Whisper Softly ให้รักโยงใจไว้ด้วยกัน -ทำมือ REUP

ตอนที่ 7 : บทที่ 6 เรื่องวุ่นๆ ในบ้าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17,856
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 125 ครั้ง
    17 พ.ย. 61

ธนาคารศรีไทยหรือธนาคารที่ตระกูลมณิศรินทรถือหุ้นใหญ่เป็นหนึ่งในธนาคารที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ เพราะมีผู้ใช้บริการมากในประเทศและได้รับการไว้วางใจมายาวนาน จนช่วงสามปีที่ผ่านมาธนาคารสามารถทำกำไรได้สูงสุดในกลุ่มธุรกิจการเงิน

ภูพรพงษ์เป็นทายาทเพียงคนเดียวของผู้ถือหุ้นใหญ่ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจ โดยอีกไม่นานเขามีแพลนที่จะเตรียมทำหน้าที่แทนคริสโตเฟอร์หรือประธานกรรมการผู้จัดการซึ่งต้องการเกษียณอย่างเต็มตัว

คริสโตเฟอร์กับจริญญายังไม่มีบุตรด้วยกันหลังจากแต่งงานมาร่วมสามสิบปี เพราะว่าทางฝ่ายหญิงมีสุขภาพไม่แข็งแรงโอกาสของการตั้งครรภ์จึงมีน้อย อีกทั้งฝ่ายชายซึ่งเป็นทายาทคนสุดท้ายของมณิศรินทรคนเดียวไม่สามารถมีบุตรได้เช่นกันเนื่องจากมีปัญหาเรื่องพันธุกรรมที่ผิดปกติเกี่ยวกับโครโมโซม

กระนั้นภูพรพงษ์ไม่สะดวกใจเท่าไร เขาคิดมาตลอดว่าไม่เหมาะสมเลยที่จะต้องเป็นหนึ่งในตำแหน่งผู้บริหาร เพียงแค่คริสโตเฟอร์เลี้ยงและเอ็นดูเขาประหนึ่งลูกแท้ ๆ ก็เป็นบุญคุณมากจนไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร ชายหนุ่มจึงเลี่ยงด้วยการหันไปทำหน้าที่อื่นแทนที่จะเข้าทำงานอย่างเต็มตัว กระนั้นเขาก็ไม่อาจหนีหน้าที่ได้ เนื่องด้วยไม่มีใครแล้ว ซ้ำท่านไม่ได้ว่าอะไรเรื่องที่เขาหันไปทุ่มเทเวลากับด้านการสอน แต่ขอเพียงว่าเมื่อถึงเวลา ภูพรพงษ์จะต้องมารับตำแหน่งอย่างเต็มที่

แม้หลายปีที่ผ่านมาจะไม่ค่อยมีเวลามากนัก แต่ภูพรพงษ์ทำงานควบกันได้อย่างดี เพราะเขาเป็นคนมีความรู้ รอบคอบ ละเอียด ค่อนข้างเข้าใจหลักการในระบบเศรษฐกิจดี ชายหนุ่มจึงไม่ต่างจากกรรมการที่ปรึกษาอาวุโสซึ่งเปรียบเสมือนผู้มีประสบการณ์มากมาชี้แนะแนวทางในการแก้ปัญหาโดยเฉพาะยุคเศรษฐกิจในตอนนี้ที่กำลังชะลอตัว

เขาทำหน้าที่ได้ดีในฐานะกรรมการของบริษัทที่ร่วมกำหนดทิศทางการทำงานของธนาคารซึ่งต้องเผชิญภาวะช่วงยากลำบากเหมือนกับทุกธนาคารที่กำลังประสบ เฉกเช่นเดียวกับวันนี้ที่ได้เข้ามาทำหน้าที่ร่วมการประชุมหัวข้อการพิจารณาแนวโน้มการนำเทคโนโลยีมาใช้กับธนาคารในบทบาทที่ยังคงเดิม

หลังจากเสร็จสิ้นชายหนุ่มออกมาในช่วงคล้อยบ่าย ซึ่งแทบทุกคนยอมรับว่าแนวคิดในการดำเนินงานของอาจารย์หนุ่มด้านการให้ความเห็นเรื่องแยกแยะการให้บริการนั้นดีมาก

