เสน่หาหวนรัก - REUP (ทำมือ)

ตอนที่ 55 : บทที่ 31 ดั่งพายุที่โหมกระหน่ำ (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,503
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 129 ครั้ง
    27 ธ.ค. 61

สุวรรณวดีที่ฟังลูกชายด้วยดวงตาแดงก่ำ หัวใจรวดร้าว เบือนหน้าหนีไม่อาจทนเห็นใบหน้าของลูกชายที่บอกเล่าถึงสิ่งที่เธอละเลยเขา

“จนผมได้เจอกับข้าว ผมรู้สึกว่าตัวเองอยากเป็นคนดีให้เธอภูมิใจ ควงได้อย่างไม่อายใคร เพราะเธอจริงใจกับผมและใสซื่อจนคนเลว ๆ อย่างผมคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ยิ่งได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เราก็ยิ่งเติมเต็มกันและกันจนผมลืมสิ่งที่เป็นบาดแผลในหัวใจ แต่แล้ววันหนึ่ง สวรรค์ก็ล่มไปต่อหน้าเพราะว่าผู้หญิงที่ผมรักมากที่สุดรับเงินจากแม่เพื่อไปจากผม แล้วเธอยังเลือกที่จะไปแต่งงานกับคนอื่นอีก”

น้ำเสียงเขาสั่น หากแต่คงไม่เท่าจิตใจของคนเป็นแม่ที่นึกละอายตัวเองหนัก เพราะถูกเปรียบเทียบกับผู้หญิงอีกคนที่อายุคราวลูกซึ่งเธอสามารถเปลี่ยนแปลงลูกชายเธอและสามารถดูแลเขาได้ดีกว่า

“ตอนนี้ผมรู้ความจริงทุกอย่างแล้ว ผมเลิกกับข้าวไม่ได้จริง ๆ แม่เข้าใจผมแล้วใช่ไหมครับ”

 

ร่างสูงของทายาทคนโตเดินลงบันไดช้า ๆ นัยน์ตาของเขาแดงช้ำ แม้ว่าตอนนี้มันจะเหือดแห้งไปแล้วแต่ยังคงเหลือเพียงรอยร้าวบนดวงตาคู่นั้นไว้

ทันทีที่ก้าวถึงขั้นสุดท้ายธนเศรษฐ์ก็ดันเจอเข้ากับเหมวิทย์ซึ่งกำลังเดินสวนมา ดูเหมือนว่าฝ่ายนั้นจะแปลกใจไม่น้อยที่เขาอยู่ที่นี่ แต่เพียงครู่เดียวลูกพี่ลูกน้องก็เปลี่ยนสีหน้าไปเป็นเย้ยหยัน ซึ่งเรื่องนี้เขารู้จากเพื่อนของหม่อมหลวงสาวที่ตีสนิทด้วยเพราะจะได้รู้ข่าวคราวของเธอ

“แค่โดนถอนหมั้นนี่ถึงกับต้องร้องไห้เป็นไอ้ลูกแหง่เลยเหรอ”

ธนเศรษฐ์ไม่ใส่ใจเขาเดินต่อไปจนเกือบจะเลยผ่านคนปากไม่ดี แต่คำพูดของเหมวิทย์ก็ยังกัดเขาไม่ยอมเลิกรา

“ขอบคุณนะที่อุตส่าห์ยกคู่หมั้นให้ แต่ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าแม่ผู้ช่วยเลขาฯ สาวที่ลาออกไปมีอะไรเด็ด ท่านประธานใหญ่ถึงได้หลงมัวเมาขนาดไปคว้ามา...สงสัยลีลาคงจะไม่ธรรมดา”

หมดความอดทนธนเศรษฐ์ก็กระชากเสื้อของเหมวิทย์พร้อมกับลงหมัดไปทีหนึ่ง จนอีกฝ่ายมีแผลที่มุมปากแต่ก็ยังยิ้มเย้ยออกมาได้

“อย่ามาพูดจาพล่อย ๆ แบบนี้อีก!”

คนที่ไม่ได้เห็นธนเศรษฐ์โกรธมานานรีบพูดกระหน่ำซ้ำใส่ลูกพี่ลูกน้องที่ถือว่าเป็นศัตรูอย่างไม่เลิกรา “สงสัยจะจริง เพราะแค่พูดถึง ยังโกรธแทนกันถึงขนาดนี้เลย ว้า อยากลองดูสักครั้งจัง”

พูดจบเพียงเท่านั้นร่างของเหมวิทย์ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นแล้วใบหน้าก็ถูกกระหน่ำซัดด้วยแรงต่อยไม่ยั้งจนเจ้าตัวต้องตะโกนออกมาดัง ๆ เรียกให้คนที่อยู่ในบ้านแตกตื่นรีบวิ่งออกมาดู

“หยุดนะ เจ้านาย ทำไมทำกันถึงขนาดนี้!” ปภัสรารีบวิ่งเข้ามาดูลูกชายพร้อมทั้งผลักร่างของธนเศรษฐ์ออกไปอย่างแรง

