสรุปในใจเรียบร้อย ทั้งความรู้สึกใจเต้นตึกตักและสุดแสนประทับใจในตัวคนตรงหน้าของฉันก็ถูกเก็บกลับคืนเข้าที่แทบจะทันทีทันใดในเวลานั้น คะแนนความหล่อที่เผลอให้เมื่อแรกเห็นโดนหักยับไม่มีเหลือ หากไม่ติดว่านี่เป็นการสมัครงานล่ะก็ ฉันคงจะด่าเปิงออกไปตั้งแต่คิดได้เรียบร้อยแล้ว!

กรรมของเวร...เจอโปรดิวเซอร์ปากร้ายสัมภาษณ์งานหรือนี่

 แต่ฉันก็ทำได้แค่เพียงยิ้มเฝื่อน ไม่กล้าต่อปากต่อคำทั้งที่ใจนั้นคิดเอาไว้สารพัดว่าจะย้อนยังไงให้เจ็บแสบ ในเมื่อสถานการณ์ตรงหน้านี้เป็นรองเพราะฉันอยากจะได้ทำงานที่นี่มาก เจอคนหน้าตาดีแต่นิสัยชอบจิกกัดแค่นี้จะเป็นไรไป

แล้วฉันก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นคิดผิดพลาด เมื่อคำพูดร้ายกาจเริ่มทยอยมาเป็นตับ

 ไม่มีประสบการณ์อะไรเลยหรือไง

คิดว่าจะทำได้หรือ

แค่เส้น ไม่ช่วยอะไรได้มากหรอกนะ

ปากหยักที่ขยับขึ้นลงไม่ได้หยุดลดทอนความหน้าตาดีของคนพูดไปหมดสิ้น ฉันกำมือแน่นอย่างพยายามสะกดอารมณ์ตัวเองเต็มที่เพื่อไม่ให้ลุกพรวดไปต่อยหน้าคนที่กำลังสัมภาษณ์งานอยู่เพราะคำสบประมาททั้งหลายที่เจ้าตัวพูดอย่างจงใจหาเรื่อง

เข้าใจค่ะ แต่ดิฉันก็มีประสบการณ์มาแล้วบ้างตอนฝึกงาน ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ปรับเอาไว้ราบเรียบเป็นอย่างดี พร้อมกับการพยายามท่องยุบหนอพองหนออยู่ในใจ

เวร...ย่อมระงับด้วยการเก็บเอาไว้หาโอกาสจองเวร!

จะพออะไรคุณ ฝึกงานกับทำงานจริงมันต่างกันนะ

ดิฉันทราบดีคะ เพราะอย่างนี้ตอนที่คุณอาปวินท์บอกว่ากำลังเปิดรับสมัคร ฉันจึงได้ขอสมัครด้วยเพราะต้องการจะหาประสบการณ์เพื่อพัฒนาฝีมือ

คนสัมภาษณ์จ้องหน้าฉันที่จ้องหน้าเขากลับนิ่งก่อนหัวเราะหึ

 หาประสบการณ์กับการทำงานจริงที่คนเขาออกจะแข่งขันแย่งกันเพื่อให้ได้มานี่นะ

ค่ะ!” ฉันตอบกลับเสียงหนัก รู้สึกเหมือนว่าเส้นเลือดบริเวณขมับชักจะเริ่มกระตุก บรรยากาศรอบกายจากที่ตอนแรกฉันมองดูทุกอย่างช่างสดใสน่าอยู่ เวลานี้ทุกอย่างมันช่างดูมืดมนและน่าหงุดหงิดเสียเหลือเกิน ทั้งฉันและคนสัมภาษณ์เงียบกันไปนานครู่ใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดสิ้นสุดการสัมภาษณ์

เพราะคนตรงหน้าฉันนั้น ยังไม่ยอมที่จะหยุด!

ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ปวินท์ฝากฝัง ผมเองก็ไม่ได้อยากรับคนมาทำงานด้วยวิธีการแบบนี้หรอก

ปึ่ด! เสียงอะไรบางอย่างในสมองฉันขาดผึงลงทันทีเมื่อได้ฟังคำที่คนตรงหน้าเพิ่งพูดจบ จากที่กำมือของตัวเองเอาไว้แน่นก็ต้องเปลี่ยนมาจับขาสองข้างเอาไว้แทน เพื่อไม่ให้ลุกไปตั๊นหน้าคนสัมภาษณ์โคตร ๆ กวน

หนอย...หนอย

หากเป็นเวลาอื่นฉันคงจะส่งเสียงกรี๊ดใส่หูคนที่บังอาจมาต่อปากต่อคำฉันให้แก้วหูแตกร้าวเป็นเสี่ยง ๆ ไปแล้ว ทำไมอาหนุ่มของฉันไม่บอกเลยสักนิดว่าจะต้องมาเจอคนสัมภาษณ์งานนิสัยมหากวนแบบนี้ จะขอยกเลิกไปหางานที่อื่นทำแทนเอาตอนนี้ก็ไม่ได้เสียแล้ว เพราะทันทีที่อาหนุ่มชักชวน ฉันก็จัดการโพนทะนาล้านแปดไปทั่วว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่นี่ ฉะนั้น...ถึงตานี่จะปากร้ายแค่ไหน ฉันก็จะต้องทำงานที่นี่ให้ได้!

