Naughty Melody...เมโลดี้วุ่นลุ้นรัก

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,088
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    5 ก.ค. 53




 “มีตรงไหนสงสัยอีกไหม”

เสียงนายฆนากรถามหลังจากการวิจารณ์สิ้นสุดลงเมื่อเวลาล่วงผ่านจนเกือบถึงเวลาเลิกงานเข้าไปแล้ว ฉันเปิดรายงานตัวเองอ่านอีกรอบเผื่อหาจุดที่ยังสงสัย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นบอก

“ไม่มีแล้ว ขอบคุณมากค่ะ”

ฉันขอบคุณและส่งยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มครั้งแรกที่ตั้งใจจะมอบให้นายฆนากรจริงๆ ไม่ใช่รอยยิ้มเยาะหรือประชดประชันอย่างที่ผ่านๆ มา

แล้วไม่รู้ว่าตาฝาดไปหรืออย่างไรที่เหมือนจะเห็นว่า ริมฝีปากหยักสวยของนายฆนากรก็ส่งยิ้มที่แสนจะจริงใจกลับมาเช่นกัน เพราะมันเกิดขึ้นเพียงชั่วแวบเดียวก่อนจะจางหายไปเหมือนสายลมบางเบาที่พัดผ่าน

แหม..นานกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปแก้ไขให้เรียบร้อย วันสองวันนี้จะได้นัดทีมงานเข้าประชุม”

“ได้ค่ะ” ฉันพยักหน้ารับ ขณะกำลังจะลุกกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองหลังจากที่นั่งคุยกันอยู่ที่เดิมมาหลายชั่วโมง หัวหน้าฉันก็เรียกเอาไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวก่อนหนูอิน”

“คะ”

ฉันขานรับ ก่อนจะรู้สึกทะแม่งกับคำเรียกชื่อตัวเองเมื่อสักครู่ นายฆนากรเองก็คงรู้สึกตัวเช่นกันถึงได้รีบเปลี่ยนสรรพนามเรียกตัวฉันใหม่

“เอ่อ...อินรินทร์”

“มีอะไรเหรอคะ” ฉันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ยังเป็นปกติ ไม่รู้เป็นเพราะวันนี้ฉันอารมณ์ดีมากเกินไปหรือเปล่านะ เพราะตามปกติแล้วหากคนที่ฉันยังไม่ได้อนุญาตให้เรียกฉันว่า หนูอินได้แล้วมาเรียก ฉันคงจะออกอาการอารมณ์เสียใส่เข้าให้โทษฐานมาตีสนิทโดยไม่ได้ขออนุญาต

แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่อารมณ์เสีย...

“มีรายละเอียดอัลบั้มของศิลปินสร้างชื่อของค่ายหลายคนอยู่ในตู้นั้น ถ้าอยากจะลองศึกษาดูก็หยิบไปได้” หัวหน้าฉันบอกพลางยกนิ้วโป้งชี้ไปยังตู้กระจกติดผนังด้านหนึ่งของห้องที่มีแฟ้มเอกสารเรียงรายแน่นขนัดอยู่ภายใน ทำเอาฉันตาโตทันทีลืมเรื่องที่กำลังสับสนในตัวเองเมื่อครู่ไปเสียสนิท

“จริงเหรอคะ”

หน้าตาของฉันคงจะฟ้องถึงความตื่นเต้นมากไปหน่อย นายฆนากรถึงได้หัวเราะเสียดังด้วยน้ำเสียงที่แสนจะน่าหมั่นไส้เป็นที่สุด

“ทำหน้าเหมือนสามล้อถูกรางวัลที่หนึ่งไม่มีผิด”

ดูพูดเข้า เพราะปากอย่างนี้นี่เล่า ฉันถึงได้รู้สึกเหมือนว่าจะหยุดปากตัวเองที่คอยจะเถียงเอาไว้ไม่เคยได้

