เล่ห์ร้ายหวงรัก (Dangerous Prince)

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,530
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    13 ก.ค. 58


      “โอ้โห นี่อะไรกันคะ อย่างกับรีสอร์ตแน่ะ” นาตาชาห่อปาก ร้องถามหม่อมโรส

      ค่ำคืนนี้หม่อมโรสตระเตรียมบริเวณระเบียงโปร่งทางด้านข้างสำหรับมื้อดินเนอร์ โต๊ะเก้าอี้ถูกยกมาจัดวางพอดีห้าคน มุมระเบียงสองฝั่งสว่างไสวด้วยดวงไฟสีเหลืองในครอบไม้ไผ่ทรงกรวยเหนือยอดก้านไม้จำลองว่าเป็นคบไฟ จานชามบนโต๊ะเป็นชุดใหญ่เข้ากันทั้งเซต ประดับด้วยดอกไม้ไทยหลากหลายชนิดในกระเช้าซึ่งแข่งกันส่งกลิ่นหอมกรุ่น

      เมื่อมองจากโต๊ะอาหารออกไปทางหน้าบ้านจึงเห็นเทียนหอมรูปดอกบัวในกะลาใบย่อมวางสองฝั่งตั้งแต่บันไดบนสุดไล่เรียงลงไปทีละขั้นจนถึงทางเดิน เปลวเทียนวับแวมในความมืดไหวไปมาเมื่อถูกลมพัดช่วยส่งกลิ่นหอมโชยชายมาพร้อมกัน

      จัดเต็มอัตราศึกขนาดนี้จะไม่ให้ออกปากว่าเหมือนรีสอร์ตได้อย่างไร

      “วันนี้วันเกิดพี่ชายหรือคะ”

      แม้จะรู้จักคุณชายพิริยากรมาตั้งแต่เด็ก ทว่าในส่วนของรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ นาตาชาไม่เคยจดจำ ทุกครั้งที่อีกฝ่ายมาเยี่ยมเยือน แม้จะมีการต้อนรับขับสู้อย่างดีเพราะเป็นแขกใกล้ชิดก็ไม่เคยพิเศษเท่านี้

      “วันเกิดคุณชาย จริงเหรอคะคุณป้า หนูไม่ได้เตรียมของขวัญเลยสักชิ้น” ใบบัวหน้าตาตื่น

      “ไม่ใช่หรอกจ้ะ” หม่อมโรสส่ายหน้า “นี่ลูกจำวันเกิดคุณชายไม่ได้หรอกหรือ”

      พอเห็นนาตาชายิ้มแหย หม่อมโรสส่ายหน้าซ้ำอีกแถมค้อนเล็ก ๆ ให้ด้วย

      “ไม่ไหวเลยน้า ทั้งที่คุณชายจดจำและให้ของขวัญลูกทุกปี”

      “แหม ก็แม่ช่วยจำให้แล้วนี่คะ ใกล้วันทีไรช่วยเตือนทุกครั้ง แล้วนี่ตกลงมีอะไรพิเศษคะ ทำไมจัดซะสวยเชียว”

      “วันนี้มีแขกสำคัญสองคนที่ไม่ได้มาบ้านเราตั้งนานแล้วร่วมโต๊ะทั้งที แม่เลยอยากให้ดูดีหน่อย”

      หม่อมโรสดึงใบบัวเข้าไปใกล้ ลูบศีรษะ สายตาของท่านบอกชัดเจนว่าหนึ่งในสองนั้นคือใบบัว

      “คุณป้า ขอบคุณมากค่ะ” ใบบัวยิ้มหวาน กระพุ่มมือไหว้

      “ตัวแถมไม่ต้องยิ้มกว้างมากก็ได้จ้ะ”

      นาตาชาเย้าเพื่อน เลยถูกเอ็ดเข้าอีกหน

      “ไนล์”

      “คุณป้าอย่าไปดุมากเลยค่ะ เดี๋ยวคืนนี้หนูถูกลอบฆาตกรรม”

      ใบบัวบอกเสียงหวาน แต่แอบส่งสายตาอวดใส่นาตาชา สองสาวแหย่กันเหมือนเด็ก ๆ ไม่ต่างจากที่หม่อมโรสเห็นมาตลอด

      “ท่านชายเด็จกลับมาแล้วเจ้า คุณชายมาพร้อมกันด้วย” แป้งเดินกึ่งวิ่งตรงมารายงานเสียงใส หน้าตาตื่นเต้นเหมือนตัวเองมีส่วนร่วมด้วย

