Rebellious Fairytale: บทนิทานเทพธิดานอกรีต

ตอนที่ 2 : องค์ที่ 1: บทนำของนิทาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 พ.ค. 59

องค์ที่ 1: บทนำของนิทาน

 

            นิทานเทพธิดานอกรีตคือเรื่องราวของเทพธิดาสี่องค์ที่รุกรานมนุษย์ในอาณาจักรแห่งหนึ่ง และเพราะการกระทำนั้นนั่นเองก็ทำให้พวกนางถูกเด็ดปีกเพื่อไม่ให้กลับสวรรค์และถูกตราหน้าว่าเป็นพวกเทพนอกรีต แต่เทพธิดาทั้งสี่ก็ไม่มีทีท่าสนใจต่อคำตัดสินของสวรรค์ ยังคงสร้างความวุ่นวายให้แก่มนุษย์ด้วยการให้สร้าง นักรบ มาทดแทนปีกที่หายไป

            จนกระทั่งวันหนึ่ง แม่มด ได้มอบนักรบเช่นเดียวกันให้แก่ เจ้าหญิงและ อัศวิน เพื่อต่อกรกับพลังอำนาจของเทพธิดา

            มนุษย์ที่ไร้หนทางต่อสู้นานนับหลายสิบปี ในที่สุดพวกเขาสามารถเอาชนะเหล่าเทพธิดาได้ แต่ก็แลกกับชีวิตของอัศวินที่สาปแช่งเพื่อจองจำเทพธิดาองค์หนึ่งอยู่ในโลกอันโดดเดี่ยว ขณะที่เทพธิดาอีกสององค์ถูกแม่มดสังหาร และอีกหนึ่งเจ้าหญิงเป็นผู้ขับไล่ออกไปยังดินแดนรกร้าง

            หลังสงครามสิ้นสุด ชื่อของอัศวินถูกจารึกร่วมกับสุสานของเชื้อพระวงศ์ เพื่อเป็นเกียรติยศในฐานะสหายร่วมศึกคนสำคัญของเจ้าหญิง

            ถึงจะใช้เวลานาน เจ้าหญิงกับแม่มดได้ช่วยกันฟื้นฟูอาณาจักรกลับมาสงบสุขอีกครั้ง...

            นิทานจึงจบลง กลายเป็นเทพนิยายพันปีที่ถูกถ่ายทอดเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่น

            แต่แล้ว... เรื่องในนิทานก็กลายเป็นจริง

            เมื่อมีการสันนิฐานว่า นักรบ ในนิทานคือหุ่นยนต์รบในสมัยที่มนุษย์เคยรุ่งเรืองก่อนจะล่มสลาย เกิดเป็นโครงการค้นหาลอสเทคโนโลยีประเภทหุ่นยนต์ขึ้น โดยหุ่นตัวแรกที่ถูกค้นพบก็อยู่บริเวณที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอโธลันเดีย จึงมีการสรุปได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่านิทานเรื่องนี้อ้างอิงจากประวัติศาสตร์จริง ก่อนจะถูกดัดแปลงไปมาจนกลายเป็นนิทานในปัจจุบัน

            แต่อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แม้จะมีการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ทว่าหุ่นยนต์ตัวนั้นกลับไม่มีใครสามารถควบคุมได้เลยแม้แต่คนเดียว สิ่งที่ทำได้คือ รอ วันที่เจ้าของที่แท้จริงกลับมา...

 

            เพราะไม่ต้องการเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ผู้นำของดาวเคราะห์ทั้งสามดวง ซึ่งประกอบด้วย เทอร์ร่า, ไกอา และอาร์เด ได้ประชุมร่วมกัน หาทางแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต พวกเขาจึงตกลงลงนามสนธิสัญญาสงบศึก และจัดตั้งองค์กรด้านการทหารมาเป็นส่วนกลางระหว่างดาวเคราะห์

            ดังนั้น สนธิสัญญากองทัพพันธมิตรแห่งจักรวาล (Universal Treaty of Allied Forces)หรือ ยูทาฟ (U.T.A.F.) จึงได้มาเป็นหน่วยงานสำหรับดูแลปัญหาต่างๆ ไม่ว่าเหตุก่อการร้ายหรือภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถรับมือไหว

            ช่วงแรกๆ กองทัพยูทาฟตอบโจทย์ทุกอย่างให้กับผู้นำดาวเคราะห์ทั้งสามได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจัดการปัญหาเหตุจารชนหรือบรรเทาทุกข์ของประชาชนจากภัยต่างๆ และยิ่งในยุคที่กองทัพสามารถปราบผู้ก่อการร้ายที่หวังให้เกิดสงครามระหว่างดวงดาวขึ้นมาอีกครั้งจนสิ้นซาก รวมทั้งค้นพบเทคโนโลยีจากโลกยุคเก่าของดาวเทอร์ร่าอีกมากมาย สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั่วไปมากขึ้น กลายเป็นความใฝ่ฝันของเด็กๆ ที่อยากเป็นทหารของยูทาฟ

            กองทัพจึงก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยประจำดาวเคราะห์แต่ละดวงขึ้นมา เมื่อบุคลากรเพิ่มมากขึ้น การร้องขอทหารจากประเทศต่างๆ มาประจำการ ก็ลดลงมาเหลือศูนย์ จึงทำให้กองทัพยูทาฟกลายเป็นกองทัพส่วนกลางอย่างแท้จริง...

            แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มีขาขึ้นก็ย่อมมีขาลง

            เวลาผ่านไป บทบาทหน้าที่ของกองทัพก็ลดน้อยลง เพราะเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มเข้าที่เข้าทาง นานๆ จะมีงานผ่านมือมาถึงกองทัพที่นอกจากขุดหาลอสเทคโนโลยีเป็นงานประจำ มาดูแลผู้ประสบภัยจากธรรมชาติหรือปราบเหตุก่อการร้ายที่ได้รับคำขอร้องมา

            บางทีงานที่ควรจะได้รับก็กลับไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายกลัวโดนแย่งผลงานไปนั้นเอง ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ที่กำลังออกรายการข่าวชื่อดังนั่นเอง...

