ผูกรักเพียงใจ -(ตอนพิเศษ นอกเล่ม) สนพ.เขียนฝัน

ตอนที่ 2 : เหตุที่ชัง Rewrite

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,272
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    8 ส.ค. 59

                เสียงประตูม้วนเหล็กดังขึ้นเมื่อเด็กในร้านขายข้าวหน้าเป็ด ‘เจ๊หลี่’ ดึงมันลงเมื่อถึงเวลาปิดร้าน เด็กๆช่วยกันเก็บเก้าอี้ทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมตามคำสั่งเจ๊ใหญ่ที่คอยกำชับเรื่องความสะอาดอย่างใกล้ชิด

ลื้อๆถูทางนี้ด้วย อย่าซี้ซั่วถูมั่วสิ ถูๆให้ไปทางเดียวกัน” เจ๊ใหญ่คอยกำกับสั่งให้อาออง ลูกจ้างชาวพม่าเช็ดถูให้เกลี้ยงเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ไม่วุ่นวายในตอนเช้า

          เจ๊หลี่มักจะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ใครไปใครมาก็จะรู้ว่า นี่คือเจ้าของร้าน ผมของเธอดัดลอนเล็ก และถูกตัดสั้น เธอมักจะชอบใส่สร้อยและต่างหูทองเสมอตามความชอบส่วนตัวตัดกับผิวขาวเหลืองของเจ๊ซึ่งมันทำให้เครื่องประดับนั้นโดดเด่นจนลูกสาวต้องออกปากเตือนและบ่นด้วยความเป็นห่วงอยู่บ่อยๆ

          เมื่อทุกอย่างในร้านเรียบร้อยเจ๊เจ้าของร้านก็จ่ายค่าแรงให้ลูกจ้างก่อนจะล็อกประตูบานเล็กหน้าร้านให้เรียบร้อย

          ร้านข้าวหน้าเป็ดเจ๊หลี่ขึ้นชื่อร้านดังที่ต้องห้ามพลาด ทางร้านได้รับรางวัลและคำชื่นชมแนะนำมากมายจากรายการอาหารชื่อดังที่รับประกันความอร่อย ใครไปใครมาก็ต้องผ่านมาแวะชวนแวะชิมกัน

แม้ว่าจะมีความสามารถมากพอที่จะขยายร้านตามคำแนะนำของลูกสาว แต่เธอก็ไม่คิดจะทำเพราะเกินความดูแลและควบคุมรสชาติอาหารได้ยาก แค่ห้องแถวสองห้องสามชั้นก็เกินพอแล้วที่ทำให้หล่อนและลูกมีกินมีใช้อย่างไม่ขัดสนเหมือนในอดีต

ร่างท้วมเดินบันไดขึ้นชั้นสองแล้วเปิดประตูกระจกที่แบ่งกั้นทำเป็นห้องพักผ่อนหลังจากที่ปิดร้านแล้ว หล่อนย่างไปที่โซฟาหนังสีน้ำตาลตัวใหญ่เพื่อรอดูละครหลังข่าวเรื่องโปรด โซฟาตัวนี้ลูกสาวเพิ่งซื้อเข้ามาประมาณสามหมื่นกว่าบาทเมื่อเดือนที่แล้วซึ่งเธอก็บอกลูกแล้วว่าอย่าซื้อเพราะราคาค่อนข้างแพงแต่เธอก็ยังคงไม่ฟัง เธอบอกว่าอยากให้ม้าได้นั่งดูละครสบายๆแม้จะซาบซึ้งใจแต่ก็อดเกรงใจไม่ได้ที่ลูกสาวจะมาใช้เงินฟุ่มเฟือยเพื่อซื้อของให้ 

          “อาหลินนี่ลื๊อยังไม่ไปอาบน้ำอีกเหรอ” หล่อนบ่นลูกสาวที่นอนเหยียดขาอยู่บนโซฟาเดียวกันราวกับเป็นเด็ก...ทั้งที่กำลังเข้าสู่เลขสาม(สิบ)แล้ว

