ขนาดตัวอักษร

  • font-size
  • font-size

ตอนที่ 3 : [HinotoxInui] LUCKY DOG 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • 24 ก.พ. 61


ฮิโนโตะแซวคาโนเอะว่าลุงค่ะ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ลุง เราอ่านรอบแรกมึนๆเลยพลาดไป ขออภัยทุกคนด้วยนะคะ กลับไปแก้ให้แล้วค่ะ m(_ _)m แต่ในเรื่องนี้คาโนเอะจะได้เป็นลุงก็เพราะชายฮิทำตัวแบบนี้นี่แหล่ะ 555555 สามตอนก็หน้าเหี่ยวแล้ว

----------------------------







3

 

ปราสาทปีจอครึกครื้นกว่าทุกช่วงของปี ยิ่งใกล้งานบวงสรวงผู้คนก็ยิ่งพลุกพล่าน แต่ในวันนี้มันกลับโกลาหลเป็นพิเศษจนชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทยังรู้สึกได้ เข้าเดินผ่านข้าราชบริพารที่แหวกทางให้ไปยังห้องอาหาร ก่อนจะเริ่มคิดอะไรๆให้มันปวดหัวก็ต้องทำให้ท้องอิ่มก่อน อินุอิที่ถือเรื่องปากท้องเป็นสำคัญเปิดประตูบานใหญ่ออกเพื่อพบกับคนแปลกหน้าสองคนบนโต๊ะอาหารของตนเอง

จะว่าแปลกหน้าไปเลยก็ไม่ใช่เสียทีเดียว กระนั้นก็ยังไม่ใช่คนที่ควรมานั่งอยู่ตรงนี้ในเวลาเช้าตรู่

“อรุณสวัสดิ์”

เป็นคำทักทายง่ายๆที่ชวนให้มุมปากตกเหลือเกิน ผิดกับอีกคนที่ส่งยิ้มหวานมาให้ ด้านหน้ามีสำรับข้าวสามที่ตั้งไว้เสร็จสรรพสวยงาม

“พวกนายมาทำอะไรที่นี่?”

เจ้าชายแห่งปีจอแสดงความไม่เป็นมิตรในทันที เขาเดินเข้าไปนั่งที่หัวซึ่งเป็นตำแหน่งประจำของตนเองอย่างไม่สบอารมณ์ การเตะตูดหัวหน้าตระกูลอื่นออกไปต่อหน้าข้ารับใช้นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ดี โต๊ะก็ออกจะยาวแต่ทำไมมันต้องมานั่งที่ข้างๆเขาด้วย คาโนเอะเองก็ยิ้มเจื่อนๆมาให้ เขานั่งถัดออกไปจากเจ้าชายมะแมอีกที่หนึ่ง

“พวกเราเริ่มซ้อมกันวันนี้นี่นา”ฮิโนโตะตอบโดยเมินความหมายเสียดสีที่แฝงเอาไว้โดยสิ้นเชิง ยิ่งทำให้ดูกวนประสาทหนักข้อขึ้นไปอีก “ฉันเลยรีบย้ายกลองมาที่นี่ตั้งแต่เช้า จะได้ไม่เสียเวลายังไงล่ะ”

คำตอบทำให้ตะเกียบในมือหยุดชะงัก

“นายย้ายกลองไทโกะมาที่ปราสาทของฉันงั้นเหรอ?”

“ก็อยากทดสอบเรื่องระบบขนย้ายดูด้วยน่ะ”

“แล้วแกไม่คิดว่าต้องบอกฉันก่อนเลยเรอะ? ใครอนุญาติให้เอาเข้ามาห๊ะ”อินุอิแยกเขี้ยว ความไม่พอใจฉายชัด

“พ่อนายไงล่ะ”

ถ้วยกระเบื้องเคลือบกระแทกโต๊ะดังลั่น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ประดับใบหน้าเย่อหยิ่งอันเป็นเอกลักษณ์ดูเหมือนจะกลายเป็นการแสยะยิ้มเข้าไปทุกที อินุอินั้นไม่ใช่คนใจร้อน ทว่าพักนี้ดูเหมือนฟ้าจะต้องการทดสอบความอดทนของเขามากเหลือเกิน

