เล่ห์ร้ายหวงรัก (Dangerous Prince)

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,380
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    17 ส.ค. 58


      “ท่านย่า” กษัตริย์ฟิลลิปเงยพระพักตร์ขึ้นจากกองเอกสาร ลุกขึ้นเสด็จมาจูงสมเด็จย่าให้ประทับลงบนพระเก้าอี้หน้าโต๊ะทรงพระอักษร และรู้สึกไม่พอพระทัยนักเมื่อไม่ทรงเห็นนางกำนัลเอ็มม่าตามเสด็จมาด้วยเช่นทุกครั้ง

      “ขอบใจจ้ะ” เจ้าหญิงซิลเวียทรงถอนพระทัย พระชันษายิ่งมากขึ้นพระพลานามัยยิ่งทรุดลง สิ่งเดียวที่ยังคงเฉียบคมอยู่เสมอคือพระดำริ “หลานกำลังยุ่งอยู่หรือเปล่า”

      บนโต๊ะทรงพระอักษรของกษัตริย์ฟิลลิปไม่เคยว่างเปล่าจากเอกสารกองใหญ่ โดยปกติหากไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตจะมีเพียงผู้ทรงเป็นเจ้าของห้องประทับเพียงลำพังโดยมีราชองครักษ์เฝ้าด้านหน้า กษัตริย์แห่งเลนีเซียพอจะทรงเดาได้ว่าเจ้าหญิงซิลเวียน่าจะทรงมีเรื่องสำคัญจึงเสด็จมากะทันหันเช่นนี้

“ทำไมจึงเสด็จมาพระองค์เดียวล่ะพะย่ะค่ะ” ทรงกลับไปประทับที่พระเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

“อย่าห่วงนักเลย ย่ายังไม่ตายง่าย ๆ”

“ท่านย่า!

“เอ็มม่ารออยู่ข้างนอก” รีบรับสั่งขยายความเมื่อเห็นหลานตกใจนัก “ย่าร้อนใจ”

“เรื่องอีธาน” กษัตริย์ฟิลลิปตรัสต่อประโยคให้ สีพระพักตร์เคร่งขึ้นทันใดเมื่อทรงนึกถึงความวุ่นวายในที่ประชุม

“นั่นละที่ย่าต้องการรู้ ผลการโหวตออกหรือยัง”

หลังจากเจ้าชายรัชทายาทก่อวีรกรรมครั้งล่าสุด กษัตริย์ฟิลลิปก็รู้สึกเหมือนพระองค์ชราภาพขึ้นอีกเป็นสิบปี พฤติกรรมของเจ้าชายอีธานเริ่มถูกจับตาตั้งแต่เจ้าตัวเปลี่ยนไปเป็นคนละคน กลุ่มผู้ต่อต้านเพิ่มขึ้นทีละน้อยจนรวมเป็นกลุ่มใหญ่เมื่อมีภาพล่อนจ้อนหลุดออกไปทั่วสังคมออนไลน์

แม้กษัตริย์จะเป็นตำแหน่งสูงสุดของประเทศ เชื้อพระวงศ์อยู่เหนือคนทั่วไปจนดูเหมือนแตะต้องไม่ได้ แต่ความเป็นจริงแล้ว การคงอยู่หรือออกจากตำแหน่งเป็นไปได้ด้วยการลงคะแนนเสียงจากสภาสูงซึ่งมีหน้าที่ตัดสินคดีเกี่ยวกับราชวงศ์

หนังสือถอดถอนเจ้าชายอีธาน วิลเลียม เฟลิกซ์ จากตำแหน่งรัชทายาทถูกยื่นถวายทันทีในเช้าวันเกิดเรื่อง และการประชุมลงมติตามมาในเวลาใกล้กัน

เจ้าหญิงซิลเวียขยับพระวรกายไปมาอย่างทรงอดรนทนไม่ไหวเมื่อได้รับความเงียบเป็นคำตอบ

“เจ้าพวกสมาชิกสภาหัวดื้อโหวตให้อีธานออกใช่ไหม” สุรเสียงเกรี้ยว

“พระทัยเย็นก่อน” กษัตริย์ฟิลลิปทรงลุกมายอบพระวรกายข้างสมเด็จย่า ถึงจะทรงเป็นถึงผู้ครองแผ่นดิน แต่ในเวลาส่วนพระองค์ ยังคงปฏิบัติต่อเจ้าหญิงซิลเวียดังเช่นหลานเคารพต่อย่า “มีเรื่องยุ่งยากนิดหน่อย แต่นับว่าสถานการณ์ยังดีอยู่”

“หลานหมายความว่า...” แทบจะทรงกลั้นหายใจรอคำตอบ

“คะแนนโหวตออกมาเท่ากันทั้งสองฝ่าย”

“โอ้ พระเจ้า” ยกหัตถ์กุมพระอุระ “นับว่าอีธานยังโชคดี”

“ใช่พะย่ะค่ะ คะแนนแตกออกเป็นสองฝ่าย ความดีของอีธานในอดีตยังมีผลอยู่”

หากจะบอกว่าแปลกพระทัยคงไม่ใช่เสียทีเดียว ทั้งสองพระองค์ทรงทราบดี เจ้าชายอีธานเป็นที่รักใคร่ของประชาชนจำนวนมาก แม้จะมีพระจริยวัตรแผกแตกต่างจากเจ้าชายทั่วไป แต่นั่นนับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง

“ที่ว่ายุ่งยากหมายถึงอย่างไร” เจ้าหญิงซิลเวียทรงสงสัย

กษัตริย์ฟิลลิปทรงยืดพระวรกายขึ้น

“ตามกฎแล้ว เรื่องสำคัญจะต้องมีการชี้ขาด ทำให้ต้องมีการลงคะแนนครั้งต่อไป”

“ย่ารู้จักสมาชิกสภามากกว่าหนึ่งในสาม คงพอพูดคุยกันได้”

“หม่อมฉันกังวลเรื่องอื่นมากกว่า”

“หลานหมายถึงอะไร”

“บางทีนี่อาจเป็นเรื่องของการเมือง และแผนของพวกนั้นมีอีธานเป็นตัวช่วยให้สำเร็จเร็วขึ้น”

สีพระพักตร์เจ้าหญิงซิลเวียซีดลงทันใด แต่ในขณะเดียวกันนั้นมีความดื้อรั้นแฝงเร้นอยู่ในแววเนตร

“หลานคงจะพูดถึง...”

“พะย่ะค่ะ อย่างที่ท่านย่าเข้าพระทัย”

การปกครองด้วยระบอบกษัตริย์เหลือแทบไม่กี่ประเทศในโลก ราชอาณาจักรเลนีเซียเป็นหนึ่งในนั้น คนบางกลุ่มกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงระบบโดยฉกฉวยโอกาสต่าง ๆ เข้าช่วย

ไม่รู้เจ้าน้องตัวดีจะแยแสบ้างหรือไม่ บางทีอาจกำลังคิดก่อเรื่องอะไรอีกก็ได้

“เบ็นจามินส่งข่าวกลับมาว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี”

“แต่คนของย่ากลับอยู่ไม่ได้”

“นี่ท่านย่า...ส่งคนไปตามอีธานหรือพะย่ะค่ะ”

เจ้าหญิงซิลเวียไม่ทรงมีท่าทีสะดุ้งสะเทือนเมื่อยืดพระองค์ขึ้นตรง

“ใช่ ถ้าสถานการณ์ในสภาดูท่าว่าแย่ลง ย่าอาจจะต้องส่งชุดใหม่ไปจับตัวกลับมา”

กษัตริย์ฟิลลิปไม่ตรัสค้าน แต่พระพักตร์เคร่งเครียดทีเดียว

“เราอาจตัดสินใจผิดไป สิ่งเดียวที่จำเป็นต่ออีธานอาจเป็นการกักบริเวณ”

ผู้ฟังไม่ทรงรับหรือปฏิเสธ บนโต๊ะทรงงาน กรอบรูปขนาดโปสการ์ดวางประดับอยู่โดยไม่เคยขยับเคลื่อนย้าย ในภาพนั้นมีเด็กชายสองคนยืนกอดอกยิ้มอวดฟันหลอขนาบเด็กหญิงแก้มยุ้ยกอดตุ๊กตาตัวโปรด

“นายมันเป็นแค่คนเห็นแก่ตัว”

“ก็ดีกว่าเย็นชาไร้หัวใจเหมือนฝ่าบาท”

คำพูดของพระอนุชาก้องกลับเข้ามาในพระดำริ ทรงทอดถอนพระทัย สบพระเนตรเด็กหญิงในรูป

แอนเดรีย ถ้าพี่ไม่มีหน้าที่เช่นที่เป็นอยู่นี้ พี่อาจจะทำเหมือนอีธานก็ได้

 

ความอิสระในหน้าที่การงานของนาตาชามีมากจนรู้สึกว่าทุกวันเป็นวันพักผ่อน ไม่มีขีดจำกัดของเวลาหรือสถานที่ใด ๆ ทั้งสิ้น หญิงสาวชอบงานของตัวเองพอ ๆ กับความเสรีที่มี ในวัยเด็ก เธอเริ่มเรียนเปียโนเพราะประทับใจการบรรเลงเดี่ยวเปียโนของศิลปินท่านหนึ่งที่บิดาพาไปชม โดยไม่นึกเลยว่าจะกลายเป็นความหลงใหลถึงขั้นรักถอนตัวไม่ขึ้นมาจนทุกวันนี้

ต้องขอบคุณบิดามากเหลือเกิน ท่านคอยสนับสนุนมาตลอด ไม่เคยบังคับกะเกณฑ์ให้เรียนกฎหมายเจริญรอยตามท่าน ทุกครั้งที่มีเวลาว่างยังชอบนั่งฟังเธอบรรเลงเพลงเป็นเวลานานด้วย

นาตาชานั่งอยู่หลังแกรนด์เปียโนสีดำเงา พรมนิ้วลงบนแป้นเป็นครั้งคราวสลับกับจรดดินสอลงบนกระดาษเพื่อเรียบเรียงเพลงประกอบละครออกมาให้สำเร็จ การแต่งแต่ละครั้งแตกต่างกัน บ้างคิดเฉพาะเนื้อ บ้างควบคู่ทั้งเนื้อร้องและทำนอง

