แมวน้อยของมาเฟีย

ตอนที่ 1 : 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 269
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    29 ก.ค. 61







เสียงทำลายข้าวของดังปานฟ้าถล่มดินทลายทำให้คนตัวเล็กที่นั่งงอคู้ซ่อนตัวอยู่ในตู้ตัวสั่นงันงกหวาดหวั่น แต่มิวายพยายามใช้ดวงตาคู่งามมองลอดช่องประตูตู้ออกไปดูสถานการณ์ เห็นท่อนขาของชายฉกรรจ์ในชุดดำเดินกันขวักไขว่

“ค้นให้ทั่วอย่าให้รอดตาแม้แต่ตารางเดียว!

เสียงสั่งดังตะคอกจน ตาหวาน สะดุ้งดึงเข่าเข้าแนบอกมากขึ้นแทบจะเบียดหลอมตัวเองเข้ากับเนื้อไม้

เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เมื่อประมาณสิบนาทีก่อนพ่อโทร.หา สั่งให้รีบหนีออกจากบ้านแล้ววางสายโดยไม่ยอมอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น ความเป็นคนหัวอ่อนทำตามพ่อที่เลี้ยงเธอเพียงคนเดียวตั้งแต่อายุหกขวบเพราะแม่ตายไป เลยรีบทำตาม

คำว่าหนีทำให้ตาหวานลนลาน ก็ตอนโทรศัพท์ดังเธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จยังพันผ้าขนหนูน้ำเกาะพราวเต็มร่าง คำสั่งเครียดกึ่งร้อนรนทำให้เด็กสาวมือสั่นแต่งตัวแบบไม่ค่อยมีสติ พอเสร็จกำลังจะหยิบกระเป๋าที่รีบยัดๆ ของสำคัญใส่ไว้ก็พอดีได้ยินเสียงรถเบรกดังลั่นหน้าบ้าน เธอใจหายวาบที่พอชะโงกมองจากหน้าต่างห้องนอนที่อยู่ชั้นบนแล้วเห็นกองทัพชายชุดดำกรูลงจากรถตู้สองคัน ใช้เวลาชั่วพริบตาทำลายประตูก่อนจะบุกเข้ามาราวกับพายุ

ตาหวานวิ่งเร็วที่สุดในชีวิตลงมายังชั้นล่างหวังจะออกทางประตูหลังปีนกำแพงหนีทั้งที่ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม แต่ไม่ทันไรเงาคนกลุ่มนั้นใกล้เข้ามา เธอจึงจำต้องใช้ตู้โชว์ที่เคยมีของอยู่เต็มแต่ตอนนี้ว่างเปล่าเพราะพ่อทยอยขนของไปขายเป็นที่หลบซ่อน จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ผ่านไปไม่กี่นาทีแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนสิบปี

พวกมันพอเข้ามาได้ก็ทั้งรื้อทั้งค้น ข้าวของไม่มีราคาสูงนักแต่เธอเห็นตั้งแต่เด็กจนคุ้นชินผูกพันถูกกวาดลงพื้นแตกหักกระจาย หนึ่งในนั้นคือกรอบรูปภาพครอบครัวพ่อแม่ลูกที่ถ่ายไว้ตอนพ่อแม่พาเธอไปสวนสัตว์เมื่ออายุห้าขวบ

ตาหวานรีบยกมือขึ้นตะครุบปิดปากตัวเองที่กำลังหวีดร้องอย่างเสียใจ น้ำตาไหลได้แต่พวกมันจะได้ยินเสียงเธอไม่ได้ สมองน้อยๆ พอประมวลได้ว่าคนพวกนี้ไม่ได้มาดี

“เจอตัวมั้ยวะ” เสียงเดิมดังเกรี้ยวกราด

“ไม่เลยพี่ สงสัยมันไหวตัวทัน”

เจ้าของเสียงทั้งสองยืนทะมึนอยู่หน้าตู้ ตาหวานประสานมือกำแน่น กดเข้ากับอกที่หัวใจข้างในเต้นแรงด้วยความกลัว ตู้ไม้สักเก่าแก่นี้ท่อนบนเป็นชั้นโปร่งไว้วางของโชว์ ส่วนชั้นล่างสูงถึงราวอกเธอเป็นบานประตูแบบบานพับเปิดปิด ตัวเธอเล็กพอจะเข้ามาซ่อนได้ แต่ไม่รู้จะดีพอไหม

ลมหายใจเด็กสาวถี่กระชั้นเมื่อเจ้าสองคนที่ป้วนเปี้ยนหน้าตู้เริ่มขยับ เสียงของแตกหักตรงส่วนอื่นของบ้านยังดังไม่หยุด

มันสองคนเดินไปตรงอื่น ตู้นี้เยื้องกับประตูทางเข้า ในใจตาหวานอยากจะหาจังหวะวิ่งหนีออกไปแต่ก็กลัวว่าจะหนีไม่พ้นจึงเริ่มสวดมนต์ในใจแบบผิดๆ ถูกๆ

...สิ่งศักดิ์สิทธิ์เจ้าขา ช่วยตาหวานด้วย...