“ถึงเราจะเป็นหัวหน้าตระกูล แต่ปราสาทหลังนี้ก็ยังเป็นของพ่อนายซึ่งเป็นผู้อาวุโสอยู่ พวกเราเจอเจ้าตระกูลเมื่อวานนี้ก็เลยขออนุญาตไปก่อนนะ แล้วฮิโนโตะก็ไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของนายด้วย เลยรีบตื่นเช้ามาบอกนี่ไงล่ะ”

คาโนเอะเห็นท่าไม่ดีเลยรีบอธิบายแทน เป็นผลให้เพลิงพิโรธของชายหนุ่มผมดำซาลงบ้าง กระนั้นไอคุกกรุ่นก็ยังคงแผ่ปกคลุมจนเกิดเป็นบรรยากาศชวนอึดอัด

          สมแล้วที่เป็นกาวประสานใจ! เจ้าของเรือนผมสีขาวสะอาดกำมือในใจ

“ฉันคิดว่าเมื่อบ่ายวันก่อนเราคุยกันไปแล้วเสียอีกว่าทุกคนไม่จำเป็นต้องเข้ามาทุกวัน โดยเฉพาะนาย ฮิโนโตะ คิดว่ากลองไทโกะขนาดเท่าไหร่กัน?”

เจ้าของชื่อซดซุปมิโสะเป็นเสียงยาวก่อนจะเอ่ยตอบด้วยท่าทีสุขุมดังเดิม

“ฉันเข้าใจว่ามันอาจจะดูเกะกะไปบ้าง แต่เมื่อถึงเวลาประชุมหรือซ้อมรวมทุกคนก็จะมารวมกันที่นี่ใช่ไหมล่ะ? มันคงจะสะดวกกว่าถ้าฉันสามารถซักซ้อมกับพวกนายได้โดยไม่ต้องให้คนอื่นๆถ่อไปหาฉันทีละคน”

“นายจะบอกว่าฉันเห็นแก่ตัวหรือไง?”

“ไม่ใช่สักหน่อย ฉันก็แค่อยากให้นายสบายขึ้นเท่านั้นเอง เอ้า”เจ้าชายแกะพูดพร้อมส่งคีบชิ้นเนื้อใส่จานของคนข้างๆราวกับคู่แต่งงานใหม่ จนคาโนเอะถึงกับกระแอมกระไอแทบสำลักข้าวในปาก

ดวงตาสีฟ้าสดมองอาหารชิ้นนั้นราวกับมันเป็นปรสิต

“ฉันอิ่มแล้ว”

อินุอิสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ก่อนจะวางตะเกียบในมือลงอย่างรวดเร็วพอๆกับการพาร่างของตนเองเดินหนีออกไป

แกร็ก ประตูปิดสนิทอีกครั้ง เหลือแต่ความเงียบกริบที่เป็นคู่สนทนาให้หัวหน้าตระกูลมะแม

“ที่ว่าอินุอิอารมณ์ดีระหว่างมื้ออาหารนี่เห็นทีจะไม่จริง”

“นั่นเพราะมีนายอยู่หรือเปล่าฮิโนโตะ”พี่ใหญ่พูดลอยๆ เขารับประทานอาหารต่ออย่างสงบนิ่งดุจพระโพธิสัตว์ อืม....กับข้าวที่นี่อร่อยดีจังนะ

“ยากจังเลยนะ เมื่อกี้นี้ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงล่ะก็คงจะหวั่นไหวแน่ๆ”พ่อพวงมาลัยส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะลงมือทานข้าวต่อเช่นกัน

 “แผนเอาความดีเข้าสู้จะใช้ได้ผลหรือเปล่านะ เจ้านั่นก็ไม่ค่อยพึ่งพาคนอื่นซะด้วยสิ”คาโนเอะยกถ้วยชาขึ้นดื่ม โบราณว่าน้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อน “นายคงต้องแสดงด้านดีๆให้เขาเห็นเยอะๆแล้วล่ะ อย่างเช่น.......”หางเสียงลากยาวหายไปในความเงียบสงัด

