Whisper Softly ให้รักโยงใจไว้ด้วยกัน -ทำมือ REUP

ตอนที่ 18 : บทที่ 17 กุ๊กๆ กิ๊กๆ คุยกันไปเรื่อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,361
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 73 ครั้ง
    11 ธ.ค. 61

หลังจากทำเคมีบำบัดไปสักระยะ อาการตอบสนองยาของเจ้าสัวตรัยดูเหมือนจะหนักขึ้นจนเกินจะปิดพัฒน์ธิดา ลูกสาวที่เป็นห่วงจึงมานั่งซักไซ้ไล่เลียงเรื่องราวกับบุษบงที่คนเป็นพ่อไม่ยอมให้รู้

เจ้าสัวตรัยรับประทานอาหารได้น้อยลง เบื่อ และมีอาการอาเจียนจนเริ่มจะไม่อยากตักอาหารเข้าปาก เพราะแผลในช่องปากเพิ่มจนทำให้เจ็บมาก และเหงือกก็ยังอักเสบบวมแดง จะรับประทานเผ็ดอย่างที่ชอบก็ไม่ได้ เพราะต้องเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด ไม่ว่าจะร้อนหรือเย็นจัด เปรี้ยว เผ็ดหรือเค็ม ส่วนผมนั้นร่วงบ้างแต่ไม่มาก

อาการล่าสุดเมื่อวานหลังจากกลับมาจากโรงพยาบาลที่ไปรับยาเคมีบำบัดมาท่านมีอาการเลือดกำเดาไหลซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าเลือดจะหยุด เพราะทำได้เพียงคอยเอามือบีบจมูกกันเลือดออกไว้ ไม่สามารถใช้น้ำแข็งประคบ เพราะอาจทำให้ปวดกว่าเดิมตามคำแนะนำของหมอ เล่นเอาคนในครอบครัวเหงื่อแตกและน้ำตารื้นด้วยความเป็นห่วง

บางทีก็มีอาการปวดท้องจนถึงขั้นนอนไม่หลับ ซึ่งอาจเป็นเพราะความกังวล และอีกส่วนหนึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากฤทธิ์ยา จนพี่ชายที่ได้ยินจากเพื่อนว่ามีอาจารย์ท่านหนึ่งสอนฝึกการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อและการทำสมาธิที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งท่านลองไปดูจึงเห็นว่ามันได้ผล ท่านนอนหลับสบายขึ้นและตื่นได้เป็นเวลา

ส่วนตอนนี้อยู่ในช่วงพักการให้ยาเพื่อรอทำ CT Scan เพื่อเช็กดูว่าการให้ยาได้ผลดีหรือไม่ เพื่อที่จะได้วางแผนการรักษาต่อไป

บุษบงทำหน้าที่ดูแลบิดาของเธออย่างดีจนเหมือนจะเหนื่อยและแทบป่วยไปด้วยกันอีกคน หล่อนคอยจัดเตรียมอาหาร รวมถึงของใช้จำเป็นที่ต้องใส่ใจอย่างการใช้ยาสีฟันเด็กและเลือกขนแปรงฟันที่อ่อนนุ่ม ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติการดูแลร่างกายของบิดาอย่างที่เคยทำ

เจ้าสัวตรัยยกมือขึ้นลูบศีรษะเจ้าตัวแสบที่โผเข้ามากอด “รู้แล้วจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อป๊าไม่ได้เป็นอะไรมาก อีกอย่างมีคุณบุษอยู่แล้ว แพมก็แค่ทำหน้าที่ของแพม ตั้งใจเรียน เข้มแข็ง ไม่ร้องไห้แค่นี้ป๊าก็ดีใจแล้ว”

เจ้าตัวแสบที่รักของบิดายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาป้อย ๆ “งั้นถ้าแพมปิดเทอม เราไปเที่ยวกันนะ ป๊าอยากไปเที่ยวที่ไหนเมืองไทยหรือเมืองนอกดี”

คนอายุมากส่ายหน้ากับความเอาใจของลูกสาวที่นาน ๆ ทีจะได้เห็น “เมืองไทยก็พอแล้ว”

“ภาคเหนือ อีสาน หรือใต้ดีล่ะ…อืม แต่แพมปิดเทอมหน้าหนาว เพราะฉะนั้นไปเหนือดีกว่าไหม แต่ว่าถ้าหนาวมาก ๆ ป๊าจะไหวรึเปล่า”

