เสน่หาหวนรัก - REUP (ทำมือ)

ตอนที่ 54 : บทที่ 31 ดั่งพายุที่โหมกระหน่ำ (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,192
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    25 ธ.ค. 61

มือของสะใภ้ใหญ่อัศวเศวตรกุลกำโทรศัพท์แน่นด้วยความโกรธจัด เมื่อได้ทราบจากสายที่ติดต่อมาเมื่อครู่ว่า หม่อมหลวงวรัมพรต้องการจะขอถอนหมั้นจากธนเศรษฐ์ ซึ่งเรื่องนี้นริศราเป็นฝ่ายมาบอกข่าว

คนที่วังภูวไนยก็ดูเหมือนจะตั้งตัวไม่ทันกับการกระทำของราชนิกุลสาวเช่นเดียวกัน เธออ้างว่าต้องการเต็มที่กับการเรียนต่อและไม่อยากรั้งธนเศรษฐ์ไว้ให้เสียเวลา ชายหนุ่มยังมีโอกาสพบเจอคนที่พร้อมจะดูแลเขาได้ดีกว่าเธอมาก เช่นเดียวกับเธอที่ต้องการคนวัยเดียวกันมากกว่า

นริศราเอ่ยขอโทษแทนลูกสาว ที่จริงแล้วเธอก็ไม่ได้ต้องการให้เป็นเช่นนี้ เธออ้างว่าค้านความต้องการของลูกจนถึงที่สุดแล้วถึงขั้นมีปากเสียงกับลูกสาว ทว่าในที่สุดหล่อนก็ขัดสามีที่ตามใจลูกสาวไม่ได้

ทั้งยังบอกด้วยว่าภายในสัปดาห์หน้าหม่อมราชวงศ์วรพันธ์และเธอจะเข้าพบเพื่อขอโทษอย่างเป็นทางการ ซึ่งในส่วนของหมั้น ทางภูวไนยจะคืนให้ทุกอย่าง ทั้งยังขอมอบกำไรหลังจาก Siam Garish เปิดสี่ปีแรกที่ภูวไนยควรจะได้ทั้งหมดให้แก่อัศวเศวตรกุลเป็นการไถ่โทษ

แม้จะดูมากมายแต่เทียบไม่ได้ถ้าหากธนเศรษฐ์ได้แต่งกับราชนิกุลสาว ซึ่งผลประโยชน์เหล่านั้นจะก่อเกิดในระยะยาวและมีมูลค่ามหาศาล แต่ทุกอย่างกลับพังทลายไปหมด

สะใภ้ที่คู่ควรและเกื้อหนุนเหมาะกับทายาทคนโตของอัศวเศวตรกุลไม่มีใครเหมาะไปกว่าหม่อมหลวงวรัมพร แล้วต่อจากนี้เธอจะไปหาใครที่เหมาะสมได้มากเช่นนี้อีก

อารมณ์ยังไม่ทันเย็นลง เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น ร่างสูงของลูกชายก้าวเข้ามาในห้อง เขายกมือไหว้แล้วนั่งเยื้องกับโซฟาที่เธอนั่งอยู่

คนเป็นลูกชายเห็นสีหน้าของมารดาก็พอมองออกทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนว่าหม่อมหลวงวรัมพรจะใจร้อนกว่าที่เขาคิดไว้มาก

“หนูฟ้าขอถอนหมั้น เรื่องนี้แกรู้รึยัง” เสียงของมารดาดังด้วยแรงอารมณ์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนที่ชินกับการรองรับอยู่บ่อยครั้งรู้สึกตระหนกตกใจ

“ทราบแล้วครับ” เขาบอกด้วยสีหน้าที่ไม่สะทกสะท้านทั้งแววตายังดูเป็นประกายคล้ายจะดีใจเสียมากกว่า

“รู้แล้ว แล้วทำไมแกยังดูนิ่งเฉยได้ล่ะ อ้อ หรือว่าแกรอเวลานี้อยู่ใช่ไหม เรื่องนี้เป็นเพราะแกใช่ไหม หนูฟ้าเขาถึงได้เอ่ยปากพูดออกมา!” สุวรรณวดีทุบเบาะแสดงท่าทีไม่พอใจกับการกระทำของลูกชาย เรื่องนี้จะต้องเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นแน่ ๆ!

