ราคา ≠ มูลค่า

ตอนที่ 10 : Chapter 9 --- ❝ การเปลี่ยนแปลง ❞

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42,869
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,994 ครั้ง
    9 เม.ย. 61




Chapter 9


::

❝ การเปลี่ยนแปลง ❞

✂ ‐ ‐ ‐ ‐ ‐ ‐ ‐ ‐ ‐ ‐ ‐ ‐ ‐ ‐ ‐ ‐ ‐






คนส่วนใหญ่กลัวการเปลี่ยนแปลง อาจเป็นเพราะบ่อยครั้งมันทำให้ต้องสูญเสียบางสิ่งที่เคยมี
แต่ในเวลาเดียวกัน เราอาจจะลืมไปว่าการเปลี่ยนแปลงนั้น...มักนำมาซึ่งสิ่งใหม่เสมอ






“กลับมาแล้วเหรอไอ้หัวรั้น”

เอเชียชะงักตอนที่เปิดประตูห้องนอนแล้วได้ยินเสียงเพื่อนสนิทตัวเองดังขึ้น
เขาเลิกคิ้วตอนสบตาเขากับกุมภาที่นอนพิงหมอนอยู่บนเตียง นี่มาตั้งแต่เย็นแล้วยังไม่กลับอีกเหรอ

“ค้าง?”

“เออ โทนี่มันไปดื่มแล้ว” กุมภาส่ายหน้า ขยับตัวลุกนั่ง “จนเลยเที่ยงคืนแล้วค่อยกลับเนี่ยมึงโคตรบ้า”

เอเชียยิ้มมุมปาก เขาไม่เถียงว่าจงใจให้เลยวันแล้วค่อยกลับมาบ้าน ตอนแรกตั้งใจจะเปิดห้องที่โรงแรมแล้วด้วยซ้ำ

“แล้วนี่มึงไปไหนมา”

“ขับไปเรื่อยๆ แล้วก็ดูวิวกลางคืน”

“คนเดียว?”

“เปล่า”

กุมภาชะงัก เขาเบิกตากว้างกว่าเดิมเล็กน้อยตอนหันไปมองหน้าเอเชีย นี่ฟังผิดหรือเปล่า

“มึงอยู่กับคนอื่นวันนี้เหรอ”

“อืม”

“ถามจริง?”

เอเชียพยักหน้าเป็นคำตอบ เขาปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตตัวเองเตรียมจะอาบน้ำ แต่เพื่อนสนิทก็ยังคงถามต่อ

“ใครวะ”

“คนรู้จัก” เขาขี้เกียจอธิบาย “บังเอิญเจอ”

“ได้ไง เฮ้ย! อย่าเพิ่งหนีเข้าห้องน้ำดิวะ ไอ้เอเชีย!”

กุมภาขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ เป็นไปไม่ได้ที่เอเชียจะไปอยู่กับคนอื่นโดยบังเอิญในวันนี้
ขนาดตัวเขาเองรู้จักกันมาตั้งหลายปียังแทบไม่ได้เห็นหน้ามันเลย โกหกว่าฝนตกลงมาเป็นลูกอมยังทำใจเชื่อง่ายกว่า

กว่าเอเชียจะออกมาจากห้องน้ำกุมภาก็หลับไปแล้ว
คนที่เพิ่งอายุครบยี่สิบเอ็ดปีเต็มไปไม่ถึงชั่วโมงถอนหายใจแล้วเดินมานั่งบนเตียง
หยิบรีโมตควบคุมมาหรี่ไฟให้มืดลงพลางเช็ดผมตัวเองให้แห้ง
เขาเอนหลังพิงหมอนใบใหญ่ด้านหลังแล้วมองไปไกลๆ อย่างไม่โฟกัส
คิดถึงรสชาติของชีสเค้กก้อนเล็กที่ปิญชาน์ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อเมื่อหลายชั่วโมงก่อน

มันไม่ใช่เค้กที่อร่อยเท่าไหร่ ไม่ได้ทำจากวัตถุดิบชั้นดี ไม่ได้มีราคาแพงเหมือนขนมหวานที่เขาเคยกินมา

เขาไม่ได้ชอบมัน และไม่คิดจะซื้อมากินอีก

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นของที่ทำให้รู้สึกดีใจตอนได้รับ และอาจจะเป็นชิ้นแรก

อาจจะ...

เอเชียเหลือบตาไปมองโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ตรงโต๊ะข้างเตียง
เขากำลังใช้ความคิดระหว่างที่หันไปมองนาฬิกาดิจิตอลข้างๆ เวลานี้ไม่ควรรบกวนใคร ดึกขนาดนี้แล้ว

เขาคงเป็นคนเอาแต่ใจ

[คุณ] หลังจากกดโทรออกครั้งที่สองเสียงแหบพร่าเหมือนคนง่วงนอนก็ดังมาจากปลายสาย

เอเชียกำลังจะพูดตอบ แต่อีกฝ่ายก็เอ่ยต่อก่อน

[ถ้าไม่มีใครตายแล้วโทรมาตอนนี้ คุณนั่นแหละจะตาย]   

เสียงหงุดหงิดขั้นแรก

“คุณนอนแล้วเหรอ”

[นี่มันกี่โมงแล้วคุณ ให้ตาย พรุ่งนี้ผมมีเรียน ไม่น่าตื่นง่ายเลยให้ตายเถอะ โทรมารอบแรกอุตส่าห์ไม่รับ ยังจะโทรมาอีก ให้ตาย!] ปิญชาน์บ่นใส่เขาสลับบ่นกับตัวเองไม่หยุด พูดประโยคซ้ำๆ และโวยวาย หงุดหงิดขึ้นมาอีกระดับนึง [วางนะ ง่วงอะ]

เอเชียหลุดขำ เสียงง่วงปนรำคาญนั่นฟังแล้วตลกพิลึก “คุณ”

[อือ อะไร] ฟังเสียงนี่อีกนิดคงสบถด่าเขาแล้ว

“ผมนอนไม่หลับ”

[ให้ตายเหอะ ผมหลับไปแล้ว!]

ฟังเสียงเขาสิ

[ขำบ้าอะไรเนี่ย!]

