Rebellious Fairytale: บทนิทานเทพธิดานอกรีต

ตอนที่ 1 : บทนำ: บทอวสานลวงหลอก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 พ.ค. 59

บทนำ

 

            หลังได้พบกันมานานกว่าสิบปี ตอนนี้หญิงสาวทั้งสองกำลังเล่าเรื่องต่างๆ นานาในชีวิตที่ผ่านมาให้แก่กันและกันได้ฟัง ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรีที่ประดับด้วยดวงดาราดาษดื่นส่องแสงระยิบระยับสวยงาม และเมื่อบทสนทนาเปลี่ยนหัวข้อเป็นนิทานในวัยเด็ก ก็ทำให้ทั้งคู่มีความสุขมากขึ้นเมื่ออีกฝ่ายยังไม่เคยลืมเรื่องราวตอนนั้น

            “เธอตั้งใจจะตามหามันจริงๆ อย่างนั้นเหรอลูซินด้า?” หญิงสาวที่สวมเสื้อคอเต่าแขนกุดสีดำถามกับลูซินด้าที่ยังมีความฝันที่จะตามหาสิ่งที่เรียกว่า นักรบ ในนิทาน

            “แน่นอน เพราะใครจะว่ายังไง ฉันก็เชื่อว่าพวกนั้นในนิทานมีอยู่จริง” ลูซินด้ายิ้มกว้างอย่างเพ้อฝันกับเป้าหมายที่วางไว้ “เพราะนักรบพวกนั้นถ้าว่าถามทฤษฏีแล้วก็คือหุ่นยนต์รบดีๆ นั่นแหละ”

            “มันก็จริงของเธอนะ แต่ว่าอายุของนิทานมันผ่านมามากกว่าพันปีแล้วนะ ฉันว่าถ้ามีจริงก็น่าจะถูกค้นพบไปนานแล้ว เหมือน ลอสเทคโนโลยี (Lost Technology) จากโลกยุคเก่าชิ้นอื่นๆ นั่นแหละ”

            “ไม่เลยชามิร่า ไม่เลย” หญิงผมดำส่ายหัวไปมาแย้ง “จริงอยู่ที่มันผ่านไปพันปีและด้วยเทคโนโลยีที่เรามีตอนนี้น่าจะเจอนักรบได้ง่าย แต่เธออย่าลืมว่านักรบพวกนี้เกิดจาก เวทมนต์ เป็นส่วนประกอบนะ เท่ากับว่าพวกมันมีสิทธิ์ถูกซ่อนด้วยพลังเวทจากเจ้านายคนเดิมยังไงล่ะ” ลูซินด้าอธิบายความน่าจะเป็นไปได้ ทั้งที่คำว่าเวทมนต์ของเธอไม่น่าจะพิสูจน์ความจริงได้แท้ๆ “เธอไม่สนใจตามหาหน่อยเหรอ”

            “มันก็...น่าสนใจดีนะ เพราะฉันเองก็อยากเห็นนักรบในนิทานเรื่องนี้เหมือนกัน” ชามิร่ายิ้มตอบท่าทีสนอกสนใจกับความคิดของเพื่อน พลางลูบปกหนังสือนิทานในมือตัวเอง “ถึงมันจะเป็นหุ่นยนต์รบ แต่มันคงไม่ธรรมดาอย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่ทุกวันแน่”

            “ใช่แล้วล่ะ เพราะมันคือหุ่นยนต์ที่มีเวทมนต์ไง!

            “เธอนี่แปลกดีนะ ปกติพวกนักวิทยาศาสตร์ไม่น่าจะเชื่อเรื่องพวกนี้ไม่ใช่หรือไง” ชามิร่าหัวเราะขบขัน ไม่คิดเลยว่าลูซินด้าจะเชื่อเรื่องพวกเวทมนต์ถึงขั้นคลั่งไคล้จะตามหาจริงๆ

            “ก็เพราะมันเป็นเรื่องที่น่าไม่เชื่อยังไงล่ะ ฉันเลยต้องการพิสูจน์ให้ได้” ลูซินด้ากำหมัดแน่นฮึกเหิม “แล้วถ้าเวทมนต์มีอยู่จริง มนุษย์จะได้ก้าวหน้าขึ้นยิ่งกว่าคนจากโลกยุคเก่า จากนั้นวิทยาศาสตร์และเวทมนต์จะรวมเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยที่อาจจะทดแทนพลังงานเหมือนอย่างในนิยาย อย่างเช่น การใช้พลังเวทบรรจุลงในคริสตัลเพื่อเป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมดสิ้น...”