อย่างเช่นไม่ต้องการให้มีการขายประกันระหว่างที่ลูกค้ามาทำธุรกรรมที่ธนาคาร เพราะเห็นว่าลูกค้าไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อมาซื้อประกัน การยัดเยียดขายอาจทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึกซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของธนาคาร

เพราะฉะนั้นจะต้องหาช่องทางการขายประกันที่แตกต่างไปอย่างเช่นทำให้ลูกค้านึกถึงเราในเวลาที่เขาต้องการ โดยสามารถซื้อขายประกันได้ทันทีในโทรศัพท์มือถือผ่านแอปพลิเคชั่นของธนาคาร

ภูพรพงษ์ลงมาถึงชั้นล่างและออกจากธนาคารไปยังรถที่จอดไว้ โดยไม่รู้ตัวว่ามีสายตาหวานคู่หนึ่งมองเขาตั้งแต่เดินออกมาจากลิฟต์

“พี่โม่! นั่นใครอ่ะ รู้จักไหม” ลักษญา ทายาทเจ้าของของ 8-Shop หรือร้านสะดวกซื้อซึ่งเป็นผู้นำด้านการค้าปลีกซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงฝึกงานเป็นผู้จัดการทั่วไปยืนตะลึงกับความหล่อเหลา

มุทิตาซึ่งเป็นคนมาสอนงานหรือช่วยลักษญาในโปรเจ็กต์ที่ 8-Shop จะร่วมกับธนาคารศรีไทยเพื่อเป็นการเปิดมิติใหม่มองไปตามทางที่หญิงสาวสวยซึ่งมีดีกรีเป็นลูกเจ้านายชี้ให้ดู เธอหรี่ตามองเพื่อปรับสายตาให้ชัด ๆ ก่อนจะร้องอ๋อทันที

“คุณแม็กซ์ค่ะ ลูกบุญธรรมคุณคริสโตเฟอร์ เจ้าของที่นี่ แต่คุณแม็กซ์ก็มีหุ้นที่นี่ด้วยนะคะ เห็นว่ามีตำแหน่งใหญ่ แต่อาจไม่ได้เข้ามาทุกวันเพราะติดเป็นอาจารย์สอนที่มหา’ลัย”

ลักษญามองแผ่นหลังของอาจารย์หนุ่มตาพราวตามเขาจนรถสีขาวคันหรูแล่นออกไปจนกลืนหายปนกับรถบนท้องถนน

“ลูกบุญธรรม?

“คุณคริสโตเฟอร์ไม่มีลูกค่ะ คุณแม็กซ์ก็เลยไม่ต่างจากลูกแท้ ๆ เรียกได้ว่าเป็นว่าที่เจ้าของคนต่อไปก็คงไม่ผิด เพราะแน่นอนว่าคงไม่พ้นคนนี้”

สาวใหญ่ว่าพลางจับสังเกตทายาทสาวของรุ่งฤดี หรือครอบครัวซึ่งเป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อชั้นนำที่เธอทำงานอยู่

“มีอะไรรึเปล่าคะ...อย่าบอกนะว่าน้องลูกตาลหลงเสน่ห์คุณแม็กซ์เข้าแล้ว”

ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าทายาทหนุ่มของมณิศรินทรนั้นมีชื่อเลื่องลือด้านรูปลักษณ์ และความสามารถจนสาว ๆ โหวตให้เป็นหนุ่มสุดฮอต ทว่าชายหนุ่มก็ขอสละตำแหน่ง และไม่ขอเข้าไปรับรางวัลในงาน เพราะไม่อยากแสดงตัวและไม่สะดวกเนื่องจากติดงานและภาพลักษณ์ในความเป็นอาจารย์

“พี่โม่ไปบอกทางทีมงานของธนาคารนะว่าลูกตาลยังไม่ตกลงเรื่องที่เราทำงานร่วมกันจนกว่าคุณแม็กซ์จะมาร่วมปรึกษาด้วย”

 

เสียงโวยวายเคล้าน้ำตาทำให้คนในบ้านอดุลยศักดิ์แตกตื่น ทั้งแม่บ้านแม่นมต่างพากันมายืนเป็นกำลังใจให้คุณหนูคนเล็กซึ่งกำลังมีปากเสียงกับบิดาของเธอ