“เอาเป็นว่าให้แพมสอบเสร็จ แล้วค่อยคิด ตอนนี้ไปเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบเถอะ จะสอบกลางภาคแล้วไม่ใช่เหรอ” คนเป็นพ่อรู้เรื่องรายละเอียดของลูกดีทุกอย่าง ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแม้ว่าเมื่อก่อนท่านจะทำงานหนักจนมีเวลาน้อยแต่ท่านยังเจียดเวลามาใส่ใจ

คนที่ถูกว่าหน้ามุ่ยเล็กน้อย

“...ป๊าเองก็อย่าเข้านอนดึกนะคะ แพมขึ้นไปอ่านหนังสือก่อนนะ”

คนเป็นลูกสาวหอมแก้มบิดาอยู่ทีหนึ่งก่อนจะหันไปพูดกับภรรยาใหม่ของท่าน

“ฝากคุณบุษช่วยดูแลคุณพ่อด้วยนะคะ…ขอบคุณสำหรับที่ผ่านมาด้วยนะคะ” เธอหันไปยิ้มให้หล่อนอย่างไร้อคติ

ความสัมพันธ์ระหว่างบุษบงและพัฒน์ธิดาเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่มีบรรยากาศในบ้านให้ต้องอึดอัดเหมือนอย่างเคย

“ค่ะ คุณแพมไม่ต้องห่วงนะคะ ดิฉันจะดูแลท่านอย่างเต็มที่” หล่อนพูดอย่างนอบน้อมแม้ว่าอีกฝ่ายจะอายุน้อยกว่าตามที

“อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ ถ้าคุณบุษป่วยอีกคนแพมคงรู้สึกผิดจนตายแน่ ๆ” หญิงสาวพูดขำ ๆ แต่โดนบิดาตำหนิเข้า

“เรื่องความเป็นความตายอย่ามาล้อกันเล่นนะแพม”

คนพูดไม่คิดจึงรีบปิดปากเงียบเธอหอมแก้มบิดาเพื่อไถ่โทษแล้วรีบวิ่งปรู๊ด

ขึ้นชั้นสองไปบนห้อง ทิ้งให้ผู้ใหญ่ส่ายหน้ากับความแก่นของเจ้าตัวป่วนในบ้าน

“นี่มีคู่หมั้นแล้วนะ ยังทำตัวเหมือนเด็กอีก” เจ้าสัวตรัยหัวเราะ ไม่นึกว่าเวลาจะผ่านไปเร็วจนลูกสาวของเขาโตจวนจะแต่งงานได้แล้ว

“คุณแพมเป็นคนน่ารักค่ะ ถึงจะเหมือนเด็ก แต่ลึก ๆ แล้วแกมีความเป็นผู้ใหญ่” บุษบงเองก็นึกเอ็นดูลูกสาวของสามีไม่ต่างจากลูกของตน

เจ้าสัวตรัยมองใบหน้าอ่อนโยนของคนนั่งข้างกายด้วยความซาบซึ้ง มือหนากุมมือบางที่คอยอยู่เคียงข้างเขาแม้ว่าในวันที่เขาป่วยเจียนตายจนตอนนี้ไม่เหลือภาพลักษณ์ที่ดูดี

“ขอโทษนะที่ไม่ถือโทษโกรธพอมแพม”

มือบางวางทาบทับกลับแล้วยิ้มอ่อนให้เขา “ไม่หรอกค่ะ ดิฉันเข้าใจ ไม่ว่าเป็นใครก็ตกใจกันทั้งนั้น นี่คุณแพมยังดีนะคะว่ายังใจกว้างเปิดรับดิฉัน”

“ยังไงก็ขอบคุณมาก ขอบคุณมากจริง ๆ ”

 

หลังจากเริ่มอ่านหนังสือไปในวิชาที่เธอตั้งใจเรียนมากที่สุด หญิงสาวก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่ออัพเดตข่าวต่าง ๆ ทว่าใช้นานเข้านานเข้าจนกดเข้าดูเกือบทุกแอปพลิเคชั่นแล้วก็ยังรู้สึกว่าไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของตัวเอง กระทั่งมือเรียวกดเข้าไปในแอปพลิเคชั่นสุดท้ายซึ่งเป็นเหมือนเป้าหมายลึก ๆ