สำหรับงานล่าสุด เนื่องจากเป็นเพลงละคร หญิงสาวได้รับบรีฟโจทย์ที่ผู้จัดละครต้องการสื่อพร้อมแนบเรื่องย่อให้ได้อ่าน ทางด้านทำนองมีผู้ประพันธ์เสร็จก่อนหน้านี้แล้ว จึงเหลือแต่เนื้อหาที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างดีนัก

ภาพบ้านเรือน ความเป็นอยู่ของครอบครัวเชื้อสายจีนที่เคยได้เห็นค่อย ๆ ถูกประติดประต่อร้อยเรียง นาตาชาชอบความท้าทายในงานคราวนี้ การที่เธอเป็นลูกครึ่งไทย-เลนีเซียทำให้เข้าใจถึงความรู้สึกของครอบครัวชาวจีนค่อนข้างยาก ต้องพยายามนึกไปถึงครอบครัวของใบบัว เพื่อให้ง่ายขึ้นอีกนิด แต่แล้วจู่ ๆ ภาพใบหน้าบิดาของเพื่อนกลับพาความคิดลอยไปไกลถึงสิงคโปร์และหยุดลงที่สนามโปโล

ใบหน้างดงามเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงให้กับภาพดวงหน้าหล่อเหลาของเจ้าชายอีธานขณะวาดลวดลายอยู่บนหลังม้า ถ้าเจ้าตัวรู้ เขาคงจะต้องหัวเราะเยาะเธอแน่นอนเชียวที่วนเวียนคิดถึงเรื่องของเขาอยู่เรื่อย

ไม่ใช่เพราะพิศวาสนะ!

นาตาชาเอ็ดอึงอยู่ในใจ ชีวิตเธอเคยโรยด้วยกลีบกุหลาบมาเสมอ สิ่งนั้นทำให้เคยชินจนกระทั่งถูกเจ้าชายเอาแต่ใจหักหน้าอย่างร้ายกาจ ว่าไปแล้วถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นก็คงเหมือนกัน ใครจะเลิกคิดถึงเรื่องน่าอับอายได้ง่าย ๆ แถมยิ่งพยายามลบออกจากสมอง เจ้าชายอีธานกลับมาปรากฏให้เห็นอยู่เรื่อยทั้งทางโลกข่าวสารทั้งมาอยู่ตรงหน้า

ตุ๊กตาหมีแปะกระดาษรูปหน้าเจ้าชายอีธานที่ถูกวางทิ้งนั่งคอพับอยู่ข้างขาเปียโนลอยติดมือนาตาชาขึ้นมา ก่อนเจ้าตัวจะจิ้มสองนิ้วประทุษร้ายดวงตาตุ๊กตาแบบมันเขี้ยว

“นี่แน่ะ ๆ ๆ ออกจากสมองฉันไปเลยนะ”

      หัวตุ๊กตาโชคร้ายผงกหงายผงกคว่ำไปตามแรงมือผู้เป็นเจ้าของ กระทั่งพอใจมันจึงถูกวางแปะลงบนแป้นเปียโน

      ไม่ได้การ ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปงานการไม่เป็นอันเสร็จ เธอจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้หัวสมองตัวเองปราศจากเรื่องผู้ชายคนนี้โดยเร็วที่สุด เรื่องอะไรจะยอมให้เขามาป้วนเปี้ยนก่อกวนความคิดไม่เลิก แค่ที่หลวมตัวยอมไปเป็นคู่หมายก็ถือว่าพลาดครั้งยิ่งใหญ่ ตอนนั้นเธอคงกำลังเบลอ แต่ตอนนี้สติครบถ้วน เจ้าชายเอาแต่ใจจะต้องถูกอัปเปหิออกจากความนึกคิดเธอแบบไม่เห็นเงาเลย

      เริ่มขั้นแรก เมื่อไม่มีสมาธิ คงต้องเปลี่ยนบรรยากาศ นาตาชานึกก่อนผละจากเครื่องดนตรีชิ้นโปรด ไม่ลืมคว้าตุ๊กตาติดมือมาด้วย เอามันไปเก็บในห้องพ้นหูพ้นตาซะจะได้ไม่เสี่ยงถูกแม่ดุเอาอีกถ้าเห็นเข้า

     

      เก็บของเรียบร้อย ออกจากห้องมาตั้งใจลงไปเดินเล่นปล่อยใจสบาย ๆ แขกผู้มาเยือนนวาระหลายคนอาจเข้าใจผิดคิดไปว่าต้นไม้ดอกไม้หลากชนิดที่เห็นปลูกอยู่โดยรอบมีเพื่อประดับสถานที่ แต่ที่จริงแล้ว ท่านพ่อและแม่ต่างชอบธรรมชาติทั้งคู่ นาตาชาโตมาอย่างเคยชินกับภาพท่านทั้งสองลงกล้าใส่ปุ๋ยพรวนดินต้นไม้แต่ละต้นด้วยตนเองทุกครั้งที่ท่านมีเวลาว่าง ความสุนทรีเหล่านี้อาจเป็นเครื่องเพาะบ่มความเป็นศิลปินลึก ๆ ในตัวเธออย่างหนึ่ง

      ไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาเป็นอย่างดี แม้แดดแรงแค่ไหน กลับเย็นสบายเมื่อได้อยู่ใต้เงากว้างใหญ่ นาตาชาที่กำลังลงไปยังสวนชะลอฝีเท้าเมื่อเดินมาถึงชานเรือนด้านหน้าแล้วพบว่ามีใครคนหนึ่งนั่งเบียดราวบันไดทางขึ้นลง ก้มหน้าก้มตาให้ความสนใจกับบางสิ่งบางอย่าง

      แป้งนั่นเอง นาตาชายิ้มขำเด็กสาวร่างกลมที่เอาแต่พุ่งสมาธิกับสิ่งหนึ่งจนไม่รู้ตัวแม้กระทั่งตอนที่เธอหยุดยืนเกือบชิดแผ่นหลัง ชะโงกมองดูถึงรู้ว่าเจ้าตัวกำลังเล่นโทรศัทพ์ หน้าจอเปิดโปรแกรมแชท เห็นแค่นั้นนาตาชารีบละสายตา ไม่เสียมารยาทอ่านข้อความ แกล้งกระแอมเสียงดัง

      “อุ๊ยตก ๆ ๆ ๆ” ฝ่ายนั้นสะดุ้งโหยงโทรศัพท์เกือบพลัดหลุดมือ

      “ยังมั้งจ๊ะ แค่เกือบ” นาตาชาหัวเราะคิก

      “คุณไนล์!” เด็กสาวหันขวับ หน้าเผือดสี รีบเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงมือสั่นงันงก “นะ...หนูทำงานเสร็จแล้วเจ้า มะ...ไม่ได้อู้นะเจ้า หนู..”

      แป้งเป็นเด็กขยัน ใสซื่อ ไม่มีใครค่อยถือสาหาความด้วย นาตาชายิ้มขำแกมสงสารท่าทางที่เจ้าตัวไหว้ปะหลก ๆ แบบกลัวความผิด ถึงอย่างไรอายุเท่านี้ยังนับว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวไม่ได้ ในสายตาเธอ แป้งเป็นเพียงเด็กกำลังโตเท่านั้น

      “ฉันยังไม่ทันว่าอะไรเลย” บอกเสียงอ่อน แป้งมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังใช้คำว่าเด็กหญิงนำหน้า ในสายตาของท่านชายดำเกิง หม่อมโรส และนาตาชา เห็นเป็นญาติมากกว่าลูกจ้าง

      แต่แป้งทำหน้าเบะ กลัวถูกเจ้านายดุจนน้ำตาแทบไหล 

“แล้วกัน ไม่ต้องร้องจ้ะ โทรศัพท์ใหม่ใช่มั้ยนั่น” เพราะแป้งรับหน้าที่ดูแลทำความสะอาดบ้าน นาตาชามักจะพบหน้าแป้งมากกว่าคนอื่น ๆ สังเกตมาสักพักแล้วว่าเจ้าตัวกำลังเห่อของใหม่ เจ้าสิ่งนั้นคือสมาร์ทโฟนที่เด็กสาวไม่เคยมีนี่เอง ได้ยินว่ายอมลงทุนทุบกระปุกซื้อมาทีเดียว

      “เจ้า” ตอบเสียงแผ่ว “คุณไนล์อย่าบอกป้าอิงนะเจ้า เดี๋ยวแกยึดของหนู”

      นาตาชาหัวเราะ ที่แท้กลัวเธอจะฟ้องป้านี่เอง ป้าอิงมักเข้มงวดกับหลานสาว ท่าทางคงเกรงใจกลัวแป้งที่ยังเด็กแถมมีนิสัยซุ่มซ่ามจะทำเรื่องไม่ถูกใจเจ้านายเข้า

      “แป้งบอกว่าทำงานเสร็จแล้วนี่นา ใช่มั้ย”

      “ใช่เจ้า หนูทำความสะอาดครบทุกห้องแล้วด้วย ไม่ได้อู้จริง ๆ นะเจ้า”

      “งั้นก็ไม่ต้องกลัวจ้ะ รับรองป้าอิงไม่รู้”

      หน้ากลมแป้นขยายกว้างเมื่อแป้งยิ้มแฉ่ง นาตาชาไม่ได้ว่าอย่างไรอีก เดินเลยเด็กสาวมาลงมายังสวน ดอกกุหลาบผลิกลีบรอรับอยู่เป็นกลุ่มแรก กลิ่นหอมของมันกรุ่นอยู่ในบรรยากาศ ที่ว่ากลิ่นกุหลาบช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายนั้นน่าจะจริง เพียงมายืนท่ามกลางดงราชินีดอกไม้ สมองก็เริ่มปลอดโปร่งขึ้น

      เสียงเรียกเข้าดังขึ้นขัดจังหวะอารมณ์สุนทรี แต่พอรับสาย นาตาชากระตือรือร้นขึ้นทันที

      “ค่ะ เดี๋ยวพบกันนะคะ ไนล์จะรีบไป”

 