      เนื่องด้วยท่านชายดำเกิงเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ชั้นหม่อมเจ้า โดยธรรมเนียมปฏิบัติยังต้องใช้ราชาศัพท์ แรกทีเดียวก็เป็นเช่นนั้น แต่ท่านชายสังเกตเห็นว่า ถ้าคู่สนทนาไม่เกร็งจนพูดติดขัดก็มักพูดผิด ๆ ถูก ๆ หลังจากคิดทบทวนบวกกับนิสัยไม่ถือยศถือตัวแล้วท่านชายจึงอนุญาตให้ทุกคนใช้คำพูดตามปกติ ทุกวันนี้เมื่อมีใครเข้าพบท่านชายดำเกิง ราชาศัพท์จึงถูกงดเว้นเสีย คงเหลือแต่บรรดาสาวใช้กับคนงานในบ้านและลูกน้องโดยตรงเท่านั้นที่ยังคงเอ่ยราชาศัพท์สม่ำเสมอแสดงถึงความรักเคารพยกไว้สูงส่ง

      “บอกในครัวนะ อีกสิบนาทีให้ตั้งโต๊ะได้” หม่อมโรสสั่ง

      “เจ้า”

      แป้งรับคำ ยังไม่ทันลับร่างก็สวนกับบุรุษสองคนที่เพิ่งมาถึง

      คนหนึ่งคือชายสูงวัย อายุ 65 ปี ผมแซมสีดอกเลา รูปร่างสูงใหญ่ออกท้วมเล็กน้อยแต่มีเค้าว่าหล่อเหลามากเมื่อยังหนุ่ม อีกคนอายุใกล้เคียงกับสองสาว แก่กว่าไม่น่าเกินห้าปี แต่การวางตัวทำให้ดูน่าเกรงขามเกินกว่าหนุ่ม ๆ วัยเดียวกัน คนหลังนี้รูปร่างเพรียว ผิวขาวจัด ใบหน้านั้นเกือบเรียกได้ว่าสวยมากกว่าหล่อ

      นาตาชากับใบบัวยกมือไหว้ชายทั้งสองที่รับไหว้ทันที ชุดพื้นเมืองบนเรือนร่างสองสาวสะดุดตาผู้มาใหม่เป็นสิ่งแรก พิริยากรมองด้วยสายตาชื่นชมในขณะหม่อมเจ้าดำเกิงถึงกับออกปากชม

      “โอ้โฮ ลูกพ่องามจริง ลูกดูเข้ากับชุดพื้นเมืองมาก หนูบัวก็เหมือนกัน”

      ใบบัวเอ่ยขอบคุณเบา ๆ ส่วนนาตาชาเข้าไปกอดเอวหม่อมเจ้าดำเกิงอย่างออดอ้อน

      “ท่านพ่อเอ่ยชมทุกที หนูแต่งแบบนี้อยู่บ้านทุกวันเลยดีไหมคะ”

      นาตาชาแกล้งถาม เธอรู้มานานแล้วว่าหม่อมเจ้าดำเกิงเป็นนักอนุรักษ์นิยมคนหนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่เธอแต่งชุดพื้นเมืองแบบต่าง ๆ เป็นได้รับคำชมไม่เคยขาด

      เมื่อเย็น หลังจากถูกใบบัวคะยั้นคะยอให้แต่งตัวสวย ทีแรกนาตาชาทำตามเพราะไม่อยากขัดคอเพื่อนเท่านั้น ทว่าพอได้หยิบชุดนู้นลองชุดนี้ก็ชักเพลิดเพลินตามประสาผู้หญิงชอบของสวยๆ งาม ๆ

      หม่อมเจ้าดำเกิงบิดาของเธอเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ช่วงหนึ่ง ใช้บ้านเป็นสถานที่ต้อนรับแขกอยู่เป็นประจำ และแม้ภายหลังท่านเปลี่ยนมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสอนทางด้านนิติศาสตร์ ก็ยังมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยือนบ้านหลังนี้เสมอ ในตู้เสื้อผ้าของนาตาชาจึงมีชุดจำนวนมากหลากหลายแบบรวมทั้งชุดพื้นเมืองทางภาคเหนือไว้สำหรับใส่ให้เหมาะกับโอกาสต่าง ๆ

      โอ้โห เยอะกว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นอีกนะ ไนล์ ฉันตาลายเลือกแทบไม่ถูก

      นาตาชาหัวเราะคิกที่เพื่อนสาวทำเหมือนไม่เคยเห็น

      ค่อย ๆ ดูสิ เหลือเวลาตั้งนาน

      สุดท้ายคนที่บอกว่าตาลายคงจะเป็นอย่างปากพูดจริง ๆ เลือกอยู่นานสองนานไม่ได้สักที นาตาชาจึงช่วยเลือกให้ โชคดีรูปร่างของสองสาวแตกต่างกันไม่มากนักจึงไม่มีปัญหาเรื่องขนาด

      ของใบบัวเป็นเสื้อผ้าป่านแขนกระบอกยาวถึงข้อศอกสีชมพูสดแบบติดกระดุมหน้าสวมคู่กับผ้าซิ่นสีน้ำตาลอ่อนลายขวางสีน้ำตาลเข้ม ส่วนของตัวเอง นาตาชาเลือกเสื้อผ้าฝ้ายแบบป้ายสีขาวมีลายดอกไม้หลากสีระบายอยู่บนเส้นสาบเสื้อเข้าคู่กับผ้าซิ่นสีแดงชายดำ