            “เจ้าพวกนั้นมันเอาอีกแล้วเรอะ” เสียงจากชายคนหนึ่งบ่นขึ้นแข่งกับเสียงจ้อกแจ้กจอแจภายในโรงอาหารที่แน่นไปด้วยผู้คนในเวลาพักเที่ยง ซึ่งรายการโทรทัศน์กำลังรายงานข่าวล่าสุดของวัน “นับวันรู้สึกเหมือนทำอะไรจับฉ่ายเข้าทุกวันแล้วนะ”

            “นั่นสิ พวกนักข่าวก็น่าหยุดทำข่าวไอ้ไก่ขี้ขโมยได้แล้ว พอขโมยเสร็จอีกสักพักก็เอามาคืน เจ้าทุกข์เลยไม่เอาเรื่อง ทำอย่างกับเด็กเรียกร้องความสนใจไปได้” คราวนี้เป็นเสียงชายอีกคนที่สวมเครื่องแบบทหารสีกรมเต็มยศ ผิดกับคนแรกที่สวมเสื้อยืดสีขาวสบายๆ

            “ก็คงยากหน่อยนะ ไม่กี่วันก่อนไอ้ไก่พวกนี้เพิ่งเล่นงานตำรวจอวกาศท้องถิ่นซะอ่วมเลย” คนที่สามซึ่งสวมเสื้อแขนยาวคอเต่าสีดำหัวเราะเยาะเย้ยพวกตำรวจอวกาศ “ขนาดมี วิซ (Witch) เป็นกำลังเสริมแล้วยังสู้ไม่ได้เลย... ทั้งที่ฝั่งนั้นมีวิซแค่คนเดียวด้วยซ้ำ”

            “เฮ้อ... อย่าว่าแต่วิซของตำรวจเลย วิซของกองทัพเองก็ยังทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน แต่อย่างน้อยก็สู้สูสีไม่แพ้น่าเกลียดล่ะนะ”

            “เมื่อไรกองทัพจะจัดการเต็มมือเต็มมือได้สักทีเนี่ย...” คนในเครื่องแบบเปรยอย่างไม่เข้าใจ ว่าทำไมกองทัพที่จัดตั้งขึ้นตามสนธิสัญญาสงบศึกระหว่างดวงดาว ถึงไม่ได้รับหน้าที่จับกุมกลุ่มโจรสลัดอวกาศชื่อดัง ทั้งที่เป็นปัญหาร่วมกันแท้ๆ

            “ทำไงได้” คนเสื้อดำยักไหล่ขอไปที “ก็พวกนั้นยังไม่มีคดีร้ายแรง อย่างมากก็คดีซ่องโจรกับขโมยของ ความผิดที่ทำก็ยังอยู่ในระดับที่ตำรวจยังพอรับมือได้ หรือไม่ก็... พวกนั้นไม่ต้องการให้กองทัพเป็นคนได้หน้า เลยไม่ยอมส่งเรื่องของความช่วยเหลือมาซะที”

            พูดจบ เพื่อนสองคนถอนหายใจเฮือกใหญ่ ที่กองทัพของพวกเขาไม่สามารถจัดการกลุ่มโจรสลัดอวกาศ โฮเรซ หรือ ไก่ขี้ขโมย ได้อย่างเต็มที่ ตามที่คนเสื้อดำว่ามา แม้จะเป็นกองทัพที่มีอำนาจครอบคลุมได้มากกว่าตำรวจอวกาศ แต่สุดท้ายต้องทำตามกฎหมายอยู่ดี

            “ความหวังเดียวที่กองทัพจะทำได้ก็คงมีแต่ความบังเอิญเท่านั้นแหละ ก็เหมือนตอนที่สองคนนั้นเจอพวกไก่นั่น” ชายชุดขาวบอกเสียงหน่าย

            “คงยากว่ะ ก็คนหนึ่งไปเฝ้าสังเกตการณ์เหตุก่อการร้ายไกลถึงเทอร์ร่า ส่วนอีกคนถึงจะอยู่นี่ แต่ก็ต้องดูแลผู้ประสบภัยที่เฟอร์เนล กว่าจะได้กลับก็อีกพักใหญ่เลยล่ะมั้งนั่น”

            คนในเครื่องแบบตอบพลางโบกมือไปมาเชิงบอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้หรอก

            หลังเงียบไปสักพัก เสียงหัวเราะคิกจากด้านหลังได้เรียกความสนใจเหล่าชายหนุ่มทั้งสามคนให้หันมอง

            “ใครว่าอีกนานกันล่ะคะ เพราะเมื่อกี้ฉันได้ยินมาว่าผู้พันฟิโอเน่กำลังจะกลับมาจากเฟอร์เนลแล้วล่ะค่ะ” หญิงสาวเจ้าของทรงผมบ๊อบสไลด์สีไวน์บอก ดวงตาสีเหลืองอ่อนก็หยีตามองกับหนุ่มๆ “รู้สึกว่าจะกลับมากองบัญชาการกลางช่วงค่ำๆ ด้วยล่ะ”

            “โอ้ ไง เบลเล่ไม่ได้เจอกันนาน” ชายเสื้อสีดำทักทายเบลเล่ด้วยท่าทีสนิทสนม “เห็นว่าเป็นพี่เลี้ยงเด็กแล้วนิ”

            “จะเรียกว่าพี่เลี้ยงเต็มปากนี่รู้สึกแปลกๆ นะเนี่ย ฮะๆ” เบลเล่ยิ้มแหย เกาแก้มเขินๆ กับคำว่าพี่เลี้ยง “ทั้งที่ความจริงฉันมาเป็นตัวแทนผู้พันฟิโอเน่เท่านั้นเอง สักวันมะรืนเขาคงกลับมาทำหน้าที่สอนเด็กใหม่แล้วล่ะ ว่าแต่กำลังบ่นอะไรเกี่ยวกับพวกไก่ขี้ขโมยเหรอ”

            “ก็นิดหน่อยนะ เพราะเมื่อกี้พวกนั้นได้ออกข่าวอีกแล้วล่ะ เห็นว่าไปปล้นคลังสินค้าของบริษัทโคลเบิร์ตอินดัสทรีน่ะสิ” ชายเสื้อยืดเล่าเนื้อหาข่าวคร่าวๆ ให้ฟัง “เลยบ่นๆ ว่าเมื่อไรกองทัพเราจะได้รับงานนี้สักที พวกตำรวจอวกาศยังทำอะไรไม่ได้เลยนี่สิ”

            “ถ้าตำรวจอวกาศยังไม่ส่งเรื่องขอความช่วยเหลือก็คงยากนะ”

            แล้วทั้งสี่ก็หัวเราะอย่างรู้เหตุผล พอคุยกันไปได้อีกสักพัก หนุ่มชุดเครื่องแบบก็พูดโพล่งขึ้นมาเพื่อยอเอาใจเบลเล่

            “จะว่าไปเบลเล่ที่ได้เป็นนักบิน แฟรี่เฟรม (Fairy Frame) เหมือนผู้พันฟิโอเน่ก็คงเล่นงานวิซของฝั่งนั้นได้สบายๆ นะ”

            “ขนาดผู้พันฟิโอเน่ยังสูสีไม่รู้แพ้รู้ชนะกับทางนั้น ฉันก็คงไม่ไหวหรอกค่ะ” เบลเล่ส่ายหัวตอบกลับทันที “ที่สำคัญฉันเองก็เพิ่งขับแฟรี่เฟรมได้ปีสองปีเองค่ะ ไม่เหมือนรายนั้นหรอก”

            “แต่ว่าเธอได้งานเป็นพี่เลี้ยงเด็กใหม่ที่ขับ Fairy-004 ไม่ใช่หรือไง ถึงจะเป็นตัวแทนก็เหอะ” หนุ่มเสื้อยืดถามต่อ “ถ้าสอนได้ ฝีมือก็น่าจะพอตัวแล้วล่ะ”

