{ทำมือ} คุณคมเจ้าขา❖ Burned Gray

  • 200% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 4,842,239 Views

  • 54,002 Comments

  • 30,422 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    50,379

    Overall
    4,842,239

ตอนที่ 7 : {อัปครบ} คุณคมเจ้าขา❖ภาค At second sign 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 177956
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9838 ครั้ง
    16 มิ.ย. 61


เครดิตภาพ tumblr , weheartit pinterest , flickr

เครดิตเพลง youtube เนื้อเพลง aelitaxtranslate

คำแนะนำก่อนอ่าน :: ฉากไม่เหมาะสมจะไม่อัพลงเด็กดี คุณสามารถข้ามไปและอ่านแค่เนื้อเรื่องได้ถ้าไม่ชอบ ใช้วิจารณญาณในการอ่านให้มาก นิยายเรื่องนี้เต็มไปด้วยมุมมองที่คุณคิดไม่ถึง ตัวละครสีเทา อิมเมจที่ใช้ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับเนื้อเรื่อง รับทราบ


:: Song :: When I Was Your Man - Bruno Mars lyric

ภาค At second sign

EPISODE 07



ต่อจากนั้นเขาก็รุกฉันด้วยคำถามถัดมาทันที

“แต่เรื่องของคนสองคน ทำไมถึงคุยกันเองไม่ได้”

ฉันคิดว่าควรหาข้ออ้าง แต่แค่เริ่มต้นพูดว่า “เพราะ...” เท่านั้นก็ต้องชะงัก

“เฮ้ย...มึงซื้อเหล้ามายังวะ”

“คืนนี้ต้องเล่นไพ่ด้วยนะเว้ย ฮ่าๆ”

มีเสียงผู้ชายคุยกันดังมาจากบันได ฉันเหลียวหลังไปมองโดยพลัน จากนั้นก็หันกลับมาหาคุณคมคนดังอีกรอบ มือที่ถือของพะรุงพะรังรีบแตะลงกับกระเป๋ากางเกงเพื่อคลำหากุญแจห้องตามสัญชาตญาณทันที

หอนี้ถึงจะเล็กแต่ก็มีคนอยู่นะ ข้างห้องฉันคือผู้ชายคนหนึ่งที่ชอบพาเพื่อนมากินเหล้าส่งเสียงดังบ่อยๆ

หมับ!

มือแกร่งเคลื่อนมาดึงถุงทั้งหมดในมือฉันไปถืออย่างรวดเร็ว

“ไปเปิดห้อง” เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆ อย่างไม่กระโตกกระตาก ดูเหมือนเขาจะรับมือกับสถานการณ์แบบนี้บ่อยมาก

ภาพที่เขาถือถุงทั้งหมดไว้ด้วยมือข้างขวาและกดปีกหมวกแก๊ปสีดำให้ต่ำลงด้วยมือซ้ายอยู่ในสายตาฉันแค่ชั่วครู่เท่านั้น

ตึกตัก! ตึกตัก!

ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะฉันกำลังวิ่งมาไขประตูด้วยหัวใจที่เต้นระรัว นี่มันให้ความรู้สึกเหมือนฉันกำลังหาที่ซ่อนขุมทรัพย์พันล้านยังไงก็ไม่รู้

แกร๊ก...

ในที่สุดประตูก็ถูกเปิดออก ฉันเป็นฝ่ายเข้าไปก่อน...

พรึบ!

“อ๊ะ...” ฉันส่งเสียงประท้วงอย่างแผ่วเบา แต่สะดุ้งหนักมาก

ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่ายังไม่ทันได้เข้าไปเต็มตัวก็ถูกคนด้านหลังเอาถุงดุนหลังให้เดินเร็วขึ้น เขาแทรกตัวตามเข้ามาแล้วหมุนตัวเพื่อจับกลอนไว้อย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้ฉันที่ยังเดินไม่พ้นถูกไล่ต้อนจนต้องถอยไปติดกับบานไม้ของประตูในทันที

“ฮ่าๆ เฮ้ย น้องคนนั้นจะอยู่ห้องมั้ยวะ กูอยากเห็นหน้าอีกฉิบหาย คนอะไรมีลูกแล้วยังน่ารัก มึงเคยเห็นหน้าผัวเค้าเปล่าวะ”

“ไม่เคย กูว่าน่าจะแม่ม่าย เมื่อก่อนเห็นว่ามีแม่อยู่ด้วยอีกคน แต่ตอนนี้น่าจะอยู่กับลูกมั้งนะ”

“แม่ม่ายนี่แปลว่าผัวตาย...”

กริ๊ก!

เสียงจากภายนอกหายไปในทันทีที่ร่างกำยำลงมือปิดประตูลงกลอนอย่างแผ่วเบา เราอยู่ใกล้กันสุดๆ ไปเลย ฉันแทบจะฝังตัวไปกับประตู ปลายจมูกฉันสัมผัสกับผิวเสื้อของเขาอย่างผิวเผิน กลิ่นหอมกรุ่นอบอวลอยู่ที่ปลายจมูกฉัน

พรึบ!