ก็มันขำจริงๆ นี่ เพิ่งเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ครั้งแรกเหมือนกัน

เอเชียไม่รู้ว่าเขาโทรไปหาปิญชาน์ทำไม เขาไม่ได้มีเรื่องสำคัญ ไม่มีแม้แต่อะไรจะคุย
เขาไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรบกวนคนที่ไม่ได้สนิทกันในเวลาพักผ่อนแบบนี้
เขารู้เพียงแค่อยากโทรหาอีกฝ่ายมาก มากพอที่จะทำให้นอนไม่หลับ
มากพอที่จะทำให้เผลอหยิบโทรศัพท์มากดต่อสายโดยไม่ไตร่ตรอง

เอเชียเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูล เขามีทุกอย่างที่คนคนนึงอยากมีในชีวิตนี้ หมายถึงวัตถุและสิ่งของ
มีเยอะจนบางคนอาจจะจินตนาการไปไม่ถึงเลย

เขามีเพื่อนสนิทฐานะเดียวกันอยู่สองคน  สนิทกันมาก...หมายถึงหลายปีที่แล้วก่อนที่ทั้งคู่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ

สรุปง่ายๆ คือเขาอยู่คนเดียวเสียส่วนใหญ่ ไม่สนิทกับพ่อแม่ หรือเรียกได้ว่าแทบไม่เจอหน้า
ไม่ได้มีวีรกรรมสนุกๆ กับเพื่อนสนิท ไม่มีพี่น้องให้ทะเลาะ ไม่มีอะไรเลยนอกจากเงิน

และ...ตัวเอง

เขาแค่คิด คิดว่าถ้ามีพี่น้อง อาจจะรู้สึกเหมือนตอนอยู่กับปิญชาน์

[นี่ถ้าคุณไม่มีธุระอะไร ผมวางนะ]

แบบที่อีกฝ่ายหัวเสียเพราะเขารบกวนอยู่ตอนนี้ “ปิญชาน์”

[อืม ว่า] อีกฝ่ายครางเสียงตอบ ฟังแล้วคงหลับตาคุยอยู่แน่ๆ

“คุณมีพี่น้องไหม”

[ไว้ค่อยคุยพรุ่งนี้ได้ไหมเนี่ย ผมง่วงอะครับง่วง]

“มีหรือเปล่า”

ได้ยินปลายสายพึมพำว่าให้ตายเถอะหลายครั้ง แต่มันยิ่งทำให้เอเชียอารมณ์ดี ดูท่าเขาคงชอบเวลาถูกรำคาญแต่ไม่จริงจังแบบนี้ [มีพี่ชาย]

“สนิทกันไหม”

[สนิท พี่เชนทร์เก่ง ใจดี ดีที่สุดอะ]

“เหรอ ยังไง เล่าให้ฟังหน่อย”

[เล่าไรอะ] เสียงปิญชาน์เริ่มอู้อี้ขึ้น [ก็พี่น้องกันปกติอะ...แต่พอดี...บ้านผมไม่มีพ่อแม่...ก็อยู่กันสองคน...ก็ต้องรักกัน อือ มากหน่อย]

เอเชียยิ้มมุมปากกับการเว้นคำที่ประหลาดกว่าปกติของอีกฝ่าย คงเริ่มกึ่งหลับกึ่งตื่นแล้วแน่เลย

“แล้วยังไงต่อ”

[อืม พี่เชนทร์ใจดี]

“อันนั้นคุณเล่าแล้ว”

[อือ...]

เสียงลากเสียงดังแผ่วลงเรื่อยๆ แทนที่ด้วยเสียงหายใจที่เริ่มสม่ำเสมอ เอเชียเลิกคิ้วขึ้น เรียกชื่อปิญชาน์สามสี่ครั้งแต่ไม่มีเสียงตอบรับ

หลับคาสายไปแล้ว...

เขาพรูลมหายใจออก

“ฝันดีนะ”

กระซิบเสียงเบาเพราะรู้ดีว่าพูดดังไปก็ไม่มีทางที่คนหลับจะได้ยิน
เขาเงียบไปสักพัก ฟังเสียงหายใจของปิญชาน์ ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้อีกครั้ง

นานนับชั่วโมงกว่าจะกดวางสาย













✗ ✗ ✗ ✗ ✗ ✗













ปิญชาน์ไม่มีไลน์

การติดต่อเลยไม่ง่ายเหมือนคนอื่น เขาไม่สามารถหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความง่ายๆ ส่งไปได้
ไม่สามารถสื่อสารแบบทิ้งขว้าง เพราะแบบนั้นล่ะมั้ง มันเลยทำให้ใส่ใจเวลาได้คุยกัน

[คุณโทรมาพอดีเลย]

เอเชียเลิกคิ้วขึ้นอย่างงุนงงตอนที่อีกฝ่ายรับสายเขาด้วยประโยคที่ทำให้แปลกใจ

“ครับ?”

[ผมกำลังสับสน เมื่อคืนเหมือนคุณโทรมาปะ]

เอเชียกลั้นยิ้ม นี่ปิญชาน์จำไม่ได้เหรอ “อ่า...”

[ฮะ?]

“ทำไมถามล่ะ”

[รู้สึกเหมือนคุยกับคุณ หรือผมฝัน]

“อืม คุณฝัน”

ปิญชาน์ครางรับเสียงไม่มั่นใจ พึมพำใหญ่ว่าฝันเหมือนจริงเกินไปแล้ว
ได้ยินแบบนั้นเอเชียยิ่งขำ เขาไม่ได้ตั้งใจจะโกหกหรอก แต่พอแหย่เล่นแล้วก็สนุกดี

วันนี้หัวหน้าแม่บ้านก็ต้องประหลาดใจอีกแล้ว เมื่อเห็นคุณชายน้อยของเธอเดินลงบันไดมาชั้นล่างพลางคุยโทรศัพท์ไปด้วย
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกเท่ากับรอยยิ้มที่ประดับอยู่มุมปาก สีหน้าแบบนั้นมีให้เห็นบ่อยเสียที่ไหน
เธอตรงเข้าไปถามเรื่องอาหารเช้าเหมือนทุกวัน เอเชียปฏิเสธกลับมาแต่ยังไม่ทันได้รับคำเจ้าตัวก็เปลี่ยนใจ

“อ่า...เดี๋ยวผมไปกินแล้วกันครับ” เขาเอ่ยปาก ก่อนตอบปลายสาย “กำลังจะกิน ไม่โง่แล้วถูกไหม”

