ยิ้มนี้เป็นของพี่ RE-UP(E-Book ออกแล้วค่ะ)

ตอนที่ 111 : บทที่ 13 ขอโอกาส (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 837
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    4 ม.ค. 62

ขาเรียวของคนตัวเล็กสาวเท้าตามเจ้านายและรุ่นพี่หนุ่มอย่างกระฉับกระเฉง ทั้งที่พวกเขาเดินกันปกติ แต่โยษิตากลับรู้สึกว่าพวกเขาเดินเร็วจนทิ้งห่างเธอหลายช่วงตัว อาจเป็นเพราะขาเธอสั้นกว่ามาก คนหนึ่งขาเรียวยาวเหมือนกับนางแบบ ส่วนอีกคนเป็นหนุ่มสูงชะลูดเกือบสองเมตร แล้วเธอที่สูงเพียงร้อยห้าสิบต้นๆ จะก้าวทันพวกเขาได้อย่างไร

ในช่วงเช้าหลังจากที่มิธาตรวจงานแล้วหล่อนก็ได้แนะนำให้เธอปรับแก้เป็นบางจุด พอช่วงบ่ายก็ต้องนำงานที่สมบรูณ์มาเสนอลูกค้าที่โรงแรมว่าแผนการรีโนเวตร้านอาหารกึ่งบาร์เป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่ และควรจะปรับแก้ไปในทิศทางใด

ตามความต้องการลูกค้าในทีนี้ไม่ได้หมายถึงความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการใช้พื้นที่ภายในอาคารให้เกิดประโยชน์สูงสุด และอยู่ในงบประมาณที่ลูกค้าพึงพอใจด้วย

หลายคนอาจมองว่าการออกแบบภายในไม่ได้สำคัญเท่าไร เพราะเป็นเพียงการตกแต่ง แต่ที่จริงแล้วภายในอาคารมีอิทธิพลไม่น้อยไปกว่าภายนอก เนื่องจากคนเราต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในนั้น ทั้งการเลือกใช้ผนัง พื้น สี แสงไฟ ล้วนส่งผลต่อการสร้างอารมณ์ของผู้อยู่อาศัย ซึ่งการเลือกเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ และของตกแต่งก็ยังถือว่าเป็นงานของการออกแบบภายใน

มันต่างจากงานของสถาปนิก ซึ่งอาชีพนั้นจะเน้นไปทางด้านโครงสร้างของอาคาร ความแข็งแรงในการก่อสร้าง เน้นรูปลักษณ์ภายนอกมากกว่า แต่มัณฑนากรจะให้ความสำคัญกับรายละเอียดของภายใน ซึ่งงานนี้จริงๆ สถาปนิกก็อาจทำได้ แต่คงไม่ละเอียดและสวยงามเหมือนคนที่ทำงานในศาสตร์ด้านนี้โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามยังไงสองอาชีพนี้ยังไงก็ต้องทำงานด้วยกัน เพื่อให้ผลงานออกมาลงตัว ถูกต้อง และเป็นไปตามที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด ดังนั้นการพูดคุยกันก่อนลงมือสร้างจริงจะช่วยให้ไม่เสียเวลา และใช้ต้นทุนน้อยกว่าการสร้างแล้วต้องมารื้อหรือทุบอาคารบางส่วนเพื่อแก้ไขในภายหลัง

เมื่อพวกเธอเดินเข้ามาโรงแรมก็มีพนักงานเดินนำไปยังห้องประชุมขนาดย่อม และก็ช่วยจัดการเชื่อมต่ออุปกรณ์เพื่อให้พวกเธอเตรียมนำเสนอผลงาน

“ถึงจะเป็นครั้งแรก แต่ถ้าทำมันพัง พี่ก็ไม่เห็นใจหรอกนะ” มิธาที่สวมชุดสูทพอดีตัวและกระโปรงเข้ารูปซึ่งดูเรียบร้อยกว่าทุกวัน พูดย้ำกับเธอเป็นรอบที่สอง

“ค่ะ ยิ้มจะพยายามให้เต็มที่”

แม้ว่าโยษิตาจะหวั่นกับคำขู่ของหล่อน แต่ในเมื่อเธอเลือกทางเดินสายนี้แล้วเธอก็ต้องก้าวต่อไปให้ถึงที่สุด และห้ามท้อเด็ดขาด