      ขนาดรู้ประสิทธิภาพการทำงานของพระพี่เลี้ยงเป็นอย่างดี อีธานยังอดประหลาดใจกับการเดินทางมาถึงของจิตแพทย์ไม่ได้ เช้ามืดนี้เองที่เบ็นจามินบอกจะเชิญหมอมาที่นี่ คน ๆ นั้นต้องไว้ใจได้ซึ่งควรเป็นชาวเลนีเซียทำงานใกล้ชิดราชสำนัก การเดินทางข้ามทวีปไม่น่าจะรวดเร็วเหมือนกะพริบตา ไหนจะยังมีปัญหาจากหน้าที่การงานของหมอที่คงต้องจัดสรรเวลา ทั้งเรื่องเอกสารรวมถึงตั๋วเครื่องบิน ทว่าด้วยความตั้งใจแน่วแน่ของพระพี่เลี้ยง จิตแพทย์ร่างท้วมมานั่งอยู่ตรงหน้าเขาภายในบ่ายวันเดียวกันนี่เอง

      “ปกติหมอเดินทางด้วยโทรจิตรึ” ถามขึ้นเป็นประโยคแรก

      “ทำได้ก็ดีน่ะสิครับ” นายแพทย์จอห์นหัวเราะ โต้ตอบเจ้าชายรัชทายาทแห่งเลนีเซียด้วยถ้อยคำสามัญตามที่เบ็นจามินกำชับ

      “งั้นช่วยเล่าที เบ็นทำอย่างไร หมอถึงมาอยู่นี่ได้ไวเหมือนซูเปอร์แมนเหาะ”

      จอห์นเหลือบมองชายชรา “เป็นความบังเอิญ ผมอยู่ระหว่างลาพักร้อน”

      “มาเที่ยวประเทศไทย?” อีธานเลิกคิ้ว “คงไม่บังเอิญขนาดนั้นใช่มั้ย”

      “ไม่ครับ ผมกลับบ้านทิ่สิงคโปร์และจะอยู่จนสุดสัปดาห์”

      “พระเจ้าเข้าข้างจริงนะ เบ็น” อีธานเย้าพระพี่เลี้ยงที่มีสีหน้าพึงพอใจมากเมื่อสามารถทำตามความตั้งใจ

      ไม่ต้องมีการแนะนำตัวให้มากพิธี สำหรับนายแพทย์จอห์นผู้นี้อีธานรู้จักดี เขาเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลใหญ่ใจกลางเลนีเซีย เคยเข้าวังเพื่อตรวจพระอาการเจ้าหญิงซิลเวียบ่อยครั้ง นายแพทย์เชื้อสายเลนีเซีย-สิงคโปร์ผู้นี้อยู่ในจำพวกไว้วางใจได้อย่างไร้ข้อกังขา

      “หมอจอห์นสละวันพักร้อนบินมาถึงที่นี่ ผมหวังว่าคุณคงไม่ทำให้เขาเสียเที่ยวนะครับ” เบ็นจามินเอ่ยเรียบ ๆ สีหน้าห่วงระคนกังวล

      “ถ้าเบ็นห่วงขนาดนั้น ฉันจะคุยกับหมอ” หัวใจของอีธานอุ่นขึ้น ตอบเสียงละมุนด้วยรู้ดี ภายใต้การกระทำเหมือนเอาแต่ใจของเบ็นจามินเต็มไปด้วยความหวังดีจากใจจริง

      ที่ประเทศไทยเป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่ในประเทศของเขา เมื่อประชาชนมีเรื่องกลัดกลุ้มใจหาทางออกไม่ได้มักนึกถึงจิตแพทย์เป็นคนแรก แต่แม้การคุยเรื่องทุกข์ใจกับหมอเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมาก อีธานยังไม่เคยใช้บริการสักที นี่เป็นครั้งแรก

     

      เวลาสองชั่วโมงเศษผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ความหม่นมัวติดค้างจากฝันร้ายตอนเช้ามืดจางหายไปเกือบหมด ไม่มีการฉีดหรือให้ยาขนานใดเหมือนกับการรักษาโรคทางร่างกาย เป็นเพียงแต่การพูดคุย ด้วยความสามารถของนายแพทย์จอห์น เขาสามารถโน้มน้าวตะล่อมให้ผู้รับคำปรึกษาค่อย ๆ ระบายความขัดข้องใจออกมา ส่วนหนึ่งเพราะอีธานทราบจากเบ็นจามินก่อนการมาถึงของหมอลูกครึ่งเล็กน้อยแล้วว่าอีกฝ่ายรู้เบื้องลึกการตายของเจ้าหญิงแอนเดรียเป็นอย่างดี ในขณะที่ประชาชนทั่วไปถูกปิดหูปิดตาด้วยข่าวเท็จ ไม่มีใครได้ล่วงรู้สาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ครั้งนั้น เจ้าชายหนุ่มจึงพรั่งพรูความในใจหมดเปลือก และยอมฟังนายแพทย์จอห์นพูดโดยตลอด

      “คุณเข้าใจเลือกสถานที่นะครับ” นายแพทย์จอห์นเอ่ยปากชม กวาดสายตามองรอบสถานที่นัดพบระหว่างเขากับเจ้าชายอีธาน

      “เห็นว่ามันเข้าท่าเหมือนกันใช่ไหม”

      อีธานยิ้มเผล่ ในขณะใครต่อใครซีเรียสเรื่องข่าว คนถูกเนรเทศมาเสียไกลยังคงทำตัวไม่รู้ร้อนหนาว เมื่อถูกสั่งหยุดงานในมือทุกอย่าง ชายหนุ่มหันมาเที่ยวเล่นสบายใจเฉิบ การมาเยือนประเทศไทยครั้งแรกน่าประทับใจไม่น้อย ทั้งบ้านเมืองและผู้คน เมื่อเช้าหลังตื่นขึ้นจากฝันร้าย เขาลากเบ็นจามินออกมาขับรถเล่นไปทั่วก่อนมาจบที่ร้านกาแฟนี่