“.......นายคิดข้อดีของฉันไม่ได้สักข้อเลยหรือไง?”ฮิโนโตะถามเรียบๆแต่ในความเฉียบคมนั้นมีใบมีดซ่อนอยู่

ถ้าตัดที่หล่อกับรวยออกไปมันก็ค่อนข้างยากอยู่นะ! เจ้าชายตระกูลวอกคิดเสียงดัง

“นายก็...ตั้งใจทำงานไงล่ะ! อินุอิเองก็เป็นคนจริงจังด้วย เขาอาจจะชอบตรงนั้นก็ได้”

“นายพูดเหมือนเพิ่งคิดออกเมื่อกี้เลย”

“ฉันเปล่า”

แกะขาวเหลือบมองด้วยความเคลือบแคลงใจ “เอาเถอะ ฉันก็คิดจะเข้าหาด้วยเรื่องงานอยู่แล้ว ถึงเขาจะทำงานได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่ก็คงมีจุดที่ไม่ถูกใจอยู่บ้าง ถ้าฉันแสดงให้เห็นว่าเป็นคนที่รู้ใจได้ล่ะก็เขาต้องสนใจแน่ๆ”

“นี่เป็นแผนจีบสาวที่ทุ่มทุนที่สุดตั้งแต่ฉันได้ยินมาจากปากนายเลย คิดขึ้นมาได้ยังไงน่ะ?”คนอายุมากกว่าอดหันไปมองด้วยความนับถือไม่ได้ ท่าทางอีกฝ่ายจะไม่ได้มีดีแต่ความบ้าบิ่นอยางที่คิด

โดยธรรมชาติแล้วฮิโนโตะเป็นคนฉลาดแถมยังมีไหวพริบดีเลิศจนแทบไม่ต้องครุ่นคิดเรื่องราวง่ายๆให้เสียเวลา การจีบหญิงของเขาก็เป็นเช่นนั้น แค่มีหน้าดีๆก็มีชัยไปกว่าครึ่งจนเหมือนเป็นเกมเล่นฆ่าเวลาของเจ้าชายมะแมด้วยซ้ำ

“เลขาของฉันแนะนำมาน่ะ”แต่เมื่อพูดถึงเลขาคนสวยผู้เป็นเจ้านายกลับดูหงุดหงิดใจขึ้นมา ก่อนจะแถลงด้วยประโยคถัดไป

“หล่อนบอกว่าสมน้ำหน้า”

.

.

.

.

หลังจากนั้นอินุอิก็ต้องประสบพบเจอกับคู่อริฟ้าประทานอย่างไม่คาดคิดอยู่ตลอดเวลา ราวกับเป็นพรมลิขิตจากนรกก็ไม่ปาน ทั้งในและนอกเวลาทำงานเจ้าชายตระกูลจอก็เห็นแต่ใบหน้าอ่อนโยนที่ชวนให้คันบาทา อย่างกับว่าฮิโนโตะนั้นมีตาทิพย์ส่องทะลุบ้านเรือนได้จนหลบอย่างไรก็ไม่พ้น

“ไงอินุอิ ทานข้าวกลางวันด้วยกันนะ”

อย่าว่าแต่กลางวัน มื้อเล็กมื้อน้อยแค่ไหนก็ต้องหอบเอามาถึงตำหนักของเขาทุกที โถงที่วางกลองก็ไม่ได้อยู่ใกล้ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงกินข้าวที่ตำหนักรับรองของตัวเองไม่ได้ วันดีคืนดีก็เดินร่อนไปมาในปราสาททั้งชุดฝึกซ้อมจนนางกำนัลแทบลมจับกันเป็นแถว

เดือดร้อนถึงเจ้าบ้านต้องเดินไปหาเสียเองเพื่อกันเจ้าแกะที่เป็นภัยสังคมนี่มาแพร่เชื้อโรคในปราสาทของเขา

“อ๊ะ บังเอิญจังฉันเองก็ต้องมาซื้อของที่นี่อยู่พอดี ให้ฉันซื้อนี่ให้นายสิ”

