Whisper Softly ให้รักโยงใจไว้ด้วยกัน -ทำมือ REUP

ตอนที่ 11 : บทที่ 10 ความใกล้ชิดที่ทำให้เผลอไผล100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17,165
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 127 ครั้ง
    30 พ.ย. 61

แม้จะมีข่าวที่เกิดขึ้นทั่วสังคมโซเชียลที่เห็นใจกับเหตุการณ์เลวร้าย แต่ก็มีบางกลุ่มประณามเหยื่อสาวที่กอดคนอาสามาช่วยเหลืออย่าง ‘อาจารย์’ ทว่าพัฒน์ธิดาไม่ได้สนใจ ในเมื่อตอนนี้พ่อของเธอป่วยหนัก และหลังจากผ่านวินาทีความเป็นความตายมา พัฒน์ธิดาตั้งใจละทิฐิทิ้งไป

เธอเข้ามาพบผู้ให้กำเนิดในห้องนั่งเล่น ก่อนจะมองไปยังบุษบงซึ่งนั่งเว้นระยะกับบุพการีช่วงหนึ่งบนโซฟายาวตัวเดียวกันโดยบอกความต้องการทางสายตา

คนที่ตระหนักฐานะตัวเองดีจึงขอตัวออกจากห้องอย่างรู้มารยาท ซึ่งพอบุษบงออกไป เจ้าตัวเล็กก็โผเข้ามากอดบิดาแล้วปล่อยร้องโฮทันที

“อะไร ไหนว่ามีเรื่องจะคุยกับป๊าไง ไหนมาร้องไห้ให้ฟังซะนี่” คนสูงวัยกอดปลอบลูก

“ป๊า...แพมขอโทษ แพมขอโทษที่ทำตัวไม่ดี แพมเป็นลูกที่แย่จริง ๆ” เพียงแค่พูดจบเจ้าตัวก็สะอื้นจนคนเป็นพ่อต้องส่ายหน้ายิ้ม ๆ

“ป๊าต่างหากที่ต้องขอโทษแพมที่จู่ ๆ ก็พาคุณบุษเข้ามาโดยไม่เคยบอกก่อน...ป๊ากลัวว่าแพมจะรับไม่ได้เลยเลื่อนโอกาสที่จะบอกให้รู้ไปเรื่อย ๆ แต่ป๊าคงลืมไปว่าแพมโตแล้ว แพมควรจะมีสิทธิ์รับรู้เรื่องนี้”

คำพูดของบิดาทำให้คนฟังหน้าม่อยลง ก่อนจะพยักหน้า

“แพมโกรธป๊า ที่จู่ ๆ ก็พาใครเข้ามาโดยไม่บอกกันสักคำ แล้วไหนยังจะเรื่องที่ป๊าป่วยแล้วไม่ยอมบอกกันอีก แพมเป็นลูกป๊านะ แพมมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าป๊าเป็นอะไร เรื่องหมั้นก็เหมือนกัน จู่ ๆ พาแพมไปเจอเขาโดยไม่บอกกันก่อน ถ้าป๊าเป็นแพม ป๊าจะรับได้เหรอ”

เจ้าสัวมองลูกสาวอย่างอ่อนใจ น้ำตาซึม ซึ่งแม้ว่าจะเธอจะยกเหตุผลมาสารพัด เขาก็ยังมองว่าลูกสาวยังคงเด็กอยู่ดี

“งั้นต่อไปป๊ามีอะไรป๊าจะบอกแพมก่อน ป๊าขอโทษที่ทำให้แพมเสียใจ”

“แต่แพมไม่ขอเรียกคุณบุษว่าม้านะ ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยเรียกใครว่าม้าแล้วจู่ ๆ จะมีขึ้นมา มันแปลก ๆ”

ตั้งแต่บุษบงเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ หล่อนปฏิบัติตัวดี คอยไถ่ถามเธอว่า

ต้องการอะไรรึเปล่า ทั้งที่เธอยโสและไม่ยอมตอบแต่หล่อนกลับไม่ถือสา

คำพูดของพัฒน์ธิดาทำเอาน้ำตาบิดาไหลจริง ๆ เพราะนึกสงสารลูกสาวที่เกิดมากำพร้าแม่

ไม่มีใครคาดคิดว่าการตั้งครรภ์ครั้งที่สองจะเกิดขึ้น เพราะเขาและภรรยาต่างอายุมากแล้วและกว่าจะมีพชรพลได้ก็ต้องพึ่งพาวิธีวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ แต่เมื่อทราบว่าพรนภาตั้งครรภ์ครั้งที่สอง เธอเลือกที่จะอุ้มท้องต่อไป เขาจึงห่วงมาก เพราะหล่อนสุขภาพไม่แข็งแรง