แต่แล้วเขาก็ผละออกไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างจากฉันในทันที เขาถอดหมวกแก๊ปออกและขมวดคิ้วมุ่น

ฉันลอบผ่อนลมหายใจ

เกือบไปแล้วจริงๆ ถ้าหลบไม่ทันคนอื่นต้องเห็นแน่

เส้นผมคุณคมคนดังยุ่งเหยิง อากาศแถวนี้คงร้อนมาก เขาใช้ส่วนข้างของมือที่ถือหมวกเสยเส้นผมขึ้นไปจนเห็นรอยสักรูปมังกรตัวเล็กตรงหางคิ้ว

ฉันหลุบตาลงมองแขนขวาของคนดังที่ถือถุงอยู่ มันกำลังเกร็งจนขึ้นเป็นรูปเส้นเอ็น

“ให้วางตรงไหน” เขาถามเมื่อเบนสายตามองมองฉัน

“เดี๋ยวหนูจัดการเองค่ะ”

ฉันเอื้อมมือไปหยิบถุง วูบหนึ่งนั้นนิ้วฉันสัมผัสกับหลังมือเขา ดังนั้นฉันจึงรีบดึงคืนมาพร้อมก้มหน้าก้มตาเดินไปยังโต๊ะญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่กลางห้อง และเลือกที่จะเอ่ยสิ่งที่ยังพูดค้างไว้ให้จบเพื่อละจากอาการกระสับกระส่าย

ที่เขาถามว่าทำไมไม่คุยกันเองไงล่ะ

“ที่หนูคิดว่าไม่ควรมาเจอกันเพราะคุณเป็นคนดัง แล้วก็กลัวว่าจะมีคนมาเห็นแบบวันนี้...ค่ะ” ในท้ายประโยคของฉันนั้นแผ่วเบา

ไม่ใช่เพราะฉันกลัวมากเกินไปจนพูดไม่ออกหรอกนะ

แต่มันเป็นเพราะฉันหันไปมองเขา และมองตามสายตาเขาที่หยุดอยู่ตรงมุมขวาสุดของห้องพอดี

ตรงนั้น...ข้างประตูห้องน้ำมีราวเล็กๆ ที่ฉันตากบราเซียร์ไว้อยู่

คุณคมคนดังเก็บสายตากลับมามองฉัน ก่อนจะเบนหน้าไปทางด้านซ้าย เขาเม้มปากนิดๆ ขยับตัวหน่อยๆ ก่อนจะถามว่า...

“พูดใหม่สิ เมื่อกี้ฟังไม่ทัน”

ฉันยังไม่ได้โต้ตอบในทันที แต่รีบเดินไปฉวยเอาผ้าขนหนูมาคลุมราวตากชั้นในนี่ไว้อย่างรวดเร็ว

“คะ คือว่า...” ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมหันหลังให้ราวตากผ้าเพื่อเผชิญหน้ากับคุณคมคนดัง “คือหนูบอกว่าคุณ คุณ...”

นี่มันน่าอายที่สุด ทำเอาซะฉันพูดติดอ่างไปเลย

บอกตามตรงเลยนะ ปกติไม่มีใครที่ฉันสนิทด้วยจนไว้ใจให้มาหาที่ห้องได้หรอก แล้วฉันก็ไม่คิดว่าจะต้องเปิดห้องให้คนอื่นเข้ามา ให้ผู้ชายมาเห็นของใช้ส่วนตัวแบบนี้มันไม่โอเคเลย

ร่างกำยำหันมามองหน้าฉัน เขาขยับตัวเพื่อเอาหลังพิงกับผนังห้องและดูจะเป็นปกติมากกว่าฉันซะอีก

มีแค่ฉันที่หน้าเห่อร้อนอยู่คนเดียว...เป็นแค่สิ่งมีชีวิตเดียวในห้องนี้ที่เก้อกระดากจนรู้สึกมือไม้อยู่ผิดที่ผิดทาง

“เมื่อกี้หนูบอกว่าคุณเป็นคนดัง ถ้ามาคุยกันตัวต่อตัวอาจจะมีคนเห็นแบบวันนี้ค่ะ หนูคิดว่ามันไม่ปลอดภัย” แต่ในที่สุดฉันก็กดอาการอายไว้แล้วอธิบายไปจนได้

เขาครางรับว่า “อ้อ” มาหนึ่งคำ

แต่ด้วยความที่เราทั้งคู่ยังยืนอยู่ ฉันคงดูเป็นเจ้าบ้านที่แย่มากถ้าไม่บอกให้เขานั่ง และมันโชคร้ายมากที่ห้องเล็กๆ นี้ไม่มีเก้าอี้ ส่วนใหญ่ฉันกับน้องไคจะนั่งบนฟูกกับพื้นแทน

“นั่งก่อนมั้ยคะ” ดังนั้นการชวนคนดังที่รวยมากๆ อย่างเขานั่งนั้นถือเป็นเรื่องที่น่าขายหน้าประมาณหนึ่ง

“ไม่เป็นไร” เสียงทุ้มดังเข้ามาในหู เขาส่งสายตาเป็นเชิงบอกให้ฉันนั่งเถอะ ดังนั้นฉันจึงเลือกถอยไปนั่งลงตรงริมเตียง