            “สอนกับปฏิบัติจริงมันต่างกันนะคะ... ฮือ...” หญิงสาวแกล้งทำเสียงเหมือนจะร้องไห้ “อ๊ะ จริงสิ! ไหนๆ ก็ไหนๆ ฉันขอแนะนำคนที่ขับ Fairy-004 เลยละกัน”

            เบลเล่ที่เปลี่ยนอารมณ์ปุบปับได้ควักมือเรียกหญิงสาวอีกคนที่กำลังเดินมาหาเธอ มาแนะนำให้ทหารหนุ่มทั้งสามได้รู้จัก โดยเธอคนนั้นมีผมยาวถึงกลางหลังสีชมพูแดง ดวงตากลมสีฟ้าใส และด้วยใบหน้าทรงกลมทำให้หล่อนดูเป็นผู้หญิงหวานๆ

            และเมื่อผู้หญิงคนนั้นมาหยุดอยู่ต่อหน้าชายทั้งสาม เบลเล่จึงแนะนำตัวหล่อนอย่างทางการ

            “เธอคนนี้คือ ร้อยตรีเมโลนี่ สตาร์ไลท์ นักบิน Fairy-004 ค่ะ”

            หลังทหารสาวรุ่นพี่แนะนำตัวให้ เมโลนี่โค้งเล็กน้อยเป็นการทักทายหนุ่มๆ และไม่ลืมแนะนำด้วยตัวเองอีกรอบหนึ่ง

            “เมโลนี่ สตาร์ไลท์ สวัสดีค่ะ”

            เพียงแค่ได้ยินนามสกุลของเมโลนี่ เหล่าชายหนุ่มก็ชะงักก่อนจะยิ้มทักทายแนะนำตัวเองกลับด้วยท่าทางเกร็งๆ ไม่เป็นธรรมชาติเหมือนกับตอนคุยกับเบลเล่

            คุยกันได้สองสามประโยค เบลเล่ก็ขอตัวไปทานอาหารกลางวัน

            “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปกินข้าวกลางวันก่อนนะ” หญิงสาวผมแดงโบกมือลา พาเมโลนี่ไปหาโต๊ะที่ค่อนข้างลับตาคน หลังเห็นสีหน้าของอีกคนแสดงความเครียดให้เห็น

             “ไม่ต้องเครียดขนาดนั้นหรอกน่า ตอนฉันเจอเธอครั้งแรกก็เกร็งเหมือนกับพวกนั้นแหละ” เบลเล่ยิ้มปลอบเมโลนี่ “ก็เธอน่ะ เป็นหลานสาวอีกคนของนายพลซอลตัน สตาร์ไลท์ หนึ่งในตัวเก็งผู้บัญชาการสูงสุดเลยนี่นา”

            “ค่ะ... ฉันพอเข้าใจค่ะ ตอนสมัยเรียนอยู่ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน...” เมโลนี่ยิ้มอ่อนๆ ตอบกลับ รู้ดีว่านั่นไม่ใช่เพราะเธอเป็นหลานสาวของท่านนายพล แต่ด้วยสาแหตุอื่นต่างหาก

            “เรื่องนั้นช่างมันเถอะๆ” หญิงสาวผมแดงโคลงหัว รู้ว่าอะไรทำให้เมโลนี่ยิ้มแบบนั้น “คิดเรื่องเครียด เดี๋ยวกินข้าวไม่อร่อยกันพอดี”

            ถึงเบลเล่จะบอกว่าช่างมันก็เถอะ แต่สำหรับเมโลนี่ที่เจอเรื่องพวกนี้ค่อนข้างบ่อยจนน่าจะชิน ทว่าความจริงก็คือความจริง เพราะสิ่งที่ทหารหนุ่มสามคนนั้นตกใจไม่ใช่ว่าเธอเป็นหลานสาวทหารยศสูง แต่เป็นเรื่องเมื่อสิบเก้าปีก่อนในโศกนาฏกรรมสังหารหมู่ตระกูลสตาร์ไลท์ เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้รอดชีวิตเพียงแค่สองคน ก็คือลุงกับแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เธอและพี่สาวฝาแฝดอยู่ ปัจจุบันยังไม่สามารถสืบคดีได้เลยว่าใครคือผู้กระทำผิด เหตุผลที่แท้จริงคืออะไร ในปีหน้าคดีนี้ก็จะหมดอายุความ

            พอครอบครัวสตาร์ไลท์นับหนึ่งใหม่หลังทำใจกับความสูญเสีย กลับต้องโชคร้ายอีกจากอุบัติเหตุบนท้องถนน แม่ของเมโลนี่เสียชีวิตเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว เมโลนี่ที่บาดเจ็บสาหัสปางตาย หลังการผ่าตัด เธอเหมือนได้รับปาฏิหาริย์ที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติ หนำซ้ำยังสามารถเรียนอยู่ในโรงเรียนนายร้อยได้สบายๆ จนไม่น่าเชื่อว่านี่คือคนที่ประสบอุบัติเหตุเกือบตายมาแล้ว ส่วนคนขับรถก็ถูกจับและชดใช้ค่าเสียหายตามกฎหมายระบุ

            ทว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นถูกนำไปเชื่อมโยงกับคดีสังหารหมู่ ทำให้ผู้คนกลับมาจำเรื่องคดีเมื่อสิบเก้าปีก่อนได้

            ถึงเบลเล่อยากจะปลอบโมเลนี่กำลังจมปรักกับอดีต แต่เธอกลับเลือกที่จะเงียบ กลัวว่าหากพูดอะไรไปอาจจะส่งผลเสียด้านจิตใจมากกว่าเกิม

            “จริงสิ!” เบลเล่จงใจเรียกความสนใจเมโลนี่ “วันเสาร์ที่จะถึงเธอว่างหรือเปล่า”

            “คะ? ก็ว่างค่ะ...”

            “ถ้างั้นเราไปเที่ยวข้างนอกกันไหม เพราะผู้พันฟิโอเน่ก็กลับมาแล้ว ฉันเลยคิดว่าเราน่าจะจัดปาร์ตี้ต้อนรับน้องใหม่ในสังกัดหน่อยก็เข้าท่าดีนะ” เบลเล่เสนอความคิดที่จะจัดงานเลี้ยงฉลองต้อนรับเด็กใหม่

            “คือ... จริงๆ แค่ไปทานข้าวด้วยกันก็พอแล้วล่ะค่ะ” เมโลนี่หัวเราะแห้ง

            “เอาน่า มันก็ถือว่าเลี้ยงฉลองเหมือนกันละนะ ดีไม่ดีอาจจะได้กินของฟรีด้วย คนอย่างผู้พันฟิโอเน่ยังไงก็คงใจป้ำเลี้ยงลูกน้องในสังกัดอยู่แล้ว ยกเว้นเสียแต่...”

            “แต่...?”