          แล้วฉันก็ทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ  ด้วยการยกสองมือขึ้นกระพุ่มไหว้สวยงามก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจน้ำเสียงใสแจ๋ว!

          ขอบคุณนะคะที่ตกลงรับดิฉันเข้าทำงาน รับรองว่าจะไม่ทำให้คุณฆนากรต้องผิดหวังเลยล่ะค่ะ

          ฉันฉีกยิ้มกว้างขึ้นอีกเมื่อเห็นคุณฆนากรที่ฉันเพิ่งจะยกมือไหว้หักคอรับเข้าทำงานคิ้วกระตุกหงึกขึ้นทันที หมอนั่นลุกพรวดสะบัดหน้าหนีพรืดทำเหมือนกับว่าไม่สามารถทนดูหน้าฉันได้ต่อแม้เพียงเสี้ยว

          เดี๋ยวก่อนค่ะ....ไม่ทราบว่าจะให้ดิฉันเริ่มงานได้วันไหน

          ฉันถามอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นหมอนั่นตั้งท่าจะพาร่างสูง ๆ ของตัวเองกระโจนออกจากห้อง หมอนั่นหยุดเดินแต่ยังคงยืนหันหลังให้อยู่ ฉันลุกขึ้นยืนบ้างพลางจ้องมองแผ่นหลังกว้าง ๆ อย่างอยากรู้ว่าเจ้าของนั้นจะตอบว่าอย่างไร

          พร้อมเมื่อไหร่คุณก็มาเมื่อนั้นแหละ...คุณอินรินทร์!” เสียงห้วนกระชากตอบพร้อมกับเรียกชื่อฉันเสียเต็มยศ

ตอบมาแบบนี้...คิดว่าคนอย่างอินรินทร์จะต่อไม่ได้รึ!

          ดิฉันพร้อมเวลานี้แล้วค่ะ ทำได้เลยไหมคะ ฉันพูดเสียงหวานพร้อมกับพยายามกลั้นไม่ให้ตัวเองขำเต็มที่ เอากับฉันซิเอ้า ให้มันรู้กันไปว่าใครจะกวนได้มากกว่ากัน!

          หมอนั่นนิ่งเงียบไปสองวิ ฉันสังเกตเห็นว่าเจ้าตัวถอนหายใจเข้าออกแรง ๆ อยู่สองเฮือก ก่อนจะได้ยินเสียงเข้มสุด ๆ ตอบออกมาเสียงดังคล้ายกำลังจะตะโกน

          ถ้ามันฟิตนักก็ตามใจคุณสิ เชิญ!”

         

          ฉันฮัมเพลงหงุงหงิงอย่างมีความสุขหลังออกมาจากห้องรับแขก ก่อนจะเดินตามเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลที่มารับตัวไปทำสัญญาและชี้แจงข้อกำหนดของบริษัทเพื่อประโยชน์ในการทำงานต่ออีกเล็กน้อย จะว่าไปฉันนี่ก็ใจกล้าสามารถเสียเหลือเกิน สร้างศัตรูคู่อาฆาตที่เป็นถึงโปรดิวเซอร์ขาใหญ่ก่อนจะได้ทำงานเสียอีก แต่ก็อย่างว่า ใครใช้ให้มากวนมีอคติทิฐิกับฉันก่อน ทั้งที่ฉันยังไม่ได้ทำอะไรหมอนั่นหรือญาติหมอนั่นเลยสักหน่อย  แม้จะรู้ดีว่ามันอาจจะมีผลต่อการทำงานบ้าง แต่เท่าที่สืบทราบข้อมูลมาจากการถามไถ่ทั้งพี่สาวคนสวยและเจ้าหน้าที่บุคคลเมื่อครู่ ก็พอจะรู้ได้ว่าอาหนุ่มของฉันนั้นยังเป็นหัวหน้าใหญ่อยู่ ฉะนั้นถึงแม้ว่าหมอนั่นจะเป็นขาใหญ่มีตำแหน่งรองจากอาหนุ่มของฉัน แต่ถ้าหากฉันโดนแกล้งระหว่างการทำงาน ฉันก็ยังพอจะมีใบบุญคุ้มศีรษะคอยช่วยเอาไว้ได้บ้าง