คนสองคนในห้องแคบๆ คนหนึ่งยืนพิงผนังอยู่ใกล้ประตูห้อง อีกคนนั่งอยู่ริมเตียง เป็นการทิ้งระยะห่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ฉันและเขาตั้งหลักในห้องแคบๆ นี้...คนหนึ่งกวาดตามองสภาพในห้องคล้ายจะสำรวจ ส่วนอีกคนเพ่งมองไปด้านหน้าด้วยหัวใจที่สั่นไหว

“อยู่กันยังไง” คำถามนี้หลุดออกมาจากปากคุณคมคนดัง แต่ฉันกลับแปลได้ว่าคำถามนี้หมายถึง อยู่กันเข้าไปได้ยังไงมากกว่า

“คือ...” ดังนั้นจึงลำบากใจที่จะตอบ และไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไงด้วย

“หมายถึงปกติแล้วอยู่กันยังไง” เขาถามซ้ำ

“ก็อยู่กับน้องไคสองคนค่ะ” ฉันตอบ ก่อนจะเสริมไปอีกว่า “แต่ปกติมีแม่อยู่ด้วย...”

“แปลว่าตอนนี้แม่ไม่อยู่?” คิ้วเข้มข้างรอยสักเลิกขึ้นนิดหน่อย ดูท่าแล้วพวกเขาคงตั้งใจสืบแค่เรื่องของฉันกับน้องไค ไม่ได้สืบลึกไปถึงปัจจุบันว่าแม่ของฉันนั้นหายไปไหน

“คือว่าตอนนี้แม่ป่วยเลยต้องนอนที่โรงบาลค่ะ” การตอบความจริงในข้อนี้สะท้อนใจของตัวฉันเองไม่น้อย เรื่องที่พ่อของเด็กและบรรดาญาติของเขามาติดต่อฉัน...ฉันก็ยังไม่ได้บอกแม่เลย

คุณคมคนดังพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ ก่อนจะถามมาอีกประโยค

“ทำไมพอรู้ตัวว่าท้องถึงไม่มาบอกตั้งแต่แรก”

เสียงเขาไม่ดังแต่ก็ไม่เบา ไม่บ่งบอกถึงความรู้สึกที่อ่อนไหวแต่ก็ไม่เฉยชา แต่มันทำให้ฉันนึกสงสัยอย่างเจ็บปวดในใจว่าทำไมเขาถึงถามในสิ่งที่ควรจะรู้ดีที่สุดออกมา

แกล้งฟอร์มทำเป็นไม่รู้รึเปล่านะ

เป็นคุณเองที่ปฏิเสธตั้งแต่ครั้งนั้นแล้วนี่นา

“...” ริมฝีปากฉันเกร็งจนอดจะกำมือไม่ได้

สายตาเฉี่ยวคมพุ่งตรงมายังมือทั้งสองข้างที่กำแน่นอยู่บนหน้าตักของฉัน

“ไม่ต้องเกร็ง” เขาอาจคิดว่าฉันเกร็ง ดังนั้นจึงส่งเสียงที่คล้ายการปลอบใจแต่ไม่นุ่มนวลออกมา “เดี๋ยวมันจะเกร็งกันไปหมด”

“ค่ะ”

แต่ฉันน่ะไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นนะ

ดังนั้นฉันจึงแอบฉุน แม้ใจจะฝ่อแต่ก็อยากกระชากหน้ากากเขาออกมา

“ครอบครัวเราเคยไปคุยกับคุณมาแล้วค่ะ เมื่อสามปีก่อนผู้จัดการของคุณบอกครอบครัวหนูว่าคุณรู้เรื่องแล้ว คุณปัดความรับผิดชอบและส่งสารมาถึงครอบครัวหนูว่าหนูเป็นผู้หญิงอย่างว่า แต่วันนี้คุณกลับมาที่นี่แล้วถามว่าลูกของหนูอยู่ไหน...”

“...”

“แต่วันนี้พอมีข่าว คุณกลับทำเหมือนไม่รู้อะไรเลย...”

มันมีเหตุผลมาตลอดที่ฉันคิดแล้วว่าไม่ต้องการเขา นั่นเพราะเขาเป็นเหมือนแผลขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าของฉัน ใครล่ะจะอยากให้แผลนั่นกลับเข้ามาในชีวิตอีก

ความรู้สึกที่มีราวกับถูกแช่แข็งไว้ ในดวงตาของฉันยังมีร่างกำยำของเขา ได้เห็นปฏิกิริยาที่ชะงักงันของเขา รวมถึงได้พบกับอาการขมวดคิ้วมุ่นจากเขาเป็นลำดับถัดมาด้วย

ดวงตาคมกริบดุดันทำหน้าที่คล้ายจะปักตรึงนัยน์ตาฉันไว้ให้หยุดอยู่ที่เขา ริมฝีปากหยักลึกเริ่มเคลื่อนไหว

“เข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่า เ...”

