ขนาดตัวอักษร

  • font-size
  • font-size

ตอนที่ 13 : [AU ApolloxFrost] Catena of Garnet Moon - 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • 30 มิ.ย. 62



2

Memory of future dreams.

 

 

            “ฟรอสต์ ได้เวลาแล้ว”

            ได้ยินเสียงมาจากด้านหลัง...สงบสำรวมกว่าเดิมมาก เขาค่อยๆลุกยืนขึ้นเต็มความสูงเพื่อไล่ความเมื่อยขบจากการนั่งห่อตัวเป็นเวลานาน น้ำหนักของเครื่องประดับและผ้าคลุมเนื้อหนาถ่วงให้บ่าเชิดตรง อากาศเย็นเฉียบของฤดูหนาวราวกับจะระบายทิวทัศน์เบื้องนอกให้เป็นสีทึมเทาไปด้วย กลืนตัวเขาที่มีสีเดียวกับหิมะเข้าไปในบรรยากาศเซื่องซึม

            เบื้องหน้าคือรูปปั้นอัศวินขนาดใหญ่ เครื่องหน้าอ่อนละมุนถูกกล่อมเกลาด้วยเนื้อหินอ่อนเรียบลื่น ดูเหมือนกับว่าใบหน้านั้นกำลังหลับไหล

            “ที่ซีคตายไม่ใช่ความผิดของนาย”

            “ฉันรู้”

            คนด้านหลังสูดหายใจลึกและระบายออกแทนการรับรู้

            “นายเองก็ทำดีที่สุดแล้ว สเปลเวียร์”

            “ฉันไม่ใช่พระเจ้า”

            สเปลเวียร์เหยียดรอยยิ้มหยันที่แฝงด้วยความขมขื่น เขาเป็นชายหนุ่มอ่อนวัย ผิวขาวจัดตัดกับเส้นผมสีดำสนิทซึ่งล้อมกรอบใบหน้าทรงรีและดวงตารูปจันทร์เสี้ยวสีฟ้าสด ข้างหนึ่งมีผ้าปิดตาทำจากหนังและหมุดทองอย่างดี ร่างเพรียวสวมเสื้อคลุมสีแดงเลือดนกตัวใหญ่ทับเสื้อผ้าไหมสีเดียวกัน ดูแล้วแปลกแยกจากขุนนางและเชื้อพระวงศ์คนอื่น

            “ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เซราฟิมกำหนดไว้”ฟรอสต์จิบสุราอึกหนึ่ง ก่อนจะสวมถุงมืออย่างไม่เร่งร้อน “แต่ก็อดนึกถึงไม่ได้ งานวันนี้ฉันเชิญเขามาเป็นสักขีพยานด้วย”

            “ฉันเป็นตัวสำรองหรือไง?”คนผมดำหัวเราะหยาม

            “นายเกลียดงานสังสรรค์”อีกฝ่ายชี้นิ้วลอยๆทั้งที่ยังถือถ้วยเงินอยู่ในมือ “นายมีที่ของตัวเองเสมอ ถ้าเพียงคิดจะโผล่หน้ามา”

            “วันนี้ฉันมาในที่อัศวินของนาย อย่าเถียงเลยว่าเป็นเพราะนายไม่อยากได้คนใหม่”สเปลเวียร์ยักไหล่ ก่อนจะฉวยแก้วเหล้ามาดื่มแทน ดวงตาสีฟ้าช้อนมองอย่างรู้ทัน

            “นายไม่ใช่คนขี้เหงา ฟรอสต์”

            “ฉันไม่จำเป็นต้องมีอัศวิน”น้ำเสียงทุ้มต่ำปัดรำคาญขณะก้าวออกจากห้องไปตามทางเดินหินอ่อนสลัก คบเพลิงกำลังถูกจุดในอีกฟากหนึ่งของปราสาทเพื่อขับไล่ความหนาวแก่แขกผู้มาเยือน เขาสามารถเห็นมันได้ผ่านระเบียง

            “คิดคำปฏิเสธไว้ดีหรือยังล่ะ? คืนนี้ทุกตระกูลจะต้องแห่แหนกันมาหานาย”

            พวกเขาหยุดลงที่หน้าประตูทองแดงบานใหญ่สูงจรดเพดาน ลวดลายจากการหล่อหลอมสะท้อนแสงจากโคมระย้าเกิดเป็นประกายมัว ต่างก็ยกมือไพล่หลังราวกับล้อเลียนกันและกัน

            “นึกว่านายจะช่วยฉันเสียอีกจอมเวทย์”ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีขาวพิสุทธิ์กล่าวเสียงเรียบ

            “เรื่องบางเรื่องก็ต้องตัวใครตัวมันนะ พระองค์”คนข้างกายหันไปส่งรอยยิ้มเย้ยหยันอันเป็นเอกลักษณ์ เขาเบือนหน้ากลับไปได้ทันเวลาที่มหาดเล็กเปิดประตูออก

            แสงสีของงานเลี้ยงสาดส่องเตะตาพร้อมกับเสียงดนตรีบรรเลงเป็นจังหวะครึกครื้น กลิ่นน้ำหอมเคล้ากับสุราอบอวลในอากาศ มัวเมาให้ลุ่มหลงตั้งแต่ก้าวเท้าลงตามบันได สีสันของอาภรณ์และแก้วแหวนปะปนกันละลานตาไปกับภาพจิตรกรรมและโคมแก้วเจียระไนมากมาย ใครที่ได้มาเยือนยังท้องพระโรงแห่งทรอยแมร์ย่อมต้องตกตะลึงในความโออ่าวิจิตรที่ถูกย้อมอาบด้วยแสงสีทอง

            “เจ้าชายฟรอสต์ มกุฎราชกุมารแห่งสโนว์ฟิเลีย”

