แมวน้อยของมาเฟีย

ตอนที่ 4 : 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 217
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    1 ส.ค. 61



         “ป้าตุ้ยนุ้ยจ๋าๆ” เสียงใสของคนมีความสุขสุดขีดดังมาตั้งแต่เจ้าตัวยังเดินเข้ามาไม่ถึงครัว

          ป้าตุ้ยนุ้ยรีบวางมีดที่กำลังจับหั่นผักเพราะกลัวเด็กสาวที่เลี้ยงดูเหมือนลูกจะโถมเข้ามาจนได้รับอันตรายเข้า

          “อู๊ยอะไรกันนังหนู”

          “นี่จ้ะ” เด็กสาวในชุดนักเรียนมัธยมปลายยื่นของบางอย่างให้พลางยิ้มกระจ่าง ดวงตาหวานเป็นประกายสุขใสเหมือนเป็นศูนย์รวมของฤดูใบไม้ผลิ “ใบเกรด ตาหวานเรียนจบแล้วนะจ๊ะแถมได้ที่หนึ่งของห้องด้วย”

          “โอ้โหเก่งจริงหลานป้า”

          เรื่องเรียนเก่งป้าตุ้ยนุ้ยไม่ค่อยแปลกใจนักแต่ก็อดปลาบปลื้มใจทุกครั้งไม่ได้ นางทำงานรับใช้ครอบครัวนายมาตั้งเป็นสาวรุ่น เคยจะได้แต่งงานหนหนึ่งว่าที่เจ้าบ่าวก็มีอันเสียชีวิตหนีไปก่อนเลยอยู่บนคานครองคำว่านางสาวจนปูนนี้ ญาติพี่น้องมีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมืองมีไปมาหาสู่กันบ้าง แต่ตัวเองนั้นมีความสุขกับการดูแลนาย จนเด็กสาวตัวมอมแมมในคืนฝนตกโผล่มานั่นล่ะถึงได้รู้จักคำว่าผูกพัน นางดีใจที่คนไร้ญาติขาดมิตรอย่างตาหวานรู้จักใฝ่ดีไม่ใช้เรื่องพวกนี้เป็นข้ออ้างทำตัวเหลวแหลก

          “ป้าภูมิใจในตัวหนูนะ”

          เธอมาที่นี่ราวกับเชลย แต่ทุกคนกลับให้ความเอ็นดูเหมือนญาติ ตาหวานกราบอกผู้คอยอุปการะดูแลด้วยความซึ้งใจ

          “จากนี้จะเอายังไงต่อ”

          คำถามนี้เหมือนลมพายุพัดรอยยิ้มของตาหวานหายวับจากใบหน้า ถึงจะเศร้าแต่ก็ได้ตัดสินใจไว้แล้วจึงตอบไปตามตรง

          “หนูอยากทำงานจ้ะ ถ้าหาเงินได้เยอะๆ จะได้ช่วยพ่อใช้หนี้จะได้ไม่ต้องหนีหน้าอยู่แบบนี้”

          “ความรู้เท่าหางอึ่งจะทำอะไรได้” ป้าตุ้ยนุ้ยเอ็ด “ป้าถามถึงเรื่องเรียนต่างหาก”

          “แต่ว่า...”

          “จำที่ป้าเคยสอนไม่ได้แล้วใช่ไหม เรื่องของผู้ใหญ่ให้เป็นเรื่องผู้ใหญ่ เราเป็นเด็กมีหน้าที่อะไรก็ตั้งใจทำไป”

          ในความโชคร้ายนี่คงเป็นโชคดีที่สุดในชีวิต ตาหวานโถมเข้ากอดป้าตุ้ยนุ้ย ซบหน้าซ่อนน้ำตา เอ่ยเสียงอู้อี้

          “ขอบคุณค่ะ”

          “มาช่วยป้าเตรียมมื้อเย็นดีกว่า แล้วหนูยกไปให้นายด้วยนะจะได้เอาผลการเรียนให้ดู อยู่ใต้ปกครองนายก็ควรรายงานเรื่องของตัวเองให้รู้ไม่ต้องรอให้ถาม”