      “พ่อมีแต่จะชอบน่ะสิ” หม่อมเจ้าดำเกิงว่า “เห็นด้วยไหม ชาย”

ม.ร.ว.พิริยากรทอดสายตาอ่อนโยนมองนาตาชาตั้งแต่มวยผมที่ปักปิ่นเงินไล่ลงมาตลอดร่าง นิ่งอยู่ครู่ก่อนเอ่ยตอบ

      “ครับ นี่ถ้าจัดฉากดี ๆ ให้น้องไนล์ถ่ายภาพ ทำสีซีเปียสักหน่อยก็เหมือนเจ้านางในอดีตไม่มีผิด”

      หม่อมเจ้าดำเกิงหัวเราะถูกอกถูกใจในคำตอบ ดวงตาเป็นประกายยามเห็นสายตาชื่นชมของพิริยากรที่มีต่อนาตาชา

      “พอละค่ะ ใจคอพี่ชายจะให้ไนล์อิ่มคำชมจนทานข้าวไม่ลงเลยหรือคะ”

      สาวใช้ทยอยยกอาหารมาวางบนโต๊ะตามคำสั่งของหม่อมโรส ทั้งห้าเดินมานั่งประจำที่ ท่านชายดำเกิงอยู่ทางหัวโต๊ะ ทางขวาเป็นหม่อมโรส ซ้ายคือนาตาชา พิริยากรนั่งถัดไป ส่วนใบบัวนั่งข้างหม่อมโรส

      หม่อมเจ้าดำเกิงถามสารทุกข์สุขดิบใบบัวด้วยความคุ้นเคยเหมือนเป็นลูกสาวอีกคนหนึ่ง บรรยากาศการรับประทานอาหารเป็นแบบกันเอง มีเสียงพูดคุยสลับกับเสียงหัวเราะเป็นระยะ

 

      การรับประทานอาหารสิ้นสุดลงหลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมงเศษ นาตาชาเดินไปส่งพิริยากรถึงรถพร้อมกับตอบรับคำชวนของเขาที่ขอให้แวะไปเยี่ยมเยียนที่ไร่บ้าง

      “ท่าทางท่านพ่อแกอยากจับแกใส่พานยกให้คุณชายเต็มแก่เชียวนะ ไม่สนเหรอ”

      หม่อมเจ้าดำเกิงกับหม่อมโรสแยกไปพักผ่อนแล้ว ใบบัวที่ไปส่งคุณชายหน้าหวานพร้อมกับนาตาชาเปิดฉากพูดทันทีที่ทั้งคู่กลับถึงห้อง

“พูดเรื่อยเปื่อย” นาตาชานั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ดึงปิ่น ปลดมวยผม

“เรื่อยเปื่อยที่ไหน” ใบบัวเถียง เดินมายืนอิงสะโพกอยู่ข้าง ๆ “ว่าแต่คุณชายนี่เจอกี่ครั้งหล่อขึ้นตลอดเลย แบบนี้ใช่ไหมที่เขาว่าหล่อดั่งเทพบุตร”

“ชมไม่ขาดปากแบบนี้เอาไว้เองดีกว่ามั้ยจ๊ะ ฉันเป็นแม่สื่อให้เอง”

“แหม คุณหญิง ดูสายตาคุณชายที่มองแกซะก่อน หวานออกขนาดนั้น แถมท่านพ่อไฟเขียวปี๋ให้อีก งานนี้ถึงแกไม่รับพิจารณาก็อาจจะมีอุ้มสมนะ” ใบบัวพยากรณ์พลางหัวเราะคิกคัก

นาตาชาเสียอีกที่ยิ้มไม่ออก เธอไม่เคยถูกบังคับด้วยเรื่องใดทั้งสิ้น หากก็มองออกว่าตั้งแต่เกิดเรื่องในคืนงานเลี้ยงที่พระราชวังของเลนีเซีย ท่านพ่อถือหางข้างคุณชายพิริยากรเต็มที่ จากเคยมีระยะห่างระหว่างกัน ท่านพ่อกลับคอยดึงให้ใกล้เข้ามาหามากขึ้น หลายครั้งท่านปลีกตัวปล่อยให้พิริยากรคุยกับเธอตามลำพังยังดีว่าสนิทสนมอยู่ก่อนจึงไม่รู้สึกประดักประเดิด

“คุณชายเขาเคยบอกความในใจกับแกบ้างหรือเปล่า” ใบบัวถาม จ้องหน้าแววตากระเซ้าปนจับผิด

“จะเคยได้ยังไง พี่ชายไม่คิดกับฉันแบบนั้นหรอก”

“ไนล์จ๋า แกนี่ท่าทางจะตาบอด คุณชายเขาหน้าตาออกชื่นบานเวลาคุยด้วย คงจะจุดประสงค์ตรงกันทุกฝ่ายทั้งเขาและท่านพ่อแกละไม่ว่า”