“จู่ ๆ ป๊าจะเอาไม่รู้จักมาเป็นแม่แพมได้ยังไง” คนที่เอาแต่ใจมาตลอดมองบุคคลที่สามตาขวาง หล่อนยืนตัวลีบอยู่หลังบิดาเพื่อเรียกคะแนนความสงสาร ทำเอาลูกสาวที่ไม่ยอมรับยิ่งเกลียดมากขึ้น

“แพม...ที่ผ่านมาป๊าตามใจแพมมาตลอดนะ แพมน่าจะเข้าใจป๊าบ้าง ป๊าอยู่โดยที่ไม่มีคนเคียงข้างมายี่สิบกว่าปีแล้ว อีกไม่นานป๊าก็จะจากไป ชีวิตเรามันสั้นนะแพม” ผู้ให้กำเนิดอธิบายอย่างใจเย็น แต่ลูกสาวก็ไม่ยอมฟัง เธอร้องไห้จนตัวโยนแล้วเถียงกลับมาด้วยเสียงสะอื้น

“…แพมไม่เข้าใจ ป๊ากับเขาไปรักกัน ไปรู้จักกันตอนไหน…ที่เขาเข้ามาก็เพื่อหวังสมบัติเราต่างหาก” พัฒน์ธิดาหันไปเอาเรื่องกับคนที่บิดาจะนำมาทำหน้าที่แทนแม่ของเธอ “เธอคิดว่าตัวเองจะอยู่ในบ้านหลังนี้ในฐานะอะไร ทนได้เหรอที่ต้องอยู่ให้คนเขาดูว่ามาเกาะผู้ชายกิน”

“แพม!” เจ้าสัวตรัยเอ็ดตะโรใส่ลูกสาวเพราะทนฟังคำพูดที่ดูก้าวร้าวไม่ได้

“ป๊าขึ้นเสียงใส่แพมเพราะผู้หญิงคนนี้หรอ ป๊าเลือกเขามากกว่าแพม…” คนที่แทบไม่เคยถูกตำหนิตัวชา

“โธ่ คุณหนู...” นมเอื้องซึ่งทำหน้าที่กอดปลอบประโลมอยู่ข้าง ๆ ที่ผ่านมาหล่อนเป็นที่รักของคนในบ้านมาตลอดจึงไม่มีใครแย่งความรักจากหล่อนไป ซึ่งแม้ว่าคุณหนูคนโตจะแต่งงานจนมีหลานแล้วแต่เจ้าสัวตรัยยังนึกรักและเอ็นดูลูกสาวมากกว่า ยิ่งหล่อนเป็นคนที่ออดอ้อนเอาใจเก่งก็ทำให้ใครที่ได้รู้จักต่างนึกรักใคร่

“แพม...ป๊ารู้ว่าอาจจะกะทันหันไปหน่อย แต่ป๊าเหลือเวลาอีกไม่นานแล้วนะ”

คนฟังส่ายหน้า “คราวที่แล้วป๊าก็พาแพมไปเจอกับอาจารย์แล้วบอกว่าจะให้หมั้น แล้วจู่ ๆ ก็มีผู้หญิงโผล่มาบอกว่าจะให้มาทำหน้าที่แม่ แบบนี้แพมจะรับได้ยังไง”

เจ้าสัวตรัยฟังแล้วก็นึกละอาย จึงนิ่งเงียบเฝ้ามองลูกสาวที่ตัดพ้อตนไม่หยุด ในใจก็นึกอยากกอดเจ้าตัวน้อยที่เฝ้าอุ้มชูมาตั้งแต่ยังเด็ก หากแต่ตอนนี้พัฒน์ธิดาคงไม่ฟังอะไร

“ดิฉันคิดว่าดิฉันจะขอตัวย้ายกลับไป...” คนที่เงียบมาตลอดทั้งยังเป็นต้นเหตุให้เกิดปากเสียงระหว่างพ่อลูกเอ่ยขึ้น หากคนที่พาหล่อนมาบ้านหลังนี้กลับยกมือเป็นเชิงบอกให้หยุด