            เสียงประกาศเรียกทุกสายตาในโถงใหญ่ให้จับจ้องมาที่ร่างสูงสง่าของบุรุษรูปงามในเครื่องทรงเลอค่าสีงาช้าง เสื้อคลุมขนสัตว์หนาทาบทับไหล่กว้างแกร่งที่ประดับด้วยแถบยศสีทอง เหนือขึ้นไปคือต่างหูทับทิมน้ำงามตัดกับเส้นผมสีขาวราวหิมะ ยิ่งขับให้ดวงหน้าทระนงงดงามดั่งรูปสลัก แม้รอยยิ้มบางเบาไม่อาจถือได้ว่าเป็นไมตรี แต่ก็ช่วยกล่อมเกลาให้ดวงตาเฉียบคมสีแดงเข้มเด่นจ้าอ่อนละมุนขึ้น

เขาเหยียบย่างลงจากขั้นบันไดด้วยกิริยาที่ไม่ต่างจากภาพเขียน ร่ายมนตร์สะกดหัวใจให้หลงใหลตราตรึงอย่างที่จอมเวทย์ก็ไม่อาจทำได้ ผู้คนกล่าวขานกันว่าแม้แต่เทพเทวายังไม่อาจเทียบเคียงความงามของเจ้าชายหิมะ

คำบอกเล่านี้ไม่มีใครที่ได้ยลคิดค้านแม้แต่คนเดียว

สเปลเวียร์เพียงพยักหน้าให้เมื่อยศของตนถูกประกาศตามหลัง เขาเดินตามฟรอสต์ซึ่งทักทายแขกเหรื่อในงานตามมารยาทไปจนสุดปลายห้อง

แม้แต่บรรยากาศชวนพิกลอันขึ้นชื่อของพ่อมดหนุ่มก็ยังไม่อาจทำลายพลังใจของเหล่าหญิงสาวที่เข้ามาห้อมล้อมมกุฎราชกุมารผู้เย่อหยิ่งได้  

“ขาดอากาศหรือยังฝ่าพระบาท?”

“นายสบายดีหรือไง?”

“คำถามเหมือนอยากให้ตอบว่าไม่ แต่ใช่ ฉันสบายดี”ชายหนุ่มผิวเข้มยิ้มกว้างอย่างไม่ถือสา “มาถึงพอดีเวลาอย่างกับจับวางเลยนะ”

“อยากให้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว”ฟรอสต์หยุดที่บันไดระดับเดียวกัน มันทอดสูงเกือบถึงบัลลังก์ตัวใหญ่อันไร้ผู้จับจอง ซุ้มสลักสีขาวสะอาดผลักมิติของเก้าอี้ตรงกลางให้ลอยเด่นออกมาราวกับทอดกายนั่งท่ามกลางรัศมีจ้า เมื่อมองตรงๆก็รู้สึกเหมือนเป็นดวงแสงพิสุทธิ์หนึ่งเดียวของโลกใบนี้ นั่นคือสิ่งที่ผู้คนนึกคิดเมื่อกล่าวถึงมหานครแห่งความฝัน

ทรอยแมร์ คือจุดศูนย์กลางของพื้นพิภพ อาณาจักรที่ได้รับพรจากทวยเทพตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ปกครองโดยราชวงศ์เก่าแก่ที่สืบสายโลหิตมาจากปฐมกษัตริย์ในยุคสมัยที่เทพเจ้ายังคงอยู่ร่วมกันมนุษย์ ทรงอำนาจเหนือเผ่าพันธุ์ใดๆ แม้ไม่ยกตนขึ้นเหนือประเทศราชอื่น แต่ก็ถือได้ว่าเป็นประมุขของเหล่าราชา

ยามนี้บัลลังก์สีขาวยังคงว่างเปล่า แต่บันไดกว้างขวางด้านล่างก็ถูกจับจองจนพอดีที่ทางแล้ว ฟรอสต์กวาดสายตาผ่านใบหน้าที่คุ้นเคยทั้งหลายแล้วมาหยุดที่ฝั่งตรงข้ามของตนเอง

“มาคนเดียว?”

“ช่วงนี้คลื่นลมไม่สงบ โอไรออนเลยอยู่ภาวนาในวิหาร”ชายคนนั้นตอบ ก่อนจะยักคิ้วหลิ่วตาไปด้านหลังคู่สนทนา “สบโอกาสได้มองคนสวยให้เต็มตาเสียที”

สเปลเวียร์ค้อมศีรษะให้ รอยยิ้มของเขาไม่แสดงออกถึงความซาบซึ้งสักเท่าไหร่ “ขอบพระคุณ เจ้าชายดักลาส”

“เสียใจด้วยเรื่องซีค”

“อืม”มกุฎราชกุมารรับคำอย่างสงบ เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงไม้เท้ากระทบพื้นดังกังวานเป็นจังหวะ ปรากฏร่างของจักรพรรดินีแห่งทรอยแมร์ในชุดสีน้ำเงินเข้ม ทั้งราชสำนักพร้อมใจกันโค้งคำนับอย่างสำรวมและยาวนานจวบจนหญิงสาวประทับลงบนบัลลังก์ พระพักตร์อ่อนเยาว์ระบายยิ้มบางๆ หากมีใครเคยยลพระโฉมคงต้องสาธยายอย่างยากลำบาก

จักรพรรดินีนั้น...ดูเป็นหญิงสาวรุ่น สิริโฉมไม่ได้สวยเลิศเลอหากแต่อบอุ่นสบายตา ผิวพรรณนวลสวยราวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบล้อมด้วยเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม ปลายคิ้วหนาลู่ตกเหนือดวงตากลมโตสีฟ้าสดอันเป็นจุดเด่นที่เหมือนท้องฟ้าในฤดูร้อน ให้ความรู้สึกเหมือนเด็กสาวที่ใสซื่อ เมื่อผสมกับจริยาวัตรงดงามและรัศมีสูงศักดิ์ของราชินีทำให้พระองค์ดูเป็นแบบอย่างของหญิงสาวที่มีเฉพาะในความฝันเท่านั้น

“ตามสบายเถิดทุกท่าน”สุรเสียงอ่อนหวานแฝงด้วยบารมีดังก้อง ในที่สุดการประชุมสภากษัตริย์ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมเป็นงานเป็นการ ทั้งข้อถกเถียงและประเด็นต่างๆถูกเสนอขึ้นไม่หยุดหย่อน แต่ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยจึงไม่เกิดความตึงเครียดดุดัน ดูเหมือนว่าภายใต้ความอารีจากองค์จักรพรรดินี ทุกคนจะสนองตอบด้วยการเปิดใจกว้างขวางที่สุด