พูดแบบนั้นราวกับคุโยมีร้านค้าอยู่แค่หยิบมือเดียว เข้าออกที่ไหนก็ปะหน้ากันที่นั่น บางทียังอดสงสัยไม่ได้ว่าร้านบางแห่งเช่นร้านเครื่องสายนั้นดึงดูดธุระอะไรจากมือกลองอย่างร่างสูงกันแน่ แถมบางทีของที่ต้องการก็ดันไปอยู่ในมือของฮิโนโตะและมักจะเป็นชิ้นสุดท้ายเสมอเหมือนสวรรค์เล่นตลก

เขาเลยได้ของขวัญและของแถมมามากมายพร้อมกับการติดหนี้ปราสาทแกะขาวจำนวนมหาศาล

อินุอิมองย่ามในมือที่นอกจากยางสนอย่างดีที่จะนำมาขัดสายชามิเซนแล้วยังมีกล่องขนม น้ำมันหอม ผ้าเช็ดหน้าและอีกมายมากที่เจ้านั่นอ้างว่ามีคนให้มาและถือกลับไม่ไหว น่าประหลาดที่มันเป็นชนิดที่เขาใช้อยู่ทั้งหมด

หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังนี้ยังมีคาโนเอะผู้รับหน้าที่เหมาสินค้าจนหมดแผงและหอบกลับไปที่ปราสาทตัวเองราวกับเป็นท้องพระคลังแห่งคุโย

 “เหนื่อยหรือเปล่า? ฉันกำลังจะเดินไปที่สวนน่ะ นายจะไปไหนเหรอ?”

ปราสาทปีจอก็กว้างขวางไม้แพ้ที่ไหน แต่ทำไมพวกเขาถึงต้องเดินสวนกันทุกครั้ง หลายครั้งก็ต้องแบ่งปันเส้นทางไปจนแทบถึงจุดหมาย ไม่รู้ว่าเจ้าชายมะแมสามารถจดจำที่ทางต่างๆจนทะลุปรุโปร่งเหมือนอยู่บ้านของตนเองได้อย่างไร

มีครั้งหนึ่งที่อินุอิกำลังรีบร้อน เสียงฝีเท้าอันเป็นเอกลักษณ์มักทำให้ข้ารับใช้ต้องหยุดรอเสมอ แต่วันนั้นคนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของกำแพงดันเป็นฮิโนโตะ พวกเขาเลยชนกันเข้าอย่างจัง แรงปะทะไม่ถึงกับทำให้ชายหนุ่มร่างกายแข็งแรงสมบูรณอย่างเขาล้มหงายหลัง แต่ก็ถูกฉุดให้ตั้งหลักไปด้านหน้าจากแรงดึงของอีกฝ่ายจนร่างกายแนบชิดกัน ดวงตาสีอำพันมองลงมายังใบหน้าถมึงทึงด้วยความอ่อนโยน

เหมือนเหตุการณ์นี้มันเคยเกิดขึ้นที่ไหนนะ?

หัวหน้าตระกูลจอรีบถอยออกมาทันทีไม่รอให้มือของอีกฝ่ายโอบเอวได้สำเร็จ แผ่นอกขาวเนียนของผู้พำนักปรากฏแก่สายตา

“ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าให้ใส่เสื้อ!

เสียงคำรามอย่างเหลืออดดังลั่นไปตามทางเดินที่ไร้ผู้คนจนคาโนเอะต้องหัวเราะกลบเกลื่อน “ชู่ว ช่วยหลบไปทางนั้นได้ไหมครับ?”คนดูต้นทางที่มาทำงานใช้หนี้ของฟรีต้องขอโทษขอโพยเหล่าข้ารับใช้แห่งปราสาทจอวันๆหนึ่งแทบจะนับครั้งไม่ถ้วน

ช่วงเวลานี้คงเป็นเหมือนภัยพิบัติไปแล้ว หากว่าทางอินุอิไม่มีไม้กันแกะชั้นเลิศเป็นตัวช่วยดุจดั่งระฆังสวรรค์ที่ตีถูกจังหวะจนอยากปรบมือให้

“อินุอิรีบกินข้าวสิ”