“ไม่ต้อง ทั้งหมดเป็นความผิดของผม พอมแพมแค่ต้องการเวลาปรับตัว”

“ป๊า!” พัฒน์ธิดาทนไม่ได้ที่บิดาปกป้องคนอื่นแทนที่จะเป็นตน

“แพม ทำไมถึงตะโกนเสียงดังออกไปถึงหน้าบ้านเชียว” พชรพลที่เพิ่งจะกลับมาจากบริษัทเดินเข้ามาพร้อมภรรยาที่เมื่อรู้ว่าเกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นหล่อนก็ให้ปรานีรีบพาเด็ก ๆ ขึ้นไปเล่นอยู่ชั้นบนเพื่อไม่ให้ได้ยินเสียง

“พี่เพ้นต์!” พัฒน์ธิดาโถมเข้ากอดพี่ชาย “จู่ ๆ ป๊าเอาผู้หญิงที่ไหนไม่รู้มาอยู่บ้านหลังนี้”

“…”

“พี่เพ้นต์...ทำไมเงียบไปล่ะ พี่เพ้นต์ไม่รู้สึกตกใจเลยเหรอ” คนที่พยายามหาพรรคพวกงงไปหมด ดูเหมือนว่าทุกคนจะไม่ได้รู้สึกเช่นเดียวกับเธอ

“แพม...” พี่ชายมองน้องสาวด้วยความรู้สึกผิด แต่ก็เงียบไป ซึ่งนั่นทำให้คนเป็นน้องเข้าใจความหมาย

“…อย่าบอกนะ พี่เพ้นต์รู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว แต่ไม่ยอมบอกแพม…”

พัฒน์ธิดามองไปที่พี่สะใภ้ซึ่งหล่อนก็เม้มปากและหลบตา

“พี่พลอยด้วยเหรอ...”

ร่างเล็กผละจากพี่ชายและมองหน้าทุกคนในครอบครัว

“นี่อย่าบอกนะว่าทุกคนรู้กันหมดแล้วแต่ไม่มีใครยอมบอกแพม...ทุกคนทำอย่างนี้กับแพมได้ยังไง!” ว่าแล้วพัฒน์ธิดาก็วิ่งไปขึ้นบันไดหนีเข้าห้องปิดประตูเสียงดัง ซึ่งนมเอื้องที่เลี้ยงคุณหนูทั้งสองคนมา ก็รีบตามไปดูหล่อนทันที

“คุณตรัยคะ...ดิฉันขอโทษนะคะ ดิฉันไม่น่าเข้ามาที่นี่ตั้งแต่แรกเลย”

บุษบงมีสีหน้าไม่ดี เธอเพียงต้องการเข้ามาดูแลเจ้าสัวตรัย ไม่ได้มีเจตนาให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น

“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก เป็นความผิดของผมเองที่ไม่ยอมบอกแกก่อน พอถึงเวลากลับมาบอกแกกะทันหัน เป็นใครก็คงตั้งรับไม่ทัน”

เขากับบุษบงคบหากันมาเกือบหกปีแล้ว ทว่าเรื่องนี้เขาปิดบังไว้ เพราะกลัวถึงหูของพัฒน์ธิดาที่เกรงว่าเธอจะรับเรื่องนี้ไม่ได้ ที่ทราบก็มีเพียงลูกชายและลูกสะใภ้ซึ่งโตและมีวุฒิภาวะเข้าใจโลกมากแล้ว

บุษบงเป็นผู้ช่วยเลขาฯ ของเขา เธอเป็นผู้หญิงที่ดูเรียบร้อยและมีจิตใจอ่อนโยน ทั้งยังมีหน้าตาละไม้คล้ายกับพรนภาภรรยาเก่า ทว่านิสัยจริง ๆ แล้วต่างกันโดยสิ้นเชิง

พรนภามีนิสัยที่คล้ายกับพัฒน์ธิดาราวกับถ่ายทอดพันธุกรรมให้กัน โดยที่หล่อนจากไปหลังให้กำเนิดลูกสาวทันที แม้เธอจะเอาแต่ใจไปบ้าง แต่เขาก็รัก ทว่ากับบุษบง เธอเป็นคนไม่ค่อยพูด ขี้เกรงใจ ทั้งยังเป็นแม่หม้ายเลี้ยงลูกมาตามลำพังเนื่องด้วยสามีซึ่งเป็นวิศวกรเสียชีวิตจากอุบัติเหตุขณะทำงานก่อสร้าง สิ่งนี้จึงทำให้เธอและเขาเข้าใจกัน จนในที่สุดก็หวั่นไหวและตัดสินใจอยากจะใช้ชีวิตที่เหลือนี้อยู่ด้วย