รำพาเดินยิ้มตามเจ้านายของเธอเข้าไปในห้องอาหาร

ใครกันนะที่ทำให้คุณเอเชียอารมณ์ดีได้ขนาดนี้…







“จะวางแล้วนะคุณ”

ปิญชาน์เอ่ยปาก หันไปพยักหน้าให้เพื่อนที่โบกมือเรียกอยู่ไกลๆ ต้องเข้าคาบแรกแล้ว

[คุณจะไปไหน]

“ผมต้องเข้าเรียนแล้ว มัวแต่คุยกับคุณอยู่เนี่ย”

[วันนี้คุณไปทำงานหรือเปล่า]

“ไปทำที่มหา’ลัยคุณอะครับ” ปิญชาน์ตอบกลับ สะดุ้งตอนเห็นครูเดินเข้าห้องทางประตูหน้าจากตรงบันไดทางขึ้น “ผมไปก่อนนะ” เขารีบเอ่ยปากพลางรีบวิ่ง เดี๋ยวจะไม่ทันเช็กชื่อ

“มัวทำไรวะ” กล้าถามขึ้นเมื่อเห็นเพี่อนสนิทนั่งลงเก้าอี้ตัวข้างๆ “กูเรียกตั้งนาน”

“คุยโทรศัพท์อยู่”

“ปกติไม่เห็นมึงคุยไรกะใคร”

ปิญชาน์หัวเราะนิดๆ เขาไม่รู้จะตอบอะไร ตัวเองยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมช่วงนี้ถึงได้คุยได้เจอกับเอเชียบ่อยๆ
แต่ที่เขาเดาจากการเอาข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ มาประติดประต่อกัน อีกฝ่ายอาจจะเป็นคนขี้เหงามากก็ได้

คนที่ทำหน้าเศร้าขนาดนั้นในวันเกิดของตัวเองนั่นน่ะ...

“หรือคุยกับอิง” ตองที่นั่งอีกข้างของกล้าพอยกมือเช็กมือเสร็จก็หันมาร่วมวงด้วย “พอไม่คุยไลน์ ก็โทรเอาเลยเหรอวะ”

“เคยบอกแล้วไงว่าไม่ได้คุย”

“แล้วสาวที่ไหน ใช่โรงเรียนหญิงล้วนข้างๆ ปะ วันก่อนกูแวะไปเล่นเกมกะพวกห้องสอง เดินผ่านร้านไอติมมีกลุ่มนึงอย่างน่ารัก” หนุ่มเจ้าชู้ที่เปลี่ยนสาวทุกอาทิตย์ยิ้มกริ่ม ดูมีความสุขเหลือเกินกับเรื่องรักวัยมัธยมเนี่ย

“มึงเลิกคุยกะแยมแล้วเหรอวะตอง” ปิญชาน์ถาม

“เออ เบื่ออาหารคลีนแล้วว่ะ ไม่เลิกลดน้ำหนักสักที กูจะขาดสารอาหารแล้ว”

ปิญชาน์ยิ้มมุมปากให้กับปัญหาความรักอีกอย่างนึงของเพื่อนตัวเอง ตั้งแต่ฟังมาตองเหตุผลในการเลิกกับแฟนหลายอย่างจนน่าปวดหัว

คุยไม่รู้เรื่อง

กินข้าวไม่เหมือนกันแล้วถูกงอน

ไม่อยากฟังอีกฝ่ายพูดเรื่องละครหลังข่าว

เล่นเกมกับเพื่อนเลยโดนหาว่าไม่มีเวลาให้

ปัญหาต่างๆ นานาที่เขารู้สึกว่าไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน คนเรารักกันมีอะไรต้องเจออีกเยอะ
ฟันฝ่าและผ่านอะไรไปพร้อมกันอีกหลายอย่าง ต้องใช้อะไรมากกว่าคำว่ารักตั้งเท่าไหร่
พี่เชนทร์กับพี่ผิงเป็นตัวอย่างที่ดีให้เห็นเสมอ เพราะแบบนั้นเขาถึงไม่เข้าใจ

ถ้าจะรักใครสักคน คงไม่ตัดอีกฝ่ายออกจากชีวิตเพียงเพราะว่าไม่ถูกใจอะไรสักอย่างในตัวเขา

หากวันนึงจะเลิกกัน เหตุผลนั้นจะต้องสำคัญมากพอให้ปล่อยมือ





“คุยกะใครวะ วันนี้คุยโทรศัพท์ทั้งวันเลย” กล้าเอียงหน้าเช็ดเหงื่อด้วยแขนเสื้อตัวเอง ทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ ปิญชาน์ที่ม้านั่งใต้อาคารหลังเตะบอลจนเหนื่อย “ไอ้โอมอะ”

“ไปห้องสมุด มันบอกจะไปยืมหนังสือข้อสอบเก่า”

“ไอ้นั่นก็ขยันตลอด” กล้าหัวเราะ เปิดขวดน้ำกระดกอึกใหญ่ “มีไรปะมึง หน้าเครียด”

“อืม เพิ่งคุยกับเจ๊หลี่เสร็จ”

“ทำไมอะ นี่เจ๊แกกลับมายัง”

ปิญชาน์ถอนหายใจ ก็นี่แหละเรื่องเครียดของเขา “เจ๊หลี่จะเลิกทำร้านแล้วว่ะ”

ความจริงก็รู้สึกว่าแปลกมาสักพักแล้วที่ช่วงนี้เจ๊ปิดร้านไปต่างจังหวัดติดกันหลายครั้ง
ลูกชายและลูกสาวที่ไม่เคยเห็นหน้าก็แวะมาบ่อยผิดปกติ
สรุปคือครอบครัวเจ๊ตั้งใจจะย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดเลยจะปิดร้านข้าวต้มที่ทำอยู่และขายห้องให้คนอื่นต่อ

“เลิกขายข้าวต้มอะนะ”

“อื้ม”

กล้าเกาหัวแกรกๆ ตอนนี้เขาเข้าใจว่าเพื่อนกำลังจะตกงาน “หาร้านอื่นปะละ”

“มันไมได้หาง่ายๆ เนี่ยดิ ร้านเจ๊หลี่เข้างานเลิกงานตรงกับที่กูสะดวกด้วย” เสียดายชะมัดเลย

“เดี๋ยวกูไลน์ถามเพื่อนๆ ในกรุ๊ปห้องให้นะ บอกต่อๆ กันเผื่อใครมีงานแนะนำ”