          “ยังอ่ะม๊า อีกแป๊บบเดี๋ยวอีก สิบนาทีจะครบละ” อารยาหมายถึงครบกำหนดการบำรุงหน้า เธอตอบมารดาด้วยเสียงอู้อี้ เนื่องจากแผ่นมาร์คบำรุงที่ติดแปะอยู่บนใบหน้า

           ชีวิตสุดสัปดาห์มักจะเป็นเช่นนี้ประจำ ใช้ชีวิตตามประสาแม่ลูก...แม่ดูละคร ลูกก็หาอะไรทำ บ้างก็อ่านนิตยสาร หรือถ้าหากละครต้องตาก็จะดูเป็นเพื่อนกัน

            ถึงวันศุกร์เมื่อใดแล้วอารยาก็มักจะกลับมานอนกับม๊าที่บ้าน หลังจากทำงานประจำในตัวเมืองตลอดห้าวันซึ่งพักอยู่คอนโดไม่ไกลจากที่ทำงานมานัก

          เฉกเช่นขณะนี้ลูกสาวนั่งใช้สมารท์โฟน แม่ก็เปลี่ยนช่องทีวีฆ่าเวลาก่อนละครจะมาจนสะดุดกับข่าวที่ได้เปิดผ่านมาเจอเมื่อครู่ เนื้อหาของข่าวนั้นสะดุดหูจึงทำให้มือของเจ๊หลี่ต้องกดย้อนกลับไปเพื่อฟังต่อให้จบ

           '...แม่จูงลูกเข้าแจ้งความพร้อมทั้งขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณา หลังถูกพ่อแท้ๆข่มขืนมานับสิบปี...'

         สองแม่ลูกนั่งฟังข่าวอย่างตั้งใจด้วยความรู้สึกทั้งสงสารและเห็นใจหนูน้อยผู้เคราะห์ร้าย 

          "หืออ...ทำไมพ่อมันเลวอย่างงี้อ่ะ" อารยาพูดแทรกขึ้นทันทีหลังจากหยิบแผ่นมาร์คหน้าออก พอได้ยินเรื่องสะเทือนใจเช่นนี้ทีไรก็อดที่จะบ่นด่าออกมาไม่ได้

แม้ว่าก่อนหน้าที่นักข่าวกำลังพูดเธอกำลังพิมพ์ข้อความคุยกับเพื่อนอยู่ แต่หูของเธอนั้นก็ยังคงได้ยินเรื่องราวทุกอย่างชัดเจน

           "คนชั่วๆอย่างนี้ต้องเอาไปประหาร! จะได้สิ้นบ้านสิ้นเมือง" ม๊าพูดขึ้นอย่างเหลืออด เธอก็เช่นกันจะจี๊ดได้ทุกครั้งไม่ต่างจากลูกสาวเมื่อได้ยินข่าวหรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับเพศชายเป็นผู้ทำร้ายและเหยียดหยามศักดิ์ศรีของผู้หญิง

           "ทำไมเดี๋ยวนี้โลกนี้มันอยู่ยากขึ้นทุกวัน" อารยาเองก็อดกลัวไม่ได้ ถ้าหากรวมเหตุการณ์เมื่อวันก่อนที่เธอเจอแล้วละก็ ภัยมันใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด ทุกคนไม่ตระหนักเพราะเห็นในข่าวทุกวันจนชินชา หากใครจะรู้ว่าวันหนึ่งจะกลับมาเกิดขึ้นกับตนเอง แต่เธอไม่ได้เล่าให้ม๊าฟังหรอก เพราะกลัวว่าม๊าจะเป็นห่วงจนต้องสั่งให้ย้ายกลับมาอยู่ด้วยกัน

