ตอนที่ 48 : อัปนะ {250%} คุณคมเจ้าขา❖ภาค the third way of relationship 18

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 113861
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8016 ครั้ง
    2 เม.ย. 62

อีกสักพักตาลจะหยุดอัปแล้ว
จะพยายามหาฉากตัดที่โอเคที่สุดสำหรับสายฟรีให้นะ


เครดิตภาพ tumblr , weheartit pinterest , flickr

เครดิตเพลง youtube เนื้อเพลง aelitaxtranslate

คำแนะนำก่อนอ่าน :: ฉากไม่เหมาะสมจะไม่อัพลงเด็กดี คุณสามารถข้ามไปและอ่านแค่เนื้อเรื่องได้ถ้าไม่ชอบ ใช้วิจารณญาณในการอ่านให้มาก นิยายเรื่องนี้เต็มไปด้วยมุมมองที่คุณคิดไม่ถึง ตัวละครสีเทา อิมเมจที่ใช้ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับเนื้อเรื่อง และอย่าลืมคอมเมนต์อย่างมีมารยาทด้วยนะ


song ::  เอาไว้ค่อยคุย gliss


ภาค the third way of relationship

EPISODE 39







“เบ้อเร่อเยยเนอะ” ลูกชายลูก!

“เด็กดื้อ” ฉันบีบจมูกน้องไคเบาๆ ทำเป็นไม่สนใจสิ่งน่าตื่นตาตื่นใจที่ลูกพยายามจะเล่าให้ฟัง

“แม่ขา” น้องไคเรียกในตอนที่ฉันหยิบเสื้อผ้าเปียกๆ ของลูกมาพับแล้ววางทิ้งไว้ตรงมุมหนึ่ง “ดูซี่ พุงไค”

“แม่ขาเห็นจนเบื่อแล้วค่ะ” ฉันโต้ตอบลูกก่อนจะเดินไปหยิบหม้อทำสุกี้มาเสียบปลั๊ก

คิดไว้ว่าถ้าต้มสุกี้เสร็จแล้วจะเอาเสื้อผ้าของเจ้าก้อนกลมไปตากผึ่งแดดไว้ด้านนอก ร่างเล็กที่ใส่แค่กางเกงในลายสิงโตเจ้าป่าไม่ได้วิ่งเล่นไปไหนอีก พอรู้ว่าฉันเริ่มดุจะชอบมาวอแวใกล้ๆ ทุกที

“อย่าเดินพันแข้งพันขาสิ แม่ขาเวียนหัวแล้ว”

“ไคช่วย!” แต่น้องไคเหรอจะฟัง ลูกชายฉันเนี่ยบางทีก็มีนิสัยตลกร้ายที่ไม่เคยสอนโผล่มาอยู่เหมือนกันนะ

เป็นคนประเภทยิ่งห้ามยิ่งยุรึไงเรา เล่นกับคนในห้องน้ำจนพอใจแล้วยังจะมาขอเล่นกับแม่ขาต่ออีก

ส่วนฉันที่เป็นคนหลงลูกแสนดื้อรั้นคนนี้อยู่แล้วก็บ่นได้แค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ ในครัวนี้ใหญ่มากมีโต๊ะอาหารสำหรับสี่ที่นั่งอยู่ด้วย ฉันยกหม้อสุกี้ไฟฟ้ามาวางไว้บนโต๊ะและหาปลั๊กมาเสียบก่อนจะให้น้องไคล้างมือแล้วอุ้มขึ้นมายืนบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง น้องไคที่ไม่ค่อยได้เห็นฉันทำอาหารเยอะแยะขนาดนี้จึงมองพวกผักต่างๆ อย่างสงสัย

“คุณพ่ออาบน้ำใกล้เสร็จรึยังคะ” ฉันถามลูก ทดสอบดูว่าเขาจะเรียนรู้การกระทำของคนอื่นได้มากแค่ไหน ที่ต้องถามเพราะจะได้กะเวลาถูกเท่านั้นเอง

น้องไคเกาหัวเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า “งือ”

