Whisper Softly ให้รักโยงใจไว้ด้วยกัน -ทำมือ REUP

ตอนที่ 12 : บทที่ 11แค่คนมีน้ำใจ100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16,767
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 140 ครั้ง
    30 พ.ย. 61

 

โชคดีว่าเคยฉีดวัคซีนกันบาดทะยักไปแล้วเมื่อตอนอายุสิบห้า คนกลัวเข็มจึงไม่ต้องฉีดซ้ำเพิ่มความผวาเข้าไปอีก หลังจากถูกเย็บไปถึงสี่เข็ม ภูพรพงษ์จึงพาหญิงสาวที่หน้าซีดจากการขี้กลัวกลับบ้าน

บรรยากาศในรถระหว่างทางเต็มไปด้วยความเงียบและชวนให้ผู้โดยสารจำเป็นกระอักกระอ่วน พัฒน์ธิดาจึงเอ่ยบางสิ่งที่ละอายต่อเขา

“เรื่องการหมั้น…แพมจะยอมทำตามที่ป๊าต้องการเพื่อให้ท่านสบายใจ...แต่ถ้าอาจารย์ไม่เห็นด้วย แพมก็จะถอนหมั้นทันที แต่อาจารย์ต้องเป็นคนบอกป๊านะคะ แพมเชื่อว่าป๊าจะต้องเข้าใจ”

หญิงสาวเหลือบมองใบหน้าของคนขับรถ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่อีกฝ่ายหันมามองแม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที ทว่าตาสีดำขลับที่ดูสุขุมนุ่มลึกก็แทบพรากลมหายใจให้หยุดลง

“เวลาอยู่ข้างนอกเรียกผมว่าแม็กซ์เฉย ๆ ก็พอ คำว่า อาจารย์ ไว้เรียกเวลาอยู่ในมหาวิทยาลัยเถอะ” เขาบอกด้วยน้ำเสียงเรียบทุ้มซึ่งน่าฟังเป็นอย่างมาก ขณะที่สายตากลับไปจับจ้องเส้นทางบนท้องถนน

“…ค่ะ” พัฒน์ธิดาเห็นด้วย เพราะการเรียกเขาว่าอาจารย์มันทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยดีนัก เหมือนไก่วัดที่ระริกระรี้พยายามทำตัวล่อให้สมภารจับกินก็ไม่ปาน

“ส่วนเรื่องการหมั้น ถ้าคุณยอมตกลงและมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อคุณสบายใจ ผมก็จะทำ เพราะไม่ได้ติดพันธะอะไร อีกอย่างลุงตรัยเป็นผู้มีพระคุณต่อผมและครอบครัว การหมั้นก็ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณอย่างหนึ่ง”

พัฒน์ธิดาฟังด้วยท่าทีนิ่งสงบ แต่สมองนึกถึงเกริกเกียรติที่เคยเล่าให้ฟังว่าอาจารย์หนุ่มไม่เคยมีข่าวคบหาดูใจกับใครมาก่อน ซ้ำตอนนี้เขายังโสดสนิท ทั้งที่มีคนชอบมาทำตัวข้องแวะแต่เขากลับเมินเฉยอย่างไร้เยื่อใย หลายคนจึงสงสัยว่า…

“แล้วก็อย่าคิดว่าที่ผมไม่มีใครเพราะว่าชอบเพศเดียวกัน ผมเป็นผู้ชายที่รู้สึกชอบและรักผู้หญิงคนหนึ่งได้จริง ๆ เพราะฉะนั้นอย่าเอาความคิดของคนอื่นมาเข้าใจผมผิดเด็ดขาด”

คนถูกดักทางสะดุ้ง ก่อนจะเก้อกระดากอายที่เขาทำเหมือนอ่านใจเธอได้ทะลุปรุโปร่ง

แต่กระนั้นยังมีอีกความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้นที่ก้นบึ้งหัวใจและกำลังแผ่ซ่านอบอุ่นไปทั่วร่างกาย มันแปลกประหลาดและซับซ้อนซึ่งแม้แต่ตัวเธอเองยังบอกไม่ถูก หากเมื่อนำมาหักล้างกับคำว่า ‘บุญคุณ’ เจ้าเหล่าความรู้สึกนั้นก็สลายหายไปในพริบตา