“ยายแพมต้องการเวลา เดี๋ยวก็เลิกร้องไห้ไปเองแหละครับ” คนเป็นลูกชายพูดไม่ให้บิดาเครียด

เจ้าสัวตรัยพยักหน้า ก่อนจะเลื่อนมือไปกุมศีรษะเพราะรู้สึกปวดหัวขึ้นมา ลูกชายและบุษบงที่เห็นจึงรีบมาประคองให้นั่งลง

 

เมื่อยังไม่ถึงเวลาเข้าเรียนหลังจากรับประทานอาหารกลางวัน สาว ๆ มานั่งรออยู่ม้าหินอ่อนใต้คณะ ซึ่งหัวข้อการคุยก็ไม่พ้นข่าวที่ดาราสาวเลิกกับแฟนหนุ่มนอกวงการเพราะมือที่สาม

“ฉันว่ามีมี่ฉลาดพอที่จะไม่เอาผู้ชายอย่างนี้มาทำสามีต่อนะ มีอย่างที่ไหนไปหลงเสน่ห์ยายผู้หญิงหน้าโหลแต่งตัวเอ็กซ์ ๆ อย่างนั้นมาปั้นเสมอเมีย ถ้าฉันเป็นมีมี่ฉันก็ไม่เอาหรอก ต่อให้หล่อเพอร์เฟ็กต์แค่ไหนก็กลัวติดโรคค่ะ!” สาวประเภทสองพูดใส่อารมณ์

“ผู้ชายสมัยนี้นี่น่ากลัวเนอะ ไม่เห็นเหมือนพ่อที่รักแม่คนเดียวมาเลย”

อรพรรณบ่นตามประสาคนมีครอบครัวอบอุ่น

“ยายอ้อมแกก็ใสไป สมัยนี้ผู้ชายมันก็เป็นอย่างนี้หมดแหละ ต่อให้ดีที่สุดแค่ไหนพอเจอคนสวยหน่อยก็ต้องมีเหล่บ้าง”

เกริกเกียรติขมวดคิ้วให้กับท่าทางไม่สดชื่นของพัฒน์ธิดา

ทั้งที่ปกติไม่ว่าเขาจะชวนคุยเรื่องอะไรหล่อนก็ร่วมจ้อด้วยอย่างสนุกสนาน แต่ดูเหมือนว่าหลายวันที่ผ่านมาจะมีอะไรทำให้หล่อนไม่สบายใจ

“แพม แกมีอะไรแกก็บอกพวกเรามาเถอะ อย่าเก็บเอาไว้คนเดียว”

พัฒน์ธิดามองหน้าเพื่อนด้วยสายตาหม่นหมอง แต่ในที่สุดก็ส่ายหน้าแล้วก้มหน้าไถจอโทรศัพท์มือถือต่อ

“โอ๊ยย ช่วงนี้พวกแกเป็นอะไรกันไปหมดเนี่ย ยายวุ้นก็ไม่มาเรียนหลายวันแล้วนะ”

อรพรรณเห็นด้วยกับเพื่อนจึงพยักหน้า แต่ไม่นานเสียงโทรศัพท์ของ

เดือนสวรรค์ดังขึ้น เจ้าของจึงกดรับตามปกติเมื่อเห็นว่าสิกานตาโทรศัพท์เข้ามา

“…วุ้นเป็นอะไร ทะ ทำไมถึงต้องร้องขนาดนั้นด้วย!” สีหน้าและน้ำเสียงที่เครียดของคนรับสายทำเอาเพื่อน ๆ บนโต๊ะต้องมองเป็นตาเดียวกัน

“วุ้นพูดใหม่ได้ไหม เราไม่ค่อยได้ยินเลย!” เดือนสวรรค์พยายามจับใจความ แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงพูดอะไรของสิกานตา นอกจากเสียงกรีดร้องที่ดังลั่นมือถือ