Rrrr

เสียงทุ้มถูกกลบด้วยเสียงริงโทนมือถือ ประโยคที่เขาตั้งใจจะพูดจึงถูกหยุดไว้เท่านั้น

การสั่นช่วยปลุกสติฉัน เมื่อหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋าแล้วพบว่าเป็นสายตรงจากโรงพยาบาลที่แม่รักษาตัวอยู่ หัวคิ้วฉันขมวดมุ่นและกดรับสายทันที

“ฮัลโหล สวัสดีค่ะ” ฉันลุกขึ้นยืนไปหลบมุม

[สวัสดีค่ะ โทรจากโรงพยาบาล K นะคะ ขอเรียนสายคุณจันทราราญาติคุณจันทร์ทิพย์ค่ะ] ปลายสายเป็นผู้หญิงที่คาดว่าน่าจะเป็นพยาบาล

“พูดอยู่ค่ะ มีอะไรเหรอคะ” ทันทีที่ได้ยินชื่อแม่ ฉันก็เริ่มอยู่ไม่สุขขึ้นมา

[เมื่อชั่วโมงก่อนคนไข้มีอาการแทรกซ้อนค่ะ ถ้าคุณจันทราราสะดวกรบกวนเข้ามาคุยกับคุณหมอที่โรงพยาบาลได้มั้ยคะ]

ว่าไงนะ...

“ตอนนี้แม่เป็นยังไงบ้างคะ”

[คุณหมอดูอาการอยู่ค่ะ แต่ถ้าคุณไม่สะดวกจริงๆ จะมาคุยกับคุณหมอช่วงสามโมงเย็นของพรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ]

“จะ...จะรีบไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”

หลังกดวางสายแล้วฉันก็แทบจะหมดความสนใจในเรื่องที่คุยกับคุณคมคนดังไปชั่วคราว ในหัวฉันมีแต่เรื่องของแม่เต็มไปหมด

อย่างที่บอกไปว่าแม่ฉันมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ตอนแรกก็เป็นแค่ข้อเข่าอักเสบ พอไปถึงโรงพยาบาลหมอก็บอกว่าแม่ติดเชื้อในกระแสเลือด รักษายังไม่ทันดีขึ้นแม่ก็ไตวายเฉียบพลันขึ้นมาอีก คือแม่ฉันอายุห้าสิบบวกแล้ว มีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้วด้วย เพิ่งจะอาการทรงตัวขึ้นได้เดือนนิดๆ เอง เมื่อสองวันก่อนแม่ยังดูดีขึ้นมากๆ อยู่เลย ก่อนหน้านี้หมอยังบอกว่าอีกไม่นานแม่จะกลับบ้านได้อยู่เลย ฉันน่ะไปเยี่ยมแม่ทุกสองวันเลยนะ ทำไมวันนี้ถึงได้...

“หนูต้องไปธุระ เอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังนะคะ” ฉันบอกอีกคนที่อยู่ในห้องอย่างร้อนใจพร้อมคว้ากระเป๋ามาถือไว้ ตั้งท่าจะออกจากห้องอย่างรวดเร็ว

“มีไรรึเปล่า” เขาขยับตัวเพื่อหลีกทางให้ฉันเปิดประตู

“หนูต้องไปหาแม่ที่โรงบาลค่ะ” ฉันเปิดประตูพร้อมเดินออกมาก่อน

สีหน้าฉันคงไม่ดีมากสินะ เขาถึงได้รีบเดินตามออกมา ดังนั้นฉันจึงล็อกประตูห้องพร้อมกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปข้างหน้าโดยไม่ได้หันไปสนใจเขาอีก

เรื่องของแม่เป็นสิ่งที่ฉันร้อนใจเสมอ ยอมขายทุกอย่างทิ้งเพื่อเอามารักษาแม่ เราเหลือกันเท่านี้แล้วนะ...

หอพักที่ฉันอยู่นั้นต้องมองหาพี่วิน ไม่ก็ต้องวิ่งไปขึ้นรถเมล์หรือแท็กซี่ด้านหน้าซอย ดังนั้นฉันจึงต้องทำเวลาหน่อย

กึก!

ด้วยความที่รีบมากจนเกินไปฉันจึงวาดเท้าไปเตะกับเหล็กตรงข้างบันไดทางออกจากหอพัก ฉันชะงักไปเพราะเจ็บ

พรึบ!

มือถือเครื่องหนึ่งซึ่งอยู่ภายใต้นิ้วเรียวยาวยื่นมาตรงหน้า เป็นคุณคมคนดังที่ตามหลังมานั่นเอง ปลายเท้าของเขาหยุดอยู่ที่บันขั้นต่ำกว่าฉันถึงสองขั้น เป็นเหตุให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นเพื่อมองฉัน...

“เมื่อกี้ทำตกไว้หน้าห้อง” ใช่ โทรศัพท์ที่เขายื่นให้คือมือถือของฉัน

“ขอบคุณค่ะ” ฉันรีบก้มหน้าก้มตารับมา ไม่รู้ตัวเลยว่าทำตกตอนไหน นึกว่ากำไว้ในมือตลอดซะอีก

“จะไปโรงบาลยังไง” เขาถามมาอีกประโยค

“ไปแท็กซี่...” ฉันตอบอย่างเร่งรีบ ไม่แน่ว่าอาจจะยอมขึ้นพี่วินไปก็ได้ ขอแค่ไปถึงเร็วๆ ก็พอ

“รอตรงนี้ เดี๋ยวเอารถมารับ”