 

          พักหลังๆ ป้าตุ้ยนุ้ยมักใช้ให้ตาหวานเอาอาหารไปส่งให้นายเพราะปวดขาบ่อยๆ ปั่นจักรยานไปเองไม่ไหว ถึงจะไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับนายมากนักหากตั้งแต่ได้รับของขวัญวันเกิดเธอเริ่มกลัวนายน้อยลงเหมือนกับเพิ่งเห็นว่าภายใต้สีหน้าเย็นชามีความอบอุ่นซ่อนอยู่

          ฟาร์มกว้างใหญ่ตกอยู่ในความสงบเย็นเมื่อแดดคล้อย คนงานที่ทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับทยอยกลับบ้านกันแล้ว ตาหวานขี่จักรยานอย่างไม่เร่งรีบนักเพราะรู้ว่านายมักรับประทานมื้อเย็นเวลาใกล้ค่ำ ระหว่างทางเจ้าตัวเริ่มคิดวางแผนอนาคตในหัว ป้าตุ้ยนุ้ยทำให้เธอต้องคิดใหม่หมด จากทำงานกลายเป็นหาที่เรียนโชคดีเธอตั้งใจเรียนมาตลอด เวลาว่างทบทวนตำรับตำราเสมอ จะวกเข้าวงจรสอบเข้าตอนนี้ยังไม่สาย เป้าหมายของตาหวานมุ่งไปที่มหาวิทยาลัยของรัฐบาล

          ความคิดของเด็กสาวเพิ่งจบมัธยมปลายหยุดสะดุดลงเมื่อขี่จักรยานคันเก่งมาถึงเรือนหลังใหญ่ วันนี้โชคดีไม่มีชายชุดดำที่เธอกลัวป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ หากก็แปลกที่แม้แตงโมก็ไม่เห็น

          “พี่แตงโมอยู่มั้ยจ๊ะ”

          นอกจากเสียงนกร้องระหว่างบินกลับรังกับเสียงลมพัดผ่านใบไม้แผ่วๆ ทุกอย่างเงียบเชียบ อาหารตั้งมากมายจะตั้งไว้ข้างนอกคงไม่ใช่เรื่อง มื้อเย็นนายจะเข้าไปใช้ห้องอาหารด้านใน เธอรู้แค่นี้เพราะไม่เคยเหยียบย่างเข้าไป

          “เอายังไงดีล่ะตาหวาน” พึมพำกับตัวเองแล้วตกลงได้ว่าคงต้องยกไปวางข้างใน เผื่อเจอนายจะได้รายงานเรื่องเรียนตามที่ป้าตุ้ยนุ้ยสั่ง

          ร่างบางจรดปลายเท้าเข้าสู่เรือนหลังใหญ่ทั้งใจเต้นตึกตักเหมือนกำลังล่วงละเมิดดินแดนต้องห้าม ดวงตากลมโตกวาดมองหาที่ตั้งของห้องรับประทานอาหารแต่หูกลับได้ยินเสียงบางอย่าง

          “กรี๊ด...”

          เสียงร้องเหมือนกำลังได้รับความเจ็บปวดแว่วดังอยู่ที่ไหนสักแห่งในบ้านหลังนี้ ตาหวานหน้าตาตื่นนึกถึงตัวเองตอนที่ถูกจับตัวมา หรือจะมีใครเกิดเหตุซ้ำรอยกับตัวเองเพียงแต่คงโดนมากกว่าเพราะเสียงเมื่อครู่เหมือนกำลังถูกทำร้ายทั้งที่ตลอดสี่ปีมานี้เธอไม่เคยได้ยินว่านายสั่งฆ่าใคร แต่ถูกสั่งสอนก็มีบ้างหากไม่ทำตามข้อตกลงที่เคยให้ไว้