“ยายวุ้นเป็นอะไร แล้วเกิดอะไรขึ้น!” เกริกเกียรติถามหน้าเครียด

“วุ้นโดนสาดน้ำกรด ตอนนี้อยู่ที่ห้อง…” นี่คือสิ่งที่เดือนสวรรค์ได้ยินเมื่อครั้งแรก ตอนนี้มีแต่เสียงกรีดร้องของสิกานตาที่ดังอยู่ในโทรศัพท์มือถือของเธอ

เพื่อน ๆ จึงถือวิสาสะดึงโทรศัพท์ไป พอกรอกเสียงคุยด้วยแล้วสิกานตาก็เอาแต่กรีดร้องพูดออกมาแทบไม่เป็นคำ

“เฮ้ย!…นี่วุ้น ๆ…มันจริงใช่ไหม” อรพรรณบ่นพึมพำ

“เรารีบไปดูวุ้นกันเถอะ ได้ยินแล้วเป็นห่วง…” สาวประเภทสองยกมือทาบอก แม้ว่าตัวจะเป็นชายมาก่อนแต่จิตใจบอบบางไม่ต่างจากหญิง

“งั้นเราเรียกรถพยาบาลให้ไปที่นั่นกันก่อนดีกว่า” พัฒน์ธิดาที่มีสติรีบหยิบโทรศัพท์มือถือติดต่อหาเจ้าหน้าที่คอนโดฯ และโรงพยาบาลซึ่งใกล้บริเวณนั้นมากที่สุด

 

เพียงแค่ได้พบหน้าภูพรพงษ์การพูดคุยรายละเอียดการร่วมโปรเจ็กต์ระหว่างธนาคารศรีไทยและ 8-Shop ก็เป็นตามข้อตกลงข้อสัญญาเดิม เหตุผลต่าง ๆ ที่ผู้จัดการฝึกหัดอย่างลักษญาอ้างก่อนนี้ก็เป็นอันว่าตกไป เมื่อผู้บริหารหนุ่มสุดหล่อที่มีฮอร์โมนซึ่งสามารถล่อลวงผู้หญิงให้มายอมตายตรงหน้าได้ตกลงมาคุยด้วย

ระหว่างการเจรจากันลักษญาเลือกที่จะมองผู้ชายตรงหน้าอย่างเปิดเผย เธอไล่สายตามองเขาตั้งแต่ตาเรียว จมูกโด่งคมสันอันได้รูป ปากบางได้สัดส่วนซ้ำยังเป็นกระจับสีชมพูอ่อนที่น่าประทับริมฝีปากของตัวเองทับทาบ

เพียงแค่เขาเอ่ยปากก็ต้องทำให้สายตาของเธอจับอยู่ที่ริมฝีปากนั้นจนไม่มีสติรับฟังใด ๆ นอกจากรับรู้ได้ถึงความนุ่มทุ้มของน้ำเสียงของเขา

“คุณลักษญาเห็นด้วยตามที่ผมพูดเมื่อครู่รึเปล่าครับ”

“ค่ะ” คนที่หลงเสน่ห์เข้าเต็มเปาได้แต่ปรือตามองคู่สนทนา ทำให้ผู้ช่วยวัยกลางคนต้องสะกิดให้เธอตื่นจากภวังค์อยู่หลายครั้ง

จนไม่นานสัญญาถูกเซ็นเรียบร้อย ภูพรพงษ์ก็ขอตัวกลับก่อน เพราะช่วงตอนบ่ายเขามีสอน

“เดี๋ยวก่อนค่ะคุณแม็กซ์” คนมัวเมาถือโอกาสเรียกชื่อเล่นของเขา “คือ

ลูกตาลจะติดต่อหาคุณได้ทางไหนบ้างคะถ้าเกิดว่าจู่ ๆ มีเรื่องงานให้ปรึกษา…คือว่าลูกตาลเพิ่งจะเข้ามาทำงานได้ไม่นาน รบกวนขอนามบัตรคุณไว้ได้ไหมคะ”

