ยิ้มนี้เป็นของพี่ RE-UP(E-Book ออกแล้วค่ะ)

ตอนที่ 109 : บทที่ 12 อีกโมเมนต์พิเศษ (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 923
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    29 ธ.ค. 61

ลมเย็นๆ บนท้องถนนยามค่ำคืนที่ว่างโล่งต่างจากตอนกลางวันที่รถแน่นขนัดจนแทบขยับไปไหนไม่ได้ ช่วยให้โยษิตาผ่อนคลายอารมณ์ตึงเครียดที่เกิดจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน

เจ้าของรถที่เปิดประทุนพาเธอมาก็ไม่ที่จะลืมที่จะหยิบเสื้อสูทติดรถของตัวเองมาคลุมให้เธอ เพราะกลัวว่าโดนลมโกรกมากๆ เธอจะไม่สบาย

แทนที่โยษิตาจะหลับตาพักผ่อนตามที่ชายหนุ่มแนะนำ เธอกลับมองวิวรอบกายขณะที่รถเคลื่อนผ่านไป อยากซึมซับภาพที่มีเขาอยู่ข้างๆ และปรารถนาอยากให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะเธอไม่รู้ว่าความสุขมันจะอยู่กับเธอไปอีกนานแค่ไหน

“งานเป็นไงมั่ง หนักมากไหม” ปัณฑ์ธรเริ่มบทสนทนาเมื่อเห็นเธอมีสีหน้ายิ้มแย้ม เขามองเธอสลับกับทางข้างหน้า

“ดีค่ะ ถึงจะเป็นบริษัทเล็กแต่งานท้าทาย ถ้าเป็นที่อื่นยิ้มคงไม่มีโอกาสได้ทำมากขนาดนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องไปคุยกับลูกค้าด้วยแล้วก็ต้องรีบตื่นแต่เช้าไปซ้อมพรีเซนต์ก่อน…ต้องขอบคุณคุณมุกที่รับยิ้มเข้าทำงาน…แต่เรื่องที่บางคนเข้ามาก้าวก่ายว่ายิ้มสุขภาพไม่ดี ห้ามออกไซต์ ยิ้มบอกคุณมุกแล้วนะคะว่ายังไงก็ห้ามยิ้มไม่ได้หรอก ยิ้มมาทำงาน ไม่ได้มานั่งเก๋ๆ ในออฟฟิศ ตำแหน่งนี้มีหน้าที่ยังไง ยิ้มก็ต้องทำอย่างนั้น” เธอเหลือบมองคนหน้าขรึม ซึ่งบัดนี้ดูตึงขึ้นเมื่อรู้ว่าเธอดื้อและขัดคำสั่งของเขา

“ยังไงก็เป็นงาน ยิ้มเลี่ยงไม่ได้หรอกค่ะ พี่ปัณฑ์ต้องเข้าใจนะคะ ว่าถ้าเป็นพี่ พี่ก็เลี่ยงไม่ได้…ยิ้มเองก็ยังไม่เคยบ่นพี่เลยที่เดือนหนึ่งพี่บินไปต่างประเทศตั้งหลายครั้ง”

เธอลอบสังเกตคนข้างๆ ซึ่งเขาก็รู้ตีหน้าบึ้ง มือบางจึงไปหยิกแก้มเขาเบาๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยวอย่างลืมตัว “อะไรเนี่ย ขี้งอนจัง”

ทว่าพอจะละมือออก มือหนาก็ยกขึ้นมาทาบทับมือเธอ ทำเอาหัวใจของหญิงสาวพองฟู

แม้จะรู้ตัวว่ายังคงเคืองอยู่ แต่ช่วงเวลาหวานๆ เช่นนี้หายาก เธอจึงหลับตาข้างเดียวด้วยการทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ปล่อยให้เขาจับมือต่อไป

แต่เพียงครู่เดียวโยษิตาก็ชะงัก เมื่อแสงไฟกิ่งบนท้องถนนสาดส่องให้เห็นว่าหลังมือของเขามีรอยดำๆ อยู่

“มือพี่ปัณฑ์เปื้อนอะไร”

ปัณฑ์ธรรีบละจากมือเธอแล้วไปกดปุ่มตรงคอนโซลหน้ารถเพื่อปิดประทุนทันทีที่รู้ตัว “สงสัยคงเปื้อนจากม้านั่งที่พี่เท้าแขนรอยิ้มเมื่อกี้มั้ง”