“แหม สามล้อที่ไหนหน้าตาดีขนาดนี้คะ”

พูดเสร็จฉันก็รีบสะบัดหน้าหนีไปหาแฟ้มเอกสารที่น่าสนใจกว่าทันที เพราะขืนต่อปากต่อคำนานกว่านี้ ศึกที่ไม่รู้สงบมาได้ยังไงตั้งครึ่งวันคงจะได้ปะทุขึ้นมาอีกเป็นแน่

แต่กระนั้นก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะเยาะประโยคที่ฉันพูดไปเมื่อสักครู่ดังไล่หลัง เอาเถอะ เวลานี้แฟ้มพวกนั้นน่าสนใจกว่าหน้านายฆนากรตั้งเยอะ

ฉันเปิดตู้ก่อนจะละลานตากับข้อมูลที่หัวหน้ากรุณาบอก เอกสารเหล่านี้ยิ่งกว่าขุมทรัพย์ ฉันเลือกแล้วเลือกอีกก่อนหอบเอาเอกสารปึกโตขึ้นมาอุ้มไว้เต็มอ้อมแขน หันรีหันขวางก่อนจะวางเอาไว้ที่โต๊ะทำงานตัวเองแล้วหันไปถามหัวหน้าที่แน่นอนว่ายังคงนั่งมองพฤติกรรมฉันอยู่อย่างไม่คลาดสายตา

“ขอยืมอ่านหมดนี่ได้ไหมคะ”

“โลภมากจริงนะ ถ้าอ่านหมดนั่นได้ผมก็ไม่ว่า”

หน็อย ดูถูกกันจังนะ

“ขอบคุณค่ะ” ฉันขอบคุณซ้ำยิ้มเสียแป้นแล้น ถือเอาคำพูดดูถูกเมื่อสักครู่เป็นคำอนุญาตไปเสียเลย ใครจะรู้เผื่อวันหลังนายฆนากรอารมณ์ไม่ดีอาจไม่มีโอกาสยืมอีกเลยก็ได้ เพราะเท่าที่ดู ๆ ท่าทางของนายฆนากรตอนบ่ายวันนี้เป็นมิตรกับฉันมากที่สุดตั้งแต่เจอหน้าเจอตากันแล้ว สงสัยคงจะสำนึกผิดเรื่องเมื่อเช้าที่ทำเอาฉันเกือบร้องไห้แหง๋ ๆ

อย่างนี้ค่อยแมนหน่อย

เอ...หรือว่าหลงเสน่ห์รสขี้มือชงกาแฟของฉันกันแน่ ฮ่า ๆ

ฉันนินทานายฆนากรไปในใจเรื่อยเปื่อยอย่างสนุกสนาน มือก็หยิบเอกสารขึ้นมาเปิดอ่านรายละเอียดอย่างสนใจ ไม่ได้รู้เลยว่าคนที่ถูกนินทาอยู่พาร่างสูงมายืนหน้าโต๊ะทำงานตัวเองเรียบร้อยแล้ว

“เอากลับไปอ่านที่บ้านไป๊!

เสียงออกคำสั่งดังมาพร้อมกับมือหนาตะปบลงมาบนแฟ้มที่ฉันกำลังเปิดอ่านอยู่อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเป่านำร่อง ผลก็คือฉันสะดุ้งโหยงเสียสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายโดยมีเครื่องหมายคำถามอันโตประดับ

“ทำไมอ่านที่นี่ไม่ได้ล่ะคะ” ฉันร้องถามอย่างไม่ค่อยจะเข้าใจอารมณ์อันแปรปรวนของผู้ชายตรงหน้านี้เท่าไหร่นัก เดี๋ยวก็โมโห เดี๋ยวก็ทำท่าน่ากลัว สักพักอารมณ์ดี แต่พอผ่านไปยังไม่ถึงห้านาทีก็อารมณ์เสียอีกแล้ว