ข้อความที่เธอรออย่างใจจดใจจ่อโดยเอาเหตุผลต่าง ๆ มาอ้างเพื่อหยิบเจ้าเครื่องมือสื่อสารมาดู…ยังไม่ถูกตอบกลับ

หญิงสาวคิดลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะส่งสติ๊กเกอร์เข้าไปย้ำทักเขาอีกทีดีไหม แต่จนแล้วจนรอดก็ปล่อยมันไปแล้วหันสายตามาดำดิ่งกับตัวอักษรบนหน้าหนังสือ

…ทว่าโทรศัพท์มือถือกลับสั่นขึ้นอีกครั้ง

ทั้งที่พยายามจะควบคุมอารมณ์ตัวเอง แต่ไม่สามารถทำได้ พัฒน์ธิดาถอนหายใจเล็กน้อยราวกับปลดปล่อยความอึดอัดที่ทับถมกันเป็นภูเขาคนที่พยายามทำเป็นไม่ใส่ใจกับความว้าวุ่นตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอีกครั้ง ซึ่งพอเห็นรายชื่อหญิงสาวก็รีบตะครุบกดรับสายก่อนที่ปลายสายจะถอดใจวางไป

“…”

“ขอโทษทีที่ไม่มีเวลาตอบกลับเลย ผมไม่รู้ว่าคุณส่งข้อความมา ตอนนี้เพิ่งมาถึงบ้าน รถติดมาก ขอโทษด้วยนะที่ทำให้รอ” วันนี้เขาติดบรรยายในงานสัมมนาแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปอีกห้าปีข้างหน้า ซึ่งเขาบอกเธอตั้งแต่เช้าแล้ว

สาวน้อยฟังด้วยหัวใจที่เต้นระรัวพยายามทำใจแข็งสู้เพื่อบอกเขา ความยินดีปรีดาเกิดขึ้นทันทีเมื่อได้ทราบว่าเขาดูร้อนรนเพราะใส่ใจ

“…ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ แล้วก็…ไม่ต้องโทร.มาก็ได้ คุณยุ่งอยู่ไม่ใช่เหรอ”

“ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็โทร.มารายงานให้ใครบางคนสบายใจ”

คนฟังหน้าแดงเพราะเขินกับสิ่งที่เขาพูดมันดูสนิทสนมมากกว่าทุกครั้ง

ตั้งแต่หลังวันเกิดเกริกเกียรติ ภูพรพงษ์และหญิงสาวติดต่อกันอยู่เรื่อย ๆ แม้ว่าจะไม่ได้มีสาระสำคัญมาก แต่เพียงประโยคเรียบง่ายที่ไถ่ถามเกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตประจำวันกลับทำให้หัวใจดวงน้อยอบอุ่นใจอย่างประหลาดซึ่งคำพูดเหล่านี้หากออกจากปากคนอื่นคงก่อให้เกิดความรำคาญ แต่ถ้าเป็นเขาแล้ว ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลยสักนิด

ที่ผ่านมาเธอมักจะเป็นคนส่งข้อความหาเขาเสียมากกว่า ส่วนชายหนุ่มมักเป็นฝ่ายจะโทร.มาเพราะอ้างว่าขี้เกียจพิมพ์ และที่สำคัญคุยผ่านตัวหนังสือก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร ไม่อาจสู้สนทนากันทันทีเลย…ตามประสาคนแก่!

“แพมไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย กำลังอ่านหนังสืออยู่ต่างหาก แล้วที่แพมส่งข้อความไปก็ไม่ได้หวังว่าคุณจะต้องตอบด้วย ถ้าสะดวกก็ตอบ ไม่สะดวกหรือไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไร…แพมถามไปงั้นแหละ”

“เป็นสิ ส่งมาก็แสดงว่าสำคัญ”

แม้จะแทบไม่มีอะไรเลยแต่เหตุไฉนสาวน้อยถึงหน้าแดงทันทีที่ได้ยินจนปากเป็นอัมพาตขยับไม่ได้อยู่หลายวินาที

แต่ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่คุยกับเขาจะเกิดความปรีดีขึ้นอย่างเดียว เพราะบางครั้งก็แอบคิดว่าแม้ความสัมพันธ์จะดีขึ้นแต่นั่นเป็นเพราะเขาทำตามหน้าที่ เขาอาจไม่ได้มีความต้องการส่วนตัวที่อยากจะคุยกับเธอจริง ๆ