คิ้วเรียวตามธรรมชาติขมวดมุ่น หรี่ตามองเขาอย่างจับผิด “ไม่ใช่ว่าพี่ปัณฑ์ไปทำอะไรกับรถของยิ้มนะ พี่ปัณฑ์ไม่ได้ทำให้มันสตาร์ตไม่ติดใช่ไหม”

“พี่จะทำแบบนั้นไปทำไม” เขาไม่เหลียวมองหน้าเธอ สนแต่ทางข้างหน้า ซึ่งเป็นท่าทางที่ผิดปกติ โยษิตารู้ดีว่าอาการแบบนี้คือเขามีบางอย่างที่ไม่ยอมบอกเธอ

ถ้าเขาตั้งใจจะทำให้สตาร์ตไม่ติดมันก็ไม่ยาก ในเมื่อเขาจบวิศวกรรมเครื่องกลสายรถยนต์มา ทั้งยังชอบซ่อม ดัดแปลงเครื่องยนต์เอง บ้าของพวกนี้ถึงขนาดมีอู่และช่างประจำอยู่ที่บ้าน

หลังจากความเงียบครอบงำอยู่พักหนึ่ง ปัณฑ์ธรก็เริ่มหาเรื่องคุยใหม่ “หิวไหม ไปหาอะไรกินกัน”

แม้พอพูดถึงเรื่องกินขึ้นมาเธอก็ละเรื่องระหว่างเขากับรถของเธอทันที แต่เธอก็ยังแอบเล่นตัวหน่อยๆ “จะดีเหรอคะ อ้วนนะ อีกอย่างพรุ่งนี้ยิ้มต้องรีบไปแต่เช้าด้วย”

“ยังไงก็ต้องกิน เดี๋ยวปวดท้อง นี่ไงร้านข้าวต้มซ้ายมือ กินเป็นเพื่อนพี่นะ” เขาชวนอย่างอารมณ์ดี ทั้งยังยิ้มอ่อนโยนให้คนเห็นใจละลาย โยษิตาจึงเผลอตอบตกลงอย่างง่ายดาย

“ก็ได้ค่ะ แล้วนี่พี่ปัณฑ์ยังไม่ได้กินอะไรเหรอคะ”

“ใช่ ยังไม่ได้กินเลย ไม่มีเพื่อน” ท้ายประโยคเขาหันมาพูดกับเธอ เขาทำราวกับว่าเป็นคนไม่มีใครคบ ทั้งที่จริงเพียงแค่ประกาศว่าเหงา ก็คงมีสาวๆ หลายคนอาสามานั่งลูบอกปลอบขวัญเขากันยกใหญ่

“แล้วคุณคิตล่ะคะ” ทั้งที่แค่ถามลองเชิง แต่เขากลับเงียบไปนานพอดู เธอจึงพอจับความไม่ปกติที่เกิดขึ้นได้ “ยังไม่คืนดีกันเหรอคะ”

“…ไม่รู้สิ อย่าไปพูดถึงคนอื่นเลย ตอนนี้สนแค่เราก็พอแล้ว”

เขาเบี่ยงประเด็นเพื่ออะไร

กระนั้นโยษิตาก็ไม่ซักไซ้เอาคำตอบต่อ เพราะเขาเองคงไม่อยากเล่าให้คนนอกอย่างเธอฟัง

มันเป็นเรื่องของคนสองคน…และเธอเองก็คร้านเก็บมาใส่ใจ

 

ข้าวต้มร้อนๆ ที่มีหมูสับ กุ้งลวกตัวใหญ่โปะทับ เหยาะด้วยซอสปรุงรส โรยหน้าด้วยขิงอ่อน ทำให้คนที่ไม่ได้รับประทานข้าวเย็นอย่างโยษิตากินจนเกลี้ยงและร้องขอชามที่สองต่อ

แม้ว่าตอนนี้จะล่วงเข้าเที่ยงคืนแล้ว แต่ผู้คนที่มารับประทานอาหารยังแน่นร้าน

“ไหนว่าไม่หิวไง” คนเป็นเจ้ามือแซว ส่ายหน้ากับการเรียกร้องของหญิงสาวที่ให้เขากินชามที่สองเป็นเพื่อน ไม่งั้นเธอจะไม่ยอมกินต่อ