“แต๊งนะ”

กล้าพยักหน้า ตบบ่าเพื่อนสองสามครั้ง

“แล้วนี่วันนี้ไปทำงานที่มหา’ลัยนั่นอีกปะ”

“ไปเหมือนเดิมอะ แต่หลังหกโมงก็ว่าง”

“ถ้าเลิกแล้วตามไปบ้านไอ้ตองปะละ วันนี้กูนัดไปเล่นเกมบ้านมัน ค้าง”

“กูไม่ได้เตรียมตัวมาอะดิ”

“มึงกลับไปเอาเสื้อผ้าแล้วตามไปดึกๆ ก็ได้ นานๆ ทีมึงจะหยุดงานที มาอยู่กะเพื่อนบ้างดิวะ”

ปิญชาน์หัวเราะ ผลักไหล่เพื่อนสนิทเบาๆ “กูเจอพวกมึงเยอะกว่าหน้าพี่กูอีก”

“เจอกันตอนเรียนไม่นับดิวะ ไปเหอะ เล่นเกมกัน”

“โอเคๆ ยังไงเดี๋ยวกูตามไป”

“พูดละนะ”

ปิญชาน์พยักหน้ารับ มองออกไปที่สนามฟุตบอล เพื่อนนักเรียนวิ่งไล่ลูกกลมๆ กันเต็มสนาม
เขาไม่ค่อยได้เตะบอลเท่าไหร่ ส่วนมากเอาเวลาพักเที่ยงมาทำการบ้านไม่ก็งานที่ใกล้ส่ง
เพราะหลังเลิกเรียนต้องไปทำงานทุกเย็น กว่าจะถึงบ้านก็ดึกดื่น เวลาพักผ่อนก็น้อยอยู่แล้วจะให้เอางานไปทำที่บ้านคงไม่ไหว

ความจริงระหว่างที่ตกงานจากร้านเจ๊หลี่และกำลังหาร้านทำใหม่อยู่แบบนี้ หยุดพักสักสองสามวันก็น่าจะดีเหมือนกัน





หลังเสร็จงานจากคณะศิลปกรรม ปิญชาน์ก็เดินออกมารอขึ้นรถบัสของมหา’ลัยที่ป้ายเยื้องกับป้ายคณะบริหาร
กำลังคิดว่าจะกินข้าวก่อนแล้วค่อยกลับไปเอาเสื้อผ้าที่บ้าน ต้องโทรบอกพี่เชนทร์ด้วย

“ปิญชาน์”

เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลังตอนกำลังกดวางสาย เจ้าของชื่อหันไปมองเห็นคนที่เพิ่งคุยกันเมื่อเช้ายืนอยู่

“อ้าว เพิ่งเลิกเรียนเหรอคุณ”

“เปล่า เลิกสักพักแล้ว”

“เหรอครับ พอดีผมเพิ่งทำงานเสร็จ”

“อืม ผมมาชวนไปกินข้าว”

ปิญชาน์หัวเราะ ไม่รู้จะชวนกินอะไรบ่อยขนาดนี้ ไม่เบื่อบ้างหรือไง ทำตัวเหมือนคนไม่มีเพื่อนจริงๆ นั่นแหละ “ไม่ชวนเพื่อนคุณไปกินอะ”

“กลับกันหมดแล้ว ผมอยากกินร้านข้างทาง”

“ติดใจอาหารตามสั่งตึกแถวอะดิ”

เอเชียพยักหน้า “อืม ติดใจ”

“แปลกเนอะ มีอาหารดีๆ แพงๆ ไม่ชอบ”

“เบื่อแล้ว”

เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ เหตุผลของอีกฝ่ายอาจจะฟังขึ้น คงกินอะไรพวกนั้นทุกวันจนเอือม “จะไปกินที่ไหนอะ”

“ที่ไหนก็ได้ แถวที่ร้านข้าวต้มก็ได้ กินเสร็จผมไปส่งคุณ”

“อ่า...วันนี้ผมไม่ได้ไปทำงานร้านนั้นอะครับ”

“หยุดเหรอ”

ปิญชาน์ครางเสียงรับ เขาขี้เกียจเล่าอะไรให้มากความ ตอนนี้รู้แค่หยุดงานไปก่อนแล้วกัน

“อย่างนี้คุณก็ว่างน่ะสิ”

“นัดเพื่อนไว้อะครับ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จจะกลับบ้านไปเอาเสื้อผ้าแล้วไปบ้านเพื่อน”

“งั้นกินข้าวแถวบ้านคุณ” เอเชียไปนิดก่อนเอ่ยปาก “แถวบ้านคุณมีห้างไหม”

“ก็มี เลยแยกไฟแดงไปนิดนึง ซ้ายมือ”

“งั้นเลือกร้านใกล้ห้างได้ไหม กินเสร็จผมขอแวะห้างนิดนึง จะซื้อของขวัญให้เพื่อน”

“ก็ได้อะ ข้างๆ มีร้านนึงอร่อย แต่จะขอผมทำไม”

“แวะด้วยกัน เดี๋ยวผมเลยไปส่งคุณที่บ้าน”

“โอ๊ย ถ้าจากร้านที่จะไปกินรถเมล์สองป้ายถึง ไม่เป็นไร”

“แวะเป็นเพื่อนหน่อย”

คนเด็กกว่าเล็กคิ้ว สบตากับคนตรงหน้าแล้วสุดท้ายก็ตอบตกลงจนได้

ขี้เหงาจริงๆ นั่นแหละ






“ยังเผ็ดอยู่ไหมอะคุณ”

ใครจะไปรู้ว่าผัดพริกแกงกะทิคุณเอเชียเขาก็กินไม่ได้
ปิญชาน์กลั้นขำตอนที่เห็นอีกฝ่ายแลบลิ้นแดงๆ ออกมาเพราะความแสบร้อน
อยากจะขำแต่ก็เกรงใจสีหน้าทรมานของเขา แต่โตมาขนาดนี้กินเผ็ดไม่ได้เลยสักนิดได้ยังไง
เวลากินโตเกียวบอกคนขายไม่ใส่พริกไทยด้วยหรือเปล่า

“ไม่ค่อยแล้วครับ แค่แสบๆ ลิ้น”

“ลิ้นคุณคงบางมากเลยอะ”