            “เขาจะไปกินอะไรกับกลุ่มเพื่อนขาประจำน่ะสิ พวกผู้ชายคงเลือกไปกินกับเพื่อนก่อนอยู่แล้ว” เบลเล่เบ้ปาก ควงช้อนเล่น

            “ถ้างั้นเลื่อนเป็นอาทิตย์หน้าก็ได้นี่คะ เพราะเพิ่งกลับจากภารกิจก็คงไม่มีงานเข้าหรอกมั้งคะ...” เมโลนี่แนะนำแผนใหม่ให้

            “แบบนั้นก็ได้นะ พวกภารกิจใหญ่ๆ ก็คงไม่ตกมาถึงพวกเราอยู่แล้วล่ะ งั้นเป็นอันตกลงนะ!” ว่าจบเบลเล่คว้าเกีย อุปกรณ์สื่อสารแบบสารพัดประโยชน์ บางเฉียบพอดีมือ ขึ้นมาจดบันทึกตารางนัดหมาย “เดี๋ยวเรื่องชวนผู้พัน ฉันจัดการเอง ไม่ต้องห่วง”

            หญิงสาวผมแดงรับปากเป็นมั่นเหมาะจัดการเรื่องชวนผู้พันฟิโอเน่เอง เมโลนี่เลยผงกหัวตกลง แต่พอจะลงมือทานอาหารต่อ เธอเผลอนึกย้อนเรื่องครอบครัว

            อย่าคิดเรื่องนั้นสิ เมโลนี่สลัดความคิดทิ้ง หันมาจดจ้องอยู่กับอาหารตรงหน้า คิดถึงงานเลี้ยงฉลองต้อนรับน้องใหม่ซึ่งก็คือตัวเธอเอง

            เมื่อคิดเรื่องใหม่ได้ เมโลนี่นึกภาพงานเลี้ยงไม่ออกเลยสักนิด จินตนานาการได้แค่กินข้าวโดยมีคนยศสูงกว่าเป็นเจ้ามือเลี้ยง เสียงหัวเราะดีใจของเบลเล่ที่ได้ทานอาหารถูกปากฟรี ส่วนเธอคงนั่งนิ่งตามน้ำไปเรื่อยกับบรรยากาศกร่อยๆ ในร้านอาหารธรรมดากันแค่ สามคน เท่านั้น

            ...ใช่

            ฟังไม่ผิดหรอก สังกัดที่เมโลนี่อยู่มีเพียงแค่นี้จริงๆ เนื่องจากหุ่นรบที่ถูกเรียกว่า แฟรี่เฟรม หรือ ลอสเทคโนโลยีประเภทหุ่นรบโบราณ ที่เคยเป็นข่าวคึกโครมประมาณห้าสิบกว่าปีก่อน ปัจจุบันถูกค้นพบสี่ตัวเท่านั้น โดยหนึ่งในนั้นยังไม่สามารถพบนักบินที่มีคุณสมบัติที่หุ่นต้องการ

            ซึ่งคุณสมบัติที่หุ่นต้องการที่ว่า ทุกวันนี้ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าคืออะไร แม้แต่คนที่วิจัยเรื่องนี้มาอย่างยาวนานอย่าง ศาสตารจารย์ลูซินด้า วานีเธียร์ ผู้ค้นพบยังเก็บตัวเงียบไม่บอกอะไรเลย สร้างข้อสงสัยให้เหล่านักวิทยาศาสตร์หาคำตอบกันเอง

            แล้วถ้ามาถามนักบินของแฟรี่เฟรมอย่างเมโลนี่ เบลเล่ แม้แต่ตัวคุณผู้พันฟิโอเน่เอง ก็ยิ่งชวนฉงนเข้าไปใหญ่ เพราะตอนที่ทั้งสามคนได้รับเลือกต่างตอบมาเสียงเดียวกันว่า ทันทีที่เห็นหุ่นยนต์รบพวกเขารู้สึกเหมือนถูกเรียกให้ไปหา ตัวอย่างเช่นกรณีของเมโลนี่

            แต่แรกเดิมทีเมโลนี่เป็นแค่นักเรียนมัธยมปลายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้เข้าโรงเรียนนายร้อยเหมือนอย่างพี่สาวฝาแฝด ทว่าหลังได้เห็นแฟรี่เฟรมในข่าว เธอไม่รู้ตัวเลยว่าได้ไปขอร้องลุงใช้ตำแหน่งนายพลพาตัวเองได้เจอกับหุ่นยนต์ตัวนั้น แน่นอนซอลตันค่อนข้างรู้เรื่องนี้ เลยแจ้งเรื่องนี้ให้กับกองทัพทราบ เมื่อยืนยันได้ว่าเมโลนี่คือนักบินของแฟรี่เฟรมตัวล่าสุด เธอจำเป็นต้องออกจากโรงเรียนเดิมเพื่อมาศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยแทน... ไม่น่าเชื่อว่าแค่เห็นหุ่นรบแค่ครั้งเดียวจะเปลี่ยนชีวิตเธอได้ขนาดนี้

            ขณะนั่งคิดไปเรื่อย เบลเล่ที่ทานอาหารหมดก่อนสะกิดเรียกเมโลนี่ “เดี๋ยวตอนบ่ายเราทดลองบินกันไหม”

            “เอ่อ... ฉันว่าบังคับให้เดินได้คล่องๆ ก่อนดีกว่าค่ะ” เมโลนี่ยิ้มแหย นึกสภาพที่ตัวเองควบคุมหุ่นรบเดินเกๆ กังๆ “ขืนลองบินขึ้นมา ฉันกลัวว่าจะทำอะไรเสียหายน่ะค่ะ...”

            เธอบอกเหตุผลที่ยังไม่กล้าหัดบิน เพราะถ้าทำอะไรพังมีหวังโดนเตือนกับถูกหักเงินเดือนแน่ๆ

            เบลเล่ฟังคำอธิบายจบ จึงผงกศีรษะเข้าใจและเคารพการตัดสินใจของเมโลนี่ ถึงจะรู้สึกขัดใจไปบ้างที่อีกฝ่ายไม่ใช่พวกชอบเสี่ยงเท่าไหร่

            “ไม่เป็นไรๆ ถ้าอย่างนั้นวันนี้ฉันจะฝึกให้เธอเดินคล่องๆ จนผู้พันฟิโอเน่ต้องเอ่ยปากชมฉันให้ได้ค่อยดู ถึงมันจะเป็นแค่การเดินก็ได้เถอะ!