เมื่อจบการประชุมพระนางจึงทอดพระเนตรไปทั่วโถง ก่อนจะโน้มพระวรกายมาหาตำแหน่งที่ใกล้ที่สุด

“เราขอแสดงความเสียใจเรื่องท่านซีค หวังว่าเจ้าชายฟรอสต์จะไม่โศกเศร้ามากเกินไป”

เป็นอีกครั้งที่เจ้าของเรือนผมสีขาวต้องรับคำอย่างสงบเสงี่ยมมากที่สุด “ขอบพระทัยองค์จักรพรรดินี ซีคจากไปสักพักแล้ว แต่เมื่อได้มาเยือนทรอยแมร์กระหม่อมจึงแวะไปที่อนุสรณ์ของเขา”

“เช่นนั้นท่านเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ เหตุใดจึงไม่เสนอตำแหน่งใหม่?”

สิ้นคำตรัสขององค์ประมุข ผู้คนทั้งท้องพระโรงต่างก็ลอบสูดหายใจกันถ้วนหน้า โอกาสทองที่จะดองกับราชวงศ์หิมะมีใครบ้างไม่อยากตะครุบไว้ คงจะมีแต่เจ้าของตำแหน่งที่เอาเพื่อนสนิทมาบังหน้าที่ถอนหายใจออก

“กระหม่อมไม่ได้ออกราชกิจบ่อยๆ ทั้งยังมีจอมเวทย์อันดับหนึ่งอยู่ข้างกายจึงยังไม่คิดแต่งตั้งอัศวินใหม่พะยะค่ะ”ฟรอสต์กล่าวด้วยรอยยิ้มดั่งเทพบุตร ทำให้คนด้านหลังต้องยิ้มตามไปด้วยอย่างลำบากใจ อันที่จริงการยืนบนบันไดขึ้นแรกท่ามกลางสายตาหลากหลายก็ทำให้สเปลเวียร์หงุดหงิดใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

อา เจ้าพวกบ้า อยากนินทาก็มาพูดต่อหน้าฉันเลยสิ

รับอัศวินเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อรับมาแล้วก็ต้องคุ้มครองอาณาจักรนั้นๆแลกกับความภักดีและสัมพันธไมตรีจนหมดวาระด้วย ประเทศเล็กๆจึงนิยมส่งเชื้อพระวงศ์วัยเยาว์เข้าสู่ร่มเงาไม้ใหญ่ของประเทศที่แข็งแกร่งกว่า เป็นทั้งการฝึกฝนและแสดงความจริงใจ หากวันหน้าได้เป็นราชาทั้งคู่อาณาจักรทั้งสองย่อมสงบสุข

มกุฏราชกุมารแห่งสโนว์ฟิเลียขึ้นชื่อว่าเป็นทั้งนักปกครองที่ฉลาดล้ำไม่มีที่ติและจอมเวทย์ที่ทรงพลัง ราชวงศ์สูงส่งครอบครองอาณาจักรเหนืออันไพศาล อุดมด้วยทรัพย์สมบัติและองค์ความรู้เทียบเท่ากับแดนบันทึก เป็นที่ปรึกษาของบัลลังก์ทรอยแมร์นับรุ่นต่อรุ่น ดูบันไดขั้นสูงสุดที่ฟรอสต์ยืนเถิด มีใครบ้างไม่อยากส่งบุตรเข้าไปผสมโรงด้วย! ถึงจะเป็นลูกเป็ดในหมู่หงส์ก็ยังดีกว่าเป็นลูกเป็ดที่เดินอย่างเป็ด

สเปลเวียร์ลอบดึงมุมปากเบาๆ ถึงสโนว์ฟิเลียจะร่ำรวยสักปานไหน แต่ก็ใช้ว่าเพื่อนรักของเขาจะชอบหาภาระใส่ตัว ที่ไม่รับคนมาอุปถัมภ์ก็เพราะไม่มีคนให้อุปถัมภ์ จะหาคนที่เหมาะสมยากกว่าการพูดออกไปว่าพวกเจ้าไม่มีใครเหมาะสม!

 “งั้นหรือ เราหวังจะยืมตัวจอมเวทย์ของเจ้าชายสักครึ่งปี น่าเสียดายจริง กำลังคิดจะให้ทุกท่านลองเสนอชื่อว่าที่อัศวินอยู่พอดี”หญิงสาวหัวเราะเบาๆ พระวรกายถอนกลับไปพิงพนักตามเดิม

ไม่-เอา-พะยะค่ะ คนผมดำกัดฟันอยู่ในใจ

“เรื่องอัศวิน เอาไว้เป็นโอกาสหน้าเถิดพระนาง”

ฟรอสต์คลี่รอยยิ้มพิชิตใจให้องค์จักรพรรดินี แม้ว่านั่นจะเป็นยุทธวิธีที่ไม่เคยได้ผล แต่ก็ต้องยอมรับว่าพระนางทรงโปรดเจ้าชายองค์โตแห่งอาณาจักรหิมะมากจริงๆ

“ถ้าอย่างนั้นเราขอปิดการประชุมวาระนี้ลง ขอบคุณผู้แทนทุกท่านที่ให้เกียรติมาเยือนท้องพระโรงแห่งทรอยแมร์ หวังว่าจะได้พบทุกท่านอีกในเร็ววัน.....”