“จริง ๆ แล้วผมว่าการบริหารภายใน 8 Shop มีประสบการณ์ดีอยู่แล้ว คนภายในน่าจะให้คำปรึกษาได้ดีกว่าผม แต่ถ้ามีปัญหาอะไรจำเป็นจริง ๆ รบกวนติดต่อผ่านคุณอนงค์ได้เลยครับ เธอจะบอกแล้วแจ้งผมทันที”

“กลัวจะรบกวนคุณอนงค์เกินไปน่ะสิคะ สู้ติดต่อคุณแม็กซ์เลยดีกว่าจะได้ไม่เสียเวลา”

“ไม่เสียเวลาเลยค่ะ มันเป็นหน้าที่ของดิฉันอยู่แล้ว” อนงค์ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขาฯ ของภูพรพงษ์ออกรับแทนเจ้านาย

“แต่ว่า…”

“ติดต่อผ่านคุณอนงค์เถอะครับ บางทีผมก็ไม่สะดวกจะรับสายเพราะติดสอน”

คำพูดตัดบททำเอาคนที่อยากได้ช่องทางติดต่อหาเขามีอันต้องใจแป้ว แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ ลักษญารีบหยิบนามบัตรของตัวเองหยิบยื่นให้อีกฝ่ายแทน

“ของลูกตาลเองค่ะ มีอะไรติดต่อมาได้ทุกเมื่อเลยนะคะ”

ภูพรพงษ์จะปฏิเสธเสียก็ไม่ได้ เขาจึงรับและยิ้มให้อีกฝ่ายตามมารยาทก่อนจะเดินออกจากห้อง คนที่อึดอัดกับท่าทีหญิงสาวถึงกับถอนหายใจโล่งอกราวกับได้รับอากาศบริสุทธิ์

เขาไม่ใช่หนุ่มน้อยวัยละอ่อนที่จะมองไม่ออกว่าผู้หญิงคิดอย่างไร ซึ่งเขาไม่สะดวกใจมากนักเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงพาร์ตเนอร์ของบริษัทแต่กลับมาแสดงท่าทีเช่นนี้ เพราะนอกจากจะไม่เหมาะสมแล้ว มันอาจส่งผลกระทบต่องานที่ทำร่วมกันด้วย

 

อาจารย์หนุ่มขับรถมาเรื่อย ๆ จนถึงที่หมาย จริง ๆ แล้ววันนี้เขาไม่ได้มีสอน แต่ก็อ้างเพราะต้องการเลี่ยงที่จะคุยกับลักษญาต่อ

ชายหนุ่มลงมาจากรถก่อนจะเดินขึ้นบันไดเพื่อก้าวเข้าสู่ตึกคณะ ทว่าสายตาพลันไปเห็นนักศึกษาสาวกลุ่มหนึ่งกำลังยืนไม่ไกลบนทางเท้าริมถนน พวกเธอเหมือนกำลังรอโบกรถแท็กซี่เพื่อไปที่ไหนสักแห่ง ท่าทางดูเร่งรีบ

ครั้นพอเขาเห็นพัฒน์ธิดาก็ทำให้นึกถึงเรื่องที่มารดาเล่าให้ฟังว่าเธอมีปากเสียงกับบิดาและภรรยาใหม่ของท่าน สิ่งที่คิดทำให้ขายาว ๆ ต้องก้าวเข้าไปหาเด็กกลุ่มนั้น เป็นเวลาพอดีกับที่พวกเธอโบกรถแท็กซี่ได้และกำลังทยอยขึ้นไป

“แก อาจารย์พูห์มา!” เกริกเกียรติที่นั่งด้านหน้าคู่คนขับรีบบอกเพื่อนขณะที่พัฒน์ธิดากำลังก้าวขึ้นรถ

“มีอะไรรึเปล่า ทำไมดูร้อนรนกัน” คนเป็นอาจารย์ถามพวกเธอในฐานะลูกศิษย์ โดยไม่วายที่พัฒน์ธิดาจะทำเป็นเพียงเมินเฉยหลังจากยกมือไหว้เหมือนเช่นทุกคน

“คือ…เพื่อนค่ะ เพื่อนของพวกเรากำลังมีปัญหา พวกเราต้องรีบไปช่วย” เป็นเกริกเกียรติที่ตอบอีกตามเคย

“ปัญหาอะไร”