          เท้าเล็กแข็งนิ่งอยู่กับที่ ลมหายใจหยุดค้างอยู่กลางปอดขณะในสมองปั่นป่วนคิดว่าจะเอาอย่างไรดีระหว่างวางของในมือแล้วหันหลังกลับ กับตามต้นเสียงไปให้เห็นกับตา บางทีนี่อาจเป็นโอกาสดีให้ได้เห็นสักทีว่าตัวตนจริงๆ ภายใต้หน้ากากเย็นชาของนายเป็นอย่างไร

          แล้วความคิดหลังก็ชนะ ตาหวานหิ้วปิ่นโตจรดปลายเท้าเดินตามเสียงนั้นไปเรื่อยๆ กระทั่งเสียงนั้นดังชัดเต็มสองหู

          “นาย! อู๊ย... นาย”

          ประตูห้องหนึ่งแง้มอยู่ ดวงตาโตมองลอดผ่านเข้าไปเพราะได้ยินว่าเสียงดังออกมาจากที่นี่ก่อนร่างจะแข็งทื่อราวกับถูกสาดน้ำเย็น

          “จะ...จะแล้ว นายขา”

          ผู้หญิงผมหยิกยาวถึงบั้นเอวกำลังนั่งคร่อมร่างของผู้ชายคนหนึ่งอยู่ ชายคนนั้นชันเข่าขึ้นเล็กน้อย มือกอบกุมบั้นท้ายผายจับโยกขึ้นลงรับความใหญ่โตน่ากลัวปานท่อนแขนเด็กเข้าใส่

          ตาหวานหน้าร้อนซ่าน ขาแข้งอ่อนปวกเปียกแทบยืนไม่อยู่ มือสั่นระริกกับสิ่งที่เห็น ทำอะไรไม่ถูก แม้แต่ตาก็เบิกค้างทำให้เห็นภาพนั้นชัดเข้าไปใหญ่

          เสียงแห่งความเจ็บปวดนั้นดังอยู่อย่างต่อเนื่อง สีหน้าของผู้หญิงคนนั้นก็บิดเบ้เหมือนคนกำลังจะตายแต่ปากกลับเร่งเร้าร้องขอ

          ช่วงจังหวะที่สะโพกผายยกสูง ใบหน้าชายหนุ่มที่นอนหงายราบอยู่ปรากฏให้ตาหวานเห็น ทั้งดุดิบ ดวงตาเป็นประกายกล้า ดูน่ากลัวแต่ให้ความรู้สึกอีกแบบที่ตาหวานอธิบายไม่ถูก

          นาย!

          จังหวะนั้นคนที่เธออุทานเรียกอยู่ในใจจับคนเหนือร่างพลิกลงนอน ส่วนเขาลุกขึ้นคร่อม จากระยะสายตาและองศาที่ตาหวานยืนอยู่เธอเห็นสะโพกสอบตึงแกร่งด้วยกล้ามเนื้อ ท่อนกายแข็งขึงเข้มทะมึนที่กำลังกดกระแทกลึกลงในร่างผู้หญิงคนนั้นเต็มตา ฝ่ายถูกกระทำร้องกรี๊ดมือกอดโหนลำคอนายยกสะโพกรับ จากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนเป็นรุนแรงราวกับสงคราม ตาหวานใจสั่นจนเหมือนคนใกล้หัวใจวาย แล้วก่อนจะเป็นลมล้มพับลงเสียก่อนเธอพยายามบังคับขาขัดแข็งของตัวเองให้ก้าวถอย ทว่า...

          -เคร้ง-

          ปิ่นโตเจ้ากรรมหลุดมือ กิจกรรมภายในห้องหยุดกึกพร้อมกับอัฒฑ์ดีดตัวมาหน้าประตูภายในพริบตาดุจเสือระวังภัย

          ประตูถูกเปิดผางออกกว้าง ตาหวานร้องอุทานในลำคอโดยไม่มีเสียงเล็ดรอด เข่าทรุดลงนั่งกับพื้นแล้วหลับตาปี๋หนีภาพร่างเปลือยแกร่งของนาย