ตอบแบบนี้เชื่อได้มั้ยเนี่ย

“นี่ไร” น้องชี้ไปยังข้าวโพดสีเหลืองซึ่งถูกหั่นเป็นแว่นเรียบร้อยแล้ว

“ถามเพราะๆ สิคะ”

“นี่ไรคับ” เด็กน้อยยังชี้ไปยังจุดเดิม

“มันคือข้าวโพดค่ะ อร่อยมากเลยนะ” ฉันตอบ

“ขุงไคป่าว?” (ของไคเปล่า?) เด็กน้อยเอียงคอถาม

“เป็นทั้งของน้องไคแล้วก็ของคุณพ่อเลยค่ะ” ฉันตอบพร้อมลูบหัวลูก “น้องไคมาช่วยแม่ขาเตรียมสุกี้ให้คุณพ่อกันเนอะ”

“สุกี้ขุงไค” (สุกี้ของไค)

น้องไคพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะเริ่มหยิบผักกับเครื่องเคียงบางอย่างแยกใส่จานตามที่ฉันบอก แต่การให้เด็กช่วยทำไหนเลยจะราบรื่น สิบกว่านาทีผ่านไปบนโต๊ะก็เละเทะไปหมด กว่าจะเตรียมทุกอย่างเสร็จก็นานทีเดียว ฉันใช้ไฟไม่แรงมากอุ่นน้ำซ้ำรอเวลา

พอเหลือบมองเจ้าตัวเล็กก็เห็นว่าเขาแอบกลืนน้ำลายอย่างหิวโหย

“หิวแล้วใช่มั้ย รอคุณพ่อก่อนนะครับ”

“คับ” น้องไคตอบ

ส่วนฉันก็เริ่มเก็บพวกเศษผักที่กระจายตามโต๊ะ ในใจอดคิดไม่ได้ว่าถ้าคุณพี่คมคนดังออกมาแล้วจะรู้สึกยังไงที่รู้ว่าฉันทำแบบนี้

“คิดว่าคุณพ่อคมจะชอบสุกี้ที่แม่ขาทำมั้ยคะ” ฉะนั้นฉันจึงถามความเห็นลูกอย่างแผ่วเบา

“ชอบครับ”

และเสียงที่ตอบกลับมานั้นไม่ใช่เสียงของลูกแต่เป็นของพี่คม

ฉันหยุดมือที่กำลังเก็บกวาดโดยอัตโนมัติ หันไปมองยังต้นเสียงก็พบว่าเจ้าของร่างกำยำที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้กำลังยืนพิงกรอบประตูอยู่

สายตาของเขามองเราสองคน...

ด้วยท่าทางและกิริยาที่เขาแสดงออกทำให้ฉันคิดไปเองได้เลยว่าพี่คมมายืนดูอยู่ได้สักพักแล้ว เพียงแต่ฉันกับลูกมัวแต่สนใจหม้อสุกี้จึงไม่ได้สังเกตเห็นเขา

อดจะรู้สึกหวามไหวเบาบางในร่องอกไม่ได้จริงๆ เขาโผล่มาพูดในลักษณะนี้อีกแล้ว

ฉันก้มหน้าลงดูหม้อสุกี้ คิดคำนวณการโต้ตอบในใจอย่างเร่งด่วน

“หนูสัญญากับพี่คมไว้ว่าถ้าในคอนฯ พี่ทำได้ดีจะให้รางวัลค่ะ” ทำไมยิ่งพูดยิ่งร้อนผ่าวในอกกันนะ “แต่หนูไม่รู้ว่าจะให้อะไรเลยทำอาหาร...ซะเลย”

“จะให้รางวัล ไม่ใช่ต้องถามก่อนเหรอว่าอยากได้อะไร” ได้ยินเสียงจังหวะการก้าวเท้าของเขาที่คืบคลานเข้ามา

“...” ฉันไร้คำพูดและเงยหน้ามอง

ได้พบกับมุมปากที่หยักขึ้นกึ่งหยอกล้อกึ่งขบขันเป็นอย่างแรก

“ถนัดทำอาหาร?” ร่างกำยำนั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างน้องไคซึ่งยังยืนอยู่

“ไม่ค่อยถนัดค่ะ แต่ทำได้...”