“สวัสดีสาวน้อย”

สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงไม่ได้ยินคำวิงวอนเพราะสวดไม่ทันจบบทบานประตูตู้ก็ถือมือกร้านหนากระชากเปิด คนผิวดำแดงที่ตัวโตเหมือนยักษ์ก้มลงแสยะยิ้มให้

“กรี๊ด!!!

มือหนาหยาบลากต้นแขนจนคนตัวบางไถลออกจากตู้ เสียงกรีดร้องดังลั่นบ้านเรียกชายชุดดำคนอื่นๆ กรูเข้ามายืนล้อม แต่ละคนหน้าตาน่ากลัวแบบที่เด็กสาวเห็นแล้วไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงอีก

“เข้าใจหาที่ซ่อนนะน้อง”

พวกมันหัวเราะ ตาหวานกอดกระเป๋าหดขาหนีคนที่นั่งยองลงตรงหน้า เธอจำเสียงได้ว่าเป็นคนเดียวกับที่คอยสั่งการคนอื่นๆ

“ได้ยินว่ามีลูกสาว หนูละสินะลูกไอ้ดวงเด่น”

“...”

“ใช่มั้ย ตอบ!

“ชะ...ใช่ค่ะ”

ที่ไม่ตอบแต่แรกเพราะตกใจกลัว และที่ยอมตอบก็เพราะตกใจกลัวอีก หน้าตาคนถามเหมือนพร้อมจะหักคอเธอทุกเมื่อถ้าไม่ทำตามคำสั่ง

“มันไปไหน”

ตาหวานส่ายหน้าจนผมที่มัดไว้เป็นหางม้าส่ายไปมา

“พูด!

“หนูไม่รู้” น้ำตาหยดแหมะ มือก็สั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ก้อนสะอื้นที่แล่นริ้วตีตื้นกำลังจะผลักดันให้ปล่อยโฮแต่สีหน้าของคนชุดดำที่ยืนรายรอบเหมือนจะบอกว่าห้ามร้องเด็ดขาดให้ทำตามที่พูดสถานเดียว

“ไม่รู้ได้ยังไง บอกมามันไปไหนแล้วจะกลับกี่โมง”

“เด็กมันคงไม่รู้เรื่องหรอกพี่” ชายชุดดำตัวผอมที่ดูจะเด็กสุดในกลุ่มเอ่ยขัดขึ้น สายตาที่มองมายังตาหวานไม่ได้มีความปรานีออกไปทางรำคาญมากกว่า “ถามให้เสียเวลา”

“เด็กที่ไหนวะ ตัวขนาดนี้แถวบ้านกูมีผัวแล้ว พ่อมันคงสั่งละสิว่าไม่ให้บอก”

“หนูไม่รู้จริงๆ ค่ะ” ตาหวานถูกสอนไม่ให้พูดปด เธอบอกคนพวกนั้นทั้งน้ำตาฉ่ำหน้า หวังว่าถ้ารู้แล้วจะรีบๆ ไปแต่ก็ผิดคาด

ตัวหัวหน้าที่ตะคอกคาดคั้นมองเธออย่างหมายหัว มันไม่พูดไม่ถามอะไรอีกแต่หันไปปรึกษากันท่าทางเคร่งเครียด

“กลับไปมือเปล่าไม่ได้นะเว้ยนายเอาตาย”

“ฉิบหาย ในบ้านแม่งก็มีแต่ของสัปปะรังเค”

“ก็พอมีอีกอย่างนะพี่”

คนพูดอย่างมีเลศนัยปรายตามายังตาหวานดึงสายตาคนอื่นๆ ให้มองตามแล้วหัวเราะชวนขนลุก

“มึงนี่ฉลาด มานี่เลยสาวน้อยไปด้วยกัน”

แขนเล็กถูกดึงรั้งตัวขึ้นจากพื้น ตาหวานเบิ่งตากว้าง สะบัดตัวสุดขีดแต่ขยับได้แค่นิดหน่อยเพราะสู้แรงไม่ได้จึงมีสภาพเหมือนรถล้อฟรีถูกลากแถไป

“ไม่เอา หนูไม่ไป ปล่อยหนู!