            เพราะความเป็นนักวิทยาศาสตร์ ลูซินด้าจึงพูดถึงความเป็นไปได้หลายๆ อย่างที่นำเวทมนต์มาประยุกต์ใช้รวมกับวิทยาศาสตร์ ชามิร่าที่ได้แต่ยืนฟังก็ได้แค่อมยิ้ม เริ่มมั่นใจอีกครั้งว่าเธอคนนี้ก็เหมือนนักวิทยาศาสตร์ทั่วไปที่พยายามค้นหาคำตอบความเท็จจริงให้กับโลก โดยไม่รู้ตัวเลยว่าได้เปรยคำพูดออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา

            “ถ้าเรื่องราวของนิทานในวัยเด็กพวกเราเป็นจริง...ก็ดีสินะ...”

 

            ปัจจุบัน วันที่ 6 เมษายน U.E. 1498           

            นับตั้งแต่เริ่มโครงการค้นหาลอสเทคโนโลยีประเภทหุ่นยนต์รบวันเวลาก็ผ่านพ้นไปจนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ การเก็บกู้จักรกลขนาดใหญ่ก็ได้สิ้นสุดลง เสียงโห่ร้องของคนงานดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณขุดสำรวจ และในขณะเดียวกันหนึ่งในผู้ริเริ่มโครงการในการค้นหา หุ่นยนต์ตัวนี้ก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่งานนั้นผ่านพ้นไปด้วยดี

            “นับว่าเป็นการค้นพบลอสเทคโนโลยีครั้งสำคัญเลยนะครับศาสตราจารย์วานีเธียร์” ชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบทหารกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ทว่าตัวศาสตราจารย์วานีเธียร์กลับไม่ยี่หระกับการสำรวจครั้งนี้

            “มันก็น่ายินดีอยู่หรอกนะที่เจอ แต่ฉันว่าใช้เวลานานไปหน่อยสำหรับการเจอหุ่นได้แค่หนึ่งตัว” ว่าจบหญิงสาวก็ยกไปป์ตัวยาวขึ้นจุดไฟสูบก่อนจะยิ้มมุมปากชายตามองไปยังท่านนายพล “เพราะเรายังมีอีกหลายตัวเลยนะที่ต้องหาให้เจอน่ะ รีบๆ หน่อยก็แล้วกัน”

            “พวกเราจะพยายามครับ” ท่านนายพลหัวเราะชอบใจกับคำว่า หลายตัว ของศาตราจารย์ “อย่างน้อยๆ ก็ทำให้พวกต่อต้านกลัวได้บ้างแล้วล่ะครับ”

            “ก็นะ...” วานีเธียร์ยักไหล่ไม่ค่อยสนใจสถานการณ์ความขัดแย้งเท่าไร เพราะสิ่งเดียวที่เธอสนใจและทุ่มให้กับมันคือการค้นหาหุ่นยนต์รบขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากยุคโลกเก่าเมื่อมากกว่าพันปีก่อน และตอนนี้เธอก็ได้มันมาอยู่ในการครอบครองแล้วหนึ่งตัว...