            เบลเล่เขยิบตาชูนิ้วโป้งชี้มาที่ตัวเองอย่างภูมิใจ เมโลนี่ที่ตักอาหารคำสุดท้ายเข้าปากหัวเราะเบาๆ

 

            เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังก้องไปทั่วทางเดิน ปนกับเสียงการบรรยายต่างๆ เกี่ยวกับสถานที่ที่พวกเขากำลังสำรวจอยู่ เมื่อไปถึงห้องริมสุด สิ่งที่ทุกคนได้พบคือสวนจำลองขนาดย่อมที่พอจุคนได้มากถึงร้อยคน สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้เยี่ยมชม เนื่องจากตลอดระยะเวลาการทำงาน เหล่าท่านนายพลไม่เคยเห็นสถานที่พักผ่อนบนเรือธง1 เลย

            1เรือธง เป็นเรือที่มีผู้บัญชาการใช้เป็นที่บังคับกองเรือในสนามรบ โดยภายในเรื่องจะเป็นยานอวกาศ

            “ส่วนนี้จะเป็นห้องสำหรับพักผ่อน โดยทางผู้ออกแบบได้ใช้สวนสาธารณะเป็นต้นแบบ ท้องฟ้าจำลองที่พวกท่านเห็นอยู่จะเปลี่ยนไปตามเวลาที่ยานใช้อยู่” นายทหารเครื่องแบบสีแดงติดอินธนูที่ประดับด้วยดาวแปดแฉกสีเงินกับแทบสีทองหนึ่งแทบ เป็นเครื่องบ่งบอกว่าเขาอยู่ยศพันตรี “ตัวอย่างเช่น ในขณะ อีเลียนอร์ ปฏิบัติหน้าที่บนอวกาศ เทียบเวลาที่ใช้จะเป็นเวลามาตรฐานประเทศฟลอเนร่า ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งกองบัญชากลางประจำดาวไกอา แต่เมื่อเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ระบบจะทำการวิเคราะห์ภูมิศาสตร์ของประเทศนั้นๆ เพื่อปรับเวลาให้ตรงกับเวลาท้องถิ่น ท้องฟ้าจำลองก็จะปรับมาอยู่ช่วงเวลาเดียวกัน...”

            ระหว่างยืนฟังการบรรยากาศตามปกติ ชายร่างท้วมคนหนึ่งได้เข้ามาชวนพูดคุยกับ ซอลตัน สตาร์ไลท์ ชายวัยสี่สิบหกปี ผมสีเหลืองอ่อนตัดสั้นเรียบร้อย ดวงตาสีแดงเพลิงที่ฉายแววตาอ่อนโยนปนเศร้า

            “พลโทสตาร์ไลท์เหมือนคุณจะสนใจส่วนนี้ของยานที่สุดเลยนะ” น้ำเสียงอารมณ์ดีแซว ซอลตันก็หัวเราะขบขันเช่นกัน

            “มันมีที่ไหนกันล่ะครับ ที่เรือธงจะมีสวนให้พักผ่อนหย่อนใจแบบนี้”

            “อาจจะเป็นเพราะต้องการให้ลูกเรือเจอธรรมชาติล่ะมั้งครับ” ชายร่างท้วมพตอบพลางจับใบไม้ใกล้ๆ “ดูเหมือนว่าเขาจะใช้ต้นไม้จริงๆ ในการตกแต่งนะ”

            “สงสัยว่านอกจากจะได้ที่พักแล้ว คงได้งานเพิ่มด้วยสิเนี่ย อย่างการกวาดพวกเศษใบไม้”

            “มันก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนกันบ้าง จะให้สบายๆ ไปเลยก็คงไม่ใช่ที่” นายพลร่างท้วมว่า “ส่วนนี้คงเป็นห้องสันทนาการสินะ”

            ประตูห้องสันทนาการที่อยู่ด้านในสุดของสวนเปิดต้อนรับผู้เยี่ยมชม เผยให้เห็นด้านในที่ค่อนข้างเงียบง่าย หรือจะบอกว่าเป็นห้องนั่งเล่นก็ได้ เพราะในห้องนี้ประกอบด้วย โซฟาที่พอรับรองคนนั่งได้ประมาณเจ็ดแปดคนตั้งอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่ฝังติดผนัง ส่วนพื้นต่างระดับด้านหลังเป็นโต๊ะหมากรุกหนึ่งชุดกับที่ปาลูกดอกอีกหนึ่งชุด

            “มีไว้ผ่อนคลายเต็มที่เลยนะครับ” ท่านนายพลเปรย “จนรู้สึกว่าชักไม่เป็นเรือธงสำหรับออกรบเข้าทุกทีแล้วสิ”

            ซอลตันพยักหน้าเห็นด้วย ไม่เข้าใจคนต้นคิดนัก “ยังดีนะครับที่ไม่มีโต๊ะสนุกเกอร์”

            “ฮะๆ ถ้าแบบนั้นคงต้องเปลี่ยนยานสำหรับท่องเที่ยวแล้วล่ะครับ”

            หลังชมสวนจำลองกับห้องสันทนาการที่ไม่ควรดูสะดวกสบายเกินสำหรับเรือธง คราวนี้เจ้าหน้าที่ก็ค่อยๆ พาเหล่าทหารยศสูงไปทีละชั้น ชั้นไหนมีห้องสำคัญก็จะแวะไปอธิบายคร่าวๆ จนกระทั่งถึงห้องสุดท้ายที่เป็นไฮไลท์ มองโดยรวมแล้วห้องนี้มีลักษณะเป็นทรงกระบอก ใจกลางห้องคือหลอดแก้วเชื่อมสายระโยงรยางค์เต็มเพดานเหมือนสายไฟ ภายในหลอดแก้วบรรจุผนึกแก้วขนาดใหญ่ส่องแสงสีเหลืองนวลสบายตา

            “ห้องนี้คือห้องจ่ายพลังงานของยาน สิ่งที่พวกท่านเห็นคือ เอนเนอจี้ คริสตัล ที่มีความหมายตรงตัว คริสตัลนี้จะเป็นพลังงานทดแทนที่ไม่มีวันหมด คิดค้นและทำการวิจัยโดยศาสตราจารย์ลูซินด้า วานีเธียร์” เจ้าหน้าที่บรรยายเกริ่น “และสิ่งที่ส่องแสงคือกระแสไฟฟ้าที่เกิดจาก พลังเวท ของวิซ...”

            เอนเนอจี้ คริลตัล คือเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดจากการนำวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกับเวทมนต์ได้สำเร็จเป็นรูปธรรมชิ้นแรกของโลก ไม่แปลกเลยที่จะเรียกเสียงฮือฮาตื่นตาตื่นใจได้ดี

            “เป็นคนที่วิเศษมากๆ นอกจากค้นพบทฤษฎีของเวทมนต์กับการมีอยู่ของวิซแล้ว ยังเอาวิทยาศาสตร์กับเวทมนต์มาสร้างของแบบนี้ได้อีก” ชายร่างท้วนกล่าว ไร้ข้อกังขาสิ้นเชิงเกี่ยวกับความสามารถของศาสตราจารย์ลูซินด้า วานีเธียร์

            “ครับ เป็นบุคคลที่ชื่นชมจริงๆ” ซอลตันเห็นพ้องมองเอนเนอจี้ คริสตัลต่อด้วยความอัศจรรย์ใจ “ในอนาคตคงไม่ต้องกังวลเลยพลังงานแล้วล่ะครับ”

            “อ๊ะ พูดถึงเรื่องวิซแล้ว ตอนนี้หลานสาวคุณเป็นยังไงบ้างเหรอครับ”

            “วันนี้เห็นว่าเข้าฝึกการควบคุมแฟรี่เฟรมน่ะครับ” ถึงไม่บอกชื่อ ซอลตันก็รู้แล้วว่าพูดถึงหลานคนไหน “คงอีกสักพักใหญ่กว่าแกจะได้ทำภารกิจเหมือนคนอื่นๆ ที่เพิ่งจบ”

            “จะว่าไปผมเคยได้ยินว่าแกอยากเป็นครูสินะครับ นี่ถ้าไม่มาเป็นทหารก็อยู่มหา ลัย...”