ที่จริงทำได้ดีที่สุดในบรรดางานบ้านทั้งหมดแล้ว ฉันอาจไม่ใช่แม่บ้านแม่เรือนขนาดนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะทำอะไรไม่เป็นเลย

“ไคทำๆ” น้องไคมองเราสองคนสลับกันพร้อมส่งเสียงคล้ายอยากมีส่วนร่วม เจ้าตัวเล็กหันไปหาพี่คมพร้อมชี้จานใส่ผักทุกใบอย่างโอ้อวด

“เก่งมากดื้อ” คนเป็นพ่อจึงออกปากชมอย่างราบเรียบก่อนจะถามลูก “หิวมั้ย?”

“หิวๆ” น้องไคเหรอจะไม่หิว รายนี้เห็นของกินก็ตาเป็นประกายแล้ว

“แล้วพี่คมหิวรึยัง” ฉันถาม เนื่องจากตอนนี้เลยเวลากินข้าวมาแล้ว เขานอนตื่นสายจริงๆ

พี่คมพยักหน้าหนึ่งที ดังนั้นฉันจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อไล่อาการขัดเขินออกพร้อมเดินไปหยิบจานช้อนส้อมตะเกียบที่เตรียมไว้มาวางตรงหน้าเขากับน้องไค

“ดื้อ หนาวมั้ย” พี่คมถามลูกในระหว่างที่ฉันจัดการคีบผักกับเนื้อหมูลงไปในหม้อสุกี้ คำถามนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาเข้าใจเหตุการณ์ดีว่าทำไมเด็กดื้อถึงต้องถอดเสื้อผ้า

“เหนาๆ” (หนาวๆ) ถึงจะตอบแบบนี้แต่สีหน้าท่าทางของเจ้าตัวเล็กไม่ได้แสดงออกว่าหนาวเลย

หลังน้องไคพูดจบพี่คมก็ลุกออกจากโต๊ะไปในทันที ฉันไม่ได้ถามว่าเขาจะไปไหน...แต่ไม่นานร่างกำยำก็เดินกลับมานั่งตามเดิม ฉันซึ่งเอาของทั้งหมดใส่หม้อเสร็จเรียบร้อยก็ผละไปหยิบชุดเปียกๆ ของน้องไคมาถือไว้ในมือ เตรียมจะเอาออกไปตากด้านนอก

“น้องไค อยู่กับคุณพ่อก่อนนะคะ” ฉันเดินไปพูดกับลูกอย่างแผ่วเบา

“ไปไหนง่า” น้องไคซึ่งยังยืนอยู่จ้องหน้าฉันพร้อมใช้มือเล็กลูบเสื้อของตัวเอง

“แม่ขาจะเอาชุดหนูไปตากแดดค่ะ” ว่าจบฉันก็รีบเดินออกจากห้องครัวในทันที

“กีนต้มๆ” (กินต้มๆ) คล้อยหลังไปแล้วฉันยังได้ยินเสียงน้องไค น้องชอบอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนผสมแทบทุกชนิดเลย

“รอคุณแม่ก่อน” ซ้ำยังได้ยินเสียงของพี่คมที่บอกน้องไคว่าให้รอฉันอีกด้วย

มันทำให้ฉันแอบหันไปมองพวกเขาผ่านช่องประตู และไม่คิดว่าพี่คมจะเบนสายตามาทางนี้เช่นกัน ได้สบตากันโดยบังเอิญขนาดนี้ฉันจะทำอะไรได้นอกจากปั้นยิ้มให้เป็นปกติแล้วรีบเดินไปหาที่เหมาะๆ เพื่อตากผ้า ระหว่างนั้นฉันสังเกตว่ารถของน้าเด่นหายไป...หรือว่าน้าจะไปธุระกันนะ?