เสียงที่ติดจะเย็นชาดังขึ้น ฉันเงยหน้าและได้ทันเห็นแผ่นหลังกว้างของเขาที่เดินไปยังซอยข้างหอพักซึ่งด้านหลังสามารถจอดรถเท่านั้น

ในตอนนี้บอกตามตรงว่าฉันไม่ขออิดออดใดๆ ทั้งสิ้น ระหว่างรออยู่ตรงนี้ฉันก็กดเบอร์ของคนที่เนิร์สเซอร์รี่ทันที ไม่นานปลายสายก็กดรับ

[ฮัลโหล เจ้าขาเหรอลูก]

“ค่ะ” ฉันตอบ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่มีรถคันหนึ่งขับมาจอดเทียบอยู่หน้าหอพักด้วยความรวดเร็ว เป็นรถสีขาวธรรมดาที่ไม่มีความโดดเด่นเลยแม้แต่น้อย

กระจกรถเลื่อนลงทันใด คนในรถคือดาราดังนั่นเอง เขามองมาทางนี้พร้อมพยักหน้าเรียกให้ฉันขึ้นรถ ดังนั้นฉันจึงรีบเดินไปเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่ง

[เจ้าขา หนูมีอะไรรึเปล่า ทำไมเย็นแล้วยังไม่มารับน้องไคอีกล่ะ] ปลายสายเอ่ยขึ้นอีก

“จะไปโรงบาลไหน” ส่วนคุณคมคนดังก็ส่งเสียงถามเหมือนกัน ตอนนี้เขาทั้งใส่หมวกและใส่แว่นตา ฟิลม์ในรถคันนี้สีเข้มมากเลยล่ะ

ฉันเกิดอาการรวนเล็กน้อย ควบคุมไม่ทันว่าควรจะตอบใครก่อน

“อ่า...ไปโรงบาล K ค่ะ” ฉะนั้นจึงหันไปพูดและพยักหน้าแทนคำขอบคุณกับเจ้าของรถก่อน แล้วค่อยคุยโทรศัพท์ต่อ “หนูขอฝากน้องไคไว้ก่อนได้มั้ยคะน้า พอดีแม่อาการไม่ค่อยดี หนูต้องไปโรงพยาบาลก่อนค่ะ”

คนที่ฉันโทรหานี้มีชื่อว่าน้าเดือน เป็นเพื่อนรุ่นน้องของแม่ฉันที่มาเปิดเนิร์สเซอร์รี่อยู่แถวนี้พอดี เมื่อก่อนเวลาที่ฉันต้องทำงานและเรียนแม่จะเป็นคนเลี้ยงน้องไคเอง แต่พอทุกอย่างเปลี่ยนไป ป้าเดือนเลยช่วยรับน้องไคไปดูแลโดยคิดราคาแบบคนกันเอง

ตอนแรกน้องไคร้องไห้ทุกวันเลย แต่หลังๆ มานี้โอเคแล้วล่ะ

หอที่ฉันอยู่ตอนนี้น้าเดือนก็ช่วยเป็นธุระหาให้เหมือนกันนะ แม่เคยบอกว่าถือเป็นเรื่องบังเอิญมากที่ได้เจอคนรู้จักเก่าในจังหวัดใหม่ และต้องหาทางตอบแทนน้าเดือนให้ได้

[อ้าว แล้วพี่จันทร์เป็นยังไงบ้างเจ้าขา] เสียงป้าเดือนฉายแววเป็นห่วงอย่างชัดเจน

“ตอนนี้หนูยังไม่รู้เลยค่ะ ต้องรอไปคุยกับหมอก่อน”

[ถ้าได้เรื่องยังไงก็ส่งข่าวมาบอกน้าบ้างนะ ส่วนน้องไคเดี๋ยวน้าดูแลให้เอง หนูเสร็จธุระแล้วก็โทรมานะลูก]

"ขอบคุณนะคะ”

ล่ำลาเสร็จฉันก็กดวางสาย ดังนั้นในรถจึงมีแต่ความเงียบ เจ้าของรถไม่ได้ปริปากพูดอีก ส่วนฉันก็ไม่มีกะจิตกะใจจะตอบคำถามอื่นเหมือนกัน ในหัวฉันมีแต่เรื่องของแม่เต็มไปหมด

ความสนใจและอาการเกร็งที่ฉันมีต่อเขาถูกเรื่องของแม่กลบฝังไปโดยปริยาย

“จะไปรับ เค้า’ ตอนไหน” แต่จู่ๆ เสียงทุ้มเอ่ยถาม

เค้าเหรอ?

“หมายถึงน้องไคใช่มั้ยคะ”

ร่างกำยำด้านข้างครางรับว่า “อืม” มาหนึ่งคำ แต่สัมผัสได้ถึงความผิดหวังอยู่จางๆ

เขาขับรถเร็วมาก ตอนนี้ก็กำลังจะเลี้ยวเข้าไปในโรงพยาบาลแล้ว

“ก็ต้องรอคุยกับหมอเสร็จก่อน คงไม่ดึกมาก...” ในท้ายประโยคนั้นกลายเป็นการพึมพำเท่านั้นเนื่องมาจากรถมาจอดเทียบหน้าอาคารพอดี ฉันมองออกไปนอกกระจกอย่างร้อนใจพร้อมเปิดประตูและไม่ลืมที่จะเอ่ยคำว่า “ขอบ...”

