ยิ้มนี้เป็นของพี่ RE-UP(E-Book ออกแล้วค่ะ)

ตอนที่ 112 : บทที่ 13 ขอโอกาส (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 786
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    5 ม.ค. 62

เมื่อดูสีหน้าของปัณฑ์ธรคนที่คบกันมานานเกือบสิบปีก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองเดาถูก “อะไรวะ! นี่มึงหวงน้องขนาดนี้เหรอวะ นี่หมายความว่าถึงไม่ใช่กู ใครก็จีบน้องมึงไม่ได้ถูกไหม?

คนถามกะพริบตาปริบๆ เหมือนคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา “เชี่ย! มันเกินคำว่า ‘พี่ชาย’ แล้วนะเว้ย”

ที่ผ่านมาตั้งแต่เป็นเพื่อนกับมัน ปัณฑ์ธรจะมีธุระที่ต้องทำเกี่ยวกับน้องสาวมากมายราวกับเป็นพ่อของโยษิตาเอง และทุกครั้งที่เขาพบโยษิตา แน่นอนว่าจะมีปัณฑ์ธรคอยยืนประกบหญิงสาวอยู่ตลอด

“น้องยังไม่พร้อมจะมีใคร รอให้โตกว่านี้ก่อน” พูดไปก็เหมือนว่าเขาทำเพียงปัดยุง เพราะเมื่อยุงไม่ตาย มันจึงคอยวนเวียนวอแวกวนบาทาเขาอยู่อย่างนี้

“ไม่พร้อมไร โตเป็นสาวแล้ว มึงดูอย่างน้องฟ้าคู่หมั้นของพี่ไอ้เมืองสิ อายุเท่ายิ้มนะเว้ย...ยี่สิบสอง โน่น...เขาหมั้นแล้วก็จะแต่งกันละ แต่น้องมึง มึงกลับมองว่ายังเด็ก คือยังไง ตอบดิเพื่อน”

“อ้าว เกี่ยวไรกับกู” มโนพัศที่เป็นเพื่อนกันมาหลายปีแบะปากใส่ เขาเป็นเพื่อนที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเดียวกันกับเจตณรงค์ กลับมาเมืองไทยเลยได้รู้จักกับปัณฑ์ธรผ่านการแนะนำของเพื่อน ซึ่งสนิทกันได้เพราะไลฟ์สไตล์และความชอบหลายอย่างคล้ายกันโดยเฉพาะกีฬา ทั้งปั่นจักรยาน ปีนเขา และไตรกีฬา

“ก็ไม่ได้เกี่ยวไรกับมึง กูหมายถึงคู่หมั้นพี่มึง เอ๊ะ...พวกมึงนี่เป็นไร พูดแตะผู้หญิงไม่ได้เลย อยู่ดีๆ องค์สุภาพบุรุษลงรึไง”

“ยังไงก็เถอะ มึงห้ามไปยุ่งกับยิ้ม ห้ามพูดเล่น พูดแหย่ หรือคิดอะไรๆ ด้วย โดยเฉพาะเข้าทางน้องเจน ไม่งั้นอย่าหาว่ากูไม่เตือน” พี่ชายที่หวงน้องสาวขู่เสียงเย็นเยียบ

“โห ไอ้พี่ชายขี้หวง กูจะคอยดูว่าสุดท้ายแล้วน้องมึงจะได้ใครเป็นแฟน แต่กูเชื่อว่าคงไม่มีวันนั้นหรอก เพราะทุกคนคงตายด้วยน้ำมือมึงก่อน” เจตน์ณรงค์ว่าแล้วส่ายหน้าระอา ใช้ส้อมม้วนสปาเกตตีเข้าปาก “มิน่าล่ะ คิตตี้ถึงชอบมาบ่นให้กูฟังว่ามึงไม่มีเวลาให้เขา แต่ทีกับน้องสาวนี่ทุ่มเวลาให้ไม่อั้น เป็นผู้หญิงคนไหนก็น้อยใจละวะ”

ปัณฑ์ธรถอนหายใจอย่างหน่ายๆ เขาเกลียดผู้หญิงที่เอาเรื่องส่วนตัวไปพูดให้คนอื่นฟังจริงๆ

“เฮ้ย อย่าทะเลาะกัน วันนี้มาดื่มนะ นานๆ กูจะมีเวลาว่างที ขอบรรยากาศดีๆ หน่อย” มโนพัศที่เห็นท่าไม่ดีของเพื่อนที่อารมณ์บูดจึงรีบพูดแทรกขึ้น พยายามทำให้คนทั้งสองลืมเรื่องที่มีปากเสียงกันก่อนที่ปัณฑ์ธรจะยกเท้าถีบเพื่อนรัก “ต้นปีหน้ากูกะหยุดยาวว่า จะชวนพวกมึงไปปีนเขาด้วยกัน”

“ที่ไหน?