นี่คือชินผู้เร่งรีบไปธุระ

“เดี๋ยวฉันไปหาให้ก็ได้นะ อ๊ะ อันนั้นฉันก็มี”

นี่คือชินผู้กวาดซื้อทุกอย่างจากร้านตรงข้ามเอาไว้เผื่อยามฉุกเฉิน

“มาช้าจริงๆเลย ต้องให้มารออยู่เรื่อย”

นี่คือชินผู้ปรากฏตัวตามส่วนต่างๆของปราสาทได้ตรงเวลาเป๊ะ โดยที่คาโนเอะมองไม่เห็นแม้แต่เงา

“เอ้า ฉันให้ยืมเสื้อคลุมนะฮิโนโตะ”

ว่าแล้วก็โยนเสื้อในมือของตนเองครอบลงบนไหล่ผึ่งผายของมือกลองหนุ่มอย่างพอดิบพอดี มันค่อนข้างพิลึกที่เจ้าชายปีชวดผู้แต่งตัวเหมือนทั้งปีมีแต่ฤดูหนาว ปรากฏตัวในเครื่องนุ่งห่มเต็มยศแล้วยังอุตส่าห์มีเสื้อคลุมติดมาอีกตัวหนึ่ง

“ขอบใจนะชิน”ร่างสูงยิ้มให้ ภายในใจมีเค้าเมฆดำลอยอยู่ เจ้าหนูตัวนี้! เขานึกรำคาญขึ้นมาจับใจขณะที่มองแผ่นหลังของอินุอิที่ถูกเพื่อนสนิทลากหายไปอีกทาง

อันที่จริงปีชวดเองก็ไม่ได้มีหน้าที่อะไรเป็นพิเศษในงานพิธี ไม่รู้ว่าทำไมหัวหน้าตระกูลถึงได้มาสิงสู่อยู่ที่นี่แทบจะตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง!

“ฉันอาจจะไม่เคยบอกนายนะ แต่ฉันโคตรรักนายเลยชิน”

อินุอิกล่าวอย่างซาบซึ้ง มันเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากสุดๆไม่ต่างจากวันที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ทับซ้อนกัน แต่ร่างเล็กกลับรู้สึกคันคะเยอแปลกๆ

“อย่าพูดเลย เดี๋ยวอินามิร้องไห้”

....จะให้บอกตรงๆว่าหน้าคนเลวอย่างนายมันไม่เข้ากับประโยคดีๆแบบนี้ก็จะเป็นการทำร้ายจิตใจเปล่าๆ

เจ้าชายตระกูลชวดถอนหายใจเฮือกใหญ่กับภารกิจแยกแกะแยกหมาที่ดำเนินมาสามวันสามคืนเต็มๆ ไม่นับตอนดึกที่ฮิโนโตะให้นกพิราบส่งกลอนมาให้อ่านอีกแน่ะ ลำบากเขาต้องวางอาหารนกล่อให้เส้นทางมันไขว้เขวทุกที

อันที่จริงอะไรๆมันก็ไม่น่าจะยาก แต่ทำไมมันถึงรู้สึกประหลาดชอบกลนะ?

ชินกับคาโนเอะคิดขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

.

.

.

.

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

วันที่สี่หลังจากการประชุมครั้งแรกตำหนักตะวันออกของปราสาทปีจอก็เกิดเหตุวุ่นวายเล็กๆขึ้น เมื่อสัมภาระหลายหีบถูกลำเลียงมายังห้องพักแขกที่ร้างผู้อาศัยมาสักพัก อินุอิยืนมองข้ารับใช้ปัดกวาดเช็ดถูด้วยความฉงน ตัวเขาไม่ได้พักอยู่แถวนี้เพียงแค่บังเอิญเดินผ่านมาเลยแวะเข้ามาดู

ไม่รู้ว่าจากห้องโล่งๆกลายเป็นห้องที่มีหีบราคาแพงกองกันเป็นภูเขาตั้งแต่เมื่อไหร่?