“งั้นเป็นข้า”

ยังไม่ทันที่องค์ประมุขจะสิ้นเสียงตรัส เสียงคำรามเกรี้ยวกราดม้วนตัวขึ้นจากเบื้องหลังของโถงกว้าง ดังสนั่นจนผู้คนขนลุกเกรียวราวกับคำขู่นั่นพุ่งตรงมายังตนเอง เกิดเป็นความเงียบชั่วอึดใจก่อนที่ฝูงชนจะแหวกออกพร้อมกับเสียงฮือฮาแผ่วเบา เผยร่างของชายคนหนึ่งซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาด้วยฝีเท้าหนักแน่น กลิ่นไอดุดันแผ่กระจายรอบชุดเกราะอ่อนที่สวมทับบนอาภรณ์ชั้นกลาง ดูเผินๆคล้ายนักรบแต่ท่วงท่าดั่งพญาราชสีห์ชวนให้ยำเกรง

จักพรรดินีขมวดคิ้วโดยไม่รู้เมื่อแขกไม่ได้รับเชิญท่านนี้ขยับเข้าใกล้ บรรยากาศบนขั้นบันไดทวีความหวาดระแวงเจอด้วยไอร้อนคุกกรุ่น

“ที่ท่านผู้กล้ากล่าวเมื่อครู่คืออะไรหรือ?”เจ้าของบัลลังก์แห่งทรอยแมร์แย้มรอยยิ้มบาง พระพักตร์มีเพียงความสงบรอคอยเมื่อบุรุษในชุดแปลกตาโค้งคำนับอย่างสง่างาม เขายืดแผ่นหลังตรง ลำคอเชิดสูงอย่างองอาจท้าทาย

“ฝ่าพระบาทอยากให้ลองเสนอชื่อ เช่นนั้นกระหม่อมขอเสนอตนเองต่อตำแหน่งอัศวินของสโนว์ฟิเลีย”

พลันเกิดเสียงฮือฮาขึ้นอุตลุด จนเจ้าชายแห่งแดนบันทึกที่อยู่สูงถึงบันไดชั้นบนต้องกระแทกคทาประจำกายแทนคำตักเตือน ลอยย์กวาดดวงตาคมปลาบ เขาระบายลมหายใจสั้นๆเมื่อทั่วทั้งราชสำนักเงียบลง กระนั้นทันทีที่ความสงบกลับคืน ฟรอสต์ก็สวนด้วยถ้อยคำที่พาให้คนฟังสะอึก

“สโนว์ฟิเลียไม่รับคนมารยาททราม”

ขนาดคนรอบข้างยังหน้าชา แต่คนฟังกลับยิ้มระรื่น

“มารยาทส่วนไหนของข้าที่ถือว่าทราม? แต่เพียงแค่มารยาทเป็นอย่างไรไม่อาจใช้ตัดสินคุณค่าของคนคนหนึ่งในทุกด้านได้ มกุฎราชกุมารที่ปราดเปรื่อง ไม่ได้ไร้สมองกว่าที่คิดหรอกรึ?”

โอ้... สมาชิกในที่ประชุมลากเสียงอุทานในใจโดยพร้อมเพรียง

“การไม่สอดปากตัดหน้าคนอื่นไม่อยู่ในตำรามารยาทฉันท์ใด ก็คงไม่อยู่ในสมองของเจ้าเช่นนั้น  เดนมนุษย์คงไม่เข้าใจ”

“หากเป็นคนแล้วต่ำช้าอย่างสัตว์ป่าจะเรียกว่าคนแค่เพราะมารยาทดีได้อย่างไร?”

ผู้ที่ถูกต่อว่ากลับโต้ฝีปากกลับอย่างฉะฉาน เขาเงยหน้าขึ้นมองร่างสีขาวโพลนตรงๆด้วยดวงตาคมรี ชายผู้นี้มีผมสีทองแดงที่ดูร้อนแรงเหมือนดวงอาทิตย์ แม้แต่กิริยาของเขาก็เจิดจ้าสะกดสายตา ไม่ใช่ลักษณะของคนที่จะถูกลืมเลือนโดยง่าย

“ถ้าอย่างนั้นท่านผู้กล้าต้องเอ่ยนามให้ทราบสักหน่อย ขออภัยที่เรากลับไม่สังเกตบุรุษที่โดดเด่นอย่างท่าน”หญิงสาวชิงตัดบทคนข้างกายเพื่อเลี่ยงความยุ่งยาก หากจะมีสิ่งใดที่เลื่องลือในตัวฟรอสต์นอกจากชาติกำเนิดและหลายๆอย่างแล้ว ก็คงจะเป็นฝีปากเชือดเฉือนจนผู้ต่อกรต้องหลั่งน้ำตา

ฝ่ายตรงข้ามยิ้มหยันคล้ายว่าเยาะเย้ยตนเอง

“อพอลโล เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจ แดนสุริยา”

คราวนี้เสียงคทาของลอยย์ก็ไม่สามารถกลบเสียงอื้ออึงไร้ทิศทางที่ดังก้องลงได้ มีเพียงเจ้าชายองค์โตแห่งแดนหิมะที่นิ่งเงียบไม่เอ่ยคำพูดใด ดวงตาสีแดงสดจดจ้องทะลุร่างเล็กจ้อยที่อยู่เบื้องหน้า แม้ในขณะที่มันเด่นชัดขึ้นตามจำนวนขั้นบันไดที่เขาก้าวลง ฟรอสต์ก็ไม่ได้ละสายตาออกแม้แต่ครู่เดียว

ที่ยะโสได้ถึงเพียงนี้ ก็คงเพราะฐานันดรเท่าเทียมกัน

“แดนของคนทรยศมีธุระอะไรกับสโนว์ฟิเลีย”

คำถามนั้นแท้จริงแล้วเป็นคำข่มขู่ให้คนตรงหน้าล่าถอยไปรักษาชีวิตก่อนจะปลิดปลิวไป เสียงทุ้มแผ่ไอเย็นยะเยือกน่าหวาดหวั่นพาให้บรรยากาศน่าพรั่นพรึง

“คงเป็นธุระที่แดนหิมะไม่ยอมสะสางกระมัง ไม่อย่างนั้นคนทรยศอย่างข้าคงไม่ต้องบากหน้ามาถึงทรอยแมร์”

“สโนว์ฟิเลีย.....”ฟรอสต์หรี่ตา ทว่าอีกฝ่ายกลับต่อคำพูดของเขาจนจบเสียก่อน

“สโนว์ฟิเลียไม่มีธุระกับสวะ?”อพอลโลฉีกยิ้ม “สโนว์ฟิเลียช่างเรื่องมากเสียจริง เอาเถอะ ข้ามาที่นี่ก็มีแค่เรื่องเดียว”เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจก้าวเข้าหาร่างที่อยู่สูงกว่า