      จากการสังเกต มีร้านกาแฟกระจายอยู่ทั่วไปแสดงถึงความนิยมในการดื่มกาแฟ อีธานสรุปเอาเอง ร้านที่เลือกเป็นสไตล์คลาสสิก ตัวร้านเป็นเรือนไม้โปร่งทาสีขาวทั้งหลัง ที่นั่งสำหรับลูกค้ามีทั้งด้านนอกบนยกพื้นและด้านใน แต่มุมที่ได้รับความนิยมเห็นจะเป็นตัวร้านข้างในส่วนที่ยื่นล้ำออกไปเป็นทรงแปดเหลี่ยมกรุกระจกใสรอบด้านมองเห็นสวนเขียวขจี เขาคงจะเลือกมุมนั้นถ้าเบ็นจามินจะไม่แนะนำให้เลือกมุมที่เป็นส่วนตัวและบอกกะทันหันว่านายแพทย์จอห์นกำลังจะมาถึง พระพี่เลี้ยงจู่โจมเหมือนกลัวเขาจะเหาะหนียังงั้น

      “นี่ ๆ นั่นคุณหญิงไนล์ใช่มั้ย”

      เสียงแหลมของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น เธอคงตั้งใจกระซิบ แต่เก้าอี้หันหลังให้กันห่างประมาณหนึ่งช่วงแขนทำให้อีธานได้ยินเต็มสองหู

      “อุ๊ย ใช่ ตาไวจังนะเธอ”

      “แน่ซิ พี่น้องผู้ชายของฉันเครซี่คุณหญิงทุกคน คิดแล้วหมั่นไส้ ไม่สวยมั่งแล้วไป!

      อีธานกลั้นยิ้ม เวลาอารมณ์ดีเขาก็รู้สึกว่าการนินทาเล็ก ๆ น้อย ๆ ของผู้หญิงฟังน่ารักดีเหมือนกัน เวลาเหงา ให้พูดไปเหมือนมีนกร้องจิ๊บ ๆ อยู่ใกล้ สองสาวคู่นี้เองที่แอบซุบซิบตอนเขาเพิ่งมาถึง สายตาเหมือนจดจำได้สร้างความไม่สบายใจให้เบ็นจามินอยู่ครู่จนกระทั่งได้ยินถกเถียงกันว่าเขาเป็นใครแน่ระหว่างนักร้องชื่อดังกับดาราฮอลลิวูดคนหนึ่ง

      จากไม่สนใจหัวข้อสนทนานักกลับนึกสนขึ้นมาบ้าง เอี้ยวตัวมองไปยังประตูหมายจะดูหน้าผู้หญิงที่ถูกหมั่นไส้ว่าสวยสมคำร่ำลือหรือเปล่า พอดีสองสาวกรี๊ดกร๊าดขึ้น

      “มากับใครนะล้อหล่อ อุ๊ย! กอดกันด้วย”

      “แฟนแหง เธอว่ามั้ย”

      “ไม่รู้ซิ แต่มีแววละ”

      “แล้วคุณชายล่ะเอาไปไว้ไหน”

      “จริงด้วยเธอ ไหนมีข่าวว่าจะหมั้นกันไงเนอะ”

      เสียงสองสาวหยุดลงราวกับปิดสวิทช์ เพราะคนถูกนินทาเลือกนั่งโต๊ะห่างไปไม่ไกล อีธานหันกลับมาที่เดิม ตำแหน่งของเขานั่งหันหลังให้ลูกค้าคู่ใหม่ แต่ภาพที่เห็นเต็มสองตายังชัดเจนแจ่มแจ้งในสมอง

      ม.ร.ว.นาตาชา นฤมาศ อดีตคู่หมายของเจ้าชายอีธาน กอดรัดฟัดเหวี่ยงกับผู้ชายกลางร้านกาแฟแบบไม่อายสายตาใคร!

 

      “ทำไมให้เพื่อนมาส่ง ไม่ให้ไนล์ไปรับที่สนามบินล่ะคะ นัดกันแล้วแท้ ๆ”

      ผู้ชายผิวขาวที่นั่งตรงข้ามอายุมากกว่านาตาชากว่าสิบปี เธอพบตฤณครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยครั้งชายหนุ่มพาครอบครัวไปท่องยุโรปและแวะหารุ่นพี่ที่ทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น

      บังเอิญแรกคือเธอเป็นศิษย์โปรดของอาจารย์คนนั้นจึงได้รับการแนะนำให้รู้จักตฤณ...โปรดิวเซอร์มือฉกาจของวงการเพลงเมืองไทย บังเอิญต่อมาคือหลังจากเรียนจบกลับมายึดการแต่งเพลงเป็นอาชีพยังได้มีโอกาสทำงานร่วมกับตฤณอยู่เสมอ

      ความที่เป็นลูกคนเดียว เวลาอยู่กับคนอายุมากกว่าที่สนิทด้วยมาก ๆ นาตาชามักยึดเอาฝ่ายนั้นเป็นพี่เรื่อยไป ตฤณคือหนึ่งในพี่ชายคนสนิทของเธอ