“แขกของท่านพ่องั้นเหรอ?”เขาหันไปถามคนรับใช้คนหนึ่งซึ่งมีท่าทีกระอักกระอวนอย่างเห็นได้ชัด ดูท่าว่าไม่มีใครกล้าตอบคำถามนี้ ตอนนั้นเองที่เสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือศีรษะ

“ฉันเองล่ะ”

เมื่อหันไปก็พบร่างสูงโปร่งของเจ้าชายแห่งปราสาทมะแมยืนอยู่ด้านหลัง เขาสืบเท้าเข้ามาขนาบข้างพร้อมกับเลื่อนแขนข้างหนึ่งวางลงบนบ่าอย่างเป็นกันเอง เจ้าของเรือนผมสีดำรีบแฉลบตัวออกอย่างพลิ้วไหว ส่งผลให้ปลายนิ้วสากกระด้างแตะลงได้เพียงพริบตาและใบหน้าที่ชิดใกล้กลายเป็นเหินห่าง

“ใครเชิญนายมานอนที่นี่กัน?”อินุอิเว้นระยะห่างอย่างขยะแขยง

ถ้าไม่ติดว่าอยู่ต่อหน้าผู้คนหลายสิบเขาคงได้ชกหน้าไอ้บ้านี่ดูสักที แต่เชื้อพระวงศ์ก็คือเชื้อพระวงศ์ จะให้ปัญหาเล็กๆทำให้เกียรติยศของเลือดสีน้ำเงินด่างพร้อยมิได้

“ตอนที่ฉันจะกลับบ้านเมื่อวาน ท่านเจ้าตระกูลเห็นว่าคงไม่สะดวกก็เลยเปรยให้มาค้างที่นี่น่ะ”ฮิโนโตะพิงกรอบประตูพร้อมส่งรอยยิ้มพิชิตใจมาให้ ...ซึ่งไม่เป็นผลแต่อย่างใด

“นี่มันไม่ใช่ค้างแล้ว นายคิดจะมาอยู่สักกี่วันกันแน่?”เจ้าของบ้านชี้ไปยังกองหีบ

“ก็จนกว่างานพิธีจะเสร็จสิ้นล่ะนะ ส่วนที่หีบมันเยอะก็เพราะว่าเสื้อผ้าของฉันชิ้นใหญ่น่ะ”เจ้าชายมะแมยักไหล่พลางหัวเราะเบาๆ

ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะพุ่งเข้ามากระชากแขนเสื้อจนต้องเซตามไปยังอีกห้องหนึ่งข้างๆกัน อินุอิปิดประตูให้สนิทก่อนจะหันมาด้วยสีหน้าที่ทำให้ผู้มองต้องหนาวยะเยือก หากคนๆนั้นไม่ใช่หัวหน้าตระกูลที่มีศักดิ์เสมอกันคงต้องทรุดลงคุกเข่าขอโทษเป็นแน่

“ฮิโนโตะ นายรู้หรือเปล่าว่างานนี้มีความสำคัญยังไง ปีก่อนๆตระกูลของนายเองก็พึ่งจะรับช่วงต่อมา ยังกล้ามาล้อเล่นกันฉันอีกเหรอ?”

“ฉันล้อเล่นอะไรกับนาย?”เจ้าของชื่อย้อนถาม เป็นคำถามที่ฟังดูอวดดีเหมือนเดิมเดิม บุคลิกสง่างามของเขาไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด แม้ว่าความรู้สึกต่อคนตรงหน้าจะเปลี่ยนไปแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่ขัดหูขัดตาพระญาติผมดำมากที่สุด

“การแสดงกลองเป็นหนึ่งในช่วงสำคัญ นักดนตรีต้องเล่นเป็นหมู่คณะ ถึงนายจะเป็นคนเดียวที่ตีกลองไทโกะ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทิ้งการซ้อมออกมาได้นะ!”อินุอิพูดทุกคำอย่างชัดเจน เขายังคุมระดับเสียงไม่ให้ดังเกินไปนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมา

บางอย่างในใจฮิโนโตะเจ็บแปลบ เหมือนเส้นด้ายเล็กๆที่ถูกบั่นจนขาด

“นายคิดว่าฉันทิ้งการซ้อมมาที่นี่อย่างงั้นเหรอ? ในสายตานายฉันดูเป็นคนไม่ได้เรื่องแบบนั้นหรือไง?”น้ำเสียงนุ่มละมุนกลายเป็นดุดัน ความไม่พอใจก่อตัวขึ้นจากศักดิ์ศรีของความเป็นนักดนตรีเช่นกัน

ทายาทตระกูลจอสวนกลับในเสี้ยววินาที เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบและเหมือนเป็นการจบบทสนทนาอันน่าขุ่นเคืองนี้ลง

“นายอยากรู้จริงๆเหรอว่าฉันเห็นนายเป็นคนยังไง”

เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าอินุอิรู้สึกอย่างไรต่อเขา ร่างสูงกำมือ ดวงตาหรี่ลงอย่างที่น้อยคนนักจะได้เห็นสีหน้าโกรธขึ้งนี้ เขาโกรธที่ถูกสบประมาทจากคนที่ไม่รู้จักเขา และเกลียดยิ่งกว่าเมื่อคนๆนั้นคือคนที่ตนเองรัก มันแสดงให้เห็นว่าตัวตนของเขาแทบไม่สะกิดเข้าไปในหัวใจที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

เขาเกลียดที่สุดคือข้อเท็จจริงที่ว่าอินุอิไม่ได้รักเขาตอบ

“ฉันมาที่นี่ก็เพื่อให้นายได้เห็นความพยายามที่ฉันมีต่องานครั้งนี้ และไม่คิดจะเปลี่ยนใจ ถึงที่ผ่านมานายจะไม่เคยรู้ว่าฉันเป็นคนยังไง หรือไม่เคยเชื่อใจฉันในฐานะเจ้าชายเหมือนกันด้วยซ้ำ แต่หลังจากนี้นาย....”

แผ่นหลังที่อยู่เบื้องหน้าประตูชะงักไป แม้จะไม่หมุนกายมาแต่ก็หยุดรออย่างตั้งใจ

“จงฟังเสียงกลองของฉันไว้ให้ดี ฟังให้รู้ไปซะว่ามันไม่ทำให้นายผิดหวัง แล้วถึงตอนนั้นค่อยมาถอนคำพูดของนาย”

ฮิโนโตะคำราม นี่คือใบหน้าของชายที่ไม่มีใครเคยได้เห็น มันไม่เหลือเค้าโครงของบุรุษที่แสนอ่อนโยน มีแต่ความมุ่งมั่นที่แหลมคมและเกรี้ยวกราด ความคับแค้นและปรารถนาราวกับเปลวเพลิง ทำให้ดวงหน้าหล่อเหลาต้องบิดเบี้ยวจนดูน่าหวาดหวั่น

          ร่างสมส่วนทาบมือลงกับบานประตู เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นสั้นๆราวกับราดน้ำมันลงกองไฟ

            “นึกว่าจะพูดอะไร ถ้าปากเก่งได้ขนาดนี้ ก็ทำให้ได้อย่างที่พูดก็แล้วกัน นายมันอาจจะเก่ง...แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะยอมรับใครแค่เพราะมีพรสวรรค์หรอกนะ”เขาเลื่อนประตูออกโดยไม่หันมามองคนที่ยังยืนคอยอยู่ เป็นการกระทำที่ไร้เยื่อใยจนน่าใจหาย อินุอิพาร่างของตนออกจากห้องที่ว่างเปล่าโดยทิ้งท้ายด้วยการเหลือบมองเพียงแวบเดียว

            “ฉันไปก่อนล่ะ พี่ชายที่รัก”

            สีหน้าของฮิโนโตะในตอนนั้นสลักลงในห้วงคำนึงทั้งที่ตัวเขานั้นไม่ต้องการ ชายหนุ่มแห่งตระกูลจอไม่ได้เร่งร้อนก้าวเดิน จึงไม่คิดว่ายามที่ตนเองเดินผ่านห้องพักของแขกกิตติมศักดิ์ที่พึ่งปะทะฝีปากกันไปนั้น จะเป็นเวลาเดียวกับที่เจ้าตัวสาวเท้าตามมาทัน

            ท่ามกลางข้าราชบริพารนับสิบ เสียงตะโกนของเจ้าชายปีมะแมดังก้องไปทั้งตำหนัก

            “นายชอบฉันเหรออินุอิ!?