“ปลดเขตแดนที่ล้อมรอบชายแดนของแฟลร์รูจออกซะ”

“ยี่สิบปีก่อนแฟลร์รูจทรยศต่อคำมั่นของสองอาณาจักร เจ้าชายองค์โตสังหารราชินีแห่งสโนว์ฟิเลีย ทั้งยังทรยศต่อเซราฟิม ...ทรยศต่อพระเจ้า คนบาปเช่นเจ้ามีสิทธิ์อะไรมายืนต่อหน้าบัลลังก์ขององค์จักรพรรดินี”มกุฎราชกุมารกดเสียงคำราม ทว่าเมื่อได้ยินโทษทัณฑ์แล้วผู้มาเยือนยังคงนิ่งเฉย

“ถ้าอย่างนั้นก็ทอดสายตาดูจดหมายและฎีกานับร้อยฉบับที่แฟลร์รูจส่งไปให้สักหน่อยเป็นอย่างไร?”

สิ้นเสียงอพอลโล ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความสงสัยที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถาม แม้แต่คู่สนทนาที่ทอดกายบนบันไดเหนือกว่าขึ้นหนึ่งยังเชิดคางขึ้นคล้ายเงี่ยหูฟัง

 “ครั้งนั้นดาวหางตกลงสู่แดนสุริยาแผดเผาทั้งแผ่นดินกลายเป็นทะเลเพลิง ไม่สามารถทำกินได้ ต้องฝากชะตาไว้กับการเป็นเมืองขึ้นของสโนว์ฟิเลีย เฝ้าเขตแดนที่มีแต่ปีศาจกินฝัน คนของเราหลั่งเลือดแทนแดนหิมะ แต่พวกเจ้าจงใจตัดเสบียงกรังและยา ยี่สิบปีก่อนพี่ชายของข้าทำผิดอะไรก็ไม่ใช่ความผิดของประชาชนในตอนนี้”

นานหลายปีที่ชื่อของผืนดินของสุริยะเทพถูกลบเลือนจากกระแสของประวัติศาสตร์ เมื่อสภาพแร้นแค้นที่ต่างจากอดีตกาลถูกขุดคุ้ยขึ้นมา หลายคนจึงออกอาการกระสับกระส่าย แต่ก็น้อยนักที่จะแสดงสีหน้าสะเทือนใจ

เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจไม่เปลี่ยนสีหน้า ทว่าดวงตาประทุแสงราวกับคมดาบ น้ำเสียงห้าวหาญเย็นยะเยือก หากไม่นับวาจาทิ่มแทงอย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เขาก็ถือเป็นบุรุษที่ฉายรัศมีแข่งกับฟรอสต์ได้อย่างสูสีจนน่าอัศจรรย์

“และมันก็ไม่ใช่แค่สโนว์ฟิเลีย แต่เป็นทุกดินแดนบนทวีปแห่งนี้ พวกเจ้าตั้งใจกลบฝังแดนสุริยา”หางเสียงเจือความอาฆาตแค้นพาให้หนาวสันหลัง

“นั่นคือผลการกระทำของพวกเจ้าเอง โลกของเราดำเนินด้วยกฎเกณฑ์เพื่อดำรงไว้ซึ่งความสงบสุข รัชทายาทแฟลร์รูจทำลายสนธิสัญญา สังหารเชื้อพระวงศ์พันธมิตรย่อมต้องมีบทลงโทษ สโนว์ฟิเลียไม่บดขยี้ประเทศของเจ้าก็เพราะความกรุณาขององค์จักรพรรดินี”

ไอเย็นก่อตัวในมวลอากาศ แม้ว่าพระราชวังถูกครอบด้วยเขตอาคมแรงกล้าของราชวงศ์ทรอยแมร์ ก็ยังไม่อาจสยบสายเลือดของภูติหิมะในกายของมกุฏราชกุมารที่กำลังโกรธจัด

 “แล้วการที่เจ้าละเมิดข้อตกลงในการเป็นเมืองขึ้นของแฟลร์รูจ ใช่การกระทำของพระนางด้วยหรือไม่?”

“เจ้าคนชั้นต่ำ!

เสียงตวาดก้องท้องพระโรงไม่อาจผลักไสร่างที่ยืนหยัดมั่นคงของอพอลโลได้

“หากไม่ใช่! เช่นนั้นข้าขอใช้สิทธิในสภาแห่งนี้อย่างที่มันควรจะเป็น องค์จักรพรรดินีได้โปรดใคร่ครวญให้ถอนเขตอาคมออกจากแฟลร์รูจด้วย!

“คิดว่าโทษกบฏเป็นเรื่องล้อเล่นหรือยังไง! ถ้าหากยกโทษให้พวกเจ้าได้ กฎหมายที่เหลือก็ไม่มีความหมายแล้ว!

ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าความมักใหญ่ใฝ่สูงต้องแลกมาด้วยอะไร สิ่งเหล่านั้นคือเครื่องระลึกถึงความเป็นคน ประเทศ ราษฎร ครอบครัว หากเครื่องเตือนใจที่หนักหน่วงขนาดนี้ยังไม่สามารถรั้งคนคนหนึ่งไว้ได้ เขาก็ต้องเผชิญกับผลของมัน”

“ธอร์ ไม่ต้อง”มือบอบบางยกขึ้นปรามองครักษ์ข้างกาย หูยังสดับฟังเสียงโต้เถียงของเจ้าชายทั้งสององค์ โดยเฉพาะฟรอสต์ที่ไม่เคยลืมตัวเธอในสายตามาก่อน ดูเหมือนว่าเขาคงหมดความอดทนแล้ว

“แล้วเด็กที่เกิดในอีกสิบปีหรือร้อยปีให้หลัง จำเป็นต้องทุกข์ทนในโชคชะตาที่พวกเขาไม่ได้เลือกงั้นหรือ? ต้องใช้ชีวิตอดอยากเพราะคนโง่คนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นหน้าในอดีตหรือไง?" คราวนี้ไม่เพียงแค่เจ้าชายองค์โตของแดนหิมะ ตัวแทนจากหลายอาณาจักรก็เริ่มแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาแล้ว

“โชคชะตาไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เป็นผู้เลือกสรร”

“แต่เจ้าเลือกได้ เจ้าเลือกที่จะช่วยชีวิตประชาชนที่ไม่มีความผิด เลือกที่จะให้พวกเขาอิ่มท้อง เลือกที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เจ้าสามารถเลือก...ที่จะช่วยแฟลร์รูจได้ ของพวกนี้อยู่ในสนธิสัญญาด้วยซ้ำ...”อพอลโลหลุบสายตาลง มือที่ทิ้งอยู่ข้างตัวกำแน่นราวกับจะช่วยให้น้ำเสียงที่เค้นผ่านไรฟันราบเรียบขึ้น

“แต่เพราะแค่เจ้าชายสารเลวคนหนึ่งที่ตายไปเป็นสิบปี สโนว์ฟิเลียถึงเพิกเฉยต่อเสียงของเรา เจ้าปล่อยให้ผู้ชายต้องจากบ้าน คนเป็นแม่ต้องล้มป่วย เด็กๆต้องอดอยากและคนที่สิ้นหวังมากมายต้องพลีชีพให้กับเขตอาคมของพวกเจ้า แดนหิมะอาจคิดว่ามันสาสมกัน

แต่ข้าขอถามพวกเจ้าสักหน่อย-ว่า ใบหน้าของคนที่กำลังตายทั้งเป็นเหล่านี้

พวกเจ้ารู้จักพวกเขาหรือเปล่า!?

เสียงคำรามดั่งราชสีห์ฟาดผ่าลงก่อเป็นความเงียบเชียบวังเวงราวกับรอบกายของเขาไร้ผู้คน เจ้าชายแห่งแดนสุริยันหอบหายใจ ริมฝีปากยกยิ้มบางให้แก่เจ้าของเรือนผมสีขาวสะอาด

“แล้วมันได้นำชีวิตที่สูญเสียไปแล้วกลับมารึ?”

ไม่มีคำตอบใดในบรรยากาศอึมครึมนี้ เขาสูดหายใจเข้าแล้วพูดต่อ

“อาณาจักรของเราติดกับทะเลดำ พลเมืองทุกคนที่อยู่ในรัชสมัยของเสด็จพ่อต่างก็อยู่ที่ปราการสุดท้ายตามข้อตกลง คอยรักษาชายแดนจากปีศาจกินฝันเพื่อแลกกบขนมปังไม่กี่ก้อน มันอาจเป็นค่าตอบแทนที่พวกเราทุกคนต้องจ่าย ในฐานะเชื้อพระวงศ์ของแดนสุริยาข้าไม่มีวันทิ้งแผ่นดินของตัวเองอยู่แล้ว และหากเจ้าคิดว่าชีวิตของพวกข้าจะเป็นบทเรียนที่ดีกว่าสำหรับโลกทั้งใบ นั่นก็ได้....แต่ไม่ใช่กับชนรุ่นหลังของเรา”

ชายหนุ่มสืบเท้าเข้าหาคนที่ยืนอยู่สูงกว่า เมื่อร่างของพวกเขาเสมอกัน นัยน์ตาสีทองก็สบประสานพอดีกับอัญมณีเลือดที่แข็งกระด้างเหมือนทับทิม น้ำเสียงดุดันเบาลงเมื่อจงใจพูดกับบุรุษเบื้องหน้าเพียงคนเดียว

“อีกไม่นานแฟลร์รูจคงกลายเป็นแค่ตำนาน เจ้าปลดเขตแดนออกแล้วปล่อยให้ประชาชนของเข้าจากไปเสียเถอะ”

            ริมฝีปากซีดจางยังคงปิดเงียบ ผู้เจรจาเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะโน้มศีรษะเข้าหาแล้วเอ่ยหยอกล้ออย่างถือดี

            “เป็นใบ้หรือว่าข้อเสนอไม่ดีพอ? ข้ายังเสนอตัวเป็นอัศวินของเจ้าอยู่นะ”

            เขาสังเกตเห็นหางคิ้วเรียวกระตุก ท่าทางอดข่มโทสะของมกุฏราชกุมารผู้ประเสริฐไม่ได้ทำให้อพอลโลรู้สึกว่าได้เอาคืนสักเท่าไหร่ แทนที่อีกฝ่ายจะตอบโต้ด้วยถ้อยคำเชือดเฉือนประดิดประดอยจนน่ารำคาญ ชายหนุ่มกลับเดินเฉียดไหล่ในชุดเกราะอ่อนออกไปเสียดื้อๆ ทิ้งไอเย็นขุมมหึมาแทนคำบอกลาที่ทำให้คนอื่นๆรับเคราะห์ไปด้วยกัน

            เจ้าของเรือนผมดั่งเพลิงกระตุกมุมปาก ยังไม่ทันที่เขาจะได้ผรุสวาทใส่แผ่นหลังของคู่อริ น้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนกระแสน้ำเย็นสดชื่นก็โรยร่วงลงชโลมใจจากเบื้องบน

            “เจ้าชายแห่งแฟลร์รูจ”

            เจ้าของตำแหน่งเงยหน้ามองบัลลังก์แห่งทรอยแมร์ พบกับรอยยิ้มเบิกบานของหญิงสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งปวง

            “องค์จักรพรรดินี”เขาโค้งคำนับอีกครั้ง

            “เราจะทำตามความต้องการของท่าน”คำตอบที่ได้รับทำให้เจ้าชายเลือดร้อนประหลาดใจ “ส่วนข้อพิพาทจากสนธิสัญญาของทั้งสองดินแดนขอให้เจรจากันอีกครั้งที่นี่ สิ่งใดที่เคยขาดแคลนทรอยแมร์จะเป็นผู้จัดสรรให้เอง ระหว่างนี้ตัวแทนจากสโนว์ฟิเลียและแฟลร์รูจได้โปรดพักผ่อนอยู่กับเราก่อนเถิด”

            ฟรอสต์ชะงักเท้าครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวกลับมาค้อมกายให้ ทว่าดวงตาหลุบลงไม่มองใคร

            “ตามที่พระองค์บัญชา ทูตของแดนหิมะจะรออยู่ที่นี่”

            “แล้วท่านเล่า?”

