Whisper Softly ให้รักโยงใจไว้ด้วยกัน -ทำมือ REUP

ตอนที่ 5 : บทที่ 4 คำแนะนำของเขา 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19,965
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 157 ครั้ง
    14 พ.ย. 61

ตั้งแต่ลาคนที่บ้านมณิศรินทรกลับมา พัฒน์ธิดาไม่พูดไม่จาอะไร เอาแต่นั่งนิ่งน้ำตาซึม

พอมาถึงที่บ้านคุณหนูคนเล็กก็เดินจ้ำออกจากรถแล้วเมินหลานทั้งสองที่เพิ่งกลับมาถึงอย่างผิดนิสัย ขณะที่เจ้าสองแสบวิ่งหาอาสาวเช่นทุกวัน

“เย้ อาแพมกลับมาแล้ว!” โอลีฟ หลานชายคนเล็กวัยห้าขวบเดินเข้ามาหาในชุดแบทแมน

“อาแพม วันนี้เราได้พลังพิเศษ แปลงร่างได้แล้ว อาแพมเป็นปีศาจ แล้วโก้กับลีฟจะจัดการอาแพมเอง” โกโก้ ผู้เป็นพี่เอ่ยตามขึ้น

หลังจากที่พัฒน์ธิดาเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น บ้านที่เคยขาดหายจากเสียงเด็กวัยน่ารัก ก็ถูกเติมเต็มด้วยสองเจ้าตัวเล็ก

“อาแพมไม่มีอารมณ์เล่น โก้กับลีฟไปเล่นกับพี่นีก่อนเถอะ” เธอบุ้ยให้ไปหาพี่เลี้ยงด้วยเสียงเศร้าสร้อย ทำให้คนที่เคยได้รับการใส่ใจมาตลอดพากันงุนงง

“อาแพมเป็นอะไรทำไมหน้าบูด…เอางี้ งั้นลีฟให้อาแพมเป็นนางฟ้าแล้วให้พี่นีเป็นปีศาจ เราจะได้ช่วยกันมาปราบพี่นี” สองหนุ่มน้อยฉุดอาสาวมาเล่นด้วย ทว่าพัฒน์ธิดาก็ยังคงไม่มีอารมณ์ร่วม

“ไม่เอาสิ โก้ ลีฟ ตอนนี้อาแพมกลับมาเหนื่อย ๆ อย่าไปกวนเลยนะ มาเล่นกับพี่นีก็ได้” พิชชารีบมาปรามลูกชาย ทำเอาสองหนุ่มหน้าหงอ ทว่ายอมอ่อนลงเมื่ออาสาวอ้างเหตุผลตามทันที

“อาแพมขอโทษ วันนี้อาแพมปวดหัว เดี๋ยวพอหายแล้ว อาแพมจะมาเล่นด้วยนะ”

“เย้ ๆ งั้นอาแพมรีบไปพักผ่อนเลย นอนเยอะ ๆ นะจะได้หายเร็ว ๆ” สองหนุ่มกรูกันพาอาสาวขึ้นไปส่งชั้นบน ทำเอาคนเป็นแม่เอ็นดูกับความผูกพันของพวกเขาที่สนิทกันมากกว่าอาหลานทั่ว ๆ ไป

พิชชาหันไปมองพ่อสามีที่เดินตามพัฒน์ธิดามา สีหน้าท่านดูไม่ดีนัก “มีอะไรรึเปล่าคะป๊า”

เจ้าสัวตรัยเดินไปนั่งที่โซฟาซึ่งไม่ห่างจากบันได คนมีอายุกุมท้องเล็กน้อย

“พอมแพมรู้แล้วว่าป๊าป่วย…”

“จริงเหรอคะ!?” พิชชารู้เรื่องนี้มาสักระยะ แต่ทำทีไม่ทราบเพราะพ่อสามีไม่ต้องการให้เรื่องนี้ไปถึงหูของพัฒน์ธิดา “ไม่น่าล่ะ วันนี้น้องแพมถึงแปลก ๆ ไป…”

“อืม ป๊าจำเป็นต้องบอก เพราะอยากให้เข้าใจถึงเหตุผลที่ให้เขาหมั้นกับแม็กซ์”

พิชชาถอนหายใจ เพราะเดาออกว่าพัฒน์ธิดาคงไม่ยอมแน่ “แล้วอย่างนี้…จะทำยังไงต่อคะ น้องแพมจะยอมแต่งงานกับคุณแม็กซ์