“ขอโทษ” แต่เสียงทุ้มกลับดังขึ้นก่อน

“...”

“หมายถึง...สำหรับเรื่องที่ผ่านมา”

สีหน้าภายใต้แว่นตาดำนั้นแม้ไม่เฉยเมยจนเย็นชา แต่ไม่อาจจับต้องความรู้สึกที่แท้จริงได้ง่ายๆ

หัวใจฉันเต้นแรงขึ้นกว่าเดิมอีกหนึ่งระดับ สำหรับฉันที่รู้สึกไม่เป็นกันเองและเกร็งกับเขามาตลอดอดแปลกใจไม่ได้ ไม่ว่าในทีวีเขาจะยิ้มแย้มแค่ไหนก็ตาม แต่บุคลิกของเขามันบ่งบอกว่าเป็นเป็นคนถือตัวและหยิ่งมากคนหนึ่ง...

ฉันไม่คิดว่าจะได้ยินคำขอโทษจากซุปตาคนนี้

และใช่...ฉันไม่อาจตอบได้โดยทันทีว่า ไม่เป็นไรค่ะ

เรื่องราวที่ผ่านมาแน่นอนว่าฉันเคยผ่านความเซ้นส์ซิทีฟมาแล้ว ทั้งเกลียดตัวเอง น้อยใจโชคชะตา รวมถึงโกรธ ไม่สิ เรียกว่าเคยโกรธมากกว่า ทั้งหมดเป็นเพราะน้องไค

น้องไคที่เป็นผลลัพธ์ของการกระทำนั้นไม่ใช่ยาพิษที่โผล่มาฆ่าฉัน แต่เป็นของขวัญที่ดีที่สุดในโลก

แต่สุดท้ายแล้วฉันกลับตอบเขาไปแค่ว่า...

“ขอบคุณมากๆ นะคะที่มาส่ง”

เพราะคำตอบในใจของฉันคือ ถ้าเขาสามารถทำให้ชีวิตฉันกับลูกสงบสุขได้...นั่นถึงจะถือว่าเป็นคำขอโทษที่แท้จริง’

ฉันลงรถและเข้าไปในโรงพยาบาลทันที ตอนนี้เรื่องของแม่สำคัญที่สุด

ในบรรยากาศที่ค่อนข้างอึกทึก ต้นไม้ส่ายไหว สายลมยามเย็นอาบไล้เส้นผมข้างใบหูของฉัน

ขอโทษ หมายถึง...สำหรับเรื่องที่ผ่านมา

เสี้ยวอณูของเสียงทุ้มต่ำนั้นยังส่งเสียงหวีดหวิวอยู่ในหูฉัน มันทำให้ฉันเผลอหันไปมองด้านหลัง

บรื้น!!

เสียงเครื่องยนต์ของรถธรรมดาที่ซุกซ่อนดาราดังไว้ด้านในเคลื่อนออกไปแล้ว

เขาไม่ลงมาด้วยนั่นถูกแล้ว กลับไปก็ถูกแล้ว เพราะมันคงดูไม่ดีนักถ้าผู้ชายที่คนรู้จักทั้งประเทศเดินตามฉันเข้ามาด้วย

ฉันจึงหันมาจดจ่อกับเรื่องของตัวเองต่อไป

 

แท้จริงแล้วแม่ทรุดหนักฉับพลันเพราะเชื้อที่ติดในกระแสเลือดดื้อยา รวมถึงมีอาการปอดบวม ที่หมอนัดฉันมาคุยเป็นเพราะอยากจะปรึกษาเรื่องขอย้ายผู้ป่วยไปอีกโรงพยาบาลหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่าที่นั่นมีหมอที่เก่งกว่าประจำอยู่ แต่เป็นของเอกชน และค่าใช้จ่ายจะสูงมากกว่าเดิม หมอแค่ถามว่าฉันสะดวกมั้ย...แน่นอนว่าฉันต้องตอบไปว่าสะดวก เนื่องจากเงินที่แม่เก็บไว้ยังเหลืออยู่ ฉันยินดีทุ่มทุกอย่าง...

ฉันคุยกับหมอเสร็จตอนสองทุ่ม แวะไปดูอาการแม่อีกนิดหน่อยแล้วจึงปลีกตัวออกมาเพื่อที่จะไปรับน้องไค

“เจ้าขา!

แต่แล้วยังไม่ทันได้ออกไปขึ้นรถประจำทางด้านหน้า เสียงที่ไม่คุ้นเคยก็ดังขึ้น ที่บอกว่าไม่คุ้นเคยเป็นเพราะมันฟังดูทุ้มละมุนมาก

ฉันหันไปมองรอบตัว เห็นว่ามีคนเดินมาหาฉัน พอเขาเดินมาใกล้มากขึ้น ฉันถึงได้ชะงัก...