“ผมกินเผ็ดไม่เก่ง”

เรียกว่ากินไม่ได้เลยเถอะพ่อคุณ

ปิญชาน์ก้มเปิดกระเป๋าล้วงมือหาไม่นานก็หยิบเอายาอมกระปุกเล็กฝาสีส้มขึ้นมาส่งให้ “กินไหมอะคุณ น่าจะช่วยได้”

เอเชียหันไปมอง ความจริงเห็นอีกฝ่ายหยิบขึ้นมากินหลายครั้งแล้วตอนเจอกัน ดูแปลกๆ แต่เขาไม่เคยถาม คิดแล้วก็รับมาถือ หมุนกระปุกพลาสติกอันเล็กไปมาเพื่ออ่านตัวอักษรข้างๆ ก่อนจะเลิกคิ้ว “บรรเทาไอ ขับเสมหะ ชุ่มคอ”

“อร่อย”

“ดูแปลกๆ เหมือนของโบราณ กลิ่นน่าจะเหม็น”

“ลองก่อนไหมอะ เห็นเม็ดเล็กๆ ดำๆ แบบนี้อร่อยนะ นี่รสเปลือกส้ม ผมกินโคตรบ่อย”

คนโตกว่าลังเลเล็กน้อย แต่ความสงสัยก็ทำให้เปิดฝาจนได้ เขายกขึ้นมาเว้นระยะจากจมูกประมาณนึง สูดหายใจเข้าเพื่อดมกลิ่น

กลิ่นส้มๆ ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด

เขาเคาะปากกระปุกกับฝ่ามือจนเม็ดดำๆ หล่นลงมาสองเม็ด ก่อนจะโยนเข้าปาก

“อร่อยไหม”

เอเชียขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะไม่เคยกินเลยรับรสชาติไม่ได้เร็ว รอให้รสหวานๆ กระจายไปตามลิ้นถึงเอ่ยปาก “อืม ไม่แย่” เขาว่าพลางส่งยาอมคืนเจ้าของ “แต่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่”

“เหรอ” ปิญชาน์ยิ้มขำ เปิดฝาแล้วเทยาอมใส่มือเอาเข้าปากหลายเม็ด “ผมนี่อย่างชอบอะ อร่อย กินแล้วเพลิน เผลอทีไรหมดตลอด”

“ว่าแต่คุณกินเผ็ดเก่งมากเลยใช่ไหม”

คนถูกถามพยักหน้า “ผมไม่มีอะไรที่กินไม่ได้”

“ไม่แพ้อะไรเลยเหรอ แล้วของที่ไม่ชอบล่ะ”

“ไม่มีอะครับ มีแต่เฉยๆ กับชอบ ผมเลือกกินไม่ได้หรอก กินง่ายไว้ดีที่สุดแล้ว อยู่ที่ไหนก็ไม่อดตาย”

“ผมคงอดตาย กินไม่ได้ตั้งหลายอย่าง”

ปิญชาน์อมยิ้ม อย่างคุณน่ะไม่มีวันอดตายหรอก คนที่ไม่ควรเลือกกินที่สุดก็คือคนที่ไม่มีเงินมากพอให้เลือกต่างหาก

“แล้วจะซื้อของอะไรอะครับ” คนตัวเล็กกว่าถาม มองซ้ายมองขวาเมื่อผ่านประตูเข้ามาในห้างแล้ว “ผมเคยมาห้างนี้แค่ไม่กี่ครั้งเอง ไม่รู้ตำแหน่งร้านนะ” ถึงจะใกล้บ้านมากก็เถอะ แต่ปกติมีเวลามาเดินเล่นที่ไหนล่ะ

“อ่า...มะรืนเป็นวันเกิดของเพื่อนในห้อง เขาจัดงานผมเลยจะซื้อของติดมือไปให้ คุณช่วยคิดหน่อย”

“ผมช่วยไม่ได้หรอก อายุอย่างผมวันเกิดก็อวยพร เลี้ยงข้าวโรงอาหาร หรือไม่ก็ซื้อขนมเซเว่นให้แค่นั้นแหละ”

“ขนมเหรอ”

“อื้ม ขนมเด็กๆ อะ ช็อกโกแลตสักห่อไรงี้”

“ผมไม่เคยซื้อของกินให้คนอื่นเลย”

“ปกติให้อะไรอะ”

เอเชียหยุดคิด ล่าสุดที่ซื้อให้ก็รองเท้า ก่อนหน้านั้นก็กระเป๋า ไม่ก็... “พวกน้ำหอม เครื่องสำอาง เครื่องประดับ ของที่ใช้ง่ายๆ”

“งั้นก็ไปซื้อไหม”

“อืม ให้พนักงานแนะนำ”

ปิญชาน์เพิ่งรู้ว่าปกติเพื่อนเขาซื้อของขวัญที่แพงขนาดนี้ให้กันเป็นของขวัญด้วย

“คอลเลคชั่นเพิ่งออกใหม่เลยนะคะ ครบชุดเลยทั้ง ตา แก้ม ปาก มีน้ำยาทาเล็บเข้าชุดกันด้วย ภายในเดือนนี้แถมแปรงไซส์มินิให้หนึ่งชุด ใช้บัตรเครดิตที่ร่วมรายการตามนี้ลดอีก5%ค่ะ ทั้งหมดก็จะเหลือ” พนักงานสาวร่ายยาวด้วยรอยยิ้ม กดเครื่องคิดเลขอย่างคล่องแคล่วแล้วยื่นให้ชายหนุ่มดู “11,250 บาทเท่านั้นเองค่ะ”

“อ่า...” เอเชียลังเล เขาไม่รู้ว่าดีไหม ไม่มีความรู้เกี่ยวกับของพวกนี้เท่าไหร่ แค่จำๆ จากยี่ห้อที่สาวคนก่อนๆ พามาดู  “คุณว่าไง”
ปิญชาน์เลิกคิ้ว ส่ายหน้าหวือ “ผมไม่รู้หรอก”

“ถ้าซื้อเป็นของขวัญ ดิฉันว่าเซ็ตนี้ดีที่สุดแล้วนะคะ สาวๆ ต้องชอบแน่นอนเลยค่ะ”

“ถ้างั้นรับชุดนี้ครับ” เอเชียเอ่ยปาก ไม่อยากคิดนานกว่านี้ เขายื่นบัตรเครดิตให้พนักงานแล้วยืนรอเธอไปจัดการให้