เหรอ” เพราะเจ้าสัวตรัยกลัวว่าตัวเองจะอยู่ได้อีกไม่นาน เขาจึงต้องมั่นใจว่าจะหาคนดูแลลูกสาวที่รักดั่งแก้วตาดวงใจมาทำหน้าที่แทนได้ พ่อสามีเชื่อว่าคนคนนั้นต้องเป็นภูพรพงษ์ บุตรบุญธรรมของตระกูลมณิศรินทร

“ตอนนี้แพมอาจจะตั้งตัวไม่ได้ เพราะมันเร็วเกินไป แต่ป๊าเชื่อว่าอีกไม่นานแพมก็จะเข้าใจในสิ่งที่ป๊าทำ” เจ้าสัวตรัยทอดสายตาเศร้าไปยังรูปถ่ายครอบครัวซึ่งมีเขา ลูกสาว ลูกชาย ลูกสะใภ้และหลานอีกสองคน ก่อนจะเลยไปข้าง ๆ ภาพถ่ายที่เก่ากว่าและถูกถ่ายเมื่อสมัยที่ยังไม่มีลูก รูปนั้นเขาถ่ายคู่กับภรรยาซึ่งเสียชีวิตไปแล้วหลังจากที่คลอดพัฒน์ธิดา

 

ตลอดทั้งคืนนั้นพัฒน์ธิดานอนไม่หลับ ยิ่งเธอได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับคนเป็นมะเร็งระยะที่สี่ก็ยิ่งเครียด

ซ้ำพอหวนนึกถึงเมื่อตอนเย็นที่บิดาเล่าว่าหลังจากมีอาการปวดท้อง ท่านไปตรวจที่โรงพยาบาลโดยไม่ให้เธอทราบและทำการผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออก ซึ่งตอนนี้ทำเพียงรอให้ยาเคมีบำบัด

ก่อนหน้านี้ท่านเคยอ้างกับเธอว่าไปทำงานที่ต่างประเทศ ทั้งยังสมคบคิดกับคนในบ้านปิดเรื่องไว้เพื่อไม่ให้เธอทราบ โดยอ้างว่าไม่ต้องการให้เธอคิดมาก เพราะรู้ดีว่าเธอจะต้องเสียใจ

เธอรู้สึกน้อยใจที่ทุกคนทำเหมือนเธอเป็นเด็ก โดยไม่คิดว่าเธอจะช่วยแบ่งเบาความทุกข์และภาระได้เลย

 

‘ทำไมป๊าไม่บอกแพม…ป๊าหนีไปผ่าตัดเอง หนีไปรักษา ทำไมป๊าต้องปิดแพมด้วย’ ณ เวลานั้นเธอร้องไห้ออกมาโดยไม่อายคนที่บ้านมณิศรินทรเลยสักนิด รวมถึงอาจารย์หนุ่มที่ไม่พูดค้านใด ๆ ด้วย

‘เพราะป๊ากลัวว่าแพมจะต้องร้องไห้เสียใจแบบนี้น่ะสิ’ หัวอกคนเป็นพ่อย่อมไม่ต้องการให้ลูกเจ็บปวด ยิ่งเมื่อเห็นน้ำตาของลูก ตัวเขาเองก็ยิ่งเจ็บปวดหลายร้อยเท่า

‘ฮือออ ป๊าใจร้ายที่สุดเลย!’ ว่าแล้วตอนนั้นเธอก็วิ่งไปกอดบิดา

‘ทีนี้แพมเข้าใจป๊ารึยังว่าทำไมป๊าถึงให้แพมหมั้นกับแม็กซ์’

‘…’

‘เขาเป็นคนดีนะแพม เก่งด้วย ป๊าเชื่อว่าเขาสามารถดูแลแพมได้’

เมื่อครั้นฟังจบพัฒน์ธิดาผละออกจากบิดาและมองท่านด้วยแววตาตัดพ้อ

‘ไม่ แพมไม่แต่ง แพมดูแลตัวเองได้ แพมยังมีพี่เพ้นต์อีก พี่เพ้นต์ไม่มีทางทิ้งแพมหรอก’ แม้ว่าเธอจะมีนิสัยเหมือนเด็กแต่เมื่อถึงเวลาเธอสามารถที่จะโตและเข้มแข็ง ทั้งเธอยังมีพี่ชาย ซึ่งไม่มีความจำเป็นอะไรต้องมาฝากฝังเธอไว้กับคนที่แทบไม่รู้จักกัน

กระนั้นคนเป็นพ่อก็ยังคงส่ายหน้า ‘เพ้นต์มีครอบครัวแล้ว แค่ลูกกับเมียเขาก็มากพอแล้ว ไหนยังจะกำลังลูกอีกคน…’

‘พี่พลอยท้อง?