      “ใครนัดกับเรา พี่บอกแล้วว่าไม่ต้อง”

      “นี่ถิ่นไนล์นะคะ พี่ตฤณจะไม่ให้น้องต้อนรับขับสู้หน่อยหรือไง” นาตาชาทำปากยื่น ง้องแง้งแบบน้องน้อยงอนพี่ชาย

      “วุ่นวายเปล่า ๆ พี่มาธุระแค่วันสองวัน”

      “ไม่รู้ล่ะค่ะ แขกมาถึงชานเรือนต้องต้อนรับขับสู้หน่อย” พนักงานเสิร์ฟวางเมนู นาตาชาหยิบขึ้นพลิกไปมา รายการอาหารมีให้เลือกทั้งหวานคาวแต่เน้นเครื่องดื่มชากาแฟและเบเกอรีเป็นส่วนใหญ่ “ไนล์สั่งให้พี่ตฤณนะคะ มื้อนี้ขอเป็นเจ้ามือด้วย”

      “ประจบเอาใจพี่มาก ๆ ไม่กลัวขายไม่ออกหรือเรา” ตฤณพูดหัวเราะ ๆ ยักคิ้วให้ดูหนุ่ม ๆ โต๊ะริมที่มองนาตาชาตาปรอย

      “กลัวภรรยาพี่ตฤณเข้าใจผิดไม่ดีกว่าเหรอคะ” นาตาชาแกล้งแหย่ คราวแรกพบนั้นยังจำได้ดีว่าเกลียวคลื่นภรรยาของตฤณน่ารักแค่ไหน สองสาวทำความรู้จักกันอย่างรวดเร็วด้วยนิสัยเข้ากับคนง่ายทั้งคู่ ทุกวันนี้ความสนิทสนมไม่น้อยลงแม้จะมีโอกาสพบหน้านาน ๆ ครั้ง

      “หึงบ้างก็ดีซิ เกลียวเขาเป็นคนมีเหตุผลไม่เคยจู้จี้จุกจิกอย่างเมียเพื่อนพี่หลาย ๆ คน เห็นพวกมันมาบ่นให้ฟังประจำ” สีหน้าตฤณละมุนลงยามเอ่ยถึงภรรยาสุดที่รัก

      พนักงานมายืนชิดโต๊ะอีกครั้งหลังจากทิ้งช่วงให้เลือกเมนูอาหาร นาตาชาจัดแจงสั่งเมนูแนะนำประจำร้านให้ตฤณ

      “แล้วก็บานอฟฟี่พายนะคะ”

      พนักงานทวนคำสั่งก่อนก้าวถอยไปอย่างรวดเร็ว

      “สั่งแต่ขนมให้ตัวเอง ไม่หิวหรือเรา”

      “ร้านนี้ขนมอร่อยค่ะ กินแทนข้าวยังได้”

      “ดีที่ไม่ห่วงอ้วน แต่อย่างเราผอมแค่นี้ เค้กอีกสามก้อนก็ไม่อ้วนหรอกมั้ง”

 

      ผู้หญิงคนนั้นเอาตัวเข้ามาอยู่ในสายตาเขาอีกแล้ว

อีธานบอกตัวเองไม่ให้สนใจ แต่จับจ้องไปยังนาตาชาตลอดเวลาจนลูกตาแทบถลนออกจากเบ้า

      เจ้าของคงตั้งใจจัดร้านให้มีความรู้สึกเหมือนนั่งเล่นในบ้าน แต่ละโต๊ะไม่ได้วางเรียงเป็นแถวตรง มีสลับเหลี่ยมมุมต่าง ๆ กันไป ส่วนของอีธานถูกตู้หนังสือบังอยู่ครึ่งหนึ่ง ดังนั้นแม้เขาจะเปลี่ยนมานั่งฝั่งตรงข้าม คนที่อยู่อีกฝั่งของสายตาก็ยังเห็นเขาไม่ถนัดนัก หรือถ้าเห็น คงไม่เหลือบตาแลมาอยู่ดี...เพราะมัวแต่หัวเราะระริกระรี้อยู่กับผู้ชาย!

      สายตาที่เพ่งไปยัง อดีตคู่หมาย กับผู้ชายคนหนึ่ง ขุ่นคลั่ก ร้านแห่งนี้ไม่ได้กว้างขวางอะไรนัก สามารถมองเห็นคนอื่น ๆ ได้ทั่วแม้กวาดตามองนิดเดียว ทว่าตั้งแต่นาตาชาเดินคลอเคลียกับชายหนุ่มคนนั้นเข้ามาในร้าน เธอไม่มองที่ไหนเลยนอกจากใบหน้าขาวของคนตรงหน้า

      มนุษย์ตาดีทั้งหลายน่าจะสังเกตได้ไม่ยากว่าผู้หญิงส่วนใหญ่พุ่งความสนใจมาที่เขา ส่วนผู้ชายจ้องนาตาชากันตาไม่กะพริบ ในขณะที่นาตาชาสนใจเฉพาะผู้ชายผิวขาวหน้าตาดีตรงหน้าเพียงคนเดียว เสียงหัวเราะระรื่นดังอยู่แทบตลอด ความสุขแผ่กระจายออกมารอบตัวคนทั้งคู่ราวกับโลกนี้มีเพียงสองคน