“พี่บลู?” ฉันพึมพำพร้อมจ้องเขาด้วยสายตากึ่งตกใจกึ่งแปลกใจ

“ใช่เจ้าขาจริงๆ ด้วย พี่นึกว่าจะทักคนผิดซะแล้ว” ร่างสูงในชุดสีขาวหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน

เขามีรูปลักษณ์ที่สะอาดสะอ้าน เส้นผมสีดำเป็นระเบียบแต่ไม่ถึงกับเรียบร้อย ใบหน้าขาวตี๋ จมูกโด่งเรียว ริมฝีปากสีเชอรี่อ่อนยกยิ้มมาให้ฉัน

“...” ฉันยืนนิ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยิ้มตอบอย่างเก้อเขิน ผู้ชายคนนี้คือพี่บลูจริงๆ ด้วย

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” เขาพูด

“ใช่ค่ะ ไม่ได้เจอกันนานเลย” แม้จะรู้สึกบอกไม่ถูก แต่ฉันก็ยังโต้ตอบกับพี่บลูคนนี้

“ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีก สบายดีมั้ย?” รอยยิ้มอบอุ่นที่แฝงไปด้วยความดีใจถูกส่งมาให้ฉัน

ใช่ เราไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่ตอนที่พี่เขาเรียนจบมัธยมไป และที่ฉันค่อนข้างทำตัวไม่ถูกเป็นเพราะว่าสมัยก่อนเราไม่เคยคุยกันเลยสักครั้ง เคยแต่สบตากันเท่านั้น

ฉันเองก็ไม่คิดว่าจะได้เจอรุ่นพี่ที่แอบปลื้มมากๆ ในสมัยมัธยมอย่างพี่บลูอีกเหมือนกันนะ

[รออัพต่อบทหน้า]
Lta Luktarn
ชื่อตอนว่า At second sign นี่ไม่ได้หมายถึงพระนางอย่างเดียวนะ แต่หมายถึงตัวเอกเกือบทุกตัวจะได้มาเจอกันในรอบนี้ด้วย เหมือนเป็นการเปิดตัวละครเด่นทั้งหมด เรื่องนี้มีอยู่ห้าหกคนที่เป็นตัวเด่นงิ
ชื่อของพี่บลูคนนี้ถูกอ้างถึงไว้ตั้งแต่บทแรกแล้วนะ ถ้าใครลืมต้องไปย้อนอ่านเอาเนอะ
เรารู้ว่าทุกคนคิดอะไรหลังจากที่อ่านตอนนี้จบ
แต่บทสรุปของฉากนี้ยังไม่จบข่ะ
รออ่านบทหน้านะ จุ้บ
ปล. ถ้าตอนนี้แต่งแล้วงงๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาแก้นะ พอดีตอนนี้ตาลมาเที่ยงเกาะช้าง
พิมพ์ในมือถือง่ะ 55555555
1 เม้น 1 กำลังใจ
แปะรูปครอบครัวสุขสันต์  เหื้ออออออ


ฝากเรื่องนี้ด้วยนะ เป็นเรื่องที่เอามารีไรท์ใหม่ >> คลิก <<
ฝากเรื่องใหม่ด้วยนะ จุ๊บ >>❖อสรพิษ❖ <<
ฝากนิยายในเซ็ตด้วยนะ แต่งกับเมเนลเช่นเคย
SET

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9.838K ครั้ง

1,916 ความคิดเห็น

  1. #47501 Lil'J (@little_jid) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 / 17:24

    ถึงจะเป็นคนเทาๆ แต่เค้าก็ไม่ได้แย่นะคุณคมอ่ะ

    #47501
    0
  2. #42106 RealThxnB (@RealThxnB) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 18:00
    คุณคมพยายามเข้าค่ะะ
    #42106
    0
  3. #41877 sadaomi (@sadaomi) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 / 01:40

    ไหนพี่บลูลองแสดงฤทธิ์หน่อยสิ
    #41877
    0
  4. #38087 CNBESUBIEXO (@panutda91) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2561 / 00:04
    พี่บูลมาแล้วว
    #38087
    0
  5. #35437 ไออิกู (@JJawizz) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 18:29
    น้านตัวแปรตัวสำคัญม๊าาาา ว้ายเจ้มจ้น
    #35437
    0
  6. #33968 fardoremee (@jaratrawee2544) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 กันยายน 2561 / 22:55
    พี่บลูมาแล้ววว
    #33968
    0
  7. #32494 Kuro85 (@KurobutaHime) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 กันยายน 2561 / 18:17
    น่าสงสารมาก ชีวิตอย่างซวยถ้าไม่เกิดเรื่องแบบนี้เจ้าขาคงแต่งงานมีลูกน่ารักๆอยู่ในบ้านหลังโตไปนานแล้ว
    #32494
    0
  8. #32373 Earn Nuttanun Setwipattanachai (@earnniestar) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 กันยายน 2561 / 21:48
    ต้นเรื่องแม่ก็59 ผ่านมา3ปี 50บวก แม่ไม่แก่ขึ้นเลยเหรอ
    #32373
    0
  9. #30740 27282930 (@27282930) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2561 / 23:41