ปิญชาน์ลอบถอนหายใจ รู้สึกอึ้งกับการใช้เงินของคนข้างๆ เสมอ







“คุณไม่มีอะไรจะซื้อแล้วใช่ไหมอะ”

“ไม่มีแล้ว” เอเชียส่ายหน้า ยกมือข้างที่ถือถุงกระดาษใบใหญ่ขึ้นมา “แค่นี้แหละ”

“งั้นกลับเลยนะครับ แยกกันตรงนี้นะ เดี๋ยวผมนั่งรถเมล์แป๊บเดียวถึง”

“ผมไปส่ง”

“ไหนคุณบอกบ้านอยู่ในเมืองไง ออกจากห้างก็หาทางกลับรถเลย ไปส่งผมมันต้องเลยไปไกล จะอ้อม”

“ไม่เห็นเป็นไร ผมไม่ได้รีบ”

“เงินเหลือแล้วยังเวลาเหลือด้วยเหรอคุณอะ”

เอเชียพยักหน้า เป็นจริงตามที่อีกฝ่ายว่านั่นแหละ

“แต่ไม่จำเป็นจริงๆ อะ ผมไปเองได้ สะดวกกว่าด้วย”

สะดวกกว่าอีกแล้ว สะดวกกว่ารถเขาตลอดเลย สงสัยจะชอบนั่งรถเมล์มาก

“ผมไปนะ”

คนตัวสูงถอนหายใจและพยักหน้ารับเมื่อดูท่าแล้วอีกฝ่ายคงไม่เปลี่ยนใจแน่
สงสัยเขาคงต้องลองขึ้นรถเมล์สักทีแล้ว อยากจะรู้เหลือเกินว่ามันสะดวกกว่ายังไง

ทำไมถึงเอาแต่พูดแบบนั้นอยู่ได้...













✗ ✗ ✗ ✗ ✗ ✗













“หยุดอีกแล้วเหรอ”

“อือฮึ” ปิญชาน์พยักหน้า เขากลอกตาไปมา

ไม่รู้ทำไมถึงได้เจอเอเชียทุกครั้งที่เลิกงานจากคณะศิลปกรรม เหมือนอีกฝ่ายจับเวลานั่งรอเขาอย่างนั้นแหละ โผล่มาให้เห็นหน้าเวลาเดิมตลอด

“เจ๊เขาเลิกทำร้านแล้วอะ”

“เลิกทำ?”

“อือฮึ ปิดร้านเลยอะครับ นี่ผมก็กำลังหาๆ งานใหม่อยู่ เพื่อนแนะนำร้านสะดวกซื้อมา เห็นมันติดป้ายประกาศรับ แต่ไปคุยแล้วเวลามันไม่ลงตัว”

“แล้วมีที่ใหม่อีกไหม”

“ก็เดี๋ยวหาเรื่อยๆ อะครับ ไม่งั้นจะลองเดินถามร้านอาหารแถวนั้นอีกที”

“วันนี้คุณว่าง?”

“ผมพัก เดี๋ยวจะกลับบ้านไปทำงานแล้วก็ซักผ้า”

“งั้นไปกับผมก่อนไหม”

“ชวนกินข้าวอีกเหรอคุณอะ”

“ก็ใช่ แต่วันนี้ไปเอาชุดด้วย พรุ่งนี้ไปงานวันเกิดเพื่อน”

ปิญชาน์ยกมือเกาท้ายทอยตัวเอง ทำเดี๋ยวนี้คุยกันเยอะแบบนี้ล่ะ สนิทกันจนเริ่มงงแล้ว เร็วเกินไป

“แล้วคือ...” เล่านี่จะชวนเหรอ หรือยังไง

“ไปด้วยกันไหม”

บางทีปิญชาน์ก็คิด...ว่าตัวอาจจะต้องลองซื้อหวยดูสักครั้ง







เอเชียขับรถมาจอดที่ลานกว้าง เดินออกไปเลี้ยวซ้ายและตรงไปอีกหน่อยก็เจอร้านขนาดใหญ่ด้านหน้าเป็นกระจกใส
มองเข้าไปเห็นภายในตกแต่งด้วยสีขาวดำ แซมด้วยเส้นสเตนเลสสีเงินเป็นจังหวะน่ามอง

Him คือร้านเสื้อผ้าผู้ชายแบรนด์ไทยที่กำลังเป็นที่นิยม ตั้งอยู่ติดกับถนนใหญ่ก่อนถึงห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง
เจ้าของชื่อ น็อต เป็นเพื่อนสนิทของโทนี่ที่เขารู้จักเมื่อต้นปีที่แล้ว
เที่ยวกลางคืนด้วยกันหลายครั้ง และเขาเคยมาใช้บริการตัดชุดที่ร้านเวลาต้องออกงาน

“ต้องตัดสูทเลยเหรอคุณ”

เอเชียพยักหน้าหันมองปิญชาน์ที่เดินตามมาข้างหลัง ลดความเร็วของการก้าวเท้าลงให้อีกฝ่ายตามทัน “อืม ธีมเขาสีฟ้า ผมไม่มี”

“จัดงานวันเกิดจริงจังน่าดูเลยเนอะ” อย่าว่างั้นงี้เลย แค่ดูราคาของขวัญก็น่าจะรู้แล้วอะ

เข้ามาในร้านผู้ชายตัวสูงตัวขาวใส่เสื้อเชิ้ตสีเข้มดูดีก็ยิ้มกว้างเข้ามาตอนรับ
เอเชียแนะนำสองคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกเสร็จก็ถูกพนักงานสาวพาเข้าไปลองชุดด้านใน
ปิญชาน์เลยขยับมานั่งรอที่โซฟาใกล้เคาน์เตอร์ มองนั่นมองนี่อย่างสนใจ
สุดท้ายก็อดใจไม่ไหวลุกไปจับเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ตรงชั้นโชว์ดู

แบบก็สวย ตัดก็เนี๊ยบ

สุดยอดเลย...