      “นั่นมิสนาตาชานี่ครับ” เบ็นจามินหยุดคุยกับนายแพทย์จอห์น มองไปทางเดียวกับสายตาของอีธาน “โลกกลมเหลือเกิน พบกันอีกแล้ว”

      “ความบังเอิญไม่มีในโลกหรอกน่ะ!” อีธานกระแทกเสียง ใครมันจะเชื่อลงว่ามีความบังเอิญงี่เง่ามากมายขนาดนี้ ตั้งแต่สิงคโปร์ยันประเทศไทยเขา บังเอิญ เจอนาตาชากี่ครั้งเข้าไปแล้ว

      “คุณคงไม่ได้กำลังจะกล่าวหาเธอ” น้ำเสียงรู้ทันของเบ็นจามินเตือนอยู่ในที

      แต่ในหูอีธานร้อนฉ่าเหมือนถูกรมไฟ ไม่รู้ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น อารมณ์เหมือนเสือถูกกระตุกหนวดก็ไม่ปาน

      “อย่าก่อเรื่องเชียวนะครับ อย่าลืมว่าคุณอยู่ในสถานการณ์ไหน”

      คำพูดเรื่อย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยน้ำเสียงปรามดังขึ้นอีก ทุกทีอีธานจะเพียงแค่ทำหูทวนลมหรือยอมทำตามบ้าง หนนี้หันขวับ หน้าตาเหมือนอยากขบหัวเบ็นจามินระบายอารมณ์

      “ใครสนเล่า!

 

      นายแพทย์จอห์นมองซ้ายทีขวาที เก็บมือไม้เรียบร้อยอย่างไม่อยากกระโดดเข้าสู่กลางพายุ กระนั้นยังอดทึ่งเบ็นจามินไม่ได้ ชายชราใจเย็นยิ่งกว่าน้ำจากภูเขาน้ำแข็งเสียอีก

พระเจ้า! ตำแหน่งพระพี่เลี้ยงต้องใช้ความอดทนมากขนาดนี้เชียว ยิ่งขึ้นตรงต่อเจ้าชายอีธานด้วยแล้ว...เขากลืนน้ำลาย นึกในใจได้คำว่าอาเมน

สายตาช่างสังเกตมองต่อไปยังโต๊ะฝั่งตรงข้าม หญิงสาวชาวไทยคนนั้นคงจะเป็นมิสนาตาชาที่เบ็นจามินเอ่ยชื่อ เธอสวยสะดุดตาจนยากจะมองผ่าน ผู้ชายที่มาด้วยกันจัดว่าหล่อเหลา ดูเหมาะสมกันดี ทั้งคู่เหมือนไม่เห็นพวกเขา แต่เจ้าชายทางนี้กลับมีท่าทางเหมือนโมโหอะไรหญิงสาวสักอย่างทั้ง ๆ ไม่ได้พูดคุยกันสักคำ

 

คุยพลางรับประทานอาหารเรียบร้อย นาตาชาจ่ายค่าอาหาร ลุกออกจากร้านพร้อมตฤณ

อีธานมองตามตาขวาง ควักเงินออกวางบนโต๊ะโดยไม่รอบิล หันมาร่ำลานายแพทย์จอห์นรวบรัดว่า

“ขอบคุณที่มานะหมอ ผมไปล่ะ”

พูดจบ ลุกขึ้น ก้าวฉับ ๆ ออกจากร้านตามหลังนาตาชาไปติด ๆ

เบ็นจามินขยับเคลื่อนไหวเร็วเหมือนปรับสปีดได้ เขากล่าวขอบคุณและลานายแพทย์จอห์นสั้นไม่แพ้เจ้านาย ก่อนเดินหายออกจากร้านตามไปอีกคน

คนที่นั่งหัวโด่อยู่สุดท้ายของโต๊ะอ้าปากค้างเอ่ยตอบไม่ทันทั้งคนแรกคนหลัง

++++++++++++++++++++
โปรดติดตามตอนต่อไป...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

174 ความคิดเห็น

  1. #88 gemarco (@germaffm) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 กันยายน 2558 / 05:05
    จะบอกว่ามีอาการหวงหรือเปล่านะ
    #88
    0
  2. #57 Y_inG_Sj (@some-thing) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2558 / 02:47
    อยากให้เจ้าชายมาเห็นตุ๊กตาที่นางเอกทำเร็วๆ 555555 ไม่รู้จะอึ้ง รึจะโกธร
    #57
    0
  3. #56 fsn (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2558 / 00:37
    แหม๋ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ รีบตามไปคุมประพฤติเลยนะคะ เตง
    #56
    0
  4. #55 Y_inG_Sj (@some-thing) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2558 / 11:34
    เริ่มเข้นข้นแล้วววว
    #55
    0
  5. #54 Kamuningka (@Kamuningka) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2558 / 11:07
    อีธานนี่ขี้มโนเหมือนกันนะ....เกลียวคลื่น คิดถึงอ่ะ
    #54
    0
  6. #52 รักษ์ยิ้ม (@suebamea) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2558 / 09:14
    บอกว่าไม่สนใจเขาทำไมออกอาการโมโหขนาดนั้นนะเจ้าชาย....
    #52
    0