    เจอพี่บูลที่แอบปลื้ม
    #30740
    0
  10. #29025 Cream_2546 (@Cream_2546) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 16:36
    พี่บลูออกแล้ววว
    #29025
    0
  11. #29010 Chopoom94 (@chompoo3957) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 12:36
    ต้องมีเรื่องยุ่งยากอีกแน่ๆเลยน้องเจ้าขา
    #29010
    0
  12. #27701 gamnunnapat (@gamnunnapat) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2561 / 20:51
    สนุกล่ะงานนี้
    #27701
    0
  13. #20802 Cherrrj (@Cherrrj) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2561 / 22:23
    แงงง ไม่คิดว่าพี่คมจะพูดขอโทษง่ายๆ แบบนี้ ใจเหลวเป็นน้ำเลยค่ะ
    #20802
    0
  14. #20288 นิตา (@exofan-thanita) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2561 / 23:21
    โอ้ย ชีวิตเจ้าขาน่าสงสารมาก สู้ๆนะ
    #20288
    0
  15. #19963 jessica-nonthiya (@nonthiya-jessica) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 16:53
    สงสารนางเอกมาก แต่ก็จะกริ๊สคุณคม -บ้าหล่อจังวะ
    #19963
    0
  16. #19413 Ginoza (@Auntonio) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 12:26
    ฮืออ ชอบการกลับมาเจอกันของสองคนนี้มาก พี่ตาลแต่งแล้วเราอินมากๆๆ อ่านเพลินสุดๆ อยากรู้ชีวอตเจ้าขาจากนี้จะเป็นยังไง ต้องวุ่นวายปนดราม่าแน่นอน
    #19413
    0
  17. #18197 jinny (@janiss) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 16:23
    น่าติดตามมากๆๆๆๆ
    #18197
    0
  18. #17229 ดีดี (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 13:34

    รู้สึกหน่วงๆชีวิตจัง สงสารนางเอก

    #17229
    0
  19. #16923 Kanokwan114 (@Kanokwan114) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 08:36
    อ่านได้ไม่กี่ตอน เข้าใจความรู้สึกเจ้าขาเลยอ่ะ เห้ออออ~~
    #16923
    0
  20. #16251 ✎ เทียนไข ❀ (@cantian) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2561 / 16:01

    พี่บลูก็มาาา พี่มินฮยอนของน้องงง5555555

    #16251
    0
  21. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  22. วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 02:14

    พอกลับมาอ่านซ้ำอีกครั้ง

    ยิ่งเข้าใจเจ้าขาว่าทำไมังไม่อยากได้คุณคมเข้ามาในชีวิต

    ...ยิ่งอ่านยิ่งเข้าใจความรู้สึก แต่ในขณะเดียวกัน

    เจ้าขาก็คาดหวังการกระทำของคุณคมอยู่ลึกๆ(ไปอ่านใหม่ แล้วจะเห็นประโยคที่ไรท์ชอบใส่หลังจากขาเจอคุณคม

    ...บลูน่าจะสนใจเจ้าตั้งแต่อยู่ม.6 แล้ว ดูได้จากการเรียกชื่อเจ้า หน้ารพ ทั้งๆที่เจ้าขาบอกว่าไม่เคยคุยกันสักครั้ง (แล้วบลูรู้ชื่อได้ยังไง นั่นแปลว่าสนใจเจ้าขาอยู่เหมือนกัน) เคยแต่สบตาเท่านั้น เจ้าขาว่า

    ....ว่าด้วยเรื่อง 'ปีให้หลัง' ประมาณว่า 'ใครจะรู้ในอนาคต..'

    ของคุณคมกัน

    ตอนพาร์ตปัจจุบันแต่อิงถึงอนาคต

    คุณคมเคยคิดในใจว่า--> ' ปีให้หลัง(ใครจะรู้ในอนาคต) ถ้าผมพูดว่าเป็นที่สอง ก็ไม่มีใครกล้าบอกว่าเป็นที่หนึ่งอีก แต่ปีต่อมา....'  (มันกลับรวนเพราะข่าวที่ว่ามีลูก [ที่หนึ่งของคุณคมอาจโดนเจ้าขายึดไป/หรือที่หนึ่งที่ไม่มีใครกล้าขึ้นอาจโดนหมอบลูแย่ง )

    ตัวข้านั้นมโนได้สุดยอดจริงๆแต่

    ถ้าลองกลับไปอ่านใหม่ จะเจออะไรดีๆที่ไรท์แทรกมาเพื่อสื่อ อาจไม่เยอะ(หรือเยอะแต่เราไม่รู้ -ช่างเถิด) แต่มันทำให้เข้าใจตัวละครมากขึ้นจริงๆ



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 8 มิถุนายน 2561 / 02:46
    #13877
    0
  23. #13151 gongjuzyx (@natsinidarakai) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 02:51
    นี่คิดว่าบลูคือคนทำซีที่คุณคมจะเเก้เเค้น รึป่าวนะ5555555
    #13151
    0
  24. #12354 aunaunmtyj (@aunaunmtyj) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 20:37
    พี่บลู งานดีจังเลยค่ะ แม่ขาเจอคนที่เคยแอบชอบด้วย อิอิ ไรท์55555555 ถูกใจจริงๆ
    #12354
    0
  25. #12162 DMace9 (@DMace9) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 14:51
    พี่บลูแอบชอบเจ้าขาแน่เลยอ่ะ แล้วเจ้าขาก็ยังเคยแอบปลื้มสมัยมัธยมด้วย ทำไมเราคิดว่าคุณคมยังอยู่ที่โรงพยาบาลอ่ะ
    #12162
    0
เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น