ประทับตราความทรงจำ

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 ความฝัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 467
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    2 ต.ค. 57

 ช่วงหัวค่ำที่ค่อนข้างจะเงียบสงบมีเพียงเสียงลมและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าสู่ชายหาด แขกทุกคนในรีสอร์ทเริ่มเข้าสู่ห้องพักรวมถึงเพื่อนทุกคนที่เพิ่งจะมาถึงจากการเดินทางเมื่อสองชั่วโมงก่อนเหลือแต่เพียงหญิงสาวและชายหนุ่มคู่หนึ่งยังคงเดินอยู่ในสวนของรีสอร์ท

ก้าวช้าๆนะ ใกล้จะถึงแล้ว’ ภาวิธเดินตามหลังแฟนสาว มือหนาข้างหนึ่งจับมือบางไว้ส่วนอีกข้างปิดตาของเธอ

อีกกี่ก้าว?’

อีกสองก้าว อ้าว! ถึงแล้วครับ คุณผู้หญิง’ ภาวิธเปิดตาของหญิงสาวออก พลันใดนั้นเสียงประสานร้องเพลงของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงตบมือ

แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทู ยู แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทู ยู แฮปปี้เบิร์ดเดย์ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทู~~ยู   ฮิ้วว!! สุขสันต์วันเกิดนะมล!!’

สุขสันต์วันเกิดนะมลเพื่อนสาวคนหนึ่งถือเค้กก้อนกลมมีเทียนตัวเลขยี่สิบเอ็ดปักไว้ยื่นออกมาให้เธอ หน้าเค้กมีข้อความเขียนว่า ‘สุขสันต์วันเกิดนฤมล...ผู้เป็นที่รัก’ หน้า เค้กถูกตกแต่งด้วยวิปครีมลายดอกกุหลาบหลายดอกหลากสีสดใสร้อยกันโดยเถาวัลย์ ยาวปกคลุมรอบด้านพร้อมกับใบไม้สีเขียวสวยตกแต่งประกอบกัน

อธิษฐานแล้วเป่าเลยสิมล’ ชายหนุ่มข้างตัวกระซิบเมื่อเห็นเจ้าของวันเกิดนิ่งอึ้งกับการเซอร์ไพรซ์ที่เจ้าตัวนึกไม่ถึง

หญิงสาวหลับตาอธิษฐานแล้วเป่าเทียนบนเค้ก

ขอบคุณทุกคนมากเลยนะ’ คนถูกเซอร์ไพรซ์ขอบคุณด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเมื่อน้ำใสๆแห่งความซาบซึ้งเริ่มคลออยู่ในหน่วยตา

โถ...มล อย่าร้องสิ ไม่ต้องซาบซึ้งขนาดนั้นก็ได้เพื่อนชายคนหนึ่งพูดล้อเจ้าของวันเกิดเล่น

ยิ่งพูดคนซึ้งก็ยิ่งน้ำตาแตกผสมกับทั้งยิ้มทั้งหัวเราะ จะไม่ให้ซึ้งได้อย่างไรในเมื่อนี่คือปีแรกที่มีคนจำวันเกิดเธอได้ตั้งแต่เกิดมา

โอ๋ๆ ไม่ร้องนะคะคนดีแฟนหนุ่มย่อตัวลงเช็ดน้ำตาให้บนแก้มใสมองหญิงสาวด้วยแววตาเป็นประกายวิบวับแกมเอ็นดู

ไม่ได้ร้องซักหน่อยนฤมลปฏิเสธด้วยเสียงอุบอิบเมื่อหลักฐานเปื้อนอยู่บนใบหน้า

ค่ะๆ ไม่ร้องก็ไม่ได้ร้อง

เพื่อนทั้งหลายเห็นคู่รักเช็ดน้ำตากันด้วยความหวานแหวว ก็อดไม่ได้ที่จะแซวอย่างหมั่นไส้

โอ๊ย!! คู่เนี้ยหวานให้มันน้อยลงหน่อยได้ไหม หวานจนน้ำตาลจะเรียกพี่แล้วเนี่ย สงสารคนที่ไม่มีแฟนบ้างดิวะ

ทำไม อย่าบอกนะว่าอิจฉากู เมื่อวานกูเห็นไปดูหนังกับผู้หญิงคนใหม่ บอกว่าเพิ่งอกหักๆ เจ็บเจียนตาย ที่แท้ก็หาคนดามใจได้แล้วนะมึงภาวิธตอกกลับอย่างเหน็บแนมไม่แพ้กัน

อะ...อะไร ก็แค่...พี่น้องกัน

เหรอออออ เชื่อมึงก็เกิดลูกเป็นลิงละ คนรอบข้างได้ยินก็อดแซวไม่ได้เมื่อเห็นธนัท หนุ่มไฮโซ เจ้าชู้ที่ควงสาวเป็นว่าเล่นเปลี่ยนหน้าอาทิตย์เว้นอาทิตย์ไม่ได้