ว่ากันตามจริงแล้วฉันไม่ได้ตั้งใจจะกินสุกี้ด้วยหรอก ฉันแค่จะมาบริการพี่คมในฐานะผู้จัดการส่วนตัวหรือลูกจ้าง และบริการลูกชายที่รักเท่านั้น แต่ด้วยสถานการณ์ที่เลยตามเลยส่งผลให้ฉันมานั่งร่วมโต๊ะด้วยเป็นที่เรียบร้อย สารภาพเลยว่าไม่ค่อยชินกับการที่ต้องนั่งกินข้าวพร้อมคนที่มีมารยาทบนโต๊ะอาหารขั้นสูงอย่างพี่คมเท่าไหร่ ปกติเวลากินข้าวกับแม่เขาจะมีพูดคุยกันบ้าง ซึ่งกับพี่คม...ครั้งที่สองนั้นคล้ายกับครั้งแรกไม่มีผิด คือจะเงียบและไม่ค่อยพูดอะไรทั้งนั้น

มันไม่ใช่ความเงียบชวนอึดอัด เป็นความเงียบที่แสนสุภาพซึ่งฉันไม่อยากจะยอมรับเท่าไหร่เพราะมันขัดกับลุคที่ดูเร่าร้อนอันตรายของเขาเหลือเกิน ฉันที่คิดว่าควรถามไถ่เรื่องสุขภาพของเขาบ้างจึงละทิ้งมันไว้ในใจก่อน

ไม่น่าเชื่อว่าน้องไคจะเลียนแบบผู้ใหญ่ทั้งสองคนในโต๊ะ เมื่อไม่มีใครพูดคุย น้องก็ตั้งใจอ้าปากให้ฉันป้อนเต้าหู้ไข่กับผักมากเป็นพิเศษ ความเงียบงันที่แสนสงบสุขดำเนินไปได้เกินครึ่งทาง จู่ๆ น้องไคก็เบ้หน้าทั้งที่ฉันเพิ่งป้อนผักใบเขียวเฉยเลย

“แหวะ” แถมยังคายทิ้งอีกด้วย

“น้องไค” ฉันมือไวจึงรีบเก็บกวาดเศษซากผักที่ยังเคี้ยวไม่ละเอียดดีมาไว้ในมือ ไม่อยากให้พี่คมเห็นเพราะเดี๋ยวเขาจะหมดอารมณ์กินเปล่าๆ ฉันสอดส่องมองหากระดาษทิชชู่ไปด้วย มันถูกวางไว้ใกล้มือพี่คมมากที่สุดแต่ใช่ว่าฉันจะเอื้อมไม่ถึง

ไม่คาดว่าเขาจะตาไวกว่าที่คิด เจ้าของร่างกำยำวางตะเกียบลงแล้วเอื้อมมือไปหยิบทิชชู่ส่วนหนึ่งมาส่งให้ฉันซะก่อน อีกส่วนเอาไปเช็ดปากน้องไคด้วยสีหน้าปกติ ไม่สิ...เขาแอบขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วย

“สำลักรึเปล่า?” ประโยคนี้แม้จะพูดถึงลูกแต่ก็เขาเหลือบตามายังฉัน ในที่สุดบทสนทนาแรกของการร่วมโต๊ะอาหารก็เกิดขึ้นจนได้

“อ่า” ฉันยังไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไรทำเพียงแค่ยิ้มเจื่อนๆ ให้เขา ใช้ทิชชู่ที่มีและวกหลังให้น้องไค “น้องไคคายทิ้งทำไมลูก”

“เนี่ยๆ” นิ้วมือขาวเล็กชี้ไปยังก้อนทิชชู่ในมือฉัน “แหยะ”

“ไม่ชอบกินผักรึเปล่า?” พี่คมมองทิชชู่ปราดหนึ่ง

“น้องไคกินผักบุ้งกับผักกาดได้นะคะ เอ...” ฉันเบนสายตาไปยังหม้อสุกี้ที่ตอนนี้ร่อยหรอลงกว่าเดิมมาก แต่ที่เหลือเยอะมากสุดน่าจะเป็นขึ้นฉ่าย หรือว่า... “น้องไคน่าจะไม่ชอบขึ้นฉ่ายค่ะ”

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันใส่ขึ้นฉ่ายลงไปในสุกี้ ปกติไม่ค่อยได้ใส่เพราะหาซื้อไม่ได้ รวมถึงไม่ค่อยมีโอกาสได้กินสุกี้หม้อรวมเท่าไหร่ ขึ้นฉ่ายเป็นผักที่ฉันชอบเป็นการส่วนตัวนะแต่ไม่คิดว่าน้องไคจะไม่ชอบ คงไม่ถูกปากล่ะมั้งเลยคายทิ้ง...ฉันหันไปหยิกแก้มลูก