จนวันเลวร้ายและดีที่สุดก็มาถึง พรนภาที่เข้ารับการผ่าคลอดลูกเกิดภาวะน้ำคร่ำอุดตันซึ่งเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรมที่รุนแรง หล่อนจากไปทันทีหลังจากเห็นหน้าลูกได้ไม่นาน โชคดีว่าพัฒน์ธิดาปลอดภัย ไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ อย่างเช่นเด็กบางคนที่เจอภาวะบกพร่องทางระบบประสาท

“แค่แพมกับเขาอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ทะเลาะกันป๊าก็สบายใจแล้ว แต่เรื่องการหมั้น ป๊าอยากจะขอแพมจริง ๆ...ลองหมั้นกับแม็กซ์ดูก่อน ถ้าไม่โอเคค่อยถอนหมั้นก็ได้”

ลูกสาวมีแววตาเริ่มวิตกหลังจากได้ฟังเรื่องนี้

“เขาดูสูงเกินเอื้อม มีผู้หญิงที่เหมาะสมกับเขาเยอะแยะ แพมกลัวว่าตัวเองจะไปเป็นตัวถ่วงของเขาน่ะสิ”

เพียงแค่เขาช่วยชีวิตไว้ก็เป็นบุญคุณมากแล้ว จะให้เธอไปทำชีวิตเขาดูแย่ลงอีกทำไม เรียนก็ไม่เก่ง อายุก็ยังน้อย นิสัยไม่ดี เอาแต่ใจ นอกจากความรวยและสวยแล้วพัฒน์ธิดามองไม่เห็นอะไรในตัวเองที่คู่ควรกับเขาเลย

เจ้าสัวส่ายหน้าและยิ้มอย่างเอ็นดู“ไม่ต้องคิดมากหรอก ป๊าคุยกับเขาแล้ว ยิ่งได้เห็นว่าเขาช่วยชีวิตแพมป๊าก็ยิ่งมั่นใจ”

“…เขาบอกป๊าว่ายังไงบ้างคะ” เธอแสร้งถามบิดาด้วยสีหน้าหน่าย ๆ เหมือนไม่อยากรู้ ทั้งที่จริงหัวใจเต้นระทึกเสียยิ่งกว่าไปวิ่งมาราธอน

“ถ้าแพมโตเป็นผู้ใหญ่พอและไม่ต้องการเขา เขาก็จะยอมถอย ซึ่งตอนนั้นป๊าจะเคารพในการตัดสินใจของแพม”

สาวน้อยเบิกตากว้าง ทั้งประหลาดใจกับความคิดบิดาและตัวเขา

“หืม จะมีแต่เขาน่ะสิคะที่เทแพมก่อน ป๊าไม่กลัวลูกสาวตัวเองจะเป็นหม้ายขันหมากเพราะโดนเขาเทเหรอ!?

“ป๊ารู้ว่าไม่มีวันนั้นหรอก”

คำพูดของคนสูงวัยทำเอาลูกสาวค้อนเธอไม่คิดว่าอาจารย์หนุ่มรูปหล่อ ไฟแรงจะทนเป็นคู่หมั้นกับเด็กเอาแต่ใจได้นานนักหรอก

“งั้นก็ได้ค่ะ…แต่แพมมีอะไรบางอย่างจะขอป๊าได้ไหม”

“อืม เรื่องเพื่อนของแพมใช่ไหม”

หญิงสาวตกใจเมื่อบิดาทราบความเป็นไปของเรื่องนี้ คนเป็นลูกจึงเล่ารายละเอียดให้บิดาฟังอีกทีก่อนจะขอร้องท่านให้ช่วยเหลือ

 

ทั้งที่รู้ว่าบุษบงมีลูกติดกับสามีเก่าแต่ไม่คาดว่าอีกฝ่ายจะบังเอิญเรียนอยู่ที่เดียวกันกับพัฒน์ธิดา

ธามไท หนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดปีซึ่งเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาคปกติ มีอายุรุ่นราวเดียวกับทายาทสาวของอดุลยศักดิ์ถูกเชิญให้มารับประทานอาหารกลางวันในวันนี้