“…คุณเพิ่งถึงมาเหนื่อย ๆ ไปพักเถอะค่ะ แพมไม่กวนแล้ว”

“เดี๋ยวสิ แล้วเรื่องที่คุณถามว่าไม่เข้าใจเรื่อง Change in Equilibrium

พัฒน์ธิดาแทบอยากกลอกตากับดุลยภาพและการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ไม่รู้ปวดหัวไปหมด…แต่กระนั้นเธอก็ตอบไปว่า “ไม่เป็นไรค่ะ แพมหาคำตอบเจอแล้ว ไม่รบกวนคุณแล้วละ”

จริง ๆ หาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือและอินเตอร์เน็ตยังทันใจเสียมากกว่ารอเขามาตอบ…แต่สิ่งที่ทำไปเธอเพียงต้องการเรียกความสนใจเท่านั้น

“ไม่ได้กวนหรอก…ถ้ามีอะไรอยากถามก็ถามได้”

ถ้าไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองจนเกินไป เธอคิดว่าภูพรพงษ์คงแกล้งพูดต่อเพราะไม่อยากวางสายจากเธอ

“งั้นคุณช่วยบอกแนวข้อสอบได้ไหม อีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะสอบแล้ว”

“ถ้าบอกเท่ากับโกงน่ะสิไม่ได้หรอก แค่ตั้งใจเรียนในห้องแล้วอ่านหนังสือทบทวนบ่อย ๆ ก็ทำได้สบาย ๆ แล้ว”

คนฟังซึ่งพ่วงด้วยฐานะลูกศิษย์อดย่นจมูกไม่ได้ “การเป็นคู่หมั้นไม่ได้ทำให้แพมได้อภิสิทธิ์กว่าคนอื่นเลยใช่ไหม”

“พูดอย่างนี้นี่ไม่รู้จริง ๆ หรือว่าแกล้งจะให้บอกกันแน่” เสียงของเขาเข้มขึ้นเหมือนพยายามควบคุมอะไรบางอย่าง ทั้งที่พัฒน์ธิดาควรจะเกรงกลัวแต่กลับกล้าเย้าเขาเสียอย่างนั้น

“ก็…ช่างมันเถอะค่ะ เราเปลี่ยนเรื่องกันดีกว่า”

เสียงทุ้มจากปลายสายหลุดขำ

“นี่คุณกำลังหัวเราะแพมเหรอ”

“เปล่าสักหน่อย แค่ระคายคอนิดหน่อย” เขาบอกเสียงเบากว่าประโยคก่อน

ทำอย่างกับเธอฟังไม่ออกนี่!

แม้คู่หมั้นสาวจะยังไม่คลายใจ แต่ก็ยอมปล่อยผ่าน

“คุณน่าจะพอรู้ว่าแพมเรียนไม่เก่ง ได้แค่เกรดกลาง ๆ จนไปถึงด๋อยเลย…เพราะฉะนั้นถ้าคุณช่วยติวแทนบอกแนวข้อสอบล่ะ…”

“ถ้ามีอะไรสงสัย จดมาถามเป็นข้อ ๆ ดีกว่า…ผมไม่แน่ใจว่าถ้าติวจะห้ามใจได้ไหม”

คนฟังคล้ายกับวิญญาณออกจากร่าง มือไม้อ่อนแรงจนแทบอยากปล่อยวางเครื่องมือสื่อสารลง ทว่ายังคงมีสติอยู่ แต่ไม่มีมากพอที่จะสั่งให้ปากขยับได้ดั่งสมองต้องการ

“ห้ามใจเรื่องอะไรคะ…”

“…ก็เรื่องบอกแนวข้อสอบคุณไง ถ้าเจอคุณอ้อนเข้ามีหวังผมคง…เอาเป็นว่าตั้งใจเรียน อ่านหนังสือ ไม่เข้าใจตรงไหนก็มาถามแล้วกัน” เขาพูดด้วยเสียงขรึมราวกับอาจารย์สั่งลูกศิษย์เสียจริงจัง

“ค่าาา แพมจะลองดู แต่คุณห้ามคาดหวังคะแนนสอบของแพมเด็ดขาดเลยนะ เพราะปกติแล้วแพมไม่เคยได้เกินค่าเฉลี่ยหรอก”