เห็นว่านานๆ ทีเธอเจริญอาหาร ปัณฑ์ธรจึงยอมอ้วนเป็นเพื่อนเธอ

 “สูตรข้าวต้มโบราณร้านนี้ ยิ้มอยากให้ป้าหน่อยทำให้กินจัง มีกลิ่นข่าอยู่ในน้ำซุปด้วยค่ะ พี่ปัณฑ์ได้กลิ่นไหม” ว่าแล้วมือเล็กก็ตักน้ำข้าวต้มร้อนๆ ขึ้นดมแล้วเป่า ก่อนป้อนเข้าปากตัวเอง

“จริงเหรอ ไม่เห็นได้กลิ่นเลย” คิ้วเข้มของชายหนุ่มเลิกขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนไม่ค่อยเชื่อ แต่จะตักขึ้นมาดมก็ไม่ได้เพราะของเขาหมดแล้ว เหลือแต่ของเธอ

“กินระวังหน่อยสิ ปากเลอะหมดแล้ว” ตีหน้าแล้วมือก็หยิบกระดาษทิชชูบนโต๊ะเช็ดมุมปากของเธอให้

แม้อยากจะค้านใจแทบขาดว่ากระดาษทิชชูสีชมพูตรงหน้ามันไม่สะอาดมากพอที่จะนำมาเช็ดหน้า แต่โยษิตาไม่คิดจะแม้แต่อ้าปากห้าม เพราะรู้ว่าเขาไม่ได้มีเจตนา และที่สำคัญเธออยากจะให้เขาทำต่อไป

“ก็มันอร่อยนี่คะ” เถียงกลับเสียงเบา คนที่ถูกเช็ดหน้าให้เหมือนเด็กก็ใช้ช้อนกวาดข้าวต้มที่เหลืออยู่ในชามตัวเองยื่นใกล้ๆ จมูกเขา “ลองดมสิคะ ได้กลิ่นข่าอย่างที่ยิ้มบอกจริงๆ นะ” 

ปัณฑ์ธรทำหน้าแปลกใจ ก่อนจะยื่นจมูกดมใกล้ๆ แต่พอเธอจะดึงช้อนออก เขากลับงับช้อนไว้แล้วกินข้าวต้นจนหมด…เหลือเพียงความว่างเปล่าคืนให้เธอ

เขาดึงมือเราไปป้อนข้าวต้มใส่ปากตัวเองแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!

“พี่ปัณฑ์ นั่นมันคำสุดท้ายของยิ้มนะคะ” เธอต่อว่าทั้งที่หัวใจเต้นตึกๆ ตักๆ ผิดจังหวะ

เธอกับเขาไม่ได้ใกล้ชิดกันมานานแล้ว และเริ่มห่างเหินกันไปเมื่อเขามีแฟน แม้ว่าปัณฑ์ธรจะทำตัวเหมือนปกติ เหมือนพี่น้องที่เคยใกล้ชิด แต่เธอเองก็เว้นระยะห่างออกมาพอควร แต่ทำไมนะ เขาถึงชอบทำตัวล้ำเส้นกับเธออยู่เรื่อย

“แล้วไง ยิ้มอยากเอามาใกล้ปากพี่เองนี่ พี่ก็ต้องกินสิ” เขายิ้มกว้างให้เธอจนตาหยี แขนแกร่งที่แขนเสื้อถูกเลิกขึ้นเล็กน้อยเท้าบนโต๊ะสเตนเลสทั้งสองข้างขณะที่กอดอกไขว้กัน ทำเอาคนมองอย่างเธอเผลอยิ้มไปด้วย

ครั้งแรกของเธอเสียไปจากการที่เขาไม่ได้สติ มันจึงไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีเท่ากับตอนที่เขาแสดงออกอย่างเช่นที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งตอนนี้

“สั่งเพิ่มอีกไหม เดี๋ยวพี่สั่งให้อีก น้องๆ”

“ไม่ต้องค่ะพี่ปัณฑ์!” เธอรีบห้ามเมื่อเขายกมือเรียกเด็กเสิร์ฟ “ยิ้มอิ่มแล้วค่ะ” เธอบอกแล้วค้อมหัวให้พนักงานเสิร์ฟที่เดินมาแล้วเพื่อเป็นการขอโทษที่เสียเวลาเดินมาหา

 “จะสั่งมาให้อีกก็ไม่เอา ทีเมื่อกี้ทำเป็นโมโห”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

223 ความคิดเห็น