แม้ว่ามารดาได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ แต่ชายหนุ่มไม่เคยย่างก้าวเข้ามาแนะนำตัวให้คนในบ้านรู้จัก ส่วนหนึ่งก็เกรงว่าคนในบ้านอดุลยศักดิ์จะคิดว่าแม่กับตนมากอบโกยผลประโยชน์และมาอาศัยใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เขาจึงอยู่หอพักตามเดิมโดยไม่ยอมย้ายเข้ามา ทั้งที่เจ้าสัวตรัยแนะว่ามีบ้านอีกหลังในบริเวณเดียวกันเปิดให้เขาพักอาศัยเป็นการส่วนตัว แต่เด็กหนุ่มเลือกที่จะไม่รบกวน

แม้จะเป็นเพียงการรับประทานอาหารกลางวัน แต่จุดประสงค์หลักคือเพื่อหารือระหว่างผู้ใหญ่ของสองครอบครัวที่สนิทกัน ซึ่งก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าจะชวนเขามาทำไม

หลังจากที่ได้เข้าไปสวัสดีและพูดคุยกับผู้ใหญ่แล้ว ธามไทขอตัวออกมาเดินเล่น แล้วปล่อยให้พวกเขาคุยกันขณะนั่งรอแขกคนสำคัญที่กำลังเดินทางมา

ชายหนุ่มเดินชมนกชมไม้ในสวนใหญ่ข้างตัวบ้านซึ่งทำเหมือนจำลองป่า

อเมซอน มีต้นไม้น้อยใหญ่มากมายที่ถูกปลูกทับกันจนเกือบทึบ แต่พอมีช่องโปร่งให้แสงแดดส่องเข้ามาได้

ธามไทมองเห็นจุดหนึ่งซึ่งกำลังก่อสร้างเป็นศาลาขนาดย่อมใกล้ริมบึง ไม่ไกลมีหญิงสาวกำลังนั่งบนส้นเท้า เธอกำลังหลอกล่อสุนัขขนสีขาวสลับน้ำตาลให้มาหา

สายตาของเขาจับจ้องหญิงสาวไม่วางตา ทั้งที่เธอแต่งชุดเรียบง่ายอย่างเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นที่ดูสบาย ทว่ากลับดูพิเศษจนคิดว่าคนตรงหน้าที่เห็นอยู่ตอนนี้คือนักแสดงคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จัก เธอเต็มไปด้วยรังสีของความเจิดจรัส

รู้ตัวอีกทีธามไทเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าของผู้หญิงคนนั้น จึงทำให้นึกออกว่าใบหน้าจิ้มลิ้มที่น่ามองของสาวคนนี้ตรงกับบุคคลที่เขาเห็นบนภาพถ่ายในห้องโถงใหญ่

พัฒน์ธิดาได้ยินเสียงของใครเดินเข้ามา เธอจึงแหงนหน้ามองเขาก่อนจะขมวดคิ้ว

“ผมชื่อธาม คุณคงรู้แล้วว่าผมเป็นลูกของ…”

“คุณบุษเล่าให้ฉันฟังแล้วละ” คนชิงตอบลุกขึ้นพร้อมกับเจ้าสุนัขในอ้อมแขนซึ่งทำเอาเขารู้สึกเก้อเขินแปลก ๆ “แล้วนี่มานานรึยัง แล้วทำไมมาเดินแถวนี้ล่ะ”

“สักพักแล้วครับ…”

“ฉันชื่อแพม ที่จริงก็มาจากพอมแพมแหละ แต่เรียกแพมเฉย ๆ ก็ได้ นายชื่อธามใช่ไหม ” เธอถามย้ำเพื่อที่จะได้จำไม่ผิด ซึ่งอีกฝ่ายพยักหน้าอย่างกริ่งเกรง เธอจึงทักเขาอย่างเป็นกันเอง “เราเป็นเพื่อนกันได้นะ อายุเราเท่ากันนี่”

เสียงหวานของหญิงสาวทำเอาธามไทหน้าแดง

“…คุณไม่รังเกียจผมกับแม่เหรอ” เขากลั้นใจถาม เพราะอยากเคลียร์สิ่งที่ค้างคาใจว่าคนที่น่ารักประหนึ่งนางฟ้ารู้สึกต่อตนและแม่อย่างไร