เป็นผู้ชายที่เข้าใจยากจริงๆ

ผู้ชายเข้าใจยากจ้องหน้าฉัน ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งจิ้มลงมาบนหน้าปัดนาฬิกาที่อยู่บนข้อมือของฉันอย่างแรง

“นี่มันเวลาเลิกงานแล้วครับคุณอินรินทร์”

ฉันก้มลงมองตาม ก็เพิ่งห้าโมงเศษเท่านั้น ที่สำคัญวันนี้ฉันขับรถมาเองจะอยู่ต่อจนมืดก็ไม่น่าจะเป็นอะไร

“ค่ะ เลิกงานแล้ว แต่ขออ่านต่อหน่อยไม่ได้เหรอคะ”

ฉันต่อรองกลับเพราะไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิดว่าการที่เลิกงานแล้วแต่ฉันยังอย่างอยู่ต่อมันเป็นปัญหากับหัวหน้าของฉันที่ตรงไหน แต่แล้วฉันก็ได้รับคำตอบนั้นทันทีในประโยคถัดมา

“ผมยังไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้างานสุดเคี่ยวใช้งานลูกน้องจนมืดค่ำตั้งแต่มาทำงานวันแรกๆ หรอกนะ”

โอ้ว...

ฉันอ้าปากค้างทันทีกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินไปเมื่อสักครู่ นี่สรุปว่าคุณหัวหน้าสุดประเสริฐของฉันกำลังห่วงภาพพจน์ของตัวเองอยู่เหรอนี่!

          อยากจะประชดอยู่ต่อเสียเหลือเกิน ถ้าไม่ติดว่าคนที่สั่งให้กลับบ้านกำลังยืนกอดอกจ้องมองอยู่ด้วยสายตาสุดเข้มชนิดที่ว่าหากฉันไม่ลงมือเก็บของเสียเดี๋ยวนี้ เดาได้เลยว่าพี่ท่านต้องลงมือเก็บให้และกระชากลากถูฉันให้กลับบ้านจนได้แน่

          ฉะนั้นฉันเลยลงมือเก็บของ แต่ก็แอบอ้อยอิ่งหยิบนั่นนิดนี่หน่อยใส่กระเป๋าอย่างช้าๆ แกล้งคนให้อารมณ์เสียเล่น ผลที่ได้ก็คือเสียงกระแอมไม่เบานักกับสายตาที่จ้องมาในปริมาณเข้มข้นหนักยิ่งกว่าเดิม

        ไม่แกล้งแล้วก็ได้

ฉันหอบเอกสารที่เพิ่งได้รับอนุญาตให้นำกลับบ้านได้เอาไว้ในอ้อมกอดเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนเดินออกจากห้องโดยมีนายฆนากรเดินตามประกบเหมือนมือปืนอยู่ด้านหลัง สงสัยคงจะกลัวว่าฉันจะกลับไปนั่งทำงานต่อไม่ยอมกลับบ้านตามที่สั่งเลยต้องตามมาคุมให้เห็นกับตาว่ากลับบ้านแล้วจริงๆ

เดินไปสักพักฉันก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่มันแปลกๆ พอเหลียวมองไปรอบๆ ถึงได้รู้ว่าไอ้ที่แปลกนั้นคือสายตาของคนในออฟฟิศที่มองมายังฉันและคนที่เดินตามหลังอย่างมีความหมาย ลืมไปเสียสนิทเลยว่าระหว่างฉันกับนายฆนากรยังมีข่าวลือเจ้าปัญหาเป็นบ่วงรัดคออยู่ แล้ววันนี้พอนายฆนากรมาเดินตามหลังฉันต้อยๆ ข่าวลือก็ทำท่าว่าจะเป็นประเด็นใหม่ขึ้นมาอีกแล้ว

          จริงๆ เลยนะคุณหัวหน้า!