           "อาหลิน ลื๊อก็เหมือนกัน จะไปไหนมาไหนก็ต้องระวังด้วยเข้าใจไหม อย่าเดินเปลี่ยวๆ ทำอะไรคนเดียว" ม๊ามักจะพูดเตือนเช่นนี้อยู่เสมอ "แล้วเรื่องผู้ชายอ่ะ ถ้าจะคบกับใครดูดีๆเข้าใจมะ ไม่ดีก็อย่าไปเอา ดูกันนานๆ อย่าไปเสียรู้มันล่ะ เป็นผู้หญิงต้องรู้จักรักนวลสงวนตัว ถ้าไม่แต่งงานก็อย่าคิดจะเสียตัวให้มัน เข้าใจไหม"

          ม๊าพร่ำสอนเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อเธออยู่ในวัยเด็กจนโตเป็นสาว(เต็มวัย) ม๊าก็ยังคงย้ำอยู่ตลอด ซึ่งเธอรู้ดีว่าเพราะอะไร

          "โถม๊าาา!! ม๊าก็รู้ว่าหลินไม่แต่งงานหรอก รับประกันได้เลย แฟนหลินก็ไม่เคยมี! แล้วหลินจะแต่งกับใคร...หลินจะอยู่กับม๊าอย่างงี้ไปจนแก่จนเฒ่าให้ม๊าเลี้ยงตลอดไปเลย..." ร่างระหงโผเข้ากอดร่างอิ่มของมารดาอย่างออดอ้อนออเซาะไม่ต่างจากลูกแมว มืออวบของม๊าตบหัวเธอเบาๆด้วยความเอ็นดูในลูกสาวคนเดียวที่ยืดมั่นในความโสด

          หาผู้ชายให้ดูตัวกี่คนก็ไม่ถูกใจลูกของเธอซักที แล้วเมื่อไร เธอจะหมดห่วงได้เล่า...

          อารยาใช้ชีวิตอยู่กับมารดาเพียงลำพังตั้งแต่จำความได้ เธอเห็นแม่ของเธอทำงานหนักตรากตรำลำบากเพื่อหาเงินมาส่งเสียให้ลูกสาวเรียน และให้อยู่ดีกินดีไม่ให้น้อยหน้าใคร และไม่ยอมให้ใครมาด่าเธอว่า...'ลูกไม่มีพ่อ'

          ม๊าของเธอเล่าให้ฟังอยู่บ่อยครั้งว่าเมื่อก่อนเคยทำงานหนักแม้กระทั่งงานที่แบกหามใช้แรงงานไม่ต่างจากผู้ชายเพราะเลือกงานไม่ได้ แต่ในเมื่อเริ่มเก็บเงินได้ก็เริ่มขยับขยายเปลี่ยนงาน โดยฝากเธอไว้กับอาม่าข้างบ้านเมื่อเธออายุประมาณสามสี่ขวบ ซึ่งอาม่าก็เพิ่งเสียไปแล้วไม่กี่ปีมานี้ 

          ม๊าบอกว่าชีวิตของม๊าเกิดในเมืองจีนแต่พอเริ่มมีปัญหาทางด้านการเงิน ป๊าของม๊าหรืออากงก็ส่งม๊ามาอยู่กับญาติที่เมืองไทยพอเพิ่งเริ่มโตอยู่ในวัยสาวได้ไม่นาน แต่อยู่ได้สักพักด้วยครอบครัว อาซ้อที่รับม๊ามาเลี้ยงก็มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับคนเกือบทั่วทั้งประเทศ อาซ้อจึงต้องฝากม๊าไปทำงานอยู่กับบ้านเจ้านายเก่าที่รู้จักกัน 

        พอม๊าไปอยู่บ้านหลังนั้น ม๊าได้ตัดสินใจมอบและตกลงใช้ชีวิตร่วมกับคนที่เธอต้องเรียกว่า 'ป๊าแต่ด้วยความที่แม่ของป๊าไม่ชอบหน้าลูกสะใภ้ที่ไม่ได้มีหน้าตาหรือฐานะร่ำรวยใดๆ ม๊าจึงถูกแม่ของป๊ากลั่นแกล้งให้ทำงานหนักสารพัด ทั้งที่ม๊ากำลังท้องเธออยู่โดยที่ป๊าก็ช่วยอะไรไม่ได้