เด็กหนุ่มมองเลยไป เห็นกระดาษติดอยู่เยื้องกับเคาน์เตอร์ เขาขยับเข้าไปอ่านก่อนจะเบิกตากว้างอย่างสนใจ
   
“น้ำครับปิญชาน์”
   
ปิญชาน์สะดุ้งเล็กน้อย หันไปมองเจอน็อตยืนส่งยิ้มมาให้อยู่ใกล้ๆ “ขอบคุณครับ” เขารีบเดินเข้าไปใกล้ ผงกหัวขอบคุณ

“เอ่อ...คุณน็อตครับ”

“ครับ?”

“ผมเห็นป้ายรับสมัครพนักงานตัดเย็บอยู่ ถ้าผมจะสมัครต้องทำยังไงเหรอครับ”

“หืม” น็อตเลิกคิ้วขึ้น ยิ้มอย่างแปลกใจ “ปิญชาน์จะสมัครเหรอ”

“ครับ”

เจ้าของร้านหนุ่มเอียงคอเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนของคนอย่างเอเชียถึงอยากสมัครงานตัดเย็บที่ร้านเขา “งานตัดเย็บมันไม่สนุกนะครับ ทำหลังร้าน”

“ครับ ผมตัดเย็บเก่ง ปกติก็รับตัดที่บ้าน”

“หืม รับตัดเย็บอยู่แล้วเหรอครับ”

ยิ่งฟังยิ่งแคลงใจ

“ปิญชาน์เป็นเพื่อนเอเชียใช่ไหม”

“อ่า...” คำถามน่าหนักใจมาแล้ว “เป็นคนรู้จักอะครับ ผมไปทำงานกับอาจารย์ที่มหา’ลัยเขาเลยเจอกันบ่อย”

“หืม ปิญชาน์อายุเท่าไหร่”

“ผมอยู่ม.6ครับ เรียกผมชาน์ก็ได้”

“โอ้ มิน่าดูเด็กกว่าเอเชียเยอะเลย ความจริงถ้าชาน์อยากทำผมก็ไม่ได้ติดอะไรนะ ตอนนี้รับคนช่วยหลายคนอยู่เพราะงานเยอะ” ชายหนุ่มยิ้ม “ยังไงเดี๋ยวคุยรายละเอียดกัน แล้วก็ต้องเข้ามาทดลองงานก่อนนะ”

“ได้เลยครับ”

“ว่าแต่มาทำได้วันไหนบ้างล่ะ”

“วันธรรมดาตั้งแต่ทุ่มนึงได้ทุกวันเลยครับ”

“งั้นวันธรรมดาตั้งแต่ทุ่มนึงจนถึงร้านปิดเนอะ ปกติร้านผมปิดสี่ทุ่ม สะดวกหรือเปล่า”

“สะดวกครับ” ได้แบบนี้แล้วคนกำลังหางานก็ยิ้มกว้าง พอตกงานทีก็ได้งานใหม่ที่สุดยอดไปเลย “ผมเริ่มพรุ่งนี้ เอ้ย วันนี้เลยก็ได้นะครับ”

“ใจเย็นๆ ก่อนครับ” น็อตยิ้มเอ็นดู กระตือรือร้นจนน่ารักเลย “ยังไม่ได้คุยเรื่องค่าจ้างเลย”

“เรื่องนั้นผมไม่มีปัญหาหรอกครับ แล้วแต่คุณจะให้เลย”

“ได้ยังไงล่ะ”

“คุณน็อตคะ”

ยังคุยกันไม่ทันจบพนักงานสาวคนเดียวกับที่นำเอเชียเข้าไปที่ห้องลองก็เดินออกมา

“คุณเอเชียเปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ เชิญคุณน็อตเข้าไปดูความเรียบร้อยอีกครั้ง”

“อ้อ โอเค งั้นเดี๋ยวมาคุยต่อนะชาน์”

คนกำลังตื่นเต้นเพราะจะได้งานใหม่พยักหน้าเร็วๆ รอจนอีกฝ่ายเดินหายเข้าไปด้านในก็ยิ้มกว้างออกมาแล้วกำมือดึงเข้าหาตัวอย่างดีใจ

ช่วงนี้เขารู้สึกตัวเองโชคดีเกินไปจนเริ่มกลัวแล้ว





“เรียบร้อยแล้วนะ เนคไทอยู่ในนั้นนะให้คนใส่ไปแล้ว ห่อกระดาษไว้”

“ขอบใจมาก”

“ยินดีครับคุณเอเชีย”

เอเชียหัวเราะเบาๆ เดินนำน็อตออกมาหาปิญชาน์ที่นั่งรออยู่ที่เดิม “กลับเลยไหมคุณ”

ปิญชาน์เลิกคิ้ว มองเลยไปที่คนข้างหลัง เจ้าตัวยิ้มแล้วพยักหน้าให้ “คุยต่อเลยไหมชาน์”

คนที่ยังไม่ได้คำตอบหันกลับไปมองหน้าเพื่อนตัวเอง “คุยอะไรกัน”

“พอดีว่าชาน์เขาสนใจจะสมัครงานตัดเย็บที่ร้านกู”

“สมัครงาน?” เอเชียทวนคำแล้วหันเอ่ยปากกับอีกคน “ที่คุณบอกว่าหางานอยู่น่ะเหรอ”

ปิญชาน์พยักหน้ารับ “คุณกลับก่อนเลยก็ได้นะ เดี๋ยวผมคุยกับคุณน็อตก่อน”

“เดี๋ยวรอ” ชายหนุ่มว่าพลางขยับไปนั่งที่โซฟาใกล้ๆ ผายมือเป็นเชิงบอกว่าตามสบาย

“งั้นชาน์เข้ามาพรุ่งนี้นะ ทดลองงานดูสักวันนึงว่าไหวไหม”

“ครับ” เด็กหนุ่มพยักหน้าลงอย่างแข็งขัน

“เรื่องค่าจ้าง จริงๆ แล้วผมก็ยังไม่เคยรับพาร์ทไทม์เป็นช่วงเวลาแบบนี้เลย ไม่รู้ว่าจะโอเคไหม ยังไงถ้าชาน์ว่าน้อยไปบอกได้เลยนะ”

“เรื่องเงินผมไม่มีปัญหาเลยครับ” ได้ทำงานร้านเสื้อผ้าแบรนด์แบบนี้ใช่จะมีโอกาสบ่อยๆ ยิ่งยอมรับคนที่ทำได้แค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวันด้วยแล้ว