            “เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ไม่จำเป็นต้องถึงมือของมกุฎราชกุมาร ขอตัว”เจ้าตัวกล่าวทิ้งท้ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วมุ่งตรงไปยังประตูอีกครั้ง

            หากว่า...คำพูดของอพอลโลไม่ได้หยุดเขาไว้

            “เรื่องเล็กน้อย? ดูเหมือนว่าทุกชีวิตในสายตาของรัชทายาทผู้สูงส่งจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ยกเว้นชีวิตของแม่ตัวเอง”

สีหน้าของฟรอสต์แปรเปลี่ยนเป็นเมฆดำทะมึนที่พร้อมจะกลายเป็นพายุร้ายได้ทุกเมื่อ หากเพียงมีคำพูดใดผิดพลาดไปอีกหนเดียว คงมีซากศพที่กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งอย่างถาวร

สเปลเวียร์เบิกตากว้างทันทีที่ร่างของเพื่อนสนิทหยุดเดินอีกครั้ง กลายเป็นบุรุษที่ได้ชื่อว่ามาจากแดนกบฏทอดน่องเข้าหาเสียเอง ฝีเท้าเนิบช้ายียวน แต่ฝีปากไม่เป็นเช่นนั้นเลย จอมเวทย์ถลาลงจากที่ของตน แต่ก็ยังไม่ทันไอเวทย์หนาวยะเยือกที่ระเบิดออกหลังเสียงสุดท้ายของเจ้าชายแห่งแฟลร์รูจ

            “โชคชะตาเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจเลือกสรร? หรือไม่ก็เพราะคนบางคนโง่เขลาและเห็นแก่ตัวเกินกว่าจะหาข้ออ้างอื่นมาสร้างความชอบธรรมให้สายเลือดสกปรกของตัวเอง”

            “จักรพรรดินี!

            หน่วยองครักษ์กระโจนขว้างหน้าเบื้องพระพักตร์ ลอยย์กระแทกไม้เท้าลงเกิดเป็นเกราะวงกลมครอบลงเหนือแท่นบัลลังก์ พร้อมๆกับหลายคนที่ปกป้องตัวเองจากพายุหิมะอันบ้าคลั่งได้ทันท่วงที แม้ว่าครึ่งหนึ่งของผู้ร่วมประชุมจะไม่ได้โชคดีหรือมีฝีมือเช่นนั้น

            ฟรอสต์ส่งคนครึ่งหนึ่งกลิ้งกระเด็นไปทุกทิศทุกทางในการหมุนตัวเพียงครั้งเดียว สีผิวของเขาซีดลงราวกับเลือดทุกหยดได้ซึมหายไปในเกล็ดน้ำแข็งรอบกาย เหลือเพียงดวงตาสีแดงฉานที่พุ่งเป้ายังร่างของผู้สบประมาท

            ท้องพระโรงที่อบอวนด้วยแสงแดดสีทองแปรสภาพเป็นทุ่งหิมะภายใต้หมอกสีขาวขุ่นและลมหายใจพรั่งพรูใต้อุณหภูมิเยือกเย็นเกินกว่ามนุษย์จะทนไหว พื้นและเสาถูกชั้นน้ำแข็งเคลือบเป็นแพเกล็ด ทว่า ณ จุดศูนย์กลางของวงกลมสีขาวจ้า อพอลโลกลับยืนกอดอกอย่างไม่สะทกสะท้าน กลายเป็นแต้มสีโดดเด่นท่ามกลางผ้าใบไร้สี ดูแข็งแกร่งและโดดเดี่ยว

            ทั้งยังท้าทายจนน่าขยี้ให้แหลกเป็นจุล

            ภาพนั้นทำให้เจ้าชายแห่งสโนว์ฟิเลียยังต้องตกตะลึง เช่นเดียวกับใครก็ตามที่ยังมีสติพอจะสละสายตามองต้นตอของหายนะครั้งนี้ได้ ดวงตาที่บรรจุเพลิงโทสะล้นทะลักหรี่ลงในขณะที่เรียวขาย่างเข้าหาคู่กรณี แต่ละก้าวเกิดเป็นแผ่นน้ำแข็งหนาขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว

            “เป็นไปได้ยังไง?”เป็นเสียงของพ่อมดข้างกายองค์จักพรรดินี สเปลเวียร์ได้แต่หันไปส่ายหน้าให้กับดรัวต์

            ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยเห็นใครต้านพลังของราชวงศ์หิมะด้วยตัวเปล่าแล้วรอดชีวิตมาได้สักคน

            “โฮ่ ดูเหมือนจะมีของดีอยู่ที่นี่นะ”บุรุษร่างเล็กขยับขนเฟอร์รอบไหล่ขึ้นปิดผิวแก้ม “ชิน ฝั่งนั้นมีหรือเปล่า?”ลอยย์หันไปถามคนที่ครองตำแหน่งเดียวกัน

            “ไม่มี”ผู้บันทึกประวัติศาสตร์ฝั่งตะวันออกตอบ

            ดวงตาสีทองกวาดมองรอบด้านกว่าที่จะเคลื่อนไปหาร่างสูงสง่าในสีขาวเจิดจ้า

            “ว่ากันว่าราชวงศ์หิมะแข็งแกร่งทัดเทียมเทพเจ้า มีดีแค่นี้เองน่ะหรือ?”เขาฉีกยิ้ม เผยให้เห็นเขี้ยวคมที่มุมปาก พอที่ฝั่งตรงข้ามจะเห็นได้จากระยะห่างไม่เกินสิบก้าวของพวกเขา ฟรอสต์พึ่งกระชากหัวคิ้วเข้าหากัน เปลวเพลิงก็ลุกท่วมขึ้นรอบตัวของอพอลโล ลมร้อนกรุ่นผลักไอเย็นกระจายออกเป็นวงกว้าง

            แสงชาดฉาดกระพือเข้าใส่ดวงตาของเจ้าชายน้ำแข็ง เขาสะบัดมือโต้พายุหมุนคุกกรุ่นจนมอดดับ กระนั้นก็ไม่อาจทำลายกำแพงที่ลุกโหมครอบคลุมกายของฝั่งตรงข้ามได้ การปะทะก่อเกิดไอน้ำมหาศาลคลุ้งไปทั่วบริเวณเมื่อไม่มีใครยอมใคร

            “ไฟ!