นาตาชาอึ้งไปอีก พิริยากรน่ะหรือมีใจให้เธอ ใบบัวคงคิดเองเออเองมากกว่า

“ฉันไม่ได้คิดไปเองนะ เชื่อเถอะ”

หญิงสาวสะดุ้งที่เพื่อนพูดเหมือนรู้ความคิด

“ได้ค่าจ้างเท่าไหร่ เชียร์จัง”

“แค่เห็นว่ามีคนดี ๆ อยู่ใกล้ อยากให้ลองพิจารณาดู” ใบบัววางมือบนไหล่นาตาชา “คุณชายกับแกออกจะเหมาะสมกัน คิดดูสิ ถ้าองค์ชายอีธานรู้ว่าแกคบกับผู้ชายอื่นเร็วขนาดนี้คงเจ็บปวดดีพิลึก”

นาตาชานิ่วหน้า หงุดหงิดเพราะชื่อของเจ้าชายอีธาน ใบบัวยังเจ็บใจแทนเธอไม่ยอมหาย ตัวเองก็ลืมเรื่องนี้ไม่ได้เช่นกัน

ที่ผ่านมามีแต่ข่าวผู้หญิงตามล้อมหน้าล้อมหลังเจ้าชายรัชทายาทแห่งเลนีเซีย อาจเป็นไปได้ที่การหันไปคบใครสักคนหลังจากถูกหักหน้าย่อยยับกลางงานเลี้ยงของเธอจะทำให้ฝ่ายนั้นเสียหน้าบ้าง อย่างน้อยเขาก็ต้องรู้สึกละว่าเธอไม่ได้อาลัยอาวรณ์เขานักหนา

ทว่าเรื่องของพิริยากรเป็นคนละส่วน คุณชายคงไม่ชอบใจแน่ถ้ารู้ว่าเธอจะลองคบหาด้วยเพราะมีเจ้าชายอีธานเป็นสาเหตุ

แต่...

ก่อนความคิดจะเลยเถิด นาตาชาพยายามค้นลึกลงไปในใจถึงความรู้สึกที่มีต่อพิริยากรแต่กลับไม่พบคำตอบ เช่นเดียวกันกับที่ไม่รู้ความในใจของคุณชายหนุ่มเช่นกัน

 

“คุณชาย”

อีธานเอ่ยทักทาย ยื่นมือออกไปตรงหน้าคู่สนทนา พร้อมกันนั้นก็มองประเมินอีกฝ่ายไปด้วย

ตอนเบ็นจามินบอกว่าคุณชายเจ้าของไร่อายุไล่เลี่ยกับเขา อีธานไม่ทันนึกอะไรมาก หากพอได้พบตัวจริงของ ม.ร.ว.พิริยากร ภควัต เขาออกจะทึ่งอยู่ไม่น้อยที่คนหนุ่มอายุห่างจากเขาไม่น่าเกินห้าปี รูปร่างสูงเพรียว หน้าตาหล่อเหลากระเดียดไปทางหวานเหมือนผู้หญิง จะเป็นเจ้าของไร่กาแฟอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลนี้

ดูจากภายนอกท่าทางเป็นคนเจ้าสำอางผิดกับข้อมูลที่ได้ยินมาว่าพิริยากรลงทุนลงแรงกับไร่กาแฟรวมถึงรีสอร์ตด้วยตัวคนเดียว จากข้อมูลนี้ทำให้อีธานนึกนิยมและสบายใจที่จะพูดคุยด้วย มันแสดงว่าอย่างน้อยที่สุดหม่อมราชวงศ์หนุ่มคนนี้ก็เป็นราชนิกุลคนละประเภทกับที่เคยพบเจออยู่ประจำ

“องค์ชาย” คิ้วเข้มของพิริยากรขมวดเข้าหากัน

อีธานเห็นความแปลกใจในแววตาอีกฝ่าย

“ขอประทานอภัยที่กระหม่อมไม่ทราบว่าพระองค์เสด็จมาประทับจึงไม่ได้ถวายการต้อนรับ”

สำเนียงภาษาอังกฤษของพิริยากรชัดเจน เป็นทางการ ทั้งยังไม่มีความเคอะเขินให้เห็น

“พูดแบบปกติเถอะ ผมมาพักผ่อนส่วนตัว”

เบ็นจามินเลือก แหล่งซ่อนตัว ได้ถูกใจอีธานนัก แม้ว่าข่าวอื้อฉาวจะกระจายไปทั่วโลก แต่จังหวัดห่างไกลของประเทศไทยโดยเฉพาะบนดอยสูงอย่างไร่หยาดอรุณนี้คงอยู่นอกเหนือความสนใจเหล่านั้น

ไม่มีใครในรีสอร์ตมองเขาแปลก ๆ ท่าทางว่าคนที่นี่จะเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมาก ไม่มีใครเอะใจด้วยซ้ำไปว่าชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กับชายแก่ผมขาวโพลนผู้เข้าพักใหม่จะเป็นถึงเจ้าชายรัชทายาทและพระพี่เลี้ยงแห่งราชอาณาจักรเลนีเซีย