“ขึ้นฉ่ายเป็นของมีประโยชน์จะตาย สีกับรสก็คล้ายๆ ผักบุ้งที่หนูชอบด้วย ทำไมไม่ชอบคะ ไม่ยอมกินเดี๋ยวไม่หล่อนะ กิ้วๆ” แค่หยอกน้องไคเล่นเท่านั้น “ดูคุณพ่อคมเป็นตัวอย่างสิ”

เพราะน้องไคมักจะชอบเลียนแบบพี่คม ฉันจึงหว่านล้อมเล่นๆ เผื่อสำเร็จ เจ้าเด็กพุงกลมส่ายหน้ารัวเร็วแทบจะทันที ซึ่งต่อมาสายตาฉันดันลากผ่านจานกับถ้วยตรงหน้าพี่คมพอดี ไม่น่าเชื่อว่าจะมีใบขึ้นฉ่ายถูกแยกทิ้งไว้ข้างจานต่างหากด้วย นี่ไม่ได้หมายความว่าพี่คมก็ไม่ชอบขึ้นฉ่ายเหมือนกันหรอกเหรอ

“แค่ไม่กินก็ไม่หล่อแล้ว?” คาดว่าพี่คมคงฟังอยู่ตลอดถึงได้เลิกคิ้วถาม

“พี่คมก็ไม่ชอบเหรอคะ” ฉันถามไปตามสถานการณ์ ถ้าพี่คมไม่ชอบจริงฉันคงต้องเอาปากไปซ่อนเพื่อลบล้างคำพูดของตัวเองแล้วล่ะ

“ไม่ใช่ไม่ชอบ” เขาหลุบตาลง วูบหนึ่งนัยน์ตาเขาแสดงอาการคล้ายกำลังนึกเสียใจที่ขัดจังหวะการโต้ตอบของฉันกับลูก “แค่ไม่กินเฉยๆ”

“...” ได้ฟังแล้วฉันจึงก้มหน้าต่ำมากเพื่อกลั้นรอยยิ้ม ผู้ชายคนนี้นี่ยังไงกัน ตอบแบบนี้มันไม่ได้แปลว่าไม่ชอบหรอกเหรอ?

“ยิ้มไรครับ” เป็นอีกครั้งที่ฉันหลบซ่อนการแสดงออกไม่พ้นสายตาเขา

“เปล่าค่ะ” ฉันส่ายหน้าและโกหกคำโตโดยที่ไม่อาจหยุดหยักมุมปากเป็นรอยยิ้มได้ “ไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะ หนูแค่ขำน้องไคเฉยๆ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการที่พี่คมไม่กินขึ้นฉ่ายเลย”

ซุปตาร์ดังที่กำลังพักงานอยู่พึมพำอย่างแผ่วเบาจนฉันฟังแทบไม่ได้ยินว่า “เชื่อก็โง่แล้ว”

ในวูบหนึ่งนั้นฉันรู้สึกราวกับเลเวลความสามารถในการพลิกลิ้นอัปสกิลเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งสเต็ป เมื่อกี้ฉันเพิ่งจะโกหกหน้าตายกับพี่คมไปเอง แถมยังทำราวกับหยอกล้อเขาคืนไปซะด้วย ปกติฉันจะกล้าแซะหรือหยอกเฉพาะกับคนที่เริ่มคุ้นเคยกันแล้วเท่านั้น

นี่ฉัน...คุ้นเคยกับพี่คมมากกว่าเดิมแล้วจริงๆ สินะ ไม่น่าเชื่อเลย

 

หลังร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันเสร็จ ฉันเป็นคนล้างจานโดยปล่อยให้พี่คมกับน้องไคไปนั่งเล่นกันด้านนอก เมื่อจะออกไปยังห้องนั่งเล่นอีกทีก็เห็นน้าเด่นคุยอยู่กับพี่คม โดยมีน้องไคนั่งห่อตัวเองไว้ในผ้านวมอยู่ข้างๆ มือเล็กดึงถุงพลาสติกใสซึ่งบรรจุผ้าสีดำไว้ด้านในไม่หยุด