“ไม่ต้องเครียดมาก ผลการสอบไม่ได้วัดทุกอย่าง ว่าแต่อาการของคุณลุงเป็นยังไงบ้าง ได้ข่าวว่าช่วงนี้ท่านแพ้ยาหนักกว่าครั้งก่อน ๆ”

“ค่ะ โชคดีที่มีคุณบุษช่วยดูแล คุณพ่อก็เลยดีขึ้นมาก แพมยังคิดว่าพอปิดเทอม แพมจะพาท่านไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน ถ้าคุณพอว่าง…ไปด้วยกันนะคะ”

ในแต่ละวันเขาค่อนข้างยุ่ง ลำพังงานในมหาวิทยาลัยก็หนักอยู่แล้ว ยังมีงานของธุรกิจทางบ้าน งานบรรยายในงานสัมมนาต่าง ๆ อีก สรุปแล้วชายหนุ่มไม่น่าจะไปได้

“อืม ถ้าว่างผมก็จะไป เอาเป็นว่าตอนนี้คุณไปอ่านหนังสือก่อนดีกว่า ตั้งใจทำให้ดีที่สุดแล้วกัน ที่สำคัญอย่าวอกแวกหรือมัวคิดถึงใครอยู่ล่ะ”

“บ้า! แพมไม่ได้คิดถึงใครสักหน่อย คุณต่างหากอย่ามัวนึกถึงผู้หญิงคนอื่นโดยเฉพาะนักศึกษาที่ชอบตามตื๊อคุณบ่อย ๆ แล้วกัน”

“รู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ แสดงว่าเอาไปพูดกันหมดเลยสิ” เสียงของเขาดูตกใจหากแต่ไม่ได้เดือดร้อนเท่าไรราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติที่เกิดอยู่บ่อยครั้ง

“ค่ะ เพราะฉะนั้นคนที่ต้องบอกว่าอย่าวอกแวกต้องเป็นแพมต่างหาก คุณคงไม่รู้หรอกว่ามีสาวน้อยสาวใหญ่คลั่งไคล้ถึงขนาดตั้งฉายาให้ว่า พูห์สังหาร จะทำอะไรก็…มีคู่หมั้นแล้วนะคะ ระวังบ้างก็ดี” เธอโพล่งบอกด้วยความหมั่นไส้ รู้ตัวอีกทีว่าควรทำหรือไม่ก็เมื่อปลายสายเงียบไป

เธอทำใจรอรับคำตำหนิโทษฐานที่เป็นผู้น้อย แต่บังอาจหาญกล้าพูดตีเสมอผู้ใหญ่ที่อายุห่างกันสิบกว่าปี ซ้ำเขายังเป็นอาจารย์อีกด้วย

ทั้งที่คิดว่าเขาจะโกรธ แต่เขากลับทิ้งคำพูดที่ส่งผลให้หัวใจสาวสั่นไหว

“ครับ ผมไม่ลืมหรอก”

 

 

EBOOK ยิ้มนี้เป็นของพี่ ออกมาแล้วนะคะ ที่ MEB 

'โยษิตา' คงจะฝืนใจเป็นน้องสาวเขาได้อยู่หรอก 

ถ้าเกิดคืนนั้นเธอไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ 'ปัณฑ์ธร' คนที่เปรียบเสมือนพี่ชายแท้ๆ 

สถานะของเขาจึงถูกเลื่อนมาเป็น 'สามี' โดย 'ตั้งใจ' ของเธอ

....แต่ว่าเรื่องอดีตของเธอล่ะ เขาจะรับได้รึเปล่า ทั้งเขาเองก็ยังมีแฟนอยู่แล้ว 
เรื่องระหว่างเธอกับเขาจะจัดการยังไงดี

.
.
.
“เมื่อคืนก่อนที่พี่เมา ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม ยิ้มแค่เช็ดตัวให้พี่อย่างเดียวใช่รึเปล่า”

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 73 ครั้ง

1,086 ความคิดเห็น

  1. #1083 Jakkaran55 (@Jakkaran55) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 21:36
    จานพูรุกละเกิน
    #1083
    0
  2. #93 Kritsana N. (@kritsana99) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 16:07
    พึ่งเข้ามาอ่านวันนี้ มีความรู้สึกว่าอยากอ่านเล่มแล้วค่ะ
    #93
    1