เพิ่งจะมีพิริยากรนี่ล่ะที่ทักอย่างแม่นยำเต็มพิธีการแบบคนรู้ทันข่าวสารต่าง ๆ

“ครับ ห้องพักถูกใจคุณไหม”

“แน่นอน มันวิเศษจริง ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนรังอินทรี” อีธานหัวเราะร่า

เมื่อวาน การเดินทางจากสนามบินเชียงรายมายังที่พักเป็นไปอย่างราบรื่น อีธานประทับใจตั้งแต่ชื่อไร่หยาดอรุณที่แสนไพเราะเพราะพริ้ง ให้ความรู้สึกอบอุ่น ไม่มีการต้อนรับอย่างเป็นพิธีรีตอง มีแต่เด็กยกกระเป๋านำทางไปยังห้องพัก ทุกอย่างดูเรียบง่ายตามต้องการ

รีสอร์ตในไร่หยาดอรุณมีบ้านพักรับรองแขกไม่มากนัก แต่ละหลังตั้งลดหลั่นอยู่ตามไหล่เขา หลังที่ได้เข้าพักอยู่สูงสุด พื้นบางส่วนยื่นล้ำออกไปแทบเหมือนตั้งอยู่บนอากาศ ขนาดนั้นใหญ่พอกับบ้านชั้นเดียวย่อม ๆ หลังหนึ่ง ที่ล้อมรอบตัวบ้านอยู่คือระเบียงกว้างสำหรับนั่งชมวิวสุดลูกหูลูกตา

“ผมดีใจที่ได้ยินแบบนั้น” เจ้าของไร่ยิ้มละมุน

แม้อีธานจะไม่ค่อยชินกับผู้ชายหน้าสวยสักเท่าไหร่ แต่เดาว่าพิริยากรน่าจะเป็นหนุ่มเนื้อหอมคนหนึ่ง

“อย่างที่บอก ไม่ต้องพิธีรีตอง อ้อ อย่าบอกใครด้วยว่าผมมาพัก”

สีหน้าพิริยากรดูเข้าใจทันทีว่าอีธานไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องที่มีเจ้าชายจากต่างแดนมาอยู่ที่นี่

“ข้อนั้นขอให้คุณสบายใจได้”

อีธานพยักหน้า ดีใจที่พูดคุยกับพิริยากรได้ไม่ยากอย่างที่คิด

“ขอบคุณ ขอแนะนำสักหน่อย นี่เบ็นจามิน...พระอภิบาลของเจ้าชายรัชทายาท” ผายมือไปยังชายชราที่ยืนสงบนิ่งเยื้องอยู่ทางด้านหลัง หัวเราะทั้งขยิบตาใส่ฝ่ายนั้น

คนถูกแนะนำก้าวขึ้นมา ใบหน้านิ่งสงบหากแววตามีรอยขบขันในคำพูดเย้าเมื่อครู่ปนอยู่

“คุณ...” แววตาพิริยากรมีรอยรำลึกหลังจากทักทายทำความรู้จักกับเบ็นจามินแล้ว “ผมรู้สึกเหมือนเคยเห็นคุณมาก่อน”

เบ็นจามินยิ้มแบบคุณตาผู้ใจดี

“ผมเป็นพ่อของคริส”

“มิน่าเล่า ผมคงจะเคยเห็นรูปคุณจากเขา”

ในวัยหนุ่ม เบ็นจามินเคยเดินทางมายังประเทศไทยและพบรักกับภรรยาสาว ทั้งคู่ตกลงปลงใจอยู่ร่วมกันไม่นานหลังจากนั้น ชีวิตสมรสของสาวชาวไทยกับชายหนุ่มชาวเลนีเซียราบรื่นด้วยดีจนกระทั่งมีลูกชาย

เบ็นจามินตามใจภรรยาจึงพาเธอและลูกกลับมาเยี่ยมญาติที่บ้านเกิด ในครั้งนั้นเองที่อุบัติเหตุพรากเธอไปจากเขาอย่างไม่มีวันกลับ ส่วนคริสโตเฟอร์ในวัยสามขวบก็ร้องไห้จ้าไม่ยอมออกจากอ้อมกอดของผู้เป็นยาย และไม่ว่าเบ็นจามินจะฝืนดึงดันเอาตัวลูกชายกลับไปด้วยกี่ครั้งก็มีอันต้องพากลับมาเพราะป่วยหนัก พอเท้าแตะประเทศไทยกลับหายดีราวกับปาฏิหาริย์ นี่เองเป็นสาเหตุให้สองพ่อลูกอยู่คนละประเทศ แต่ถึงกระนั้นความผูกพันระหว่างทั้งคู่ก็ไม่เจือจาง คริสโตเฟอร์ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีอยู่ที่นี่โดยมีเบ็นจามินเป็นผู้ส่งเสียและบินมาหาทุกครั้งที่มีเวลาจากงานในหน้าที่