บิดาพยักหน้าก่อนจะจับมือลูกสาวเพื่อโน้มน้าวใจ ‘ป๊าตามใจแพมทุกเรื่อง…แค่ขออย่างเดียว ขอให้แพมลองเปิดใจคบกับแม็กซ์ ป๊าเชื่อว่าแพมจะต้องรักเขาแน่นอน’

 

“แพม แกเป็นอะไร ช่วงนี้ดูเหม่อ ๆ นะ” เกริกเกียรติถามเพื่อนที่ช่วงนี้

มีท่าทีแปลก ๆ จากที่มักติดตลกพูดมากกลายเป็นคนเงียบไม่ค่อยพูดค่อยจา ครั้นพอถามก็ยังไม่ยอมบอกเล่าอะไรให้ฟัง

“แพม แกไม่ได้ยินเหรอ” อรพรรณช่วยเรียกเมื่อเห็นเพื่อนยังคงนิ่ง

“ฮะ...อะไรนะ” คนถูกสะกิดสะดุ้ง มองเพื่อนทั้งสองด้วยสติที่ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว

“โอ๊ยยย ดูแกสิ ดีนะที่มีคนขับรถจากบ้านมารับ ถ้าขับเองมีหวังชนคนอื่นตายไปละ”

พัฒน์ธิดาไม่ตอบอะไรตั้งแต่ทราบว่าพ่อของเธอเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสุดท้าย ใจของเธอก็ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว

เดือนสวรรค์มองเพื่อนที่เหงาซึมก่อนจะเบิกตากว้างจนรีบบอกคุณหนูสาวทันทีเมื่อเห็นร่างสูงของใครบางคนกำลังก้าวเข้ามาหาที่ม้านั่งใต้ตึกคณะในจุดที่พวกเธอกำลังนั่งอยู่

“ถ้าฉันตาไม่ฝาด อาจารย์พูห์...ไม่ได้กำลังเดินมาที่โต๊ะเราใช่ไหม”

แค่ได้ยินชื่อคนที่เคยนิ่งเป็นหุ่นก็ตื่นตัวราวกับเจ้าเข้า เธอเหลียวไปมองข้างหลังตามที่เพื่อนบอก ใบหน้าของคุณหนูสาวจึงซีดเผือดเหมือนเห็นผี เธอรีบคว้ากระเป๋าแบรนด์หรูติดมือแล้วรีบลุกขึ้นทันที

“เฮ้ย แพมจะไปไหน เดี๋ยวอีกสิบห้านาทีก็เข้าเรียนแล้วนะ!”

ทั้งที่คิดว่าเขาไม่ได้เข้ามาหาเธอ แต่หญิงสาวกลับร้อนตัวเสียอย่างนั้น แต่ไม่ว่าเขาจะไปไหนหรือมีจุดประสงค์อะไร เธอขอเพียงพาตัวเองหลบให้พ้นจากสายตาของเขาก่อน

 

พัฒน์ธิดาจึงได้รู้ว่าเมื่อวานภูพรพงษ์เดินมาหาเธอจริง ๆ จากที่ฟังเหล่าเพื่อนเล่ามาอย่างตื่นเต้น

“แกรู้ไหมว่าอาจารย์พูห์เขาถามหาแกว่าไง”

“…”

“แสดงว่าไม่อยากรู้ล่ะสิ ถ้างั้นก็ไม่ต้องเล่าเนอะ” พูดแล้วสาวประเภทสองก็เบือนหน้าหนี ทำทีเป็นไม่ใส่ใจเพื่อน

“มีอะไรก็รีบ ๆ เล่ามา เดี๋ยวก็ต้องเข้าเรียนแล้ว!”

เกริกเกียรติยิ้มกริ่มราวกับผู้ชนะ ก่อนจะกระแอมตีหน้าขรึมเมื่อเริ่มเล่าเรื่องเมื่อวาน “เขาเดินเข้ามาหาหน้านิ่งเลยนะ แล้วก็ถามว่า…พัฒน์ธิดาไปไหน แล้วตอนนั้นนะ เขาก็มองตามหลังแกด้วย!”