            “แต่จะว่าไป ทางศาสตราจารย์ได้คิดชื่อเรียกของมันหรือยังครับ”

            “หุ่นพวกนี้มันก็มีชื่อของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องมาเสียเวลาตั้งชื่อให้มันหรอก อีกอย่างถึงจะขุดเจอแล้วก็จริง แต่ก็ไม่มีใครขับมันได้อยู่ดี”

            ได้ยินคำตอบ หัวคิ้วของนายพลก็ต้องขมวดสงสัยไม่เข้าใจความหมาย พอเห็นสีหน้านั่นแล้วศาสตราจารย์วานีเธียร์จึงจำใจอธิบาย

            “คุณยังจำใช่ไหม ว่าฉันเคยบอกแล้วว่าหุ่นพวกนี้ก็คือ นักรบ ในนิทาน เทพธิดานอกรีตของอโธลันเดียน่ะ ดังนั้นการที่จะหาคนมาขับหุ่นนั่นได้ก็คือพวกคนที่อยู่ในนิทานนั่นแหละ”

            “เอ๊ะ!? เดี๋ยวนะครับ!... เรื่องแบบนั้นจะเป็นไปได้ยังไง ถึง นักรบ ที่คุณว่ามีอยู่จริงๆ แต่พวกคนขับจะมันได้ยังไงกัน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเทพธิดาก็เถอะ...” แม้ว่านายพลคนนี้จะได้เห็น นักรบ ในนิทานมากับตาแล้ว แต่ใช่ว่าเขาจะเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่านิทานเคยเกิดขึ้นจริง

            “การที่คุณพูดแบบนี้แสดงว่าไม่เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดน่ะสินะ” วานีเธียร์หัวเราะเสียงเบาๆ ราวกับเยาะเย้ยสติปัญญาของชายตรงหน้า ไม่นึกถึงตัวเองเลยด้วยซ้ำว่าตัวเธอเองนั่นแหละที่แปลก เป็นถึงศาสตราจารย์ผู้ที่มีพื้นฐานอาชีพตั้งอยู่บนสมมุติฐานของความเป็นจริง ตรรกะเหตุผล และวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้จริง แต่กลับมาเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดที่ไม่มีใครรู้แน่ชัดเลยว่ามันคือเรื่องจริงหรือเป็นการคิดไปเอง

            “ระ เรื่องแบบนั้นใครเขาจะเชื่อกันครับ...”

            “เอาเถอะ ถึงคุณไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่อีกไม่นานคนขับก็มาหาเองนั่นแหละ เพราะตอนนี้เราเจอ โกเมน แล้ว เดี๋ยวอีกสักพักก็คงเจอตัวอื่นๆ เองล่ะน่า” วานีเธียร์ยิ้มบอกด้วยท่าทีที่อารมณ์ดีขึ้นอย่างกะทันหัน ผิดกับนายท่านพลไม่เข้าใจความหมายของโกเมนเลยสักนิด แน่นอนเขาไม่เข้าใจความคิดของเธอคนนี้เช่นกันว่ารู้อะไรมากน้อยแค่ไหน

            “โกเมนเหรอครับ?”

            “ใช่แล้วล่ะ” ศาสตราจารย์สาวหยุดบทสนทนาชั่วขณะเพื่อที่พ่นควันไปป์ครั้งหนึ่ง ก่อนจะกลับเข้าเรื่องอีกรอบ “เพราะถ้ายึดเนื้อหาสุดท้ายของนิทานเรื่องนั้นล่ะก็นะ ที่ว่า วันใดที่โกเมนถูกขุดพบ ดวงวิญญาณแห่งชะตากรรมจะหวนกลับคืนมา ฉันเลยคิดว่าหุ่นตัวนั้นอาจจะเป็น โกเมน ที่ว่านั่น”

            “เอ่อ... เนื้อหาส่วนนั้นในตอนจบมีแบบนั้นด้วยหรือครับ” ท่านนายพลถามต่อสงสัยถึงเนื้อหาสุดท้าย เพราะถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยสนใจเรื่องนิทานเท่าไร แต่ยังไงเขาก็เชื่อว่าในความทรงจำไม่มีอะไรแบบนั้น