“ยินดีต้อนรับครับ คริสพูดถึงคุณบ่อยมาก ถ้ารู้ล่วงหน้าผมคงจะไม่ส่งเขาไปติดต่องานที่กรุงเทพ”

เบ็นจามินเพียงยิ้มน้อย ๆ พิริยากรหันกลับมาสนทนากับอีธานอีกครั้ง

“นี่ยังเช้ามาก ทำไมรีบตื่นล่ะครับ ”

“ผมอยู่นิ่งไม่ค่อยเป็น ที่นี่มีอะไรสนุก ๆ ให้ทำบ้าง”

 

รอยระยิบระยับในดวงตาของเจ้าชายอีธานที่เพิ่งเดินผิวปากนำหน้าเบ็นจามินออกไปทำให้พิริยากรถึงกับหัวเราะออกมา เขาไม่ได้รับรายงานล่วงหน้าถึงการเข้าพักของแขกคนสำคัญทั้งที่คริสโตเฟอร์หัวหน้าคนงานในไร่กาแฟของเขาคงจะต้องรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี

ข่าวคึกโครมเกี่ยวกับตัวเจ้าชายนั้นดังกระฉ่อนโซเชียลเน็ตเวิร์ค ขนาดคนไม่สนใจข่าวซุบซิบอย่างพิริยากรยังรู้ ไม่นึกว่าอยู่ดี ๆ ชายหนุ่มหนึ่งในห้าจะมาโผล่ที่รีสอร์ต แถมดูจากท่าทางแล้วจะไม่เดือดร้อนใจอะไรเลย

ความกระตือรือร้นเหมือนเด็กได้ออกมาผจญภัยในโลกกว้างที่เห็นเมื่อครู่ชวนให้พิริยากรนึกถึงญาติผู้น้องคนหนึ่งที่ทั้งแสบเฮี้ยวเป็นจอมเกเรเอาแต่ใจเหมือนเจ้าชายอีธานไม่มีผิด

 

“เลิกความคิดที่จะให้ฉันมุดอยู่แต่ในถ้ำเหมือนฟริ้นสโตนไปได้เลยนะ เบ็น” อีธานบอกขณะนั่งประจำตำแหน่งคนขับ ไม่ยอมให้เบ็นจามินได้กุมพวงมาลัย

เพราะไม่อยากอุดอู้อยู่แต่ในรีสอร์ต ก่อนเดินทางอีธานสั่งให้เตรียมรถไว้สำหรับใช้งานระหว่างอยู่ที่นี่ เบ็นจามินเห็นว่าหนทางในจังหวัดมีทั้งถนนทางเรียบและขึ้นเขาจึงเลือกเช่ารถแบบขับเคลื่อนสี่ล้อไว้ซึ่งถูกใจเจ้าชายหนุ่มอย่างมาก

“ถ้าคุณไม่เหนื่อย”

“ไม่เลย สบายมาก” อีธานส่ายหน้า สตาร์ทรถขับออกจากรีสอร์ตเหมือนคนรู้ทาง

“ผมลืมไป เที่ยวไม่หลับไม่นอนสามวันสามคืนคุณยังทำมาแล้ว”

อีธานแหงนหน้าหัวเราะลั่นรถ กระทุ้งศอกข้างซ้ายสะกิดพระพี่เลี้ยง

“ไม่ต้องจำทุกเรื่องก็ได้”

นั่นเป็นครั้งหนึ่งในการรวมก๊วนของเขากับเพื่อนสนิทอีกสี่คน ดราโก้เป็นเจ้าภาพใหญ่ จัดหาสถานที่สุดวิเศษให้ได้สนุกกันจนลืมวันลืมคืน เบ็นจามินอยู่ที่นั่นด้วย ทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์นายอย่างแข็งขันพร้อมกับพยายามทั้งพูดทั้งบังคับให้กลับวัง มาประสบความสำเร็จเมื่อเข้าวันที่สามแล้วนั่นล่ะห้าหนุ่มจึงยอมแยกย้าย

 

เพราะนิสัยติดดินส่วนหนึ่งกับตะลอนไปไหนต่อไหนทั่วทุกสารทิศ อีธานจึงแทบขับยานพาหนะเป็นทุกชนิดตั้งแต่รถเรือไปจนเครื่องบิน รูปแบบการขับขี่ของเลนีเซียกับประเทศไทยที่กลับซ้ายเป็นขวาจึงไม่ใช่ปัญหา เขาเคยขับมาแล้วแม้จะไม่บ่อยนัก ไม่เช่นนั้นเบ็นจามินคงจะโวยวายห่วงความปลอดภัยไม่ยอมให้แตะแน่นอน

ตลอดวันอีธานขับรถแวะไปอย่างไร้จุดหมาย มีสองสามแห่งที่หยุดอยู่เป็นเวลานาน ที่เหล่านั้นเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าและดอกไม้ขนาดจุ๋มจิ๋ม