สีหน้าของพัฒน์ธิดาเผือดลง ก่อนริมฝีปากที่ยิ้มอย่างเป็นมิตรพลอยเจื่อนลงอย่างละอาย “ตอนแรกก็ตกใจ เลยแสดงอะไรแย่ ๆ ออกไปหน่อย ขอโทษด้วยนะ”

เพราะที่ผ่านมาบุษบงทำหน้าที่ดูแลพ่อได้อย่างดี โดยเฉพาะช่วงที่บิดาเข้ารับการผ่าตัด ทั้งยังดูแลท่านเมื่อไปรับยาเคมีบำบัดที่โรงพยาบาล เธอจึงรู้สึกผิดไม่น้อย

เด็กหนุ่มรู้สึกโล่งและสบายใจขึ้นอย่างบอกไม่ถูก “ผมขอโทษด้วยนะ ถึงผมกับแม่จะมีเจตนาบริสุทธิ์ แต่เราไม่สามารถห้ามความคิดของคนอื่นที่อาจมองว่าเรามาเกาะพวกคุณ พลอยทำให้ครอบครัวคุณเสื่อมเสีย”

หญิงสาวที่ไม่ได้ถือเรื่องฐานะส่ายหน้า “ช่างมันเถอะ ใครจะมองว่ายังไงก็ปล่อยไป”

ขณะที่พูดจู่ ๆ เจ้าสุนัขในอ้อมแขนพัฒน์ธิดาดิ้นหนักจนเธอต้องยอมปล่อยมันลง

“แจ๊คเป็นอะไร เฮ้ยจะวิ่งไปไหน!” เจ้าสุนัขวิ่งหนีเข้าไปในพื้นที่ที่ในเขตก่อสร้างศาลาซึ่งตอนนี้ขึ้นโครงไว้แล้ว เหลือเพียงทำหลังคา และปูกระเบื้องพื้น ซึ่งใช้เวลาอีกไม่กี่วันก็น่าจะเสร็จ แต่ไม่นับวันนี้เนื่องจากคนงานขอลาหยุดในวันนักขัตฤกษ์

เจ้าสุนัขตัวน้อยวิ่งไล่ตามสัตว์ประหลาดหรือกิ้งก่าที่มันไม่เคยเห็น

แต่พอได้เผชิญหน้าใกล้ ๆ เจ้าตัวแสบที่อวดดีกลับไม่ทำอะไรนอกจากเห่า ซ้ำยังรีบถอยห่างเวลาสัตว์เลื้อยคลานเดินหน้าเข้าหา

เมื่อเรียกแล้วไม่มา พัฒน์ธิดาจึงเดินเข้าไปใกล้ ๆ สัตว์เลี้ยงของตนแล้วตัดสินใจรวบตัวอุ้มมันขึ้น ทว่าพอเธอจะลุกขึ้นยืนกลับเสียหลักเพราะดันถอยหลังเหยียบเข้าที่หลุมหนึ่งขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จึงทำให้ร่างของเธอเซไป

“โอ๊ยย”

ข้อเท้าบอบบางบาดเข้ากับกระเบื้องซึ่งตั้งเตรียมไว้เป็นกองที่พร้อมจะปูในวันพรุ่งนี้

“เป็นอะไรรึเปล่าครับ” ธามไทเดินเข้าไปดูอาการ เขาอาสาจะเข้าไปประคองคนที่กำลังยืนโงนเงนเพราะเอาแต่ก้มดูแผลของตัวเองขณะที่อุ้มสุนัขไปด้วย

“มีอะไรรึเปล่า เกิดอะไรขึ้น”

เสียงทุ้มของใครบางคนเรียกให้ทั้งสองหันไปมอง

มาแล้วเหรอ!

ร่างสูงของคนที่ไม่คิดว่าจะมาป้วนเปี้ยนบริเวณนี้เดินปราดเข้ามาจนใกล้คนทั้งคู่ เขามองต่ำลงไปบริเวณข้อเท้าข้างขวาของหญิงสาวซึ่งเป็นต้นเหตุให้เธอยืนตัวตรงไม่ได้

“พอดีว่าแพมซุ่มซ่ามจนโดนกระเบื้องบาดนิดหน่อย…” สาวน้อยบอกเสียงอ่อย ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอใช้ชื่อแทนตัวเองอย่างบังอาจ สงสัยเป็นเพราะโรคกลัวเลือดทำให้สมองของเธอเปลี่ยนไป