“ถ้าวันละหนึ่งพันจะน้อยไปไหม” ถ้าให้พูดตรงๆ เลยก็คือเขาเกรงใจเอเชียด้วย อยู่ๆ คนรู้จักมาทำงานให้ แล้วยิ่งนั่งรอไม่ไปไหนขนาดนี้น่าจะสนิท

ปิญชาน์สะดุ้ง ยกสองมือโบกไปมาทันที “เยอะไปครับ ผมทำแค่สามชั่วโมงเอง ให้วันละสองร้อยยังเยอะไปเลยครับ”

“น้อยไปแล้วครับ ผมไม่กล้าให้แค่นั้นหรอก”

“เยอะกว่านั้นผมก็ไม่กล้ารับเหมือนกันครับ” ปกติร้านข้าวต้มเขาได้วันละร้อยห้าสิบเอง ทำเยอะชั่วโมงกว่าด้วย

เอเชียขมวดคิ้ว ทำงานได้แค่วันละพันมันจะไปพออะไร
ฟังแล้วก็อยากแทรกแต่เดี๋ยวจะโดนโกรธอีก ยิ่งไม่ค่อยรู้อยู่ว่าอีกฝ่ายไม่พอใจกับเรื่องอะไรบ้าง

“อ่า...” น็อตเกาขมับอย่างลังเล แอบเหลือบตามองเอเชียเล็กน้อย จะเอายังไงดีล่ะ

“ตกลงตามนั้นก่อนเถอะครับ ให้ผมทำไปสักพักก่อนแล้วหลังจากนั้นคุณค่อยดูจำนวนงานที่ได้เทียบกับเงินตามความเหมาะสมอีกทีก็ได้ครับ”

น็อตเลิกคิ้วขึ้น อมยิ้มเล็กน้อย นอกจากจะรู้จักปฏิเสธแล้ว ยังเสนอทางออกที่ทำให้คู่สนทนาไม่รู้สึกอึดอัดเวลาตอบรับด้วย

เป็นเด็กใช้ได้เลยนะเนี่ย

“งั้นก็ตามนั้นครับ เจอกันพรุ่งนี้นะ”

ปิญชาน์ยิ้มกว้าง พยักหน้าแล้วผงกหัวลงเล็กน้อย ตื่นเต้นจนแทบจะซ่อนไว้ไม่ไหว

“ขอบคุณมากนะครับ”











to be continued...




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.994K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,276 ความคิดเห็น

  1. #4192 YWDF (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 15:48
    ตกหลุมรักเธอซะแล้ว วู้วววววูวววว
    #4,192
    0
  2. #4161 Capricornus4 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 15:54
    ชอบคนแบบปินชาน์มากกก >^< ดีอะ
    #4,161
    0
  3. #4147 Smt1990 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 11:27
    เอ็นดูอะ เก่งมากครับน้องชาร์
    #4,147
    0
  4. #4135 nooriin_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 21:44
    ความคิดน้อนไม่เด็กตามอายุน้า

    เก่งมากคร้าบบบยัยน้อนน
    #4,135
    0
  5. #4114 PhoBlink (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 20:13

    ชาน์น่ารักเนอะ

    #4,114
    0
  6. #4091 matchaoreo (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 05:50

    โตมากกกก ความคิดดีมากยัยน้องอยากหอมหัวว

    #4,091
    0
  7. #4062 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 21:48
    ฮือออออออออออออ ซีนโทรเป็นอะไรที่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ/นอนยิ้ม
    #4,062
    0
  8. #4029 Spices_smile (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 22:54
    น้องงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
    #4,029
    0
  9. #3973 rattanalak44 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 12:53
    ทำงาน3ชม.1000.บ้าไปแล้ว😆😆😆
    #3,973
    0
  10. #3942 pommys (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 11:20
    น้องชาร์ของพี่เอเชีย
    #3,942
    0
  11. #3885 galaxysecret🌈🌈 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:31
    น้องคือมักน้อยมากเลยลูก
    #3,885
    0
  12. #3841 เขาเรียกฉันว่าเต่า (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มกราคม 2563 / 20:37
    แงงงงง
    #3,841
    0
  13. #3821 301216 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 00:04
    -งกูร้องไห้เข้าใจตัวละครอะ โว้ยยร้องไม่หยุดเลย
    #3,821
    0
  14. #3818 heyyy_28 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 20:58
    น้องน่ารักกกก
    #3,818
    0
  15. #3782 rattanalak44 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 00:51
    มักน้อยจริงๆ
    #3,782
    0
  16. #3757 chaaimmeme (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 00:52
    น้องเป็นเด็กดีน่าเอ็นดูมากลูก
    #3,757
    0
  17. #3732 mileyduchess (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 23:42
    ดีใจกับน้องที่ได้งานใหม่ด้วยนะ แล้วก็เอ็นดูเอเชีย กลัวโดนน้องโกรธอีก 555555555555555
    #3,732
    0
  18. #3693 jjtk (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 19:30
    น้องคือคคนที่อยู่ที่ไหนก้ไม่อดตายอะ ใครจะไม่เอ็นดูไหวแบบนี้
    #3,693
    0
  19. #3644 inunu (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 22:25
    น้องเป็นเด็กดีจริงๆ เอ็นดู
    #3,644
    0
  20. #3624 VolyPhoung (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 22:01
    อยากมีแฟนแบบชาน์ ความคิดดีมาก
    #3,624
    0
  21. #3591 Jady_PC (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 02:54
    ชาน์อย่ากดราคาตัวเองสิลูก
    #3,591
    0
  22. #3543 theskyandsea (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 19:11
    น้องชาน์เป็นคนที่ความคิดดีมากๆ

    เอเชียก็จะตามน้องไปทุกที่ ค่อยๆเอาตัวเองซึมซับเข้าไปนะ สักวันพี่ต้องเปลี่ยนมุมมองแน่ๆ
    #3,543
    0
  23. #3534 yuri_miko (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 00:21
    น้องชาน์คนดี ไปไหนใครๆก็รัก
    #3,534
    0
  24. #3519 cutieyou (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 14:30
    เอเชียติดเจ้าน้องชาญ์แล้ว แล้วก็โชคดีได้งานใหม่เป็นงานที่ตัวเองชอบพอดีเลย
    #3,519
    0
  25. #3485 ยิ้งฉุบ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 23:10
    เห็นมั้ยน้องชาน์ เอเชียพาไปเจอเรื่องดีๆหลายอย่างเลยน้าา
    #3,485
    0