อาจารย์หนุ่มที่ไม่เคยอยู่ในข่ายคนช่างเซ้าซี้ถามอย่างจำเป็น

“คือเพื่อนของเราค่ะเพิ่งโทร.มาบอกว่าถูกสาดน้ำกรด

“แล้วแจ้งโรงพยาบาลรึยัง”

“แจ้งแล้วค่ะ พวกเรากำลังจะตามไปสมทบ”

อาจารย์หนุ่มพยักหน้า มองพัฒน์ธิดาเพียงเสี้ยวนาที

“งั้นไปรถผมน่าจะสะดวกกว่า”

เกริกเกียรติมองหน้าเพื่อนเพื่อถามความเห็น ซึ่งเป็นพัฒน์ธิดาเองที่รีบชิงตอบโดยไม่คิดลังเล “ไม่ต้องค่ะ คงไม่รบกวนอาจารย์หรอก”

ภูพรพงษ์มองหน้าเด็กที่เห็นเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าเอาแต่ใจและขี้งอนมากแค่ไหน

“ไม่รบกวนหรอก ไปเถอะ ถ้าไม่อยากให้เรื่องนี้ถึงหูอาจารย์ที่ปรึกษาของพวกคุณก็ไปกับผม”

เพียงเขาพูด ลูกศิษย์ทุกคนก็ตัวเกร็งทันที เพราะรู้ว่าเรื่องนี้สิกานตาคงไม่ต้องการให้เป็นเรื่องมากนัก

พัฒน์ธิดาชักสีหน้าและยอมหยิบเงินจ่ายค่าเสียเวลาให้กับแท็กซี่ พวกเธอยอมเดินตามอาจารย์หนุ่มซึ่งเสนอให้ความช่วยเหลือทั้งที่ไม่ได้ขอ

แน่นอนว่าถ้าหากเธอหรือหนึ่งในกลุ่มเพื่อนขับรถมาเองก็คงจะไม่เสียเวลาเรียกรถแท็กซี่หรือแม้แต่พึ่งรถของเขา

แต่เนื่องจากเกริกเกียรติไม่ได้สะดวกนำรถส่วนตัวมาเพราะทางสัญจรไปบ้านติดขัด เช่นเดียวกับเดือนสวรรค์และอรพรรณที่ใช้เวลาเดินทางด้วยรถโดยสารเพียงไม่นานก็ถึงหอ

ความเกร็งและอาการตื่นตระหนกที่อาจารย์ชวนขึ้นรถ เป็นผลให้สาว ๆ แทบทุกคนต้องพากันนั่งเบาะหลัง เหลือเพียงคนที่เดินช้าที่สุดเพราะไม่เต็มใจมา คุณหนูสาวจึงต้องตกที่นั่งลำบาก นั่งด้านหน้าคู่กับอาจารย์หนุ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้

พัฒน์ธิดาหันไปมองเพื่อนตาวาวเพื่อคาดโทษ ทว่าพวกหล่อนกลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทิ้งให้เธอต้องนั่งตัวแข็งด้วยอาการหายใจไม่ทั่วท้อง ซ้ำยังอยากจะหายตัวไปจากตรงนี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 125 ครั้ง

1,086 ความคิดเห็น

  1. #1072 Jakkaran55 (@Jakkaran55) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 18:06
    อ่อยจนจานพูกลัว
    #1072
    0
  2. #1051 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2561 / 14:11
    สงสารพอมแพมอ่ะ ทุกคนทำเหมือนนางเป็นเด็กชะ
    #1051
    0
  3. #59 AijaSolothurn (@AijaSolothurn) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 17:48
    สงสารแพมจัง
    #59
    1
  4. #58 Jvar J. (@jvar) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 17:35
    ช็อกเรื่องแต่งงานไม่พอ ยังมาเรื่องแม่ใหม่อีก ไหวมั้ยเนี่ยเเพม
    #58
    1
  5. #26 wishmeluck (@wishmeluck) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2560 / 13:42
    มาแล้วๆๆ มาอัพบ่อยน้าาา จะได้ไม่เครียด คริคริ
    #26
    0
  6. #25 kanatipp (@kanatipp) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2560 / 13:35
    อัพแล้ววว ดีใจมากกกก
    #25
    0