“ที่ผมมาวันนี้ก็จะมาบอกแม่เรื่องนี้เหมือนกัน” เขาดูไม่ทุกข์ร้อนใด ๆ อย่างที่เคยคุ้นในสายตามารดา เปลี่ยนไปก็แต่นัยน์ตาที่ไม่ได้เย็นชาคอยเชื่อฟังคนเป็นแม่อีกต่อไป

“เป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นใช่ไหมเลยทำให้หนูฟ้าถอนหมั้นจากแก หนูฟ้าเธอรู้เรื่องผู้หญิงคนนั้นแล้วใช่รึเปล่า”

ธนเศรษฐ์เผยยิ้มที่นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีส่งให้มารดา “เธอชื่อข้าวครับ ชื่อจริงชื่อชนกานต์”

“เจ้านาย!”

“...”

เมื่อเห็นว่าลูกชายเพียงยิ้มแต่ไม่พูดต่อ สุวรรณวดีก็ยิ่งไม่พอใจหนัก เธออุตส่าห์ทำให้เขากลับมาอยู่ในลู่ทางที่ควรจะเป็นแล้ว และเธอจะไม่ยอมให้เขาเสียคนไปเพราะผู้หญิงเพียงคนเดียวเป็นอันขาด!

“นายไม่รักแม่แล้วใช่ไหม เจ้าขุนเขาบอกนายว่ายังไง แล้วพ่อล่ะ นายลืมคำพูดของพวกเขาไปหมดแล้วเหรอ”

ธนเศรษฐ์ถอนหายใจ แม่มักจะนำอดีตที่เป็นแผลในใจเขาขุดออกมาย้ำเตือนราวกับใช้มันเป็นเครื่องมือในการชักจูงเพื่อให้เขาทำตามท่าน แม้ว่าตอนนี้แผลของเขาจะยังไม่หาย หากแต่แม่ไม่สามารถที่จะนำมันมาข่มขู่เขาได้เหมือนที่ผ่านมา

“ผมจำได้ดี แล้วก็ไม่เคยลืม แต่เรื่องที่ผมต้องทำตามทุกความต้องการของแม่โดยไม่มีเหตุผล อย่างเรื่องการแต่งงานกับฟ้าแล้วพ่อกับพี่ขุนก็คงไม่เห็นด้วยแน่ ๆ ถ้ารู้ว่าผมไม่เต็มใจ”

สุวรรณวดีเม้มปากแน่น สายตาของเธอมองลูกชายอย่างตัดพ้อและน้อยใจ ซึ่งน้อยครั้งจะแสดงให้เห็น

เป็นครั้งแรกที่ลูกชายกล้าปัดเรื่องพ่อและพี่ชายที่เธอใช้เป็นเครื่องย้ำเตือนเขาให้เห็นถึงความสำคัญของเธอ เพราะคนเป็นแม่รู้ดีว่าแม้ภายนอกของธนเศรษฐ์จะดูก้าวร้าว แต่เรื่องนี้เป็นแผลใหญ่ที่ยากจะรักษาหาย

“แล้วเรื่องที่ทำให้แม่เดินไม่ได้ล่ะ เจ้านายจำไม่ได้แล้วเหรอว่าที่แม่เดินไม่ได้ก็เพราะตัวเอง!”

“แม่เดินได้ แต่แม่เลือกที่จะไม่เดิน”

“เจ้านาย!”