“แต่ถ้าคุณมีคนรักแล้ว หรืออาจมีในอนาคต ผมเข้าใจและยินดีถอนหมั้น เพราะด้วยวัยของเราที่ต่างกันอาจจะทำให้เข้ากันไม่ได้ ยิ่งด้วยฐานะที่ติดระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์อาจทำให้คุณยิ่งลำบากใจ”

คนฟังได้แต่ทำหน้าเหวอก่อนจะได้สติส่ายหน้าเป็นคำตอบ แม้จะแอบตกใจเพราะไม่คิดว่าเขาจะมองการณ์ไกลเรื่องระหว่างเขากับเธอ

เธอคิดว่าภูพรพงษ์เพียงทำเพื่อให้ป๊าสบายใจ ซึ่งอีกไม่นานก็คงจะถอนหมั้น เมื่อเขาเจอคนที่ใช่ อาจารย์หนุ่มคงไม่อยากมีพันธะกับเด็กอย่างเธอเพื่อตัดโอกาสผู้หญิงดี ๆ ที่อาจเข้ามาหา

“แพมไม่เคยคบใครค่ะ…แพมเลยบอกไม่ได้เต็มปากว่าแพมสามารถเข้าใจเรื่องระหว่างคนสองคนได้รึเปล่า แล้วแพมก็ตอบไม่ได้ด้วยว่าเราจะเข้ากันได้ไหม คิดไม่ออกเลยว่าการคบกันของคนต่างวัยจะยั่งยืนไหม…แต่แพมเชื่อว่าสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งแล้ว ถ้าเจอผู้ชายที่ใช่และรักจริง ๆ คงอยากจะใช้ชีวิตอยู่ด้วย และหยุดอยู่ที่เขา…”

บรรยากาศในรถที่มีกันเพียงเราสองชักจูงอารมณ์ของพัฒน์ธิดาให้เผลอ

ไผลจนกล้าบอกเขาไปแบบนั้น ทั้งที่จริงต้องการบอกเพียงแค่ว่ายังไม่มีใคร

เรื่องชีวิตคู่สำหรับเธอนั้นไม่เคยคาดฝันเอาไว้สักนิด เพราะแค่ทุกวันนี้มีป๊า พี่ชาย พี่สะใภ้และสองหลานชายสุดแสบ เธอก็รู้สึกเต็มจนชีวิตไม่ได้ขาดหายอะไรแล้ว

หญิงสาวซ่อนความอายไว้ด้วยการดูวิวทิวทัศน์รอบข้าง เธอจึงไม่ได้เห็นว่ามุมปากของคนขับรถยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย

 

คนในบ้านออกอาการแตกตื่นเมื่อทราบว่าอะไรเกิดขึ้นกับพัฒน์ธิดา โดยเฉพาะเจ้าสัวตรัยผู้รักและเป็นห่วงลูกสาวมาก จนพาลต้องไปว่าบริษัทผู้รับเหมาเพราะไม่เข้ามาดูแลการทำงานและไม่รู้จักเก็บของให้เรียบร้อย

“เดี๋ยวแม็กซ์ก็น่าจะพาแพมมาแล้ว...นั่นไงครับ มาแล้ว” พชรพลชี้ให้บิดาซึ่งรออยู่ที่ห้องโถงใหญ่เห็นผ่านบานหน้าต่าง

เมื่อรถจอดที่บันไดหน้าบ้านภูพรพงษ์เดินมาเปิดประตูพาสาวน้อยลงด้วยการอุ้มโดยไม่ทันให้ใครเข้าไปช่วย ทำเอาผู้ใหญ่ที่เฝ้ารอต่างตาค้างและลืมเรื่องที่ห่วงพัฒน์ธิดาไปสนิท

“เย็บไปสี่เข็มครับ โชคดีว่าไม่ได้โดนลึกหรือโดนจุดสำคัญอะไร แต่ยังต้องไปล้างแผลอีกหลายวัน” เขาบอกด้วยท่าทางปกติ และทำเหมือนไม่รู้ว่าทุกคนแปลกใจกับการกระทำของเขามากแค่ไหน “แล้วทุกคนทานข้าวกันรึยังครับ”