ดรัวต์กางเขตอาคมรอบบัลลังก์อีกชั้นหนึ่ง เป็นอานิสงค์ให้แก่เหล่าผู้แทนที่ยืนตามขั้นบันไดไปพร้อมๆกัน ถึงตอนนี้จอมเวทย์นับสิบต้องระดมกำลังกันเสริมแรงให้ผนึกอาคมที่กางเหนือพระราชวังแห่งทรอยแมร์

“ที่นี่กางอาณาเขตแน่นหนาเพื่อไม่ให้มีการใช้เวทมนตร์ลอบสังหารกัน มีแต่ฟรอสต์ที่มีเชื้อสายของภูติที่ยังพอออกฤทธิ์ได้มากมายถึงขั้นนี้ แต่ว่าเจ้าชายอพอลโล...”พ่อมดผู้โด่งดังยังหมดคำพูด “ภูติอัคคีหรือไง? ตลกเกินไปแล้วน่า”

“ไม่ใช่หรอก ดรัวต์ ผนึกลดอำนาจของฟรอสต์ลงไปแล้ว แต่เปลวไฟยังไม่มอดลงเลยสักนิด”หญิงสาวทอดมองเหตุการณ์อย่างไม่ละสายตา เรื่องเหลือเชื่อตรงหน้าไม่สามารถทำให้หล่อนเสียความสุขุมรอบคอบลงได้แม้แต่น้อย

“สมแล้วที่เป็นพระองค์”ชายหนุ่มยิ้มหวานให้

“นายนี่...ไม่กระดากบ้างเลยรึไง?”คนผมดำกระซิบอย่างระอาใจในความเฉยเมยของเพื่อนร่วมอาชีพ เขาเพ่งดวงตาที่เหลืออยู่ข้างเดียวไปยังสีหน้าโกรธเกรี้ยวของฟรอสต์ ดูท่าว่าผนึกที่นักเวทมนตร์หลายสิบคนร่วมใจกันทำงานคงได้ผลบางแล้ว เพราะตอนนี้ชายหนุ่มดูจะทวีแรงโทสะมากขึ้นไปอีกเมื่อถูกลิดรอนอำนาจในกายไป

ตรงกันข้ามกันฝ่ายแดนสุริยาที่ยิ่งเจิดจรัสราวกับจะสร้างดวงอาทิตย์ขึ้นมาในท้องพระโรง ยิ่งลุกไหม้ก็ยิ่งแผ่รังสีระอุคุกคามมกุฏราชกุมารผู้ดื้อรั้น

“เฮ้ย พอได้แล้วน่า กอชเหนื่อยตายแล้วมั้ง!”เจ้าคนหน้าหนายังมีแก่ใจจะล้อเล่น

เงาร่างเคลื่อนไหวโงนเงนในกองเพลิง ไม่มีเสียงตอบกลับมา แต่เป็นการระเบิดที่สร้างแนวเปลวไฟถาโถมเข้าใส่ฟรอสต์ เขารีดเร้นขุมพลังทุกหยดในกายพร้อมที่จะสยบฝ่ามือยักษ์เบื้องหน้าไปพร้อมกับชีวิตของเจ้าของมัน

“นี่ไม่ใช่เวทมนตร์ นี่เป็นคำสาป!”เจ้าของบัลลังก์ลุกพรวดขึ้น

“จอมเวทย์!

สเปลเวียร์แทบไม่รอให้เรียก ร่างปราดเปรียวกระโจนผ่านเขตอาคม ทำลายเกราะโปร่งแสงนับสิบให้กลายเป็นเศษแก้วในพริบตาโดยไม่สนเสียงอุทานของดรัวต์ เขากระชากผ้าปิดตาออกพร้อมๆกับที่ก้อนเพลิงพุ่งลงใส่ฟรอสต์

แล้วแสงสีเขียวอ่อนก็อาบย้อมทั่วท้องพระโรง

 

 

 

-------------------------------------------

แค่เจอกันก็เหนื่อยขนาดนี้แล้ว เฮือก นี่เราจะจบเรื่องนี้ในกี่ตอนกันนะ ฮือ นุเหน่ยแน้วค่า 

เข้มข้นตัดกันคู่แกะหมามากๆ สารภาพว่าพิมพ์ไม่ออกอยู่นานค่ะ ศัพท์มันกึ่งจะเก่ากึ่งจะใหม่ พิมพ์ๆไปแล้วเกร็งกิเดสมากๆเลย

แต่ก็ไถมาได้ประมาณนี้ ตอนแรกเขียนจากมุมของฟรอสต์ แต่พอน้องพอลออกมาแล้วไม่รู้ทำไมมันย้ายซะอย่างนั้น เอ๊..........

ต้องบอกเรื่องนี้อาจจะมีหลุดคาร์บ้าง เพราะเนื้อเรื่องในเกมมันไลท์มากๆ ไม่ว่ายังไงก็เบาสมอง แต่พอเขียนอะไรที่เทาๆขึ้นมา คิดว่าเจ้าชายหลายๆคนคงไม่ได้แสดงออกอย่างที่เราเคยเห็น อันนี้ถือว่าเราตีความไปเองแหล่ะค่ะ 

อย่างฟรอสต์เองมาตอนแรกก็เหมือนจะเลวซะแล้ว โถว 555555555555555555555555555555

ด่ากันซะนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะรักกันลงได้ยังไง


ไม่รู้ว่าคนอ่านเรื่องไหนมากกว่ากันนะคะ แต่เรื่องนี้ก็ระบายอารมณ์ดี 5555555 พึ่งบ่นไปตอนเย็นว่าลืมพล็อต ก็ลืมอ่ะแหล่ะนะ แต่ตอนนี้มันพิมพ์ไว้แล้วครึ่งนึงเลยมาพิมพ์ให้จบ ช้ำใจที่เล่นด่านดรอปแล้วไม่ดรอป แง๊




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

22 ความคิดเห็น