                ป๊าถูกจับแต่งงาน แม้จะไม่สมัครใจแต่ไม่อาจฝืนคำสั่งมารดาได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้มันก็ทำให้ม๊าของเธอทนไม่ไหว จึงตัดสินใจเลิกกับป๊าและสร้างครอบครัวใหม่ที่มีแค่ 'เราสองคน'

กว่าจะมีกินมีอยู่และมีร้านเหมือนทุกวันนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้หญิงตัวเล็กๆเพียงลำพังต้องปากกัดตีนถีบสู้ชีวิตตัวคนเดียวมาตลอด และแม้ว่าจะเผชิญความยากลำบากแต่ม๊าก็ไม่เคยขอให้เธอเข้าไปช่วย ทั้งที่เธอก็โตพอที่จะสามารถใช้งานได้แล้ว ม๊ามีแต่สั่งและสอนให้ตั้งใจเรียน ถ้ามีโอกาสก็ต้องทำให้เต็มที่ ซึ่งเธอก็ไม่เคยทำให้ม๊าผิดหวัง

             "...ม๊า ร้านเราดังจะตายทำไมไม่ไปออกรายการอย่าง เดอะดิช เมนูทอง อ่ะจะได้ดังๆไง รายการที่หลินให้ม๊าดูอาทิตย์ที่แล้วอ่ะ"

            "ไม่เอาๆ ม๊าไม่ชอบออกทีวี แค่นี้ก็เหนื่อยจะตายละ จะเอาดังไปทำไม" แค่ทุกวันนี้ก็มีรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่าแสนอยู่แล้ว

             "ก็อีกหน่อยไงม๊าเดี๋ยวหลินมาช่วยดูร้านให้" บางครั้งเธอก็อยากกลับมาอยู่ดูแลแม่ที่บ้านบ้าง ตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย เธอก็ออกไปอยู่หอ จะกลับบ้านก็เมื่อถึงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จวบมาถึงตอนนี้ก็เช่นกัน

             "หลินจะทำอะไรได้ สับเป็ดเป็นอย่างเดียว ไม่ต้องๆ ทำงานไปนั่นแหละ ถ้าโดนเขาไล่ออกแล้วค่อยกลับมา" เจ๊หลี่บ่นอย่างไม่จริงจัง แต่ก็พูดสิ่งที่เป็นความจริงเข้าครัวทีไร ลูกสาวของเธอแทบจะทำครัวพังตลอด รสชาติอาหารแทบจะกินไม่ได้เอาเสียเลย กระทะมีกี่ใบก็ไหม้ไปจนหมด จานมีเท่าไรก็แตกตามจำนวนนั้น คงไม่เหมาะหรอกที่จะให้มาอยู่ดูแลร้านแทนเมื่อถึงเวลา

             พอเบื่อเจ๊ใหญ่กดปุ่มรีโมตเลื่อนดูช่องไปเรื่อยๆฆ่าเวลา จนกลับมาถึงช่องเดิมปรากฏช่วงข่าวสังคมและธุรกิจ ก่อนที่ละครจะมา

ตาเรียวเล็กของเจ๊หลี่เพ่งมองพยายามสังเกตบางอย่างในจอที่ฉายออกมาเห็นใบหน้าเพียงแค่เสี้ยวเดียว ซึ่งท่าทีของเธอทำให้อารยาต้องเงยหน้าจากสมาร์ทโฟนเพื่อดูมารดาของเธอว่ากำลังทำอะไร แต่เมื่อได้เห็นคนในโทรทัศน์จึงเข้าใจทันทีว่าคนนี้แหละคือคนที่ม๊ากำลังจะส่องถึง

            "หลิน!!นี่ใช่อาเหวินรึเปล่า"  

            "อืม ใช่แล้วม๊า" เธอตอบด้วยน้ำเสียงไม่ไยดีตามความรู้สึกต่อคนเป็น 'น้องสาวต่างมารดา'

 

            '...พีที บิวตี้ เปิดผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ บำรุงผิวให้สวยใส ด้วยนวัตกรรมการสกัดจาก...'