          “เป็นเด็กเป็นเล็กขึ้นมาถึงนี่ทำไม!” เสียงตวาดดังลั่น

          “นะ...หนูเอาอาหารเย็นมาส่งค่ะ” ตอบออกไปปากคอสั่น ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองจนกระทั่งถูกกระชากแขนให้ยืนขึ้นทีนี้เลยเห็นว่าท่อนล่างของนายมีผ้าขนหนูผืนหนึ่งพันอยู่อย่างหมิ่นเหม่

          “ห้องอาหารอยู่ข้างหลังนู่น” มือใหญ่ชี้ข้ามหัวตาหวานเยื้องไปทางด้านหลัง นัยน์ตาดุกร้าวดำจัดจนตาหวานตัวสั่นยกมือไหว้ปลกๆ

          “ขอ...ขอโทษค่ะ” รีบก้มลงทำท่าจะเก็บปิ่นโตที่หลุดออกจากกันจนกับข้าวหกกระจายเต็มพื้น

          “ไม่ต้อง ไปได้แล้ว เด็กบ้า!

 

          ตาหวานวิ่งหัวซุกหัวซุนลงจากเรือนไปแล้ว อัฒฑ์ที่มองตามไปจนลับตาพ่นลมหายใจหนัก ตะโกนเรียกคนสนิทเสียงห้วน

          “ไอ้โมมึงอยู่ไหน ไอ้แตงโม!

          เจ้าของชื่อไม่วิ่งจู๊ดมารับหน้าเหมือนทุกทีเพราะมันรู้งานว่านายคงอยากมีเวลาส่วนตัว อัฒฑ์มองกับข้าวที่หกเกลื่อนพื้นอย่างหงุดหงิด ปัดมือกอดก่ายนัวเนียจากทางด้านหลังออก

          “กลับไปได้แล้ว”

          “เด็กนั่นใครกันคะ”

          “ฉันบอกให้ไป”

          “โธ่นายขาเรากำลังมีความสุขกันแท้ๆ” พูดออดอ้อนพลางลูบมือไล้ลอนกล้ามเนื้อหน้าท้องไล่เลื้อยลงต่ำก่อนมือนั้นจะถูกปัดออกอย่างไม่ไยดี

          “เล่นหนังสดให้เด็กมันดูยังจะมีอารมณ์ต่ออีกเหรอ ไป! อย่าให้พูดซ้ำ”

 

          เป็นครั้งแรกที่ตาหวานวิ่งเข้าห้องโดยไม่ทักทายรายงานป้าตุ้ยนุ้ย โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ทันเห็นน้ำตานองหน้าของเด็กสาวจึงไม่ได้ซักไซ้

          ร่างบางกระโดดขึ้นเตียงซุกหน้าร้องไห้กับหมอนเหมือนคนจะขาดใจ อารมณ์ต่างๆ ตีกันสับสนวุ่นวายในอกจนแยกแยะไม่ถูก

          ตกใจเ กับภาพเร่าร้อนนั้น

เสียใจ ที่ถูกตะคอกต่อหน้าคนอื่น

และ...

กำปั้นมือน้อยกดแนบเข้าหาอกซ้าย ร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อคิดถึงลีลาเร่าร้อนที่อัฒฑ์มีต่อผู้หญิงแปลกหน้า

เธอเคยชินกับใบหน้าเย็นชาของเขา คุ้นกับดวงตากร้าวดุ หรือแม้กระทั่งเสียงห้าวทรงอำนาจที่เอ่ยกับเธอน้อยกว่าน้อย แต่กับเรือนร่างแกร่งเลื่อมพราวด้วยเหงื่อที่ขยับเคลื่อนไหวรุกรับเนื้อตัวผู้หญิงคนนั้นเธอกลับรู้สึก...

...ปวดใจ



++++++
เรื่องใหม่ล่าสุดที่ลงขายเฉพาะ Ebook จ้า



พิมพ์เนื้อหาตรงนี้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #1 npat (@npat) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 12:12
    ชอบค่ะสนุกดีรอตอนต่อไปนะคะ
    #1
    1
    • #1-1 อัคนี (@akaneebatr) (จากตอนที่ 4)
      2 สิงหาคม 2561 / 17:07
      ค่า ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
      #1-1