            “ครับ น่าเสียดายเหมือนกันที่หลานสาวผมไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ” ซอลตันถอยหายใจเบาๆ เสียดายแทนเมโลนี่ที่ไม่ได้ทำตามความต้องการ

            “งั้นไม่แนะนำให้ไปทางสายครูฝึกล่ะ หลานคุณก็เป็นวิซแถมยังได้เป็นนักบินของแฟรี่เฟรมอีก” คนร่างท้วมแนะนำ “คุณสมบัติผ่านแน่ๆ”

            “ถ้าเป็นครูฝึกได้ก็คงดีครับ แต่ติดว่าเบื้องบนจะยอมหรือเปล่านี่สิ...” ซอลตันกระซิบบอกแผ่วเบาเกรงว่านายพลคนอื่นจะได้ยิน “อย่างที่ว่าหลานสาวผมเป็นนักบินแฟรี่เฟรมคงดันเป็นทหารชั้นแนวหน้าเหมือนกับสองคนนั้น”

            ในเมื่อมีประโยชน์ คิดเหรอว่าจะเบื้องบนยอมให้เมโลนี่ หลานสาวเขาไปเรียนรู้เป็นครูฝึก... ซอลตันคิดแง่ลบ

            “ว่าก็ว่าเถอะ คุณคิดว่าถ้าตัดไอ้สวนนั่นกับห้องสันทนาการออกไป มันเหมาะกับใช้ในภาวะสงครามมากกว่าใช้เป็นโมเดลต้นแบบสำหรับยานรุ่นหลังๆ ว่าไหม” นายพลกล่าวสงสัย เท่าที่ฟังการบรรยายของแต่ละห้อง ล้วนแล้วมีเกี่ยวข้องกับการใช้ในภาวะสงครามมากกว่าจะเป็นต้นตัวแบบสำหรับการสร้างยานครั้งต่อไปตามที่เคยคุยไว้ก่อนหน้านี้

            หากชายร่างท้วมไม่เอะใจขึ้นมา ซอลตันก็คงฟังคำบรรยายไปเรื่อยๆ จนจบไม่ค่อยสนว่าอะไรเป็นอะไร

            “จากที่รู้นิสัยของศาสตราจารย์วานีเธียร์ เห็นว่าเธอเป็นคนที่เอาใจใส่ผลงานของตัวเองค่อนข้างสูง เวลาทำอะไรต่อให้แค่การทดลองเล็กๆ เธอก็จะทำให้มันสมบูรณ์แบบที่สุด” ซอลตันแย้งเหตุผล ถึงจะเห็นด้วยว่าสิ่งที่เห็นมันเกินคำว่าต้นแบบ “ดังนั้นผมคิดว่าแม้จะเป็นแค่ยานต้นแบบก็ควรทำให้ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากที่สุด”

            ด้วยเหตุผลนี้เองนายพลร่างท้วมจึงพยักหน้าเข้าใจ แต่สีหน้ากลับไม่เป็นเช่นนั้น “ดูเหมือนผมคงคิดมากไปจริงๆ”

            หลังบรรยายส่วนต่างๆ ของเรือธงอีเลียนอร์จบ เหล่านายพลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็แยกย้ายขึ้นรถ กลับไปสถานที่ทำงานประจำของตน

            มันเหมาะกับใช้ในภาวะสงครามมากว่า

            คำพูดนั่นย้ำเข้ามาในความคิดของซอลตันอีกครั้ง ทั้งที่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมมันถึงดูเป็นแบบนั้น มันเหมือนลางสังหรณ์อะไรบ้างอย่างบอกไม่ถูก เมื่อมองเรือธงอีเลียนอร์เป็นครั้งสุดท้ายผ่านกระจกหน้าต่างรถ

            “มีอะไรหรือครับท่าน?” สารถีถามซอลตันที่ส่ายหน้าตอบเชิงบอกว่าไม่เป็นอะไร

            เห็นว่าผู้บังคับบัญชาปฏิเสธ นายทหารหนุ่มจึงขับรถต่อตามปกติ จนกระทั่งเจอสิ่งล่อตาล่อใจให้ละสายตาจากถนน และแล้ว...

            “อะแฮ่ม!” ซอลตันหลับตากระแอมเสียง ด้วยสีหน้าเขินอายหน่อยๆ นายทหารที่อ่านท่าทางนั้นออกแสดงอาการลนลาน “ก็... เข้าใจนะว่าความรู้สึกเวลาเจอคุณผู้หญิงสวยๆ มันเป็นยังไงนะ แต่เวลาขับรถรบกวนสนใจเส้นทางก่อนดีไหม”

            อันที่จริงผู้หญิงที่พ่อทหารผู้น้อยแอบเหล่ ซอลตันไม่รู้หรอกว่าพวกหล่อนสวยหรือไม่สวย และรู้ด้วยว่าสิ่งที่คนขับรถมองก็ไม่ใช่หน้าตาด้วย แต่เป็นรูปร่างยั่วยวนชายหนุ่มให้มองตาเคลิ้มต่างหาก และมันน่าอายมากที่ผู้ชายอายุสี่สิบกว่าอย่างเขาจะพูดว่า หุ่นดี...

            “เดี๋ยว! จอดรถก่อน!” ด้วยเสียงที่ดังลั่นจนคนขับต้องสะโงโหยงตกใจ เหยียบเบรกโดยไว

            ทันทีที่รถจอดสนิท ซอลตันรีบลงจากรถหันกลับไปด้านหลังอย่างตื่นตระหนก เมื่อเห็นเด็กผู้หญิงยืนเท้าเปล่าอยู่หน้าตึกสถานพยาบาทประจำกองทัพ

            “เอ่อ... เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

            “เมื่อกี้เห็นเด็กผู้หญิงหรือเปล่า” ซอลตันถามลูกน้องที่ส่ายหัวหวือตอบ

            “เอ๋ ไม่ครับ”

            “สงสัยฉันจะตาฝาด” ซอลตันกุมขมับ รู้ทั้งรู้ว่าในศูนย์บัญชาการจะไปมีคนนอกอย่างเด็กผู้หญิงได้ยังไง “งั้นกลับเถอะ”

            “ครับ!” ทหารผู้น้อยตะเบ๊ะรับคำสั่ง ไปประจำตำแหน่งหลังพวงมาลัย ซอลตันสรุปว่านั่นเป็นการตาฝาด ทว่าใจคอเขากลับรู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น...