“ผมเลือกเสื้อผ้าเด็กไม่เก่งครับคุณคม เห็นว่าคุณไคน่าจะชอบสีเข้มๆ เลยหยิบมา” นี่เป็นเสียงน้าเด่น “ชอบสีเข้มเหมือนคุณคมเลย”

แววตาของน้าเด่นเวลาที่มองพี่คมนั้นแฝงความเอ็นดูอยู่ไม่น้อย ก็น้าเขาเคยเลี้ยงพี่คมมานี่นา...

“ลูกผมชอบเหมือนผมก็ไม่แปลก” ส่วนพี่คมก็ยกมือขึ้นลูบหัวน้องไค เขาดูเป็นธรรมชาติเวลาอยู่กับน้าเด่นมากกว่าทุกคนเลย

“แล้วเรื่องวันนี้...” น้าเด่นทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างแต่ต้องหยุดไปเนื่องจากหันมาสังเกตเห็นฉันซะก่อน ส่งผลให้พี่คมซึ่งนั่งหันหลังให้ฉันอยู่ในตอนแรกก็เอี้ยวตัวมาทางนี้เช่นกัน

“ลุงเด่นซื้อเสื้อใหม่ให้ดื้อ” พี่คมกล่าวกับฉัน

“คุณคมให้ผมไปซื้อให้ครับ ฮ่าๆ” น้าเด่นพูดยิ้มๆ

“ขอบคุณมากค่ะ” ที่แท้ถุงในมือน้องไคเป็นเสื้อผ้าใหม่นั่นเอง

ฉันเดินไปนั่งยังฝั่งขวาของลูกเพราะพี่คมนั่งอยู่ฝั่งซ้าย เราสามคนนั่งบนโซฟาตัวเดียวกันโดยมีน้าเด่นยืนอยู่แค่คนเดียว ซึ่งยังไม่ทันได้แบมือขอน้องไคก็ส่งมาให้แต่โดยดี ฉันลงมือแกะถุงแล้วรีบใส่เสื้อกับกางเกงสีเข้มสกรีนลายอเวนเจอร์ให้น้องไคในทันที 

“ใส่แล้วหล่อมาก” ฉันควรชมลูกชายหน่อยสินะ ดูเจ้าตัวเล็กจะชอบมากเลย

“ลุงไปได้เลย สองคนนี้ผมดูแลเอง” เสียงของคุณคมเรียกความสนใจจากฉันได้เป็นอย่างดี ทำไมถึงพูดเหมือนน้าเด่นจะไปที่อื่นเลยล่ะ

“น้าเด่นจะไปไหนเหรอคะ” ฉันอดถามออกมาเบาๆ เมื่อสบโอกาสไม่ได้

“ผมต้องไปทำธุระให้คุณคิมครับ” เมื่อพี่คมไม่ตอบน้าเด่นจึงตอบแทน

“แล้ว...” อย่างนี้ฉันจะกลับยังไง ที่พี่คมบอกว่า สองคนนี้ผมดูแลเองแปลว่าจะไปส่งพวกเราเองงั้นเหรอ

“เดี๋ยวไปส่งเอง” เขาพูดเสียงเข้ม

“มันจะดีเหรอคะ” ฉันรู้ว่าเขาเพลียมาหลายวัน ถ้าเกิดมีใครรู้ว่าฉันมาเป็นภาระให้คนที่ต้องการพักล่ะก็คงไม่ดีแน่ “พี่คมน่าจะยังต้องพักผ่อน ที่จริงหนูกลับไปพร้อมน้าเด่นเลยก็ได้ค่ะ ถ้าน้าเด่นมีธุระไปส่งหนูกับลูกขึ้นแท็กซี่ก็ได้”

“ไปไหนง่า...” น้องไคซึ่งสนใจชุดใหม่มาตลอดเงยหน้าขึ้นมาถาม จากนั้นก็เอนตัวขึ้นเพื่อเงยหน้าคุยกับคุณพ่อคมของเขา “เล่นกะไคจิ”