          ฉันปรายหางตาค้อนให้คนที่เดินอยู่ข้างหลังอย่างหงุดหงิดจนกระทั่งเดินพ้นเขตออฟฟิศออกมาหยุดรอลิฟท์อยู่ด้านนอก เป็นเพราะเพิ่งเลิกงาน ลิฟท์ตัวที่มาถึงคนจึงแน่นพอสมควรแต่ก็พอมีที่ ฉันเลยรีบพาร่างตัวเองยัดเพิ่มเข้าไป นายฆนากรเองก็เดินตามแล้วยัดร่างสูงของตัวเองเข้ามาช่วยกันเบียดให้มันแน่นเสียยิ่งกว่าเดิม

          ดีที่น้ำหนักไม่เกิน ลิฟท์จึงเคลื่อนตัวสู่ด้านล่าง ฉันเหลือบมองคนข้างกายผ่านเงาสะท้อนจากประตูลิฟท์ และบังเอิญเหลือเกินที่นายฆนากรก็มองมาเช่นกันจึงสบตาเข้าให้พอดี

          คราวนี้นายฆนากรไม่ได้หยักคิ้วลิ่วตาให้เหมือนเมื่อกลางวันแล้ว หากจ้องฉันผ่านกระจกนิ่ง จนในที่สุดฉันก็ต้องเป็นฝ่ายหลบตาไปเสียเอง

           ในที่สุดก็ถึงลานจอดรถชั้นล่าง ฉันรีบออกจากลิฟท์เดินไปยังทิศทางที่จอดรถเอาไว้เมื่อเช้า กะว่าต่างคนต่างแยกกันกลับบ้านกันไปคนละทาง ทว่าเดินไปได้สักพักก็รู้สึกว่ามีคนเดินตาม พอหันไปดูก็พบว่าคนที่เดินตามมานั้นยังเป็นคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

          “ตามมาทำไมคะ” ฉันหยุดถาม แต่อีกฝ่ายกลับตอบมาสั้นๆ ว่า

          “รถผมจอดอยู่ทางนี้”

          เพล้ง! ได้ยินเหมือนเสียงอะไรบางอย่างแตกดังอยู่ในหัว ลานจอดรถออกจะกว้างมีตั้งหลายชั้น ดันมาจอดชั้นเดียวกันแถวเดียวกันอีก

          แล้วฉันก็ได้รู้ว่าไม่ใช่แค่จอดชั้นเดียวกันแถวเดียวกันเท่านั้นหรอก เพราะเมื่อเดินมาถึงก็เห็นเต็มสองตาว่ารถของฉันนั้นจอดประกบอยู่ข้างๆ รถของนายฆนากรเลย!

          อะไรจะบังเอิญได้อย่างเหลือจะเชื่อ!

          ฉันเดินไปที่รถตัวเองด้วยความหงุดหงิดกับเรื่องหน้าแตกสุดแสนจะงี่เง่าของตัวเอง ก่อนจะยิ่งหงุดหงิดมากกว่าเดิมขณะเก้ๆ กังๆ พยายามหยิบกุญแจรถในกระเป๋ากางเกงยีนส์ของตัวเองทั้งที่เอกสารยังอยู่เต็มอ้อมแขน

          “เอามานี่ ผมถือให้” เสียงนายฆนากรดังขึ้นใกล้ๆ หู หันไปก็เห็นร่างสูงยื่นแขนออกมาจะคว้าเอกสารที่ฉันหอบพะรุงพะรังอยู่

          “ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันปฏิเสธ มือก็พยายามจะล้วงกุญแจให้ได้โดยไม่ต้องพึ่งชาวบ้าน ทว่าคนอาสากลับไม่ยอมยื่นมาคว้าเอกสารที่ฉันหอบอยู่ไปถือเอาไว้เองเลย

          “ให้ผมถือดีแล้ว หรืออยากจะให้ช่วยหยิบกุญแจให้แทน”