รอเวลาไม่นานกระทั่งช่วงสำคัญก็มาถึง มีเจ้าหน้าที่ชายคนหนึ่งเข้ามาแจ้งว่าทีมบริหารกำลังทยอยเข้ามา มิธาจึงกำชับให้เธอและธนูเตรียมรับมือกับคำถามและคำท้วงติงให้เต็มที่

ถึงการออกแบบลูกค้าจะเป็นคนให้รายละเอียดมา แต่คนออกแบบหรือมัณฑนากรก็ต้องตีความเองว่ามันควรเป็นยังไง เมื่อถึงเวลาตรวจผลงาน ลูกค้าอาจไม่พอใจหรือเห็นต่างกับผู้ออกแบบก็ได้ ซึ่งถ้าเรามั่นใจว่างานของเราดีจริง เราก็ต้องให้เหตุผลกับลูกค้าว่าทำไมเราถึงทำแบบนี้ และอธิบายให้เขาเห็นว่ามันสวยและดีกว่าที่เขาคิด แต่ถ้าพยายามอธิบายถึงที่สุดแล้วลูกค้าไม่เห็นด้วย ก็ต้องโทษตัวเองที่ตีความออกมาได้ไม่ดีพอ หรือยังอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจไม่ได้

สองนาทีต่อมา ผู้บริหารและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรีโนเวตโซนร้านอาหารกึ่งบาร์บนดาดฟ้าทยอยกันเข้ามาจนครบ โดยคนที่เดินรั้งท้ายเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาดี ดูภูมิฐาน เขาก้าวฉับๆ เข้ามาเร็วเหมือนรีบมาฟังให้เสร็จเพื่อไปทำธุระที่อื่นต่อ ซึ่งพอนั่งปุ๊บเขาก็ผายมือมายังพวกเธอทันที

“เริ่มเลยครับ”

 

นานๆ ทีจะได้มีเวลามานั่งชิลล์ที่บาร์ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นนี้ เขารู้จักร้านนี้เพราะเจตณรงค์ เพื่อนของเขาเคยพามา ปัณฑ์ธรสั่งเดอร์ตี้ มาร์ตินี ขณะรอเพื่อนซึ่งบอกว่าใกล้จะมาถึงดื่มพลางๆ

“เฮ้ย...อะไรวะ สั่งของแกล้มมาด้วยสิ เดี๋ยวก็เมาเร็วหรอก” เพื่อนที่เพิ่งมาถึงนั่งลงแล้วเรียกบริกรมาทันที “เอาสปาเกตตี้ซีฟู้ดสไปซี่ แซลมอนสปิแนช หอยเชลล์อบเนย ยำปลาทับทิมสมุนไพร แล้วก็โมจิโต้” สั่งเสร็จเขาก็วางแขนพาดพนักเก้าอี้ “วันนี้ขอเบาๆ พอ พรุ่งนี้กูมีประชุมเช้าอีก นี่กูยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่บ่ายเลยนะ ออกจากบริษัทก็ดิ่งมาหามึงเลยเนี่ย แล้วนี่ทำไมมาเร็วจังวะ ไปงานศพแม่แฟนมาแล้ว? 

ตอนนี้แค่สี่ทุ่มเท่านั้น เขาไปรับโยษิตาหลังเลิกงานและไปส่งที่บ้าน จากนั้นก็ไปงานศพมารดาของคนธวัลย์ต่อ แล้วจึงออกมาเจอเพื่อน

“อืม พรุ่งนี้คืนสุดท้ายแล้ว”

“ได้ยินว่ามึงเป็นเจ้าภาพคืนสองคืนด้วย…ตอนนี้เขาน่าสงสารอยู่ อย่างนี้มึงจะกลับไปคืนดีกับเขาหรือเปล่าวะ”

คนถูกถามยกแก้วขึ้นดื่มอีกครั้งแล้วส่ายหน้า “พอแล้ว ในเมื่อใจไม่ตรงกัน นิสัยเข้ากันไม่ได้ ก็แยกทางต่างคนต่างอยู่ดีกว่า ปล่อยให้เขาได้ไปเจอคนที่ดีกว่า อย่าเสียเวลากับกูเลย”

เจตณรงค์ยิ้มเยาะ “ใครกันแน่วะที่ใจไม่ตรงกัน มึงฝ่ายเดียวมากกว่าละมั้ง”

“เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ แค่นี้กูก็เหม็นขี้หน้ามึงเต็มทนละ” ยิ่งนึกถึงเรื่องที่โยษิตาเล่าให้ฟังว่าเจตณรงค์เคยหยอดหญิงสาวเล่นว่าอยากจีบ เขาก็ยิ่งเคือง “มึงไม่ต้องสนใจเรื่องของกูหรอก สงสารตัวเองเถอะ นี่ถ้าไม่ติดว่าพรุ่งนี้ต้องไปส่งยิ้มแต่เช้านะ กูคงจะชวนมึงไปดวลหมัดกันที่ค่ายแล้ว”

คนไม่รู้ความผิดตัวเองขมวดคิ้วใหญ่ “อะไรของมึงวะ หงุดหงิดจังเลยนะมึงเนี่ย” เจตน์ณรงค์คิดว่าเพื่อนอารมณ์เสียเพราะเรื่องงานจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร “มึงแคร์ยิ้มจังเลยนะ นี่ถ้าเป็นปุณณ์ น้องแท้ๆ มึงคงไม่กระตือรือร้นไปส่งแน่ๆ” ว่าแล้วเจตณรงค์ก็หรี่ตาจับผิดสีหน้าของเพื่อนที่พอเห็นรางๆ จากแสงสีเหลืองบนโต๊ะ แม้จะไม่ชัดเหมือนกลางวัน แต่แววตาของเพื่อนก็แสดงคำตอบชัดเจน “นี่มึงหวงน้องเขามากไปหรือเปล่าวะ น้องมึงโตแล้วนะ ขนาดกูมีน้องสาวเหมือนกัน น้องแท้ๆ ด้วย ยังไม่ทะนุถนอมเหมือนไข่ในหินเท่ามึงเลย มึงเล่นซะกูคิดหนักเลยว่าถ้าคิดจะเข้าไปจีบน้องยิ้ม มึงจะเล่นงานกูหนักไหมเนี่ย”

ยิ่งฟังปัณฑ์ธรก็ยิ่งโมโห คดีเก่ายังไม่ได้สะสาง ไอ้เพื่อนเวรนี่ก็สร้างคดีใหม่ให้เขาจดโทษเพิ่มเข้าไปอีก มือหนายกแก้วน้ำใสๆ ที่แช่มะกอกไว้เพื่อตัดความแรงของเครื่องดื่มขึ้นดื่มจนหมดเพื่อให้ใจเย็น ทว่ามันกลับไม่ได้ผลเลย

“เฮ้ยๆ เดี๋ยวก็เหมือนวันนั้นหรอก ถึงกูจะออกกำลังกายเกือบทุกวัน แต่ก็ไม่ได้มีกล้ามมาไว้แบกมึงเหมือนวันนั้นหรอกนะ เฮ้ย ไอ้เมืองมาพอดี ถ้าเมาก็โน่น...ให้ไอ้เมืองแบก ไอ้เมือง...มึงมาเตรียมแบกเพื่อนมึงกลับบ้านเลย”

“ไอ้…กูยังไม่ได้เมา แต่ถ้าเมาจริงก็ดี กูจะขอเตะมึงสักป๊าบหนึ่ง คนเมาทำอะไรก็ไม่ผิด”

น้ำเสียงหมั่นไส้ของปัณฑ์ธรทำให้คนโดนเหวี่ยงมั่นใจแล้วว่ามีเรื่องบางอย่างที่อีกฝ่ายไม่พอใจเขา

“เฮ้ย...ไอ้ปัณฑ์ มีอะไรก็บอกกูตรงๆ สิวะ จะมาพาลหาพระแสงเพื่อ?

“อะไรของพวกมึง ทะเลาะกันเสียงดังเลย” หนุ่มลูกครึ่งที่เพิ่งมาใหม่นั่งลงข้างๆ ปัณฑ์ธร ส่ายหัวให้กับพวกเพื่อนที่เล่นกันเหมือนเด็ก

“ก็ไอ้ปัณฑ์น่ะสิ อยู่ดีๆ มาพาลกู…เดี๋ยวๆ นะที่มึงพาลกูนี่ไม่ใช่เพราะกูพูดว่าอยากจีบน้องสาวมึงหรอกใช่ไหม”

“…”

เมื่อดูสีหน้าของปัณฑ์ธรคนที่คบกันมานานเกือบสิบปีก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองเดาถูก “อะไรวะ! นี่มึงหวงน้องขนาดนี้เหรอวะ นี่หมายความว่าถึงไม่ใช่กู ใครก็จีบน้องมึงไม่ได้ถูกไหม?

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

223 ความคิดเห็น