“ถามคุณแม่สิ” พี่คมจึงบุ้ยหน้ามายังฉันด้วยสายตาที่ค่อนข้างราบเรียบ

วินาทีนั้นน้องไคก็หันมาหาฉันด้วยเช่นกัน ฉันรู้ว่าเดี๋ยวนี้น้องไคชอบพี่คมมาก ได้มาเจอแล้วคงยังอยากอยู่เล่นต่อ แต่ฉันผู้ซึ่งใจอ่อนกับลูกเป็นทุนเดิมอยู่แล้วกลับต้องทำใจแข็งต่อต้าน

“พี่คมเพิ่งเข้าโรงบาลมานะคะ” ฉันตัดสินใจกล่าวสิ่งที่คิดให้พี่คมได้รับฟัง “ถ้าต้องไปส่งหนูกับลูกอาจจะเพลียมากกว่าเดิมก็ได้ค่ะ แล้วอาทิตย์หน้าพี่ก็มีคอนฯ รอบสองอีก...อยากให้พักให้เต็มที่ค่ะ”

ในท้ายประโยคฉันเบนสายตาออกจากทุกคนเพื่อก้มลงมองมือตัวเอง...แม้จะไม่ได้สบตากับใครอีกแต่เสียงทุ้มต่ำของพี่คมที่ดังเข้ามาในหูนั้นฉันได้ยินชัดเจน

“พี่ไม่ได้ป่วยแค่เพลีย ไม่ได้หมายความว่าขับรถไม่ได้”

“...”

“ไม่ต้องห่วง”

“หนูไม่ได้...” ฉันเผยอปากอย่างร้อนตัว อยากจะแก้ไขให้เขาเข้าใจว่าไม่ได้เป็นห่วงสักหน่อย แต่พอลองคิดดูอีกทีแล้วกลับพบว่าฉันนั้นเป็นห่วงตามประสาคนที่มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน

แถมเมื่อกี้ฉันยังพูดประโยคที่แปลความหมายได้ว่า เป็นห่วง ออกไปอีกต่างหาก

“หนูไม่ได้?” สุ้มเสียงทุ้มที่เอ่ยเป็นเชิงย้อนถามราวกับต้องการเชิญชวนให้ฉันหันไปสบตาด้วย

ก่อนสายตาฉันจะเบนไปโฟกัสถึงพี่คมได้ต้องผ่านน้องไคก่อน ลูกเอื้อมมือมากำเสื้อฉัน

ริมฝีปากเล็กร้องว่า “แม่ขา” ดวงตาเว้าวอนอย่างน่ารัก

เพียงเท่านี้ก็ทำลายความคิดที่อยากจะให้พี่คมได้พักอย่างเต็มที่ของฉันจนหมดสิ้น

“ถ้าพี่คมโอเค หนูก็โอเคค่ะ” 


[รออัพต่อ]

Lta Luktarn
ใครที่อยากได้คุณคมแบบเป็นเล่ม ที่งานสัปดาห์หนังสือมีขายนะ เพิ่งเอาไปลง ขายที่บูธเซ้นส์บุ๊ค หมายเลข M16 โซน C1 งิ

ตอนนี้ตาลปิดไม่ให้เม้นเรื่องนี้แล้วนะ กดให้กำลังใจแทนแล้วกันนะ พอดีว่ามีมิจฉาชีพมาก่อกวนในหน้านิยายตาล พวกโพสขายนิยายมือสองแต่โกงไรงี้
ฝากเรื่องใหม่ด้วย คลิกลิ้งก์ >> คลิกตรงนี้
ติดตามอัปเดตข่าวอื่นๆ ที่เพจไม่ก็ทวิต ชอบแบบเป็นทางการไปเพจ อัปเดตแบบเผ็ดๆ ไปทวิต <3
1 คอมเม้น 1 กำลังใจ

ฝากเรื่องซีด้วยนะ จุ๊บ >>❖อสรพิษ❖ <<
อันนี้เป็นนิยายในเซ็ตจ้า แต่งกับเมเนลเช่นเคย
SET

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8.016K ครั้ง

54,002 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น