 

            “นี่เจสซิก้า ไปหารถสักคันเถอะ เดินมาตั้งนานแล้วมันเหนื่อยนะ”

            เสียงบ่นอุบหลังเดินมาเป็นชั่วโมง ไม่เจอรถเลยสักคัน... อันที่จริงพวกเธอก็เจอแหละ แต่รถทุกคันจำเป็นต้องลงทะเบียนเป็นหลักฐานในการยืมใช้นี่สิ “เมื่อกี้ก็ด้วย ไอ้คนขับรถนั่นอุตสาห์สนใจพวกเราด้วย”

            “จะบ้าเหรอ นั่นรถคนใหญ่คนโตของกองทัพเชียวนะ คิดเรอะว่าเขาจะให้ทหารยศต่ำอย่างเราขึ้นรถน่ะ” เจสซิก้า วาเลนไทน์ หญิงสาวผมยาวลอนสีม่วงเข้มผู้เป็นเจ้าของเรือนร่างสูงเพรียวดูมีเสน่ห์เซ็กซี่ ตอบเสียงจริงจัง “แถมที่ดูท่าแล้วตาลุงในรถก็ไม่ใช่พวกเฒ่าหัวงูแหง”

            “นี่เดาได้ขนาดนั้นเลยหรือไงยะ”

            “หึๆ” เจสซิก้าหัวเราะในลำคอ “ถ้าเฒ่าหัวงูระดับพระกาฬละก็ ร้อยทั้งร้อยจอดรถลงหลีแน่นอน ดีไม่ดี...”

            ไม่ทันจะพูดจบ ลิลิธ ฟลามีบรีช ทำหน้ายี้ใส่

            “พอๆ คิดเรื่องพรรค์แล้วขนลุกชะมัด จะเป็นที่ไหนก็มีแต่พวกลุงน่าขยะแขยง”

            “ดูพูดเข้า! ทำอย่างกับเป็นสาวน้อยไร้เดียงสารับเรื่องพวกนี้ไม่ได้ คิกๆ”

            “รับน่ะ รับได้ แต่มันขนลุกย่ะ!” ลิลิธรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมา “นี่ฉันยังจำที่โดนแต๊ะอั๋งเมื่อเดือนก่อนได้อยู่เลยนะเนี่ย ไอ้แก่บ้า ถ้าหลานชายจะไม่ว่าเลย”

            “อุ๊ยตาย เล็งเหมือนกันเหรอ ไม่ดีนะ อย่าแย่งกันสิ” เจสซิก้าแสร้งทำเป็นสาวขี้อายผิดกับคำพูดที่ออกจากปาก

            “จ้าๆ ไม่แย่งหรอกน่า” สาวผมสั้นซอยสีส้มป้องปากขบขำ ทว่าดวงตาสีส้มที่ดูเปล่งประกายประหลาดกลับหรี่ตามีเลศนัย “เพราะฉันไม่สนใจพวกที่เขากินกันเองอยู่แล้วหรอก”

            “หืม~ กินกันเองเหรอ คิกๆ”

            “ไม่ต้องทำเสียงใสซื่อเลย เธอเองก็รู้ใช่ไหมล่ะว่าไม่ได้เป็นชายแท้น่ะ” ลิลิธศอกสีข้างเจสซิก้าเบาๆ “แต่เรื่องพรรค์เลิกพูดถึงเหอะ รีบหารถได้แล้ว”

            “เธอจ๋า พูดอย่างกับรถมันหาได้กันง่ายๆ เหมือนซุปเปอร์มาเก็ตไปได้ ที่นี่มันกองทัพนะ รถก็มีโรงเก็บของมันอยู่แล้ว แถมยังต้องลงชื่ออีก จะไปยืมแบบไม่ขอก็คงโดนกล้องจับได้แน่ๆ”

            “งั้นก็โบกสิ ถ้าเป็นพวกรถจี๊บน่าจะขึ้นได้ล่ะนะ” ลิลิธหันมองหารถที่น่าจะผ่านมา แต่ก็ไม่มี

            “พูดอย่างกับหา... ง่าย... เฮ้!” เจสซิก้ากระโดดพรวดพราด หลังเจอรถจี๊บผ่านมาพอดิบพอดี ปล่อยให้ลิลิธยืนตะลึงหน้านิ่งกับอารมณ์ที่เปลี่ยนรวดเร็ว ทั้งที่น่าจะรู้ตัวดีว่าสาวผมม่วงคนนี้เป็นพวกอารมณ์แปรปรวนค่อนข้างไว

            “เฮ้!!” เจสซิก้าส่งเสียงตะโกนเรียกต่อไม่รู้จักเหนื่อย คราวนี้เธอใช้เทคนิคการกระเพื่อมของหน้าอกเข้าช่วย ลิลิธที่เห็นถึงกับหรี่ตาจ้องการกระทำของเพื่อนสาว

            หวังว่าจะได้ผลนะ

            เพราะถูกสิ่งที่น่าดึงดูดเรียกเข้าหา ชายหนุ่มเครื่องแบบสีกรมเช่นเดียวกับชุดที่พวกลิลิธสวมอยู่ ก็จอดรถทักทาย ที่หนึ่งในนั้นเห็นหน้าก็รู้เลยว่าคิดอะไรอยู่

            “ไงจ๊ะ สาวๆ จะไปไหนกันเหรอ” คนท่าทางขี้หลีเก๊กเสียงหล่อถาม พร้อมส่งสายตาเย้ายวนไปให้ เห็นแล้วอดไม่ได้ที่ดวงตาสีม่วงอ่อนของเจสซิก้าต้องเขยิบตาหยอกล้อ

            “เราเพิ่งมาประจำการที่นี่ แล้วจะไปโรงเก็บแฟรี่เฟรมน่ะ แต่...ดันหลงทางซะได้” เจสซิก้าทำเสียงหวานอ้อนบอกกับชายทั้งสอง ซ้ำยังปั้นสีหน้าให้อีกฝ่ายสงสารจับใจ “พวกเราเองก็ไม่กล้ายืมรถใช้ด้วย... แบบว่า... พวกเราขับรถไม่คล่องน่ะ กลัวว่าจะสร้างความลำบากคนอื่นเขา”

            “หลงซะไกลเลยแหะ แถวนี้มันใกล้เขตที่พักแล้วนะ” อีกคนบนรถว่า “ถ้างั้นจะมาด้วยกันไหม  เพราะเราจะไปโรงเก็บหุ่นเหมือนกัน แต่พวกเธอต้องเดินต่อกันไปเองนะ”

            “อืม! ไม่เป็นไรหรอก แค่อาสาไปส่งก็ซึ้งใจแล้วล่ะ” เจสซิก้ายิ้มกว้าง ปรบมือแสดงความดีใจ “อย่างน้อยทำให้พวกเราเดินน้อยลงได้มั้ง”

            “เดิน!? นี่พวกเธอเดินมาตั้งแต่ไหนเนี่ย”

            “ก็จาก...แถวที่พักน่ะ” คราวนี้เป็นลิลิธเป็นคนตอบ “เดินเหนื่อยเอาเรื่องเลยล่ะ”

            จากนั้นแกล้งทำเสียงอ่อนแรง เซตัวไปพิงรถ

            “งั้นก็ขึ้นเบาะหลังสิ” คนขับชี้ไปทางด้านหลัง “อาจจะร้อนหน่อยนะ”