คนฟังหน้าร้อนผ่าว เมื่อวานที่เห็นเขา เธอก็รีบเดินจ้ำออกไปโดยไม่เหลียวหลัง ทั้งที่ไม่มั่นใจว่าเขามาหาเธอจริง ๆ รึเปล่า

“ฉันก็เลยถามกลับว่ามีอะไรรึเปล่าคะอาจารย์…อาจารย์ก็ทำหน้าขรึมแล้วตอบว่า ‘ผมมีเรื่องต้องคุยกับพัฒน์ธิดา แต่คงต้องไว้โอกาสหน้าดีกว่า’ พูดจบนะ อาจารย์ก็เดินลิ่วขึ้นตึกไป ไม่พูดไม่จา ไม่บอกสาเหตุอะไรเลย!”

“…”

“นี่…แกกับอาจารย์ต้องมีอะไรกันแน่ ๆ ใช่ไหม…ไม่ใช่ว่าแกกับเขาเพิ่งเจอกันครั้งแรกในคาบเรียนวันก่อนเหรอ”

“ก็…พอดีเขารู้จักกับป๊า”

“จริงเหรอ!โลกมันจะกลมอะไรเบอร์นี้” เกริกเกียรติบ่นอย่างอิจฉา แต่ไม่ได้ซักไซ้ต่อ

จนถึงเวลาที่ต้องเข้าเรียนในวิชาที่พัฒน์ธิดาอยากจะเลี่ยงมากที่สุด หญิงสาวพยายามไม่จดจ่อมองอาจารย์ที่ตั้งใจสอน แต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกแปลกๆ ซึ่งถ้าหากเธอไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเอง หญิงสาวคิดว่าถูกจับตามองโดยคนสอนค่อนข้างบ่อย แต่คนที่นั่งข้างหลังก็คิดเช่นเดียวกันเพราะเธอได้ยินเสียงสิกานตาพูดกับเดือนสวรรค์

“คงเพราะวันนี้ฉันทำสีผมใหม่ อาจารย์ก็เลยชอบมองมาบ่อย ๆ…ค่อยสมราคาหน่อย เสียเงินไปตั้งเยอะ”

คนได้ยินรู้สึกว่าประโยคนี้ออกจะขัดหูแต่ไม่ได้พูดอะไรจนจบคาบเรียน

พัฒน์ธิดาและเพื่อนเดินออกจากห้อง ซึ่งทางออกต้องผ่านโต๊ะข้างหน้าของอาจารย์หนุ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นหญิงสาวที่มีประเด็นกับเขาจึงพยายามทำตัวลีบไม่ให้อาจารย์หนุ่มเห็น

ทว่าก็ไม่อาจเลี่ยงสายตาอันคมกริบไปได้

“พัฒน์ธิดา”

เขาเอ่ยเรียกทำเอาตัวเธอแข็งทื่อทันที ทั้งที่คราวก่อนเขาออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนคราวนี้จะอ้อยอิ่งเป็นพิเศษเหมือนรอดักเธออย่างไรอย่างนั้น

และทันทีที่เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น กลุ่มนักศึกษาที่เดินมาพร้อมกันแล้วมองตามสายตาอาจารย์ซึ่งหยุดอยู่ที่ร่างโปร่งบาง

“ผมมีเรื่องโปรเจ็กต์จะคุยด้วย ช่วยรอสักครู่ก่อนสิ” คำพูดในเชิงสั่งทำเอาเพื่อนในกลุ่มมองคุณหนูสาวด้วยความสงสัย

“โปรเจ็กต์อะไรเหรอ ทำไมไม่เห็นรู้เรื่องเลย” สิกานตาถามเดือนสวรรค์ซึ่งอีกฝ่ายทำได้เพียงส่ายหน้า

“โปรเจ็กต์พิเศษ ไม่เกี่ยวกับพวกคุณหรอก” ราวกับหูทิพย์ได้ยินจึงได้ชี้แจงแก่เพื่อนของเธอทราบ

กระนั้นก็ไม่อาจทำให้ทุกคนคลายใจ แต่สายตาคมกริบของอาจารย์ที่มองมาในเชิงไล่ทำให้พวกหล่อนต้องทิ้งเพื่อนแถมยังพยักพเยิด เอาไหล่ดันให้คุณหนูสาวเดินตามอาจารย์ไปทางด้านหลังของห้องซึ่งเป็นทางออกเฉพาะสำหรับอาจารย์

คนตาไวอย่างรัชฏาภรณ์ทันได้เห็นจึงรีบชี้ให้นงค์นภัสซึ่งกำลังก้มเล่น

สมาร์ทโฟนในมือหันไปดู

“มิลค์ แกดูสิ ถ้าขืนช้าอย่างนี้คงไม่ทันยายผ้าอ้อมเน่าคาบเอาอาจารย์ไปกินนะ แกจะปล่อยให้มันมาแย่งผู้ชายของแกไปอีกคนรึไง!”