 

มืดมากแล้วตอนที่ตาหวานถูกลากถูลู่ถูกังออกจากบ้าน ฟ้าแลบปลาบอยู่ตรงปลายฟ้าแล้วเสียงผ่าเปรี้ยงก็ดังขึ้นพร้อมกับฝนห่าใหญ่เทลงมาจนเปียกโชกกันทั้งเจ้าของบ้านและผู้บุกรุก

ร่างเล็กบางถูกยัดเข้านั่งตอนหลังที่นั่งหน้าสุด ขนาบข้างด้วยผู้ชายร่างยักษ์ทั้งคันรถ ตาหวานร้องไห้สะอึกสะอื้นไปตลอดทางทั้งยกมือไหว้อ้อนวอนให้พวกมันปล่อยตัวแต่พวกมันกลับนั่งเงียบเหมือนถูกตัดปากทิ้งขณะที่รถตู้สองคันวิ่งฝ่าสายฝนห่างบ้านของเธอไปทุกทีๆ

“จะพาหนูไปไหน”

นานเป็นชั่วโมงแล้วที่ถูกพาตัวมา ข้างนอกกระจกมีแต่สีดำมืดสลับกับแสงฟ้าแลบเป็นบางจังหวะ พอมีเสียงดังเปรี้ยงขึ้นครั้งไหนเด็กสาวก็สะดุ้งโหยงซุกหน้ากับกระเป๋าในอ้อมกอด ร่ำร้องหาพ่ออยู่ในใจ

“ไม่เอาไปฆ่าหรอกน่า เปลืองกระสุน”

พวกมันคนหนึ่งพูดติดรำคาญ ตาหวานที่นั่งตัวลีบตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า

ฆ่า...ขนาดได้ยินจากปากว่าจะทำยังหนาวเยือกยิ่งพอหลุบตาลงเห็นกระบอกปืนดำมะเมื่อมเหน็บอยู่ข้างเอวผู้ชายร่างยักษ์ทั้งสองข้างเลยยิ่งนั่งตัวเกร็งแทบไม่กล้าหายใจ

พ่อบอกให้หนี ป่านนี้พ่อคงจะหนีอยู่เช่นกันหรือไม่ก็กลับไปที่บ้านรู้แล้วว่าเธอถูกพาตัวมาเพราะพวกมันติดกระดาษเขียนข้อความไว้แผ่นเบ้อเร่อ

พ่อจ๋ามารับหนูเร็วๆ นะ พวกนี้น่ากลัวจัง

 

รถเลี้ยวขึ้นเนินท่ามกลางฝนฟ้าตกกระหน่ำจนมองไม่เห็นว่าที่ไหน พวกมันเริ่มไหวตัวตาหวานก็เริ่มระวังภัย พอรถตู้จอดยังไม่ทันร้องขอความช่วยเหลือใครก็ถูกมือกร้านตะครุบปิดปากแล้วลากตัวลงจากรถเข้าไปในบ้านไม้หลังหนึ่ง

ตาหวานรู้สึกถึงบรรยากาศเย็นชื้นภายในเรือนไม้หลังงามนั้นแล้วก็เห็นว่าเป็นเพราะหน้าต่างทุกบานถูกเปิดอยู่ ลมแรงพัดผ้าม่านโปร่งปลิวสะบัด

ร่างเล็กกระจิ๋วหริวของตาหวานถูกทั้งผลักทั้งลากผ่านห้องโถงมืดสลัวไปที่ห้องสุดทาง พอเปิดประตูได้ก็ผลักเธอเข้าไปจนเซถลาเหมือนนกปีกหักแล้วสะดุดล้มคุกเข่าลงต่อหน้าใครบางคนที่นั่งตะหง่านอยู่ในความมืด

“พวกมึงพาใครมา”

เสียงนั้นห้าวลึกทรงอำนาจ แม้จะกลัวจับใจแต่ตาหวานก็รีบเงยหน้าขึ้นมอง

ห้องทั้งห้องเปิดไฟประดับแค่ดวงเดียว สีเหลืองซีดของมันทำให้ตาหวานเห็นชายคนนั้นในแสงหรุบหรู่ โคร่งร่างสูงใหญ่คับเต็มอยู่บนเก้าอี้ไม้สัก ฟ้าแลบปลาบครั้งหนึ่งทำให้เห็นเค้าโครงหน้าคมสันรกด้วยหนวดเครา เด็กสาวไม่ได้กลัวคนตรงหน้าเหมือนพวกร่างยักษ์ แต่เกรงอำนาจบารมีที่แผ่ออกจากมาอย่างบอกไม่ถูก