            “อะไรนะ!!?”เจ้าของชื่อแทบล้มหน้าคว่ำ พอๆกับเหล่าคนรับใช้ที่อ้าปากค้าง ผ้าผ่อนหล่นจากมือไปตามๆกัน

เมื่อชายหนุ่มผมดำหันไปก็พบกับร่างสูงโปร่งที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาด้วยความรวดเร็ว เขาก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติทั้งที่ร่างกายยังชาดิก แต่ก็ไม่ทันความไวปานวอกของคนที่ตัวยาวกว่า ฮิโนโตะคว้ามือที่พยายามสะบัดอย่างเอาเป็นเอาตายของร่างที่เล็กกว่าโดยไม่ปล่อยให้หลุดมือ

          “ฉันรักนาย!!

            คราวนี้แจกันหม้อไหหล่นแตกกันถ้วนหน้า แม้แต่คาโนเอะที่สังหรณ์ใจไม่ดีจึงคิดเดินมาเยี่ยมเยียนได้ยินเข้ายังถึงกับก้าวผิดจังหวะ ศีรษะกระแทกผนังเข้าเต็มๆ

คำสารภาพรักสุดลึกซึ้งร้อนแรงดังสามบ้านเจ็ดบ้านจนแทบจะเป็นเสียงสะท้อนดังก้องซ้ำแล้วซ้ำอีกในความเงียบสงัดที่ทุกชีวิตพร้อมใจกันหยุดทุกกิจกรรมโดยมิได้นัดหมาย

แม้แต่อินุอิก็ถึงกับพูดไม่ออก ดวงตาสีฟ้าเบิกโพลง เหมือนกับว่าสรรพเสียงที่เคยได้ยินต่างก็ตายดับไปจากโลกใบนี้ ท้องฟ้าถล่ม ผืนดินทลาย เขาตะลึงงันจับต้นชนปลายไม่ถูก แม้แต่ลมหายใจของตนเองก็สะดุดขาดห้วง....

ด้วยจุมพิตของฮิโนโตะ




--------------------------------------------

บอกไม่ถูกเลยว่าจะสงสารใคร 555555555555555555

 เราเคาะบรรทัดเพิ่มขึ้นแล้วนะคะ น่าจะอ่านสบายขึ้นสำหรับคนที่ใช้มือถือ

เห็นแบบนี้ก็รอเขียนฉากดีๆให้ชายฮิเหมือนกันนะ นางเป็นคนตั้งใจทำงานที่ไม่มีใครรู้ 555555 จริงๆก็รู้แหล่ะ แต่เหมือนทุกคนลืมๆกัน ส่วนอินุอิคือเท่ฉัดหมี่อยู่แล้ว ชิปไม่หยุดเลยค่ะ 55555555 โวร๊ยยยยยยย จัดงานแต่งให้สองคนนี้ที คาเฟ่ก็จะออกเมนูคู่กัน ชาวบ้านเค้ามากันเดี่ยวๆ พรี่คะะะะะ อยู่ดีๆเรือนี้ก็มีเทอร์โบ 

แกะหมาอิสเรียล

แกะหมาบันซายยยยยยยยยยยยย










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

22 ความคิดเห็น

  1. #4 feeangel (จากตอนที่ 3)
    28 ก.พ. 61 / 22:52 น.
    เรากำลังจะตายเพราะฟิคคุณนี่แหละค่ะ อ่านไปหัวเราะไปจนจะหายใจไม่ทันแล้วค่ะ 555+ // สนุกมากเลยค่ะ จะรอตอนต่อไปนะคะ~~~
    #4
    0
  2. #3 VEXTOR (จากตอนที่ 3)
    25 ก.พ. 61 / 14:10 น.
    พี่ชินกับคาโนเอะต้องมามีเอี่ยวด้วยอีก ไม่แปลกใจค่ะว่าทำไมยากแปลกๆ 555
    #3
    0