            “ขอบคุณมาก!” เจสซิก้ากล่าวขอบคุณเสียงใสกระโดดขึ้นรถตามมาด้วยลิลิธที่ค่อยๆ ขึ้น

            เมื่อรถแล่นไปไกลจากจุดที่พวกลิลิธเคยยืนอยู่ไปสักพัก บทสนทนาในรถก็เริ่มขึ้น โดยมีเจสซิก้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งทั้งสี่คุยกันถูกคอกว่าที่คิด

            “ว่าแต่พวกเธอจะไปที่โรงเก็บแฟรี่เฟรมทำไมน่ะ ดูแล้วไม่เหมาะเป็นช่างเทคนิคเลยนะ”

            “แหมๆ อย่าดูแค่ภายนอกสิ เห็นงี้ฝีมือฉันหาตัวจับยากเชียวนะ” เจสซิก้าโอ้อวดถึงฝีมือการซ่อมบำรุงเครื่องจักร “แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แต่จริงๆพวกฉันไปพวกลูกมือหยิบข้าวของแค่นั้นแหละ... เพราะรุ่นพี่ที่รู้จักเขาไม่สบาย ท้องเสียหยอดน้ำเกลือที่สถานพยาบาลอยู่ เลยมาเป็นตัวแทนไงล่ะ”

            หญิงสาวผมลอนสีม่วงพูดดักก่อนที่จะโดนถามกลับ “แล้วที่สำคัญได้ยินมาว่าคนขับแอมโบรเซียเป็นหนุ่มหน้าตาใช้ได้ซะด้วย หุๆ”

            “ฮะๆ นี่จุดประสงค์หลักพวกเธอเปล่าเนี่ย” ชายข้างคนขับหัวเราะร่าเริง ส่วนลิลิธกลับแลบลิ้นไม่ชอบใจนัก “แต่เสียใจด้วยนะ ผู้พันฟิโอเน่เขาไปทำภารกิจ กว่าจะได้เจอหน้าที่โรงเก็บแฟรี่เฟรมก็คงวันมะรืนตามกำหนดการ”

            “เดี๋ยวๆ ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่” จู่ๆ คนขับรถทักทวงเรื่องกำหนดการกลับของชายที่ชื่อฟิโอเน่ “ตอนนี้เปลี่ยนมาวันพรุ่งนี้แล้ว เห็นว่ากระแสลมช่วยให้ยานบินได้เร็วขึ้นน่ะ”

            “อะไรนะ!? พรุ่งนี้จริงดิ!” ลิลิธลุกพรวดตกใจ เล่นเอาเจสซิก้ากับสองหนุ่มทำหน้าเหวอไปพร้อมกัน “จริงจังหน่อย จริงจัง”

            “กะ... ก็ใช่น่ะสิ เหตุผลก็บอกไปแล้วด้วย...”

            “ว้าว~ แบบนี้ก็สุดยอดไปเลยน่ะสิ ได้เจอหน้าไวขึ้นหนึ่งวันแน่ะ” เจสซิก้าหัวเราะกลบเกลื่อน ผลักลิลิธให้กลับไปนั่งที่เดิม

            “นี่หล่อน เก็บอาการหน่อย รู้ว่าเหม็นขี้หน้านะ แต่ทำเป็นไม่รู้จักไปก่อนสิยะ” หญิงสาวผมม่วงกัดฟันกระซิบ แต่ลิลิธก็ไม่ยอมฟัง ทำหน้าบึ้งตึงแยกเขี้ยวใส่

            ดูท่าเกลียดขี้หน้าจริงๆ แหะ... ช่วยไม่ได้เคยโดนเล่นเจ็บตัวไปครั้งหนึ่งนี่นะ เจสซิก้าคิดพอเข้าใจคนหัวร้อนง่ายอย่างลิลิธคงไม่ชอบแน่ที่ต้องเผชิญหน้ากับคนที่เข้าหน้ากันไม่ติดแบบนี้

            “อีกเดี๋ยวพวกเราจะถึงแล้วนะ แต่ฉันคิดว่าน่าจะยังมีรถผ่านบ้างล่ะนะ เพราะเลยไปอีกเป็นโรงซ่อมบำรุงทั่วไป คนไปที่นั่นเยอะอยู่แล้ว”

            “เข้าใจล่ะ ขอบคุณจ๊ะหนุ่มๆ”

            “ไม่เป็นไร มีอะไรช่วยได้ก็ช่วยแหละ” คนขับรถบอก แล้วตักเตือนสิ่งที่ไม่ควรทำ “แต่คราวหน้าระวังตัวหน่อยล่ะ พวกหื่นๆ ในกองทัพก็มีเหมือนกันนะ อย่างไอ้บ้านี่ไง”

            “ขอบคุณที่เตือนน้า” เจสซิก้าฉีกยิ้มกว้างโบกมือบายๆ เพราะพูดไปหล่อนก็ไม่สนใจอยู่แล้ว

            “เฮ้อ... กว่าจะมาถึงไกลเอาเรื่องจริงๆ ด้วย” ลิลิธมองกลับไปเส้นทางที่พวกเธอมา หลังรถของสองหนุ่มแล่นออกไป

            “แต่ก็แอบเสียดายอุตสาห์ได้คุยกับถูกคอแล้วด้วย”

            “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ อย่าไปเสียดายกับคนที่เพิ่งรู้จักเลย ยิ่งพวกคนของกองทัพแล้วด้วย” ลิลิธปัดมือไปมาไม่แยแสความสัมพันธ์ดีๆ เมื่อครู่ “เพราะเราไม่ได้มาหาเพื่อนเป็นทหารสักหน่อย ยกเว้นจะเป็นพวกกันเองอยู่แล้ว”

            “จ้าๆ เรื่องนั้นฉันรู้อยู่แล้วน่า แต่ถ้าได้เจอหนุ่มหน้าตาดีๆ สักคนสองคนเป็นอาหารตาหน่อยก็ดีสินะ” เจสซิก้ากอดอกจนความยิ่งใหญ่ของเธอทะลัก “เพราะสองคนนั้นก็หาได้ทั่วไปตามเมืองอะนะ”

            “เจสซิก้า ถามจริงมาทำงานหรือมาหาอาหารตากันแน่เนี่ย” ลิลิธชักไม่มั่นใจเป้าหมายเจสซิก้าขึ้นมา หรือเธอจะคิดผิดที่เลือกแม่สาวหุ่นดินระเบิดคนนี้มาร่วมงานด้วย

            “การเจอผู้ชายหน้าตาดี ไม่เป็นเก้งกวาง ถือว่าเป็นกำไรจะการทำงานไงล่ะ ฮะๆ”

            ยังจะหัวเราะอีกนะ... แม่คุณ...

            “เอาเถอะ ถ้างั้นก็รีบทำกำไรเข้าไว้ล่ะ” สาวผมส้มเท้าเอว กระตุกยิ้มมุมปากอย่างมั่นใจ “เพราะคืนวันพรุ่งนี้เราต้องพาหุ่นของฉันกลับบ้านกันสักที”

324 ความคิดเห็น