“ลูกสาวไอ้เด่นครับนาย”

“แล้วมันไปไหน”

“คือ...ท่าทางจะหนีไปแล้วครับ”

          เจ้าของเสียงตะคอกตวาดตอนอยู่ที่บ้านตาหวานตอนนี้ลดเสียงลงเกือบเท่ากระซิบแบบคนกลัวหัวหด

          “แล้วนี่”

          ชายผู้ทรงอำนาจพยักพเยิดมาที่เธอ ตาหวานหลบตาวูบตอนที่สบตา แม้จะเห็นหน้ากันไม่ชัดแต่แววคมกล้าก็ดุเสียจนไม่กล้าสู้

          “ผมคิดว่าถ้ามีลูกมันเป็นตัวประกันน่าจะลากตัวมันมาได้ไม่ยาก”

          นาย วางท่อนแขนเท้าเข่า ยื่นหน้าลงมองตาหวานพร้อมกับสั่ง

          “เงยหน้าซิ บอกให้เงย”

          “หนูไม่รู้ว่าพ่อไปไหน” ตาหวานรีบพูดก่อนจะถูกถาม

          “เหรอ แล้วนั่นอะไร” มือใหญ่ยื่นมาขอกระเป๋าในอ้อมกอด แปลกที่ตาหวานไม่กล้าขัดขืนคนคนนี้ ยอมส่งให้ด้วยมือสั่นๆ แล้วสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินอีกฝ่ายถามเสียงแข็ง “ไหนบอกไม่รู้ว่าพ่อไหน แล้วของพวกนี้หมายความว่ายังไง มืดค่ำแล้วอย่าบอกนะว่าจะไปเที่ยว”

          ที่จริงไม่มีข้าวของมากมายในกระเป๋ามากไปกว่าเงิน โทรศัพท์ ของกระจุกกระจิกไร้สาระเท่าที่สมองมึนๆ ของเด็กสาวจะกวาดต้อนมาได้ หากก็นั่นแหละ มืดค่ำปานนี้ สถานที่ต่างๆ ปิดแล้วคงไม่มีเด็กผู้หญิงอายุเท่าเธอคิดจะออกไปไหนลำพัง

          “นะ...หนู” ตาหวานร้องไห้สะอึกสะอื้น

          “สารภาพมาถ้าไม่อยากให้พ่อเธอ...ตาย”

          “อย่าทำพ่อหนูนะ!” ตาหวานน้ำตาไหลพราก นี่พ่อไปทำผิดอะไรนักหนาถึงถูกบุกรื้อบ้านเสียเละเทะ แล้วยังจะถูกฆ่าอีก “พ่อแค่โทร.มาบอกให้...หนี”

          ทั้งห้องเงียบกริบอยู่นานจนมีหน่วยกล้าตายถามขึ้น

          “มันคงไปได้ไม่ไกล เดี๋ยวผมวางคนคอยจับตาไว้ แล้วเด็กนี่เอาไงดีครับ หรือว่า...”

          รังสีสายตาของคนพูดอยู่ทางด้านหลังทำให้ตาหวานเกิดความรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ก้มหน้างุดแทบชิดอก

          “หรือว่านายจะให้ส่งขึ้นไปบนเรือนใหญ่”

          เรือนใหญ่คือที่ไหน ตาหวานขยับตัวกระสับกระส่าย ลอบเงยหน้าขึ้นมองนายใหญ่แล้วก็สบเข้ากับนัยน์ตาคมพอดิบพอดี ดวงตาคู่นั้นกวาดมองตลอดร่างแล้วหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าเธอนิ่งอยู่อึดใจ

          “มอมอย่างกับแมวตกน้ำ กูไม่ชอบเด็กกะโปโล”

          เด็กกะโปโลที่ยังไม่เข้าใจความหมายคอย่นกลัวคนเสียงทรงอำนาจ

          “ไปตามป้าตุ้ยมา”

 

          สิ้นคำสั่งไม่ถึงห้านาทีหญิงอายุราวห้าสิบเศษร่างท้วมก็เดินมาหยุดยืนพินอบพิเทาอยู่ตรงหน้านายใหญ่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตาหวานที่นั่งคุกเข่าอยู่คนเดียวในห้อง

          “ยกให้ จะทำยังไงก็ตามสบายแค่อย่าให้หนีไปได้เป็นพอ”


++++++
เรื่องใหม่ล่าสุดที่ลงขายเฉพาะ Ebook จ้า



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

1 ความคิดเห็น