            "แหมม เดี๋ยวนี้ดูสิๆ ทำเป็นแต่งตัวเรียบร้อย ทีตอนเด็กๆใส่แต่เศษผ้าปิด อย่านึกนะว่าไม่รู้กำพืด พ่อแม่ไม่รู้จักสอน!" ทำไมหล่อนจะจำไม่ได้ เมื่อตอนไปส่งอาหลินที่โรงเรียน ยัยเด็กนี่ยังก้าวร้าวชี้หน้าด่าหล่อนฉอดๆทั้งดูถูกสารพัดอย่างไม่อายใคร

              หึ!สันดานเหมือนแม่มันไม่มีผิด เธอจำได้ดีว่าแม่ของยัยเหวินนั้นแกล้งเธออะไรไว้บ้างทั้งที่ก็เลิกไปกับผู้ชายเฮงซวยนั้นแล้วก็ยังคงพูดจาเหยียดหยาม ไม่สุภาพเช่นเดียวกับลูก

             "ครั้งนี้ดูทุ่มทุนเนอะ เจ้าของลงมาเป็นพรีเซนเตอร์เอง" ริมฝีปากสวยยิ้มอย่างเสแสร้งเสริมทัพแม่เหมือนอย่างที่พูดเป็นประจำ

             นภัสสร น้องสาวต่างมารดา ที่เพิ่งจะเกิดเป็นดาวในวงการบันเทิงเมื่อไม่นาน แต่ก่อนก็มีข่าวฉาวเยอะแยะ แต่ใครล่ะจะตามปิด ถ้าไม่ใช่เจ้าสัวกับคุณนายตระกูล 'ดารัฒนพงษ์ไม่ให้ขายขี้หน้าทั้งคนในและคนนอกตระกูล

 

 

 

 

              "แอ่...แอ่...แอ๊ะ" เด็กหญิงวัยขวบกว่ากำลังร้องจดจ่อกับของเล่นในมือเล็กๆ ราวกับกำลังพูดคุยอยู่กับมัน

เธอไม่ยอมสนใจสิ่งใดทั้งนั้น แม้แต่มารดาและข้าวต้มเหลวที่อยู่ตรงหน้า

              คุณแม่ยังสาวพยายามพูดหลอกล่อให้ลูกสาวตัวน้อยอ้าปากทานข้าว ซึ่งกว่าจะทำได้ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก "อ่ะ...อ่ำ หม่ำๆ หน่อยค่ะ อ้ำ...."

              "อ้าว พี่ตั้ม ทำไมวันนี้ถึงกลับเร็วจังเลยล่ะคะ" เธอทักผู้มาใหม่ที่กำลังถอดรองเท้าอยู่หน้าประตูบ้าน

             "วันนี้งานเสร็จเร็วน่ะ แล้วพี่ก็ไม่ได้ไปพบลูกค้าต่อด้วย" ร่างสูงย่างเข้าไปหาหลานสาววัยกระเตาะที่กำลังอ้าแขนยื่นมือหา 'ปะป๊าของหนูใบตอง

              "ว่าไงคะ หนูน้อยของป๊า วันนี้เป็นเด็กดีของคุณแม่ไหม" เขายื่นหน้าเข้ามาหอมแก้มนิ่มแต่ก็ต้องโดนน้องสาวดุเสียก่อน

 

              "พี่ตั้ม! ไปอาบน้ำก่อนแล้วค่อยมาหอม" พี่ชายของเธอเพิ่งกลับเข้ามาจากข้างนอก ซึ่งค่อนข้างสกปรกจากมลภาวะ แน่นอนว่าอาจจะทำให้ลูกของเธอที่เพิ่งอาบน้ำนั้นสกปรกไปด้วย

              "ครับบ...เดี๋ยวปะป๊ามาเล่นด้วยนะ" 