อ้าวๆ มัวแต่เถียงกันนั่นแหละตัดเค้กกินกันได้แล้ว ครั้งนี้ไอ้วิธมันอุตส่าห์โปรดทำเค้กให้กินเพราะว่าวันเกิดมล ถ้าไม่กินวันนี้ก็ไม่รู้จะมีบุญได้กินอีกเมื่อไรนะเว้ย ฮ่าๆ

นฤมลเงยหน้าขึ้นไปมองคนตรงหน้าที่กำลังเช็ดน้ำตาให้เธอ...นี่เขาทำเค้กก้อนนี้ให้เธอเหรอ?!

วิธทำเค้กก้อนนี้เหรอ?’

ภาวิชฉีกยิ้มกว้าง ยักคิ้วตอบรับ สีหน้าและแววตาบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจ

ใช่ วางแผนจัดการแทบทุกอย่าง แล้วเค้กมันก็ตั้งใจทำเองเลยนะตอนแรกพวกเราว่าจะไปสั่งทำพิเศษที่ร้านมี่ ไอ้วิธมันไม่ยอม มันขอทำเอง แล้วตอนเดินทางมาก็อีก มันกลัวคนอื่นถือเค้กมันเละ มันเลยขอถือเองของมันบนรถ หวงยิ่งกว่าจงอางหวงไข่ซะอีก ถนนไม่เรียบรถสะดุดนิดเดียวมันก็ด่า ไม้ก็เลยต้องขับรถระวังๆ พยายามไม่ให้มันสะเทือน

 ‘ก็แน่ล่ะจะหวงก็ไม่แปลก ในเมื่อเขาตั้งใจมากขนาดนั้น หัดทำเค้กที่ร้านมี่ตั้งสองอาทิตย์ กว่าวิธจะทำได้เสียแป้งไปเยอะครัวก็เกือบพัง

เพื่อนสาวเจ้าของร้านพูดออกมาเมื่อครู่ตอกตรงใจคนเพียรพยายามทำเค้กมากที่สุด เมื่อนึกย้อนไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่ภาวิธวางแผนจะจัดงานเซอร์ไพรซ์แฟนสาว เขาขอไปเรียนและหัดทำเค้กที่บ้านของเธอซึ่งกว่าจะได้ก็มิใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด บางวันต้องหมกอยู่ในห้องเกือบแทบทั้งวัน ประสบพบเจอเหตุการณ์อุปสรรคต่างๆที่มือใหม่ริอาจทำเค้กอย่างเขาต้องคิดหนัก ทั้งเค้กไหม้บ้าง  ไม่ฟูบ้าง เค็มบ้างทั้งๆที่เขา(น่าจะ)ใส่เกลือไปเพียงนิดเดียว

 และ ในที่สุดเมื่อวานเขาก็สามารถทำมันออกมาสำเร็จแม้การตกแต่งด้วยวิปครีมมันอาจจะดูบิดเบี้ยวไม่สวยงามไปบ้างแต่ก็ที่สุดของความตื้นตันและความตั้งใจสมความเหนื่อย

หัวใจของชายหนุ่มพองโตยิ่งขึ้นเมื่อได้เห็นประกายแววหวานไม่ต่างจากแสงระยับบนดวงดาวบวกกับเสียงใสที่แม้จะเป็นคำธรรมดาแต่กลับปลื้มปริ่มที่สุด

 ‘ขอบคุณนะ
 

เสียงเพลงช้าๆเข้ากับบรรยากาศยามค่ำคืนแต่ให้อารมณ์ต่างกับบรรดาหนุ่มสาวที่พูด คุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนานครื้นเครงตามประสาวัยรุ่นหลังจากรับประทานอาหารทะเลปิ้งย่างบนโต๊ะ หากแต่เจ้าของวันเกิดกลับไม่อยู่

ทำเอาคนติดแฟนแจต้องคอยมองตามหาอยู่โดยรอบและพบว่าเธอกำลังนั่งดูดาวไม่ไกลจากหมู่เพื่อน

ทำไมมานั่งตรงนี้คนเดียวล่ะ’ เสียงทุ้มจากคนตามหาดังจากทางด้านหลังหญิงสาวที่กำลังนั่งดูดาวบนเก้าอี้ไม้ยาว

 นฤมลยิ้มบางๆให้คนที่เพิ่งมานั่งด้วยก่อนจะพูดถึงสิ่งที่เธอกำลังมองอยู่บนฟากฟ้า

ที่นี่เห็นดาวชัดดีนะ

อืม ชัดกว่าที่กรุงเทพเยอะเลย  คลุมไว้อากาศเริ่มเย