“ผมขอเดาว่าคุณฝันอีกแล้ว” เบ็นจามินพูดขึ้น สายตาชำเลืองมองไปยังดอกหญ้ากำใหญ่บนเบาะหลังที่อีธานเที่ยวเก็บมาจากข้างทางจนสูงเกือบถึงขอบด้านบนเบาะ

สายตาของอีธานแปรจากถนนมายังใบหน้าเบ็นจามินทันทีก่อนจะแปรกลับไปยังทิศทางเดิม เสียงผิวปากเบา ๆ ชะงัก แววตารื่นรมย์หายไป

“ฉันลืมมันไม่ได้”

คำตอบแสดงถึงการยอมรับในการคาดเดาของพระพี่เลี้ยงกลาย ๆ สามปีมานี้เขาฝันเรื่องเดิมเป็นพันหนและไม่รู้จะดำเนินต่อไปอีกนานเท่าไหร่

อีธานไม่อยากอยู่เฉย มันพานให้สมองนึกถึงความฝันร่ำไป

“ถ้าไม่เห็นแก่พระเจ้าก็เพื่อตัวคุณเอง” พยายามโน้มน้าวให้ลืมเรื่องในอดีต

“เบ็น...” อีธานเอ่ยขัดเสียงห้วน “ไม่มีทาง ไม่มีวัน!

บรรยากาศในรถเปลี่ยนไปทันที เบ็นจามินไม่พูดอีก ปล่อยให้อีธานเพิ่มความเร็วขับมุ่งไปข้างหน้าเหมือนระบายอารมณ์ กระทั่งผ่านมายังตลาดแห่งหนึ่ง ผู้คนคึกคัก รถจำนวนไม่น้อยมุ่งตรงมาที่นี่ราวกับมีงานเทศกาล

อีธานหาที่จอดรถอย่างไม่ลังเล ตอนที่ก้าวลงมา หางตาเขาสังเกตว่ามีรถคันหนึ่งเลี้ยวเข้าหาที่จอดไม่ไกลกัน จากไม่ทันสนใจกลับรู้สึกไม่ชอบมาพากล

“คุณกำลังสนใจอะไรอยู่” เบ็นจามินไหวตัวทันทีอย่างคนเคยชินกับการระแวดระวังภัย

“ยังไม่แน่ใจ” ตอบก่อนตัดบท “ไปเถอะ ที่นี่ท่าทางน่าสนุก”

ตลาดที่ทั้งสองแวะเป็นถนนคนเดิน แค่เริ่มเข้าสู่บริเวณ อีธานก็ละลานตากับสินค้าพื้นเมืองจนลืมความขุ่นใจ ชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยมาที่นี่ทำให้การมาของทั้งคู่ไม่ดูแปลกแยกนัก

ทว่าผ่านไปเพียงสิบนาทีคิ้วอีธานเริ่มขมวด ความสนใจในสิ่งต่าง ๆ ลดลงเพราะมุ่งไปยัง แมลงหวี่ ที่บินตามรบกวนไม่เลิก

เจ้าชายหนุ่มเดินเร็วขึ้น บ้างแกล้งลดเลี้ยวก่อนจะวกเข้ามุมอับ เสียงฝีเท้าเร่งร้อนตามมาติด ๆ อีธานแยกเขี้ยวมองชายฉกรรจ์ตัวโตสามคนตาถมึงทึง ก้าวออกไปยืนดักหน้าพร้อมกับเบ็นจามินที่เป็นเหมือนเงา

“พวกแกเป็นใคร!

เสียงคำรามในลำคอหนักลึก ชายทั้งสามหน้าเจื่อน มีอาการเหมือนอยากวิ่งหนีแต่ไม่ทันการ

“ฉันถามว่า-แก-เป็น-ใคร”

รูปร่างสูงใหญ่ ผมทอง ตาสีฟ้าของกลุ่มคนตรงหน้าเหมือนจะให้คำตอบที่พอเดาได้ไม่ยาก ทว่าอีธานต้องการได้ยินจากปาก เขาก้าวเข้าไปชิดพวกมันอีกก้าวหนึ่ง กระชากคอเสื้อคนกลาง แทบข่มโทสะไว้ไม่อยู่ เจ้าคนนั้นหลบตา รีบตอบ

“กระหม่อม ปะ..เป็นองครักษ์ของพระองค์”

“ฉันจำคนของฉันได้ทุกคน” ทหารองครักษ์อยู่ภายใต้บัญชาของเขากับเบ็นจามินโดยตรง และบังเอิญเขาจำหน้าได้หมด ไม่มีใครคล้ายคลึงกับทั้งสาม “ใครส่งมา”

“เอ่อ คือ อ่า...”