              อภิวัชรผละออกไปจากทั้งสองสาวแล้วขึ้นไปชั้นบนเพื่อจัดการตัวเองบนห้อง ปกติเขาจะอาศัยอยู่ที่คอนโดเสียมากกว่า แต่ช่วงนี้คุณป้าท่านต้องเดินสายไปทำงานกับสามีที่ต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง เขาจึงต้องมาอยู่เป็นเพื่อนน้องและหลานสาวตัวน้อยเพราะไม่อยากให้อยู่กันเพียงลำพัง แม้ว่าที่บ้านจะมีแม่บ้านอีกสามคนแล้วก็ตาม

             ชายหนุ่มเริ่มถอดแว่นสายตาออกและหยิบกระเป๋าสตางค์และสิ่งที่ติดตัวอื่นๆออกจากกระเป๋ากางเกงแล้ววางบนโต๊ะเล็กข้างหัวเตียง 

             กระดาษใบนั้นหนึ่งโผล่พ้นออกมาจากกระเป๋าที่เขาเพิ่งจะวางไว้ มันทำให้เขานึกถึงคนให้ มุมปากของเขายกขึ้นบางๆ ก่อนที่มือหนาจะหยิบมันขึ้นมาดูอยู่ชั่วครู่

               เขารอมาสองถึงสามวันแล้ว เขาคิดว่าตัวเองดูเหมือนเป็นโรคจิตที่ต้องการเริ่มสานสัมพันธ์กับคนที่เคยพบกันเพียงแค่ครั้งแรก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจห้ามให้ตัวเองหยุดสถานะที่เป็นเพียงคนที่เคยพบกันเท่านั้น

             …วันนี้เขาจะลองโทรไป...

             

             แต่เพียงออกมาจากห้องน้ำ แต่งตัวยังไม่ทันเรียบร้อยเท่าไร อภิญญาก็เรียกไปดูหลานสาวเสียเพราะเธอจะออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อหน้าหมู่บ้าน

            บ้านที่อยู่อาศัยนี้เป็นบ้านของคุณป้าที่เป็นพี่สาวของแม่ของเขาและสามีของท่านซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีและตอนนี้ก็ยังคงช่วยงานในกระทรวงอยู่ พวกท่านทั้งมีบุตรสาวเพียงคนเดียวคือ อภิญญา จึงนับได้ว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกันกับเขา

            คุณป้าและคุณลุงอุปการะเลี้ยงดูเขาตั้งแต่ยังเด็กเมื่อพ่อและแม่เสียชีวิตไป ถ้าหากไม่มีท่านทั้งสองแล้วชีวิตเขาก็คงจะเคว้งคว้างอยู่ไม่ใช่น้อยแม้จะมีสมบัติมากแต่หากไม่มีคนดูแลคอยชี้นำด้วยความหวังดี มีหรือจะตกมาถึงเขาจนถึงวันนี้

           ชายหนุ่มสวมเสื้อยืดสีขาวและกางเกงขาสั้นสบายๆซึ่งเป็นชุดที่เขามักใส่เช่นนี้อยู่เป็นประจำ เขาเริ่มเล่นกับเจ้าหนูน้อยใบตองตั้งแต่แม่ของเธอออกไปจนกลับมาอีกครั้ง แต่ดูเหมือนหลานสาวจะไม่ยอมเบื่อเขาสักที 

           "แอ๊..แฮะๆ" หนูน้อยหัวเราะชอบใจที่ปะป๊าไซ้พุงกลมน้อยของเธอ...จั๊กจี้

 

           "ไหนๆดื้อนักเหรอ ดื้อนักใช่ไหมต้องโดนลงโทษ ง่ำๆ"

           "สองคนนี้เล่นอะไรกันคะ ดูสิหัวเราะใหญ่เลย" อภิญญาเดินเข้ามานั่งข้างๆในโซฟาตัวเดียวกัน เธออุ้มลูกสาวขึ้นออกจากตัวของอภิวัชร และจับนั่งไว้บนตักของตัวเองก่อนจะใช้ผ้าขาวเช็ดน้ำลายที่ย้อยออกมาปากเล็กๆ ก่อนที่จะอดแซวพี่ชายตัวเองไม่ได้