คำว่า กตัญญู นั้นแปลว่า รู้คุณ ระลึกถึงบุญคุณกับผู้อุปการะ เลี้ยงดู หรือทำคุณให้ ซึ่งเขาไม่เคยลืม ทว่าก็ต้องแยกแยะระหว่างความสุขกับการตอบแทนพระคุณด้วยเช่นกัน

เพราะตอนนี้แม่ยังยึดติดแต่เพียงฐานะและทรัพย์สินตามที่อ้างว่าพ่อต้องการให้เป็นเช่นนี้ ไม่ได้สนในเรื่องความสุขของเขาที่เป็นลูกหรือแม้แต่ตัวท่านเอง

“ผมพยายามบอกให้แม่ลองเดินดูหลายครั้งแล้ว แต่แม่ก็เลือกที่จะไม่ทำ แต่กลับใช้มันเป็นเครื่องต่อรองผม”

สุวรรณวดีเบิกตากว้างกับคำพูดที่หาญกล้าของลูกชาย “แกรู้ไหมว่ากำลังพูดอะไรออกมา แกคิดว่ามันหัดกันได้ง่าย ๆ รึไง”

“ผมไม่รู้ว่าแม่ทำไปเพื่ออะไร เพื่อรั้งผมไว้ หรือว่าให้ผมเชื่อตามคำสั่ง…แต่ว่าที่ผมรู้แน่ ๆ คือแม่เดินได้แล้ว ผมรู้นานแล้ว แต่แม่ก็ยังใช้เรื่องนี้คอยเตือนผมอยู่ตลอดว่ามันเป็นความผิดของผม เป็นตราบาปที่ทำให้ลูกอย่างผมเกือบจะฆ่าตัวตายเพราะคิดว่าตัวเองทำให้พ่อกับพี่ต้องตาย แล้วแม่ก็ต้องพิการอีก” คนไม่เคยแสดงความอ่อนแอน้ำตาคลอขึ้น เขายกมือทั้งสองข้างลูบหน้าก่อนจะพูดต่อ โดยไม่ได้เห็นว่าตอนนี้สีหน้ามารดาเริ่มซีดเซียวมากเพียงใด

“แกคิดว่าแม่หลอกแกเหรอ แกคิดว่าแม่จะยอมนั่งบนรถเข็นให้คนอื่นด่าว่าพิการ แม่จะทำอย่างนั้นไปทำไม” เธอพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่แฝงด้วยความละอาย

“ผมก็คิดแบบนั้นมาตลอดเหมือนกัน แต่แล้ววันหนึ่งผมก็ได้รู้จากพยาบาลคนแรกที่ช่วยแม่ทำกายภาพบำบัดว่าแม่เดินได้แล้ว แต่ผมไม่เชื่อจนกระทั่งได้เห็นมันกับตา จากนั้นแม่ไล่เธอออกเพราะเธอดันไปพูดให้คนในบ้านฟังว่าแม่เดินได้...แม่เลยยอมเปิดเผยกับทุกคนแต่มีผมคนเดียวที่แม่ไม่ให้รู้... แม่ใจร้ายกับผมมาก” ธนเศรษฐ์เริ่มน้ำตาคลอ

เขาจำได้ดีว่าแม่เคยยื่นเอกสารหย่าที่ชนกานต์เซ็นแล้วให้เขาเซ็นลงไปเมื่อตอนเจ็บหนักอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนนั้นแม่พยายามพูดให้เขาเกลียดผู้หญิงที่เขารัก ทั้งยังนำภาพถ่ายของชนกานต์ที่อยู่กับกรุณอย่างใกล้ชิดนำมาเพื่อตอกย้ำเขา ด้วยความโกรธและน้อยใจเขาจึงเซ็นเอกสารลงไป ซึ่งเหตุการณ์นั้นเกิดหลังจากที่แม่ถูกรถชนจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาเซ็นเอกสารหย่าลงไปเพื่อผู้ให้กำเนิดด้วยเช่นกัน

ทว่าพอมาเห็นภาพที่คนเป็นแม่ยืนได้ด้วยขาทั้งสองข้างกลับทำเขาพูดไม่ออกเมื่อตอนนั้นเขาพร้อมเปลี่ยนตัวเองเพื่อจะเอาใจท่าน จากที่เคยคิดจะดูแลมารดาอย่างใกล้ชิดกลับกลายว่าเป็นเหินห่าง ความเป็นแม่ลูกระหว่างกันดูไกลมากไปทุกที แต่เขาก็ยังอยู่กับท่านเพราะคิดว่าตัวเองได้ทำให้ชีวิตของคนเป็นแม่ไม่เหลืออะไร