“ชาย ชายเจ็บมากไหมลูก ไปโรงพยาบาลเถอะ” สะใภ้คนรองทนเห็นอาการฟกช้ำ ปากแตก เลือดออกของลูกชายคนโตของตัวเองไม่ไหว เธอหันไปพูดกับพ่อและแม่สามีที่ยืนอยู่ในเหตุการณ์

“คุณพ่อคุณแม่คะ กบไม่ยอมนะคะ ทำไมหลานรักของคุณพ่อถึงได้ทำกับเจ้าชายขนาดนี้ โถ ลูกแม่”

ปภัสราร้องไห้ ขณะที่เจ้าสัวสุวัฒน์และเพ็ญแขลำบากใจ ถึงแม้จะบ่อยครั้งที่ธนเศรษฐ์กับเหมวิทย์ทะเลาะกันมาตั้งแต่เด็ก แต่หนักที่สุดก็คงจะไม่พ้นครั้งนี้ ยิ่งได้เห็นเลือดของเหมวิทย์ที่ไหลออกมาจากแผลที่แตกก็ยิ่งเห็นว่ารุนแรง

“มันเกิดอะไรขึ้นเจ้านาย” คนเป็นใหญ่ที่สุดในบ้านเริ่มสอบสวน หากแต่ปภัสราคิดว่ามันไม่เป็นธรรม

“คุณพ่อไปถามเจ้านายได้ยังไงคะ คุณพ่อต้องถามคนที่ถูกกระทำอย่างลูกชายสิคะ”

“แล้วลูกหล่อนพูดได้รึเปล่าล่ะ เลือดเต็มปากออกอย่างนั้น”

มันก็จริงอย่างที่เขาว่า แต่การจะสอบถามธนเศรษฐ์ฝ่ายเดียวก็ดูจะไม่เป็นธรรม

คนที่เป็นผู้ต้องหายอมถอยหลังออกไปโดยไม่รู้สึกหวาดหวั่นต่อสายตาของคนในบ้านที่มองมาทั้งด่าทอและผิดหวัง เพราะที่ผ่านมาเขาชินชากับมันมามากจนไม่รู้สึกอะไร

“ถ้าชายมันรู้จักทำงานได้อย่างปากชีวิตคงจะดีกว่านี้เยอะ”

“เจ้านาย!” ปภัสราโกรธแทนจนทำท่าจะลุกขึ้นตบหลานนอกไส้ที่เธอไม่เคยนึกรักและเอ็นดู

“หยุดนะ!”

เสียงของใครบางคนที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นสองออกปากห้าม โดยที่ทั้งเจ้าสัวสุวัฒน์กับเพ็ญแขก็ไม่ไวพอที่จะหยุดยั้งสถานการณ์นี้ได้

“อย่าแตะต้องลูกชายฉัน” สุวรรณวดีเอ่ยห้าม เธอยืนด้วยขาทั้งสองข้างต่างจากปกติที่นั่งบนรถเข็นจนชินตา

ปภัสราเม้มปากแน่น เก็บมือที่กำลังจะง้างฟาดธนเศรษฐ์ลง หากแต่พอหันไปตามเสียงเธอก็อดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นสะใภ้ใหญ่ที่เคยนั่งรถเข็นมาตลอดหลายปียืนอยู่ตรงหน้าเธอ

“นี่คุณพี่...” หน้าของเธอซีดไร้สีเลือดราวกับคนกลัวความผิด

“ทำไม ตกใจมากรึไงที่ฉันเดินได้แล้ว” ปภัสราหันไปมองพ่อแม่สามีว่าพวกท่านจะแปลกใจเหมือนเธอรึเปล่า แต่นั่นก็ไม่ พวกเขาวางสีหน้าที่ไม่ได้มีแม้แต่ความแปลกใจเลยสักนิด ซึ่งนั่นยิ่งทำให้คนมีความผิดติดตัวรู้สึกกลัวมากขึ้นไปอีก

“กะ ก็อยู่ ๆ คุณพี่...เดินได้ยังไง” ปภัสราแทบลืมเรื่องที่จะหาเรื่องทำร้ายธนเศรษฐ์ไปสิ้น

“ทำไม หึ คงคิดสินะว่าฉันจะต้องพิการไปตลอดชีวิต!” สุวรรณวดีปรายตา ทั้งยังยกยิ้มเหี้ยมเกรียมให้อีกฝ่ายทำให้สะใภ้รองหน้าซีดลงไปอีก “เรื่องที่เธอเคยทำผิดร้ายแรงไว้กับฉัน กับบริษัท คงถึงเวลาสะสางแล้วสินะ”