           "ดูสิคุณลุง อายุสามสิบสามละ ยังเล่นอะไรเป็นเด็กไปได้"

            "เล่นกับเด็ก ก็ต้องทำตัวเป็นเด็กสิ" ร่างสูงเอนหลังพิงโซฟาแล้วเหยียดแขนวางยาวบนพนัก

           "เพราะพี่ตั้มแอบไปทำตัวเป็นเด็กอย่างนี้รึเปล่า เลยหาสาวไม่ได้ซักที" เธอแกล้งเหล่ตามองพี่ชายอย่างล้อเลียนก่อนจะเริ่มพูดจริงจังในสิ่งที่เธอควรพูด

"พี่ตั้ม การที่พี่รับรองเป็นพ่อใบตองไม่ได้หมายความว่าพี่จะต้องปิดกั้นตัวเองหรอกนะ ถ้าพี่เจอใครที่ชอบและอยากแต่งงานกับเธอ พี่รักเธอ พี่ก็แต่งเลย ไม่ต้องเป็นห่วงบัวหรอก" 

          "พี่ยังไม่เจอคนที่ใช่..." แม้จะพูดไปแต่ดวงหน้าหวานของผู้หญิงคนที่เขาเจอเมื่อวันก่อนก็ปรากฏขึ้นมาอย่างฉับพลัน...เริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงต่ออัตราการเต้นของหัวใจของเขาอีกครั้ง มันบีบรัดหน่วงๆขณะเดียวกันก็ไม่เป็นจังหวะ

          "ระวังจะขึ้นคานเอานะคะ" 

          ชายหนุ่มยิ้มและส่ายศรีษะกับคำแซวของน้องสาวก่อนจะเข้าห้องทำงานไปเคลียร์งานที่ค้างอยู่ให้เสร็จและเข้าห้องนอนเพื่อพักผ่อน

 

         ก่อนที่เขากำลังจะล้มตัวลงนอน เขาก็พลันนึกได้ว่าตั้งใจจะโทรหาใครบางคน แต่เมื่อใบหน้าคมแหงนดูนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง มันอาจจะดึกเกินไปที่จะโทรไปรบกวน

         มือหนาหยิบนามบัตรนั้นขึ้นมาดูอีกครั้ง แล้วลูบมันเบาๆอย่างทะนุถนอมโดยเฉพาะบริเวณชื่อของเจ้าของนามบัตร

         ...ไว้พรุ่งนี้ค่อยโทรไปก็ได้...

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

2,645 ความคิดเห็น

  1. #2133 xxbossxx (@xxbossxx) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2559 / 09:48
    นางเอกดูหยิ่งจัด จากคำพูดในใจและการกระทำต่อคนช่วยเหลือตัวเองตอนบทนำ
    #2133
    0
  2. #1401 o_otum (@katum_1234) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 / 18:28
    ปุ่ม  "ปุ่ม"
    #1401
    0
  3. #10 MooWarn (@maxdavilkub) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 / 11:12
    ปะป๋า 
    #10
    0
  4. #9 BBGun (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2558 / 23:55
    ปะป๋ามาแล้ว อิอิ มารออัพน่ะค่ะ
    #9
    0
  5. #8 MooWarn (@maxdavilkub) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2558 / 23:46
    ลุ้นเลยย้ำ
    #8
    0
  6. #6 ป้าพร (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2558 / 15:57
    รอค่ะกำลังลุ้นพระนางจะพบกันอีก
    #6
    1
    • #6-1 Karina (@aikee) (จากตอนที่ 2)
      9 กรกฎาคม 2558 / 20:10
      อดทนหน่อยนะเจ้าคะ มันต้องมีตื้นลึกหนาบ้างเป็นพื้นเพพระนางบ้างเจ้าค่ะ ^ ^
      #6-1