        ก็ได้แต่หวังว่า...อาหนุ่มของฉันจะไม่ปล่อยให้หลานโดนแกล้งโดยไม่สนใจหรอกนะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,138 ความคิดเห็น

  1. #1021 nunpanu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2553 / 12:57
    สบตากันมีอาการร มณ์แปรปรวน
    #1,021
    0
  2. #926 ACLS (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2553 / 15:33
    พรเอกนางเองเราเจอกันวันแรกก็มีเรื่องซะแล้ว
    น่าติดตามจังเลยค่ะ
    #926
    0
  3. #886 little sugar (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2553 / 20:47
    ตามมาอ่านต่อค่ะ ผู้้ชายอะไรปากจัดจริง ๆ
    #886
    0
  4. #805 ลูกตาลแช่แข็ง (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2553 / 19:10

    น่าสนุกดีค่ะ

    #805
    0
  5. #288 ป้าหัวฟู (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2552 / 15:11
    ปากคมปาก แรง หนุก ๆ ดี ชอบ 5555
    #288
    0
  6. #282 nuri.j (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2552 / 18:35
    หล่อแต่ปากจัด ดูถูกผู้หญิงอีกต่างหาก
    ผู้หญิงแล้วเป็นไง...ผู้หญิงแล้วทำงานไม่ได้หรือไง
    อินรินทร์สู้เขา ฆนากรท่าทางความอดทนต่ำ ยั่วขึ้นดีชะมัด
    แม่นแล้ว...เวรย่อมระงับด้วยการจ้องหาโอกาสจองเวร...
    #282
    0
  7. #230 pretty-p (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2552 / 07:37

    เดี๋ยวนี้ ผู้ชายเค้าชอบผู้ชายกันแล้ว ดิ เอ่อ 
    นึกว่าเป็นผู้ชายเสียอีก 5555+
    ก็ผู้หญิงอ่ะ แล้วไม อ่านแล้วเกิดอารมณ์ตามหล่อน อินรินทร์
    ชื่อก็งามนามก็เพราะ มันอ่านแล้วเหมือนผู้ชายตรงไหนฟร๊ะ พ่อเทพบุตร
    หล่อเรียกพี่  ฆนากรเอ๋ย หล่อตัวพ่อ ขอเป็นแม่ได้ป่ะ
    คู่กั๊น คู่กันกะพ่อนะ ชะเอิงเอย
    พีเม้นท์ตอน 1 ฮะ

    #230
    0
  8. #192 [MinT][BerrY] (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2552 / 17:37
    สู้ๆค่ะ หนุกๆ เดี๋ยวแวบไปอ่านอีกตอน ><
    #192
    0
  9. #130 +..+ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2552 / 14:38
    55 5+



    พระเอกทำหนู...ตกใจ
    #130
    0
  10. #129 คนธรรมพ์ตัวจิ๋ว (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2552 / 13:15
    ต่อเลยครับพี่น้องงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
    #129
    0
  11. #128 goszyboong (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2552 / 15:13
    อ่า

    อยากอ่านต่อแว้ว

    อัพด่วนน!!!!!!! ค่าาาาาาาาาา
    #128
    0
  12. #127 Super_แม่ชี^_^ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2552 / 22:12
    แหมๆ ฝนเกือบจะคิดไปว่า คุณพี่ฆนากร เสียดายที่อินรินทร์เราไม่ใช่ผู้ชาย เพราะมีรสนิยมแบบแปลกๆ น่ะสิ
    555+ ชาวสีม่วงอะค่าพี่อัค

    แต่พี่อัคเปลี่ยนมาบรรยายแบบสรรพนามบุรุษที่ 1 ก็ดูดีไปอีกแบบน้า
    พี่สำนวนดีอยู่แล้วอ่า
    ฝนเคยลองแต่งแบบนี้ ที่ไม่มีตัวอีโมแล้วทำไมไม่เห็นดูดีเท่าที่พี่แต่งเลย
    พยายามแต่งแบบบุรุษที่ 3 ก็ไม่ค่อยรอด

    รอตอนต่อไปนะคะพี่อัค
    ชอบเรื่องนี้จัง
    เข้าใจแล้วว่าทำไมพระเอกถึงว่านางเอกเป็นเด็กเส้น
    #127
    0
  13. #126 oss-spy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2552 / 16:57
    เสียดายอะไรดีน้า ...
    #126
    0
  14. #125 `oนู๋_นิ่มo` (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2552 / 16:09
    มาอัพต่ออีกนะคะ
    #125
    0