“ก็แกเองไม่ใช่หรือไงที่บอกให้ฉันใจเย็น ไม่งั้นจะโดนอาจารย์เกลียดเอา แล้วยังมีหน้ามาเหน็บกันอีก!” นงค์นภัสมองจิกจนเพื่อนต้องขอโทษ ก่อนเธอจะมองตามทั้งสองคนที่หายไปหลังประตูบานนั้น “…ฉันว่าระหว่างสองคนนั้นต้องมีอะไรแน่ ๆ”

 

ร่างสูงเดินนำเข้าไปในห้องพักส่วนตัวที่อยู่ด้านหลังของห้องเรียน ซึ่งในห้องไม่มีนักศึกษาคนใดสามารถเข้ามารบกวนได้ ตอนนี้จึงมีเพียงเขาและเธอเท่านั้น

พัฒน์ธิดารู้สึกเกร็งอย่างบอกไม่ถูก แต่ใบหน้าของเธอยังเชิดขึ้นเพื่อแสดงท่าทีมั่นใจ

“คุณคงรู้ว่าผมต้องการพูดเรื่องอะไร” เสียงทุ้มของอาจารย์หนุ่มดังชัดเจนแม้ว่าเขาจะยืนห่างกับเธออยู่มาก

“ผมรู้ว่าคุณไม่อยากหมั้น…ผมเองก็ไม่ต่างกัน”

คนฟังหน้าม้านไปเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับตามตรง “ค่ะ…”

แน่นอนว่าภูพรพงษ์กับเธอต่างไม่อยากหมั้น เพราะด้วยวัยที่ห่างกันมาก ทั้งสังคมและการใช้ชีวิตประจำวัน ชายหนุ่มสมควรคู่กับผู้หญิงที่มีวุฒิภาวะ ความสามารถมากกว่าเธอ

ซ้ำเธอยังต้องการอิสระ ไม่ต้องการมีพันธะ และที่สำคัญ…เธอก็ไม่ต้องการคนที่อายุมากกว่ามาเป็นคู่ครอง

อาจารย์หนุ่มมองพัฒน์ธิดาด้วยความเห็นใจ ร่างสูงของเขาก้าวเข้ามาหาร่างบางก้าวหนึ่ง แม้จะห่างมากแต่ก็ทำเอาคนที่แพ้รูปลักษณ์ใจสั่น

“ผมคิดว่าพอจะมีทางแก้ไขอยู่บ้าง แต่จะสำเร็จไหมคงขึ้นอยู่คุณ”

ในวินาทีนั้นดวงตาที่พยายามหลบหลีกที่จะสบตากับเขาด้วยการมองที่ระดับหน้าอกตึง ๆ ภายใต้เสื้อเชิ้ตลายทางเริ่มทำใจกล้าพอจะช้อนตาขึ้นมองสบกับดวงตาคมเข้ม ทำเอาประกายตาของคนตัวโตไหววูบเล็กน้อย

แต่แน่นอนว่าคนที่ความรู้สึกช้าอย่างพัฒน์ธิดาย่อมไม่รู้ตัวจนเขาต้องกระแอมขึ้น

“…ทำให้ท่านสบายใจ คุณก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าคนเป็นโรคนี้ไม่ควรเครียด การที่คุณแสดงออกด้วยการต่อต้านจะทำให้ท่านยิ่งเครียดหนักจนอาจทรุด”

คนฟังใจหายวูบ เพราะคำพูดของเขาทำให้เธอฉุกคิดเป็นห่วงบิดา เธอมัวแต่คิดถึงตัวเองและเรียกร้องความสนใจจากท่านด้วยความเคยชินตั้งแต่เด็ก

“ลองคิดดูเถอะ คุณจะทำยังไงให้ท่านวางใจว่าคุณสามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องให้ท่านเป็นห่วง…คุณอย่าลืมนะว่าไม่ใช่ความรู้สึกของคุณคนเดียวที่สำคัญ”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 157 ครั้ง

1,086 ความคิดเห็น

  1. #1070 Jakkaran55 (@Jakkaran55) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 17:37
    ประกายอะไรวูบๆนะคะจาน
    #1070
    0
  2. #56 AijaSolothurn (@AijaSolothurn) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 มีนาคม 2561 / 22:08
    ทางนี้อัพเร์วจ้ง
    #56
    1
  3. #5 Waterlu (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 กันยายน 2560 / 11:00
    ชอบคร้า ดูจากเค้าโครงเรื่องคงจะสนุก. ประเภทชิงรักหักสวาทไม่เอาเบื่อแล้ว.
    #5
    1