“คินาบาลู”

 

ปัณฑ์ธรเข้าร่วมงานรวมผู้ประกอบการอะไหล่และชิ้นส่วนรถยนต์ประจำปีพอเป็นพิธี จากนั้นก็ปลีกตัวเพื่อจะกลับบ้าน เพราะเป็นห่วงน้องสาวที่วันนี้บ่นกระปอดกระแปดว่าไม่ค่อยสบาย เหมือนโรคกระเพาะจะกำเริบ เขาจึงต้องรีบกลับ เผื่อว่าอาการหนักมากจริงๆ จะได้พาไปหาหมอ

เนื่องจากวันนี้เป็นการเปิดงานวันแรกผู้คนจึงแน่นขนัด จนทำให้เดินสวนกันลำบาก ขณะที่ปัณฑ์ธรเดินออกมาจู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งถูกเบียดจนเสียการทรงตัวเซเข้ามา ทว่าปัณฑ์ธณตั้งรับไว้ได้ทันก่อนเธอคนนั้นจะล้มหน้าคะมำลงกับพื้น

“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ” เมื่อเห็นว่าเธอทรงตัวได้แล้วชายหนุ่มก็จะผละห่าง แต่เธอคนนั้นกลับเรียกเขาราวกับว่ารู้จักสนิทสนมกัน

“พี่ปัณฑ์!”

ปัณฑ์ธรหันกลับไป คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันขณะมองหญิงสาวที่เรียกเขาด้วยรอยยิ้ม

เขาไม่รู้จักเธอ แต่ทำไมนะเขากลับรู้สึกคุ้นๆ กับแววตาคู่นี้

 “พี่ปัณฑ์จำมุ้ยไม่ได้จริงๆ ด้วย นี่มุ้ยไงคะ มุ้ยลูกพี่ลูกน้องของยิ้ม” เธอคนนั้นเดินเข้ามาหาเขาแล้วยิ้มให้อย่างสดใส “แต่ไม่แปลกหรอกค่ะที่พี่ปัณฑ์จะจำไม่ได้ ในเมื่อเราไม่ได้เจอกันตั้งสิบกว่าปีแล้ว พี่ปัณฑ์เปลี่ยนไปมากเหมือนกันนะคะ หล่อขึ้นเยอะ…ส่วนมุ้ยก็อย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ สรุปว่าจำมุ้ยได้รึยังคะ” หญิงสาวร่างระหงถามเขาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้างเมื่อเธอบอกว่าตัวเองเป็นใคร และเกี่ยวข้องอย่างไรกับโยษิตา

เขาจำเธอได้ดีเชียวละ เพียงแต่ตอนนี้หน้าของเธอเปลี่ยนไปมาก แทบไม่เหลือเค้าเดิมจนยากที่จะจำได้ แต่ก็มีบางอย่างที่คล้ายกับพ่อของเธอ…ทำให้เขานึกคุ้นนั่นคือแววตา

“อะ อืม…เป็นไง สบายดีไหม”

“อุ๊ย!” เป็นเพราะผู้คนเริ่มมากขึ้นทำให้มาริกาถูกชนอีกรอบ “มุ้ยว่าเราไปหาที่คุยกันสักหน่อยดีกว่าค่ะ มุ้ยอยากเจอยิ้ม”

กว่าจะถึงบ้านก็ล่วงเข้าสี่ทุ่มแล้ว กลับมาถึงปัณฑ์ธรก็ขึ้นไปยังชั้นสองซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับครอบครัวเพียงเท่านั้น ห้ามแขกหรือคนไม่สนิทขึ้นไปเด็ดขาด ซึ่งก่อนที่จะเดินไปห้องของน้องสาวเขาก็ต้องผ่านห้องนั่งเล่นก่อน

เมื่อมองผ่านบานประตูกระจกเขาก็เห็นพ่อและแม่เลี้ยงกำลังนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกัน จึงจำต้องเดินเข้าไปทักทายอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ยังไม่นอนกันอีกเหรอครับ”

“อ้ะ คุณปัณฑ์กลับมาแล้ว กินอะไรมารึยังคะ” ยฐาทักชายหนุ่มที่ตัวเองดูแลและรักใคร่ไม่ต่างจากลูก

“รองท้องไปบ้างแล้วครับ ว่าแต่ดูอะไรกันอยู่เหรอ ปกติเวลานี้เข้าห้องไปพักผ่อนกันแล้วไม่ใช่เหรอครับ” ปัณฑ์ธรนั่งลงบนโซฟาตัวข้างๆ พวกเขา แล้วมองไปทางโทรทัศน์จอใหญ่

“ก็ดูข่าวฆาตกรโรคจิตน่ะสิ เดี๋ยวนี้คนเรามันแค้นกันง่ายเหลือเกิน เอะอะไม่พอใจก็ฆ่า” ผู้เป็นใหญ่ในบ้านบ่นกระปอดกระแปด และยฐาตระหนักได้ว่านั่นอาจจะเป็นการสะกิดแผลใจทำให้ลูกชายของเขารู้สึกไม่ดี จึงแตะมือบนหน้าขาของสามีเป็นการเตือน

ปัณฑ์ธรยิ้ม ไม่ได้มีท่าทีคิดมากแต่อย่างใด “ไม่เป็นไรหรอกครับ เรื่องมันผ่านมานานแล้ว และผมเองก็ไม่เคยเสียใจกับเรื่องนี้ น้ายุ้ยไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ถ้าจะห่วงก็ห่วงแต่ยิ้ม”

ยฐาเห็นด้วย เธอเศร้าเสียใจทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องเลวร้ายที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับลูกของเธอและปัณฑ์ธรเลย ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดของเธอที่ปล่อยให้ลูกสาวเล่นอยู่ที่บ้านลำพัง และไว้ใจคนในบ้านที่เรียกว่าญาติมากเกินไป ไม่ระแวงเลยว่าพี่ชายของสามีจะมาแอบทำร้ายลูกสาวของเธอ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

223 ความคิดเห็น