ย้อนความถึงเรื่องเมื่อหกปีก่อนที่เธอกำลังจะเดินทางไปเยี่ยมธนเศรษฐ์ที่โรงพยาบาลหลังจากลูกชายประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ถึงขั้นเจ็บหนัก แต่ในตอนนั้นที่กำลังเดินข้ามถนนไปที่รถซึ่งจอดไว้หน้าตึกของบริษัทก็มีรถยนต์คันหนึ่งพุ่งเข้ามาชน ซึ่งพอตำรวจสอบสวนก็ทราบว่าเป็นรถที่ถูกขโมยมาไม่สามารถทราบตัวคนขับได้ คดีจึงยืดเยื้อมาหลายปี

กระทั่งเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีอดีตคนขับรถของปภัสราได้เอาเรื่องนี้มาบอกเธอในสภาพที่เจ้าตัวเจ็บแทบปางตาย เขาหนีไปได้หลายปีกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ร้อนเงินจากการเป็นหนี้มาเฟียจึงกลับมาหาปภัสรา ทว่าฝ่ายนั้นไม่ได้ให้เงินตามคำขอ หล่อนให้คนจัดการเพื่อปิดปาก ซึ่งโชคดีว่าผู้ต้องหาคนนั้นยังมีโอกาสหนีรอดกลับมา หากแต่ก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วันหลังจากนั้น

พอปะติดปะต่อเรื่องราวก็ชี้ชัดได้ว่าเหตุการณ์นั่นคนอยู่เบื้องหลังต้องเป็นปภัสราอย่างที่นึกสงสัยแต่ทีแรก เพราะตอนนั้นเธอเพิ่งจะมีปากเสียงกับหล่อนหลังจากลงมาจากตึกเพราะเรื่องที่หล่อนโกงเงินบริษัท

ดีว่ากระดูกไขสันหลังไม่ได้กระทบกระเทือนอะไรมาก จึงไม่ทำให้ถึงกับเป็นอัมพาตครึ่งท่อน ทว่าสุวรรณวดีก็ต้องทำกายภาพและใช้เวลาในการหัดเดินใหม่ ซึ่งเรื่องนี้มีเพียงพ่อแม่สามีที่เธอไว้วางใจเท่านั้นที่รู้ เพราะปล่อยตามเลยที่พยาบาลซึ่งดูแลเธอคนแรกหลุดปากไปบอกพวกเขา นอกจากเรื่องนี้จะนำมาเป็นเครื่องมือข่มขู่ลูกชายให้ยอมทำตามที่เธอต้องการแล้ว ยังต้องการหลอกปภัสราให้ตายใจเพราะอยากให้หล่อนเห็นเธอเพียงคนพิการที่ทำอะไรไม่ได้เพื่อที่จะจับตามองพฤติกรรมของหล่อนว่าจะทำอะไรต่อจากนี้บ้าง

“คุณพี่พูดเรื่องอะไร น้องไม่ได้ทำอะไรคุณพี่ ไม่ได้ทำอะไรกับบริษัทสักหน่อย!”

“ก็เธอเป็นคนสั่งให้คนขับรถเก่าของเธอมันชนฉันไง!”

“จริงเหรอ ยายกบ” เพ็ญแขอุทานด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าสะใภ้ที่แม้ว่าจะมีท่าทีหัวสูงและทำตัวหยิ่งบ้างจะร้ายกาจถึงขนาดนี้

“ไม่ใช่แค่นั้นนะคะคุณแม่ ยังมีเรื่องยัดยอกเงิน ฟอกเงิน ที่แอบเอาไปลงบ่อน เรื่องนี้คุณพ่อท่านก็รู้ค่ะ แต่ที่ท่านไม่พูดเพราะไม่อยากให้ยายหญิงรู้ว่าแม่ตัวเองมันแย่ขนาดไหนต่างหาก!”

หัทยาเป็นคนใสซื่อซึ่งเป็นหลานสาวคนเดียวที่อัศวเศวตรกุลมี พ่อและแม่สามีจึงไม่อยากให้หลานต้องมารู้เรื่องพวกนี้ด้วย โชคดีว่าวันนี้หัทยามีทริปไปต่างจังหวัดจึงไม่ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้

ปภัสราลอบมองพ่อแม่สามีที่เธอเคยเข้าหน้ากับท่านได้อย่างเต็มตา แต่ตอนนี้กลับสู้หน้าไม่ได้อีก ยิ่งสายตาของทั้งสองทอดมองมาอย่างผิดหวัง ก็ทำให้คนที่กว่าจะใช้ความพยายามไต่จากพนักงานตัวเล็ก ๆ ขึ้นมาเป็นสะใภ้รองต้องรู้สึกกลัวจนจิตใจสั่นคลอนกับความไม่มั่นคงของฐานะตัวเอง

“กบไม่ได้ทำนะคะ กบไม่ได้ทำ…” หล่อนร้องไห้พร้อมกับคร่ำครวญเพียงเท่านั้นหล่อนก็เป็นลมล้มไปกองอยู่บนพื้น

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 129 ครั้ง

1,287 ความคิดเห็น