          ปากที่กำลังจะอ้าพูดอะไรออกมาชะงักก่อนจะรีบหุบฉับลงทันที พอนายฆนากรพูดถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้ยอมรับทันทีเลยว่าไม่ขอเสี่ยงต่อปากต่อคำด้วย ฉันเลยรีบหยิบกุญแจในกระเป๋าเปิดรถ แต่ก่อนจะได้ขอเอกสารคืนจากนายฆนากร เสียงหนึ่งที่ฉันแสนจะคุ้นเคยก็ดังขึ้นเรียกความสนใจทั้งหมดไปยังทิศทางนั้นทันที

          “สนิทกันดีแล้วนี่นา หนูอิน ต้นฝน”

          พอเห็นที่มาของเสียงเต็มตา ฉันกับนายฆนากรก็พูดออกมาพร้อมกันเหมือนนัดกัน

          “อาปวินท์!

          “พี่ปวินท์!

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,138 ความคิดเห็น

  1. #1040 nunpanu (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2553 / 22:11
    คุณอามาแล้ว
    #1,040
    0
  2. #857 แมวลูกหิน (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2553 / 03:40
    ได้เวลาสงบศึกชั่วคราว  หรือศึกนี้หนาจะหนักกว่าเดิม
    #857
    0
  3. #365 SoM^0^ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 / 19:06
    สนิทหรือสงบศึก(ชั่วคราว)กันแน่คะ
    #365
    0
  4. #364 กิ๊งก้อยแก้ว (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 / 08:38
    แบบนี้เค้าเรียกว่าสนิทกันแล้ว หรือว่าสงครามสงบชั่วคราวเนี่ย
    #364
    0
  5. #363 แม่ม๑น้oe (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 / 07:27
    คุณอากลับมาแล้ว

    ถ้าคุณอารู้เรื่อง จุ๊บ กันจะเป็นยังงัยนะ
    #363
    0
  6. #360 คนธรรมพ์ตัวจิ๋ว (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 / 09:40
    กรรมการ หรือ ก้าง นะเนี่ย อิอิ
    #360
    0
  7. #359 nuri.j (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 / 13:31
    คุณอาขา..ไม่รู้อะไร ระหว่างที่คุณอาไม่อยู่ สองคนนี้สนิทกันมาก
    ต้นฝนกับหนูอิน...สนิทขนาด จุ๊บ กันไปทีนึงแล้ว เย้เย้
    แผนคุณอานี่ เหนือเมฆจริงๆเลย
    #359
    0
  8. #358 oss-spy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553 / 23:25
    และแล้วคุณอากรรมการนักมวยก็กลับมาแล้ว
    #358
    0
  9. #357 ป้าหัวฟู (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553 / 22:53
    คุณอามาขัดจังหวะทำไมหึ ถอยไปห่าง ๆ เลย

    แล้วมาต่อเร็ว ๆ เน้อ หนูอิน ต้นฝน อุ้ยน่าดูเอ็นเอ้ย น่าเอ็นดี555
    #357
    0
  10. #356 Chii_Elda (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553 / 16:18
    คุณอามาแว้ว ๆๆๆๆ
    #356
    0
  11. #354 pretty-p (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553 / 12:24
    จริงๆแล้วเริ่มรักกันแล้วด้วยค่ะ อา แบบว่าไม่รู้ตัวอ่ะนะ อิอิ
    #354
    0
  12. #353 belindaz (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553 / 01:49
    งานนี้ใครจะหวั่นไหวก่อนกัน
    #353
    0
  13. #352 *MELON,,, (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 / 21:34
    พี่ต้นฝน ชื่อโรแมนติกมากเลยค่ะ
    หนูอิน ก็ดูเป็นหญิงไทยใจงาม น่ารักจัง
    #352
    0
  14. #351 พี่หริ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 / 19:15
    ชอบให้ต้นฝนเรียกอินรินทร์ว่าหนูอิน.......ชอบทั้งชื่อพระเอก นางเอกเลยจ้ะ...ดูเป็นไทยๆ ดี
    #351
    0