            ได้ยินคำถามศาสตราจารย์วานีเธียร์หัวเราะอีกครั้ง “ท่านนายพลคงเคยได้ยินนะว่านิทานบางเรื่องก่อนหน้านั้นมีเนื้อหาที่โหดร้ายเกินไปสำหรับพวกเด็กๆ มาฟังก่อนนอน นิทานเรื่องนี้ก็เหมือนกัน มันก็เป็นการตัดจบดีๆ นั่นแหละ... ถึงตอนจบจะเศร้าที่อัศวินต้องตายก็เถอะ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็แฮปปี้เอนดิ้ง”

            วานีเธียร์เบ้ปากหยักหัวไหล่ แล้วยกไปป์ขึ้นสูบมองดูพวกคนงานกำลังค้นย้ายหุ่นยนต์ต่อ

            “อ๊ะ! เกือบลืมไปเลย...” หญิงสาวอุทานตกใจที่เกือบลืมเรื่องสำคัญที่จะบอกกับอีกฝ่ายให้รับรู้ “ถ้าหาคนที่ขับเจ้านั่นได้ ก็ช่วยพาให้ฉันรู้จักหน่อยล่ะกัน อย่างน้อยเราจะได้ไขคำตอบว่าทำไมหุ่นพวกนี้ถึงสามารถเลือกคนขับเฉพาะตัวได้”

            “ครับ” นายพลพยักหน้ายอมรับคำขอ “แล้วถ้า... เราขุดพบตัวอื่นๆ ศาสตราจารย์จะมาดูอีกหรือเปล่า”

            “แน่นอน! นี่มันคือโครงการของฉัน” หญิงสาวตอบเสียงดังชัดเจนด้วยการย้ำว่าโครงการนี้เธอเป็นคนแรกที่เริ่มโครงการค้นหาหุ่นรบโบราณ โดยมีกองทัพเป็นแค่ผู้ให้เงินทุนและรับผลประโยชน์ไป “แล้วยิ่งถ้าตัวไหนเจอที่อโธลันเดียล่ะก็ ต้องติดต่อฉันก่อนรัฐบาลของที่นั่นเลยนะเข้าใจไหม เพราะไม่อย่างนั้นพวกคุณได้ถูกพวกนั้นอ้างสิทธิ์เป็นสมบัติของประเทศแน่ และสิ่งที่อันตรายที่สุดคือการที่พวกราชวงศ์ลงมาเกี่ยวด้วยระวังเรื่องการเจรจาดีๆ ล่ะ”

            ถ้าลงมายุ่งด้วย แอมโบรเซีย ต้องตกไปทางผู้หญิงนั่นแน่ๆวานีเธียร์คิดในใจด้วยสีหน้าตึงเครียดกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากเธอเสียแอมโบรเซียให้กับคนรู้จัก

            “รับทราบครับศาสตราจารย์ แต่ทางเราไม่รับประกันว่า หากพบแล้วทางเราจะเจรจาเรื่องนี้กับรัฐบาลของอโธลันเดียได้สำเร็จหรือเปล่านะครับ”

            “ฉันก็หวังว่าการเจรจาของพวกคุณจะทำให้ฝ่ายเราได้ผลประโยชน์นะ”

            “ครับ ทางเราจะพยายามเพื่อได้สิทธิ์ในการถือครองลอสเทคโนโลยีครับ”

            หลังจากที่ท่านนายพลรับปากจะจัดการเรื่องกรรมสิทธิ์การครอบครองลอสเทคโนโลยี เขาก็ขอตัวลาไปสะสางรายงานการขุดพบหุ่นรบโบราณ ส่วนวานีเธียร์ที่ยังสูบไปป์ก็ยังจับจ้องไปยังหุ่นยนต์ยักษ์ที่ตอนนี้อุปกรณ์เครื่องมือหลากหลายอย่างกำลังเตรียมเคลื่อนย้ายไปยังกองบัญชาการกลางของกองทัพ ทว่าแววตาเธอไม่ได้แสดงถึงความยินดี แต่เป็นสายตาเคียดแค้นพยาบาทแทน

            “รอก่อนนะ... เดี๋ยวฉันจะทำลายความภาคภูมิใจที่เธอสร้างด้วยนิทานวัยเเด็กของเราเอง ชามิร่า..."

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

324 ความคิดเห็น