 

เดาไม่ผิดเลย คนพวกนั้นถูกส่งมาโดยคำสั่งของเจ้าหญิงซิลเวียสมเด็จย่าของเขา

อีธานต่อสายตรงถึงเลนีเซียโดยไม่สนว่าที่นั่นเป็นเวลากี่โมง กรอกเสียงลงไปทันทีที่ได้ยินเสียงปลายสาย

“อย่าส่งใครมาตามประกบหม่อมฉันอีก”

“อีธาน...นั่นเพื่อความปลอดภัยของหลาน”

“นั่นแค่ข้ออ้างที่จะจับตาดูความเคลื่อนไหวเท่านั้น เหอะ นึกหรือว่าหม่อมฉันไม่รู้”

สมเด็จย่าทำตัวเหมือนจีพีเอสไม่มีผิด ความที่เบ็นจามินมักตามใจเขาแทบทุกเรื่อง ไม่ได้ดั่งใจท่าน บ่อยครั้งจึงมีทหารหน่วยอื่นคอยสอดแนมจับตาเป็นที่น่ารำคาญ ซึ่งก็ถูกไล่ตะเพิดกลับไปทุกครั้ง หนนี้ก็เช่นกัน

“เมื่อไหร่จะเชื่อที่ย่าพูด หลานควรจะหลบข่าวอย่างสงบ”

น้ำเสียงเจ้าหญิงซิลเวียกระด้าง นี่อาจเป็นความผิดของคนทั้งราชสำนักเลนีเซียที่ยอมฟังคำบัญชาของสมเด็จย่าทุกอย่าง ในจำนวนนั้นรวมถึงกษัตริย์ฟิลลิปด้วย

แน่นอนว่าเมื่อก่อนอีธานไม่แตกต่างจากคนอื่น ทว่าเดี๋ยวนี้ไม่!

“หม่อมฉันไม่กลัวข่าวอะไรนั่น ที่มาเพราะอยากมา และจะกลับถ้าอยากกลับ เข้าพระทัยไว้ด้วย”

 

อารมณ์อยากเที่ยวเตร่ของอีธานหดหายไปกว่าครึ่ง ระหว่างเดินกลับมาที่รถในใจยังคุกรุ่นต่อเนื่องกับสิ่งที่เจ้าหญิงซิลเวียทำลงไป เมื่อคืนเขานอนกระสับกระส่ายเพราะความฝัน มาวันนี้ยัง...

ในท่ามกลางผู้คนมากมายและทั้งในใจเต็มไปด้วยความขุ่นมัว หางตาอีธานกลับเห็นใครคนหนึ่ง

เมื่อหันไปมอง เขาเห็นผู้หญิงร่างอ้อนแอ้น เสื้อแขนสั้นสีหวานทับในกางเกงยีนขาสั้นกับรองเท้าผ้าใบที่สวม ดูเรียบง่าย สวยน่ารักจนยากจะถอนสายตา

สองขาก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว เร็วขึ้น ๆ เมื่อผู้หญิงคนนั้นเดินปะปนเกือบกลืนหายไปในหมู่คน

“องค์...คุณอีธาน” เบ็นจามินเร่งฝีเท้าตามอย่างงุนงง “ไหนคุณว่าจะกลับ”

“ผู้หญิงคนนั้น” ชี้ให้เบ็นจามินดู แผ่นหลังที่เห็นไว ๆ “ฉันจำได้ ที่แท้เป็นคนไทยหรอกหรือนี่”

      มีผู้หญิงจำนวนมากที่อีธานเคยนอนด้วยแต่จำหน้าไม่ได้ ทว่าสำหรับเธอคนนี้ ทั้งที่เห็นเพียงแวบเดียว สมองเขากลับบันทึกภาพไว้อย่างแม่นยำ

เธอคือคนเดียวกับที่เห็นข้างสนามโปโล!

ความค้างคาใจจากคราวก่อนทำให้ลืมสนิท คนอย่างเขาไม่เคยวิ่งไล่ตามผู้หญิงคนไหนมาก่อน ครั้งนี้กลับต่างออกไป ทุกก้าวตามไปคือความอยากรู้อยากเห็น อยากเอาชนะที่คราวก่อนเธอมองเขาเขม็งแต่ไม่รอทักทาย ทำเหมือนไม่เห็นเจ้าชายอีธานอยู่ในสายตา

      ความเชื่อมั่นในตัวเองมาตลอดจะถูกท้าทายแบบนี้ไม่ได้ ต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่างแน่

+++++++++++++++++++

ไม่รู้มีใครเป็นเหมือนกันไหม 

แต่อัคนีนับวันอยากให้ถึงวันจันทร์ตลอดเลย

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามเน้อ (^ 3 ^)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #83 gemarco (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 กันยายน 2558 / 04:34
    ระวังไว้เลยหัปหน้าสาวไว้เขาคงยอมสานสัมพ้นธ์หรอก
    #83
    0
  2. #34 fsn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2558 / 21:20
    คุณชายเนี้ย ก็น่าสนใจเชียวคะ
    #34
    0
  3. #31 Kamuningka (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 / 22:29
    จะทะเลาะกันไหมน่ะ ท่าทางจะเลือดร้อนทั้งคู่

    ป.ล. ทีมไนล์
    #31
    0
  4. #26 konhin-DinDow (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 / 19:49
    ดันต้องตากับอดีตว่าที่คู่หมั้น ถ้ารู้คงอึ้ง
    #26
    0