แต่สำหรับแม่ เขาไม่รู้ว่าที่จริงแล้วแม่เห็นเขาเป็นอะไรกันแน่

สุวรรณวดีสะอึก เธอรู้สึกเจ็บและจุกจนพูดไม่ออก นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกชายคนเล็กซึ่งมักเก็บความรู้สึกนึกคิดเอาไว้คนเดียวระบายความออกมา

ทุกอย่างที่เธอทำก็เพื่อธนเศรษฐ์ เธอเหลือเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น เธอผิดนักหรือที่คิดว่าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อเขา แม้กระทั่งยอมนั่งรถเข็นเพื่อนำมาขู่ลูกชายให้เขาตามคำสั่ง เธอก็ยอมทำ

มันทำให้สุวรรณวดีนึกละอายตัวเอง เธอเข้าใจมาตลอดว่าที่ผ่านมาลูกชายยอมทำตามคำสั่งเธอก็เพราะคิดว่าความสงสารแม่ที่พิการ แต่มันไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นที่ผ่านมาธนเศรษฐ์จะยอมทำตามที่เธอบอกเพื่ออะไรกันล่ะ ทั้งการตั้งใจทำงานจนเข้าตาพ่อสามี รวมถึงการหมั้นกับหม่อมหลวงวรัมพร

“แล้วทำไมนายถึงยอมแม่ล่ะ ถ้านายรู้ว่าแม่ไม่ได้พิการแล้วทำไมนายไม่หนีไปหาผู้หญิงคนนั้นหรือหนีไปที่ไหนก็ได้ตามที่นายเคยทำไง จะอยู่ที่นี่ ยอมทำตามแม่เพื่ออะไร” เพราะเธอรู้ดีว่าปกติแล้วถ้าหากธนเศรษฐ์ถูกบังคับมาก ๆ เขาก็จะหนีเหมือนช่วงวัยรุ่น แต่นี่ไม่ใช่ เขายอมทำตามที่เธอคาดหวังจนเกือบจะสำเร็จสมบูรณ์ทุกอย่าง เว้นเสียแต่เรื่องถอนหมั้น

“ก็เพราะแม่เป็นแม่ของผม” ธนเศรษฐ์หลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะลืมตาแดง ๆ ขึ้น โดยไม่สบตามารดา “มันทำให้ผมรู้สึกแย่ที่ทำให้แม่ต้องยอมนั่งรถเข็นเพื่อใช้ขู่ให้ผมทำตาม ผมก็เลยอยากจะทำให้แม่ภูมิใจในลูกที่ไม่เคยรักสักครั้ง แต่ผมก็คงทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้ข้าวหลุดออกจากชีวิตผมอีกครั้ง ยิ่งหลังจากที่รู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะเลิกกับผม แต่มันเป็นเพราะความจำเป็น”

“…”

“ตั้งแต่พ่อตาย แม่ก็ไม่อยากมองหน้าผม สนใจแต่พี่ขุน พอพี่ขุนตาย แม่ก็ยิ่งไม่อยากเข้าใกล้จนผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นขยะ...ทั้งที่บางทีผมก็รู้สึกดีที่แม่ด่าเพราะคิดว่าแม่เป็นห่วง แต่พอเห็นแม่กอดพี่ขุน แสดงความรักกับเขา มันก็ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกและที่ผมทำทุกอย่าง ทั้งกินเหล้า สูบบุหรี่ เกเรมีเรื่องก็เพื่อจะเรียกร้องความสนใจจากแม่เท่านั้น…ความรักของแม่เป็นสิ่งที่ผมโหยหาและอยากได้กลับคืนมาตลอด”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

1,287 ความคิดเห็น