“น่าจะลึกอยู่พอดู อาจจะต้องเย็บด้วย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มน่าฟังแต่ก็ไม่เท่ากับวันก่อนที่เขานั่งเฝ้าเธอจนตื่นขึ้นมา

พัฒน์ธิดาเหลือบมองว่าที่คู่หมั้นที่เข้ามานั่งชันเข่าเพื่อมองแผลของเธอก่อนจะสะดุ้งเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมามองกลับด้วยสายตาเรียบนิ่ง จนเธอเผลอปล่อยเจ้าแจ๊คที่ดิ้น ๆ จะลงวิ่งอยู่ร่ำไป

ไม่รู้อะไรทำให้เธอไม่หลีกหลบสายตาเขาเช่นทุกที หรือว่าเธอได้เผลอผูกพันกับเขาในเหตุการณ์เมื่อวันนั้นแล้ว รู้ตัวอีกทีร่างของตัวเองก็ถูกยกขึ้นด้วยอ้อมแขนของคนที่คาดไม่ถึง

“…อาจารย์” คนเจ็บเอ่ยเสียงเบาหวิว เมื่อตอนนี้เธอมีอีกหนึ่งอาการเข้ามาแทรก…หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม

“เดี๋ยวเราคงต้องไปโรงพยาบาลกัน รบกวนฝากคุณช่วยบอกผู้ใหญ่ให้ทีนะ” เขาหันไปพูดกับธามไทซึ่งตอนนี้ได้แต่มองตาค้างอย่างงง ๆ

“…ครับ”

ทันทีที่ชายหนุ่มอายุน้อยกว่ารับปาก ภูพรพงษ์ก็ก้าวหายไปบริเวณที่จอดรถโดยไม่สนธามไท และไม่ถามคนในอ้อมแขนสักคำว่าเต็มใจที่จะไปกับเขารึเปล่า จนคนที่เพิ่งได้สติต้องรีบทักท้วง

“แผลนิดเดียวเองค่ะ เดี๋ยวให้นมเอื้องช่วยทำให้ก็หายแล้ว”

พัฒน์ธิดารู้สึกคิดผิดที่เอ่ยออกมา คำพูดของเธอทำให้อีกฝ่ายก้มมามอง ซึ่งระยะห่างระหว่างกันทำให้หญิงสาวตระหนักได้ว่า…ช่างใกล้ ใกล้มากเกินไป

ทั้งที่วันนั้นเขาปฏิบัติต่อเธอเช่นนี้ แต่ด้วยอาการสะเทือนใจจึงไม่ได้มีอารมณ์มาตื่นเต้น

“ไม่ได้ คุณต้องไปทำแผล ทางที่ดีอย่าตัดสินใจเอง ให้หมอดูก่อน”

“แล้วแจ๊คล่ะคะ”

คิ้วเข้ม ๆ ซึ่งได้รูปอย่างน่ามองขมวดเข้าหากัน หญิงสาวจึงต้องอธิบายเพิ่ม

“คือหมาน่ะคะ…หมาของแพมยังอยู่ตรงนั้นอยู่เลย แพมกลัวว่ามันจะไปวิ่งเล่นใกล้น้ำ มันอันตราย…” ว่าแล้วก็หลุบตาลงต่ำโดยไม่ทนสบกับเขา

“หมามันมีสัญชาตญาณดีพอที่จะเอาตัวรอด แต่ถ้าคุณห่วงมาก เดี๋ยวเราค่อยโทร.บอกคนที่บ้านให้ช่วยดูให้หน่อย”

คำว่า ‘เรา’ ทำให้อุณหภูมิกายคนฟังร้อนผ่าวผิดปกติ ซ้ำหัวใจยังเต้นกระหน่ำ

พัฒน์ธิดากลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ตัวเกร็งจนร่างกายแทบไม่ยอมหายใจ เธอทำได้แค่นิ่งเป็นหุ่น โดยพยายามปิดบังความตื่นเต้นในกายไม่ให้เขารู้

จะบาปไหมคะ ถ้าหนูดันเผลอคิดอะไรแปลก ๆ กับอาจารย์เข้า…

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 127 ครั้ง

1,086 ความคิดเห็น

  1. #1076 Jakkaran55 (@Jakkaran55) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 18:45
    ซวยซ้ำซวยซ้อน
    #1076
    0
  2. #74 sitcha (@orasit) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 18:14
    Happy รึเปล่า
    #74
    1