“ใครจะไปทานลงล่ะจ๊ะ ในเมื่อหนูแพมเจ็บตัวขนาดนี้”

จริญญาพูดด้วยความเอ็นดู แต่กลับมองมาที่ทั้งสองคนตาพราว ทำให้คนที่อยู่ในอ้อมแขนเกิดอาการเก้อเขินหนักจนไม่อาจทนอยู่ในสภาพนี้ไหว

...ทั้งที่ในใจยังอยากอิงแอบอกกว้าง ๆ ต่อ

“ปล่อยแพมลงเถอะค่ะ เดี๋ยวให้พี่เพ้นต์ช่วยพยุงต่อก็ได้” เธอบอกเขาเสียงเบา ซ้ำเสียงที่พูดออกมาก็ว้านหวานนน…ผิดปกติ

“ไม่เป็นไร” เขาตอบเพียงเท่านั้นก็พาหญิงสาวไปวางไว้บนโซฟาตัวยาวที่โถงนั่งเล่นทำเอาทุกคนยิ่งตะลึงกันใหญ่ รวมถึงผู้ที่เพิ่งทราบเรื่องอย่างธามไทด้วย!

งานหมั้นจะถูกจัดขึ้นในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้าโดยวันนี้เป็นการนัดมาคุยกันถึงกำหนดการและรายละเอียดต่าง ๆ ซึ่งแม้จะกะทันหัน แต่ด้วยอำนาจของเงิน งานย่อมต้องถูกจัดทันเวลาแน่นอน

หนุ่มวัยยี่สิบที่เพิ่งรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้บอกตัวเองไม่ถูกว่าเหตุใดจึงรู้สึกผิดหวังอย่างประหลาด

 

“ไหน ๆ ใครเคยบอกว่าจะดรอปวิชานี้น้าาา” เกริกเกียรติเอ่ยแซวขณะที่เพิ่งเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจบ ผ่านไปจนเข้าอาทิตย์ที่สามแล้ว คุณหนูสาวไม่ได้มีบ่นอะไรอีก ซ้ำยังดูตั้งอกตั้งใจมากกว่าวิชาอื่นเสียด้วยซ้ำ ซึ่งสาวประเภทสองรู้ดีว่าเป็นเพราะเหตุการณ์ที่อาจารย์หนุ่มได้ช่วยชีวิตเธอไว้ จึงส่งผลให้หญิงสาวเลิกอคติต่อเขา

คนถูกแซวทำเป็นวางท่าทีเฉยเมยทั้งที่เธอร้อนตามคำพูดของเพื่อน

“ก็...เห็นว่าอาจารย์สอนดีขึ้น เรียน ๆ ไปน่าจะดี”

เพื่อนที่ชวนมาเรียนตั้งแต่แรกรู้สึกหมั่นไส้จนต้องเบ้หน้าล้อเลียน ซึ่งคนถูกล้อทำเป็นมองไม่เห็น หญิงสาวเชิดหน้าก่อนจะเดินกะเผลก ๆ หาม้านั่งแถวนี้เพื่อนั่งรอคนขับรถจากที่บ้าน

“แต่ทำไมฉันรู้สึกว่ายิ่งเรียนก็ยิ่งยากกก อีกแป๊บก็จะสอบแล้ว นี่ตั้งแต่เรียนมาไม่มีอะไรเข้าหัวฉันบ้างเลย” เกริกเกียรติทำหน้าจริงจังแต่ยังคงทำเพื่อนขำขัน “นี่ความรู้ตั้งแต่เรียนปีหนึ่งฉันยังไม่เข้าใจเลย Micro* Macro* ยังนึกไม่ออกเลยว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรกับชีวิต โอ๊ยย ปวดหัว”

Micro ก็เอาไว้ศึกษาพฤติกรรมหน่วยเศรษฐกิจย่อย ๆ อย่างผู้บริโภคหรือผู้ผลิตไง ส่วน Macro ก็เอาไว้ศึกษาพฤติกรรมหน่วยใหญ่ ๆ หรือมองในส่วนรวมทั้งประเทศ อย่างพวก GDP GNP การลงทุน การออม…จริง ๆ แล้วบ้านแกทำธุรกิจส่งออกอาหารทะเลน่าจะต้องใช้เรื่องนี้เยอะนะ”

“พอ ๆ ฉันทนฟังเด็กเนิร์ดอย่างแกเทศน์ต่อไม่ได้แล้วยายอ้อม ฟังแล้วเหมือนโดนข้าวสารเสกใส่เลย”

คำพูดของสาวประเภทสองทำเอาอรพรรณหัวเราะร่วน “ก็สมควรละ นี่แกเรียนผ่านมาได้ยังไง เด็ก ม.ปลายยังรู้เลย”

อีกฝ่ายจึงแยกเขี้ยวใส่ “รู้งี้นะฉันไม่ตามใจพ่อกับแม่ตั้งแต่แรก ไปเรียนนิเทศตามที่ตัวเองชอบป่านนี้คงสุขสบายไปประกวดมิสทิฟฟานีเก๋ ๆ ตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว!” ทั้งที่ไม่ชอบเศรษฐศาสตร์และคะแนนก็ไม่ถึงเกณฑ์ แต่โชคดีว่าหล่อนมีคะแนนภาษาอังกฤษช่วยผลักดันเข้ามาจนสำเร็จ

สาว ๆ พูดคุยกันสนุกสนานครู่หนึ่งก่อนจะวกประเด็นเข้ามาเรื่องของ

ภูพรพงษ์อีกครั้ง

“เออ! นี่ ๆ ฉันได้ยินมาจากรุ่นพี่ที่ทำงานที่ธนาคารศรีไทย เขารู้จักกับเลขาฯ ของคุณจริญญา แม่ของอาจารย์พูห์อ่ะ” สาวสวยเกินหญิงให้เพื่อน ๆ ค้อมหัวเพื่อซุบซิบ “พี่มนได้ยินเลขาฯ ของแม่อาจารย์พูห์หลุดปากมาว่าลูกชายมีคู่หมั้นแล้ว!”

“เรื่องของเขาไหมจัส” เดือนสวรรค์ปรามคนขี้เมาท์อย่างหน่าย ๆ เธอก็นึกว่าเรื่องอะไร

“นี่เรื่องใหญ่นะ! ที่เรามาลงเรียนกับอาจารย์ก็เพราะเขาโสดไม่ใช่หรือไง!”

“แกเป็นคนลากพวกเรามาเองต่างหาก” อรพรรณตอบ

เมื่อโดนเพื่อนทั้งสองคนโจมตี เกริกเกียรติจึงหันไปหาคุณหนูไฮโซที่ทำหน้าเหวอ แก้มเป็นสีระเรื่อ

“นี่แกหึงขนาดนี้เลยเหรอแพม แกหลงรักอาจารย์เข้าจริง ๆ แล้วใช่ไหม! แกจะทำอย่างนี้ไม่ได้นะ ฉันอุตส่าห์แก้ข่าวตามเพจนับสิบแล้ว ว่าที่แกกอดกับอาจารย์วันนั้นน่ะเป็นเพราะแกเสียขวัญ อย่ามาแหกหน้าฉันด้วยการจะลักกินอาจารย์เองนะยะ”

หลังจากมีคลิปที่พัฒน์ธิดาถูกจับเป็นตัวประกัน แล้วมีอาจารย์หนุ่มเข้ามาช่วย มีกระแสทางด้านบวกที่ชื่นชมกับการกระทำในความกล้าของภูพรพงษ์ แต่ยังมีอีกกระแสหนึ่งติติงที่นักศึกษาสาวกอดกับอาจารย์ในวันนั้น

“ไอ้บ้า!! ฉันจะไป…หึงทำไม” คุณหนูสาวตีแขนเพื่อนด้วยแรงที่ไม่เบาทำเอาคนที่ทำตัวบอบบางมาตลอดต้องหลุดอุทานเสียงห้าว

“ไม่โกรธ แต่ตีฉันแรงขนาดนี้เนี่ยนะ!”

“ก็…นิดเดียวเอง ทนทานอย่างแกไม่เป็นอะไรหรอก” คนลืมตัวยิ้มแหย ๆ รีบประจบประแจงเพื่อน และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ทำไมฉันต้องโกรธที่เขาหมั้นด้วย ฉันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาสักหน่อย”

เขากับเธอยังไม่ได้หมั้นกัน ข่าวมั่วไปไกลมาก!

“ก็เห็นแกมองเขาหยาดเยิ้มตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน ไหนเขายังเคยช่วยแกไว้อีก ฉันเห็นนะ! ว่าสายตาที่แกมองอาจารย์ตอนนั่งเรียนน่ะ ว้านหวาน นี่ถ้าขาไม่เจ็บอยู่ป่านนี้คงจะล่องลอยเหมือนวิญญาณไร้สติตามเขาไปต้อย ๆ ไปแล้ว”

“อีจัสสส!!”

เมื่อคุยกันต่อได้ไม่นาน สาว ๆ ก็ต่างแยกย้ายกันก่อนเพราะมีธุระของตัวเอง เกริกเกียรติไปห้างสรรพสินค้าหน้ามหาวิทยาลัยเพื่อจะสมัครโครงการประกวดเฟ้นหานางแบบซึ่งไม่ปิดกั้นเพศที่สาม

ส่วนอรพรรณไปที่คณะเพราะต้องช่วยพิมพ์งานและจัดทำเอกสารเพื่อหารายได้พิเศษ และเดือนสวรรค์ไปซื้อของเพื่อเยี่ยมสิกานตา เพราะว่าพรุ่งนี้หล่อนไม่ว่างที่จะไปพร้อมกับเพื่อน ๆ จึงเหลือแต่พัฒน์ธิดาที่นั่งรอคนขับรถต่อไป ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานลุงเชิดก็น่าจะมาถึง

ในส่วนความคืบหน้าของคดีของสิกานตา ภรรยาของเสี่ยหรือผู้ก่อเหตุได้รับการอนุญาตให้ประกันตัวตามดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปตามกฎหมายแต่สำหรับสิกานตารู้สึกว่ามันช่างไม่เป็นธรรม

ระหว่างนั้นคนที่เดินผ่านหน้าม้าหินอ่อนจึงทันได้สังเกตเห็นหญิงสาวที่เคยเจอเมื่อวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ผ่านมา

“แพม!”

ธามไทซึ่งอยู่ในชุดนักศึกษา สวมเสื้อชอปทับเดินเข้ามาทัก

“อ้าว สวัสดีธาม”

เธอยิ้มให้อย่างเป็นมิตรและไม่ถือตัว ทำเอาคนเห็นหัวใจพองโต

“นี่กำลังนั่งรอใครอยู่ เรียนเสร็จแล้วเหรอครับ”

“ใช่ กำลังรอลุงเชิดมารับ”

“…” ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะมองไปยังผ้าพันแผลที่บริเวณข้อเท้าหญิงสาว “แล้วขาเป็นไงบ้าง เจ็บอยู่ไหม”

“ไม่เป็นไร เดินได้สบายมาก” คนตอบยิ้มร่าขัดกับไม้เท้าข้าง ๆ ที่ทำให้เขาอดเป็นห่วงไม่ได้

ธามไทยิ้มตามดวงตาที่สดใสของคนตรงหน้า เขาอยากจะเสนอไปส่งเธอ แต่เขาไม่มีรถยนต์ และก็คงจะไม่ดีนักที่จะพาคุณหนูพัฒน์ธิดาเดินทางด้วยรถโดยสารหรือมอเตอร์ไซค์ให้ลำบากเปล่า ๆ ซึ่งเพียงเสี้ยววินาทีนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

“เรียนเสร็จแล้วใช่ไหม”

คนที่นั่งนิ่งหันขวับตามเสียงที่ดังมาไม่ไกลจากทางด้านหลัง

“…อะ อาจารย์”

ร่างสูงปรากฏให้เห็นตัวชัด ๆ เป็นหลักฐานยืนยันได้ดีว่านี่ไม่ใช่ภาพมโนของสาวน้อยที่เกิดจากการนอนน้อย เพราะมัวแต่ดูซีรี่ส์ ความเก้อกระดากเริ่มทำงานทันทีเมื่อเห็นหน้าของเขา

พัฒน์ธิดาเสตาหลบเพื่อแสร้งมองไปทางอื่น ทั้งที่ปากยังตอบคำถามอาจารย์หนุ่ม “ค่ะ”

หญิงสาวจำได้ดีว่าเขาให้เธอเรียกในยามที่ไม่ได้อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยว่าอย่างไร เพียงแค่คิดแก้มก็แดงซ่าน เพราะนึกถึงเหตุการณ์ในวันก่อนที่อาจารย์หนุ่มต้องอุ้มเธอไปหาหมอ ซึ่งแน่นอนว่ากลิ่นและความทรงจำที่ได้สัมผัสเขาในยามจำเป็นยังคงติดค้างอยู่ที่ปลายจมูก

“งั้นไปกับผม เพราะผมจะไปหาคุณลุงเหมือนกัน”

พัฒน์ธิดาทำหน้าฉงน “มีอะไรรึเปล่าคะ”

“เปล่า แค่นัดทานข้าวแล้วก็หารือเรื่องงานกันนิดหน่อย”

ภูพรพงษ์และบิดาของเธอเป็นหุ้นส่วนกันในบริษัท ซึ่งต่างคนต่างมีตำแหน่งในบริษัทของอีกฝ่ายอย่างพ่อของเธอเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทของธนาคารศรีไทย และภูพรพงษ์ก็พ่วงอยู่ในตำแหน่งกรรมการที่ปรึกษาของบริษัทครอบครัวเธอ

พัฒน์ธิดาพยักหน้า แต่กลับพูดขัด “แต่ป่านนี้ลุงเชิดคงออกมาแล้ว…”

“ไม่เป็นไร ถึงจะออกมาแล้ว แต่ก็ตีรถกลับไม่ยาก ไปเถอะ จะได้ไม่เสียเวลา”

หญิงสาวนึกว่าเขาจะปฏิเสธแต่เขากลับปิดทางเธอเสียอย่างนั้นทั้งคนมีน้ำใจยังอุตส่าห์ชวนคนที่นึกว่าตัวเองถูกลืมแล้วหลังจากที่พวกเขาได้พบกัน

“แล้วคุณล่ะ จะไปทานข้าวด้วยกันรึเปล่า”

“พอดีว่าผมมีเรียนต่อ ไปก่อนนะครับ”

ธามไทยกมือไหว้คนอายุมากกว่าก่อนจะเดินออกไป พลันในใจคิดว่าพอเป็นไปได้ไหมที่เขาจะมีหวังเป็นคนในสายตาของหญิงสาวซึ่งกำลังจะมีคู่หมั้น

พอเดินห่างไปได้สักระยะนักศึกษาหนุ่มเหลียวมองกลับไป เขาเห็นคนทั้งคู่ยืนคุยอยู่ด้วยกัน แม้จะเว้นระยะห่างพอสมควรแต่พอดูออกว่าพวกเขาช่างเหมาะสมกันเหลือเกิน ทั้งด้านฐานะและรูปลักษณ์จนดูเหมือนว่าเขาไม่มีอะไรจะสู้กับอาจารย์หนุ่มคนนั้นได้เลย

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 140 ครั้ง

1,086 ความคิดเห็น

  1. #1077 Jakkaran55 (@Jakkaran55) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 18:59
    ธามจะคิดกับลูกเลี้ยงแม่ไม่ได้ ไม่งั้นทั้งแกและแม่คงโดนด่าว่ามาเกาะแน่
    #1077
    0
  2. #1046 Molli King (@mollking2519) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 18:36
    ธามอย่าได้คิดนะมันไม่สมควรเพราะแม่แกเป็นเมียพ่อเขา
    #1046
    0
  3. #79 AijaSolothurn (@AijaSolothurn) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 มีนาคม 2561 / 12:36
    เริ่มมีใจให้กันแล้วววว
    #79
    1
  4. #78 Jvar J. (@jvar) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 มีนาคม 2561 / 09:04
    แอร๊ยยย เค้ารู้สึกดีต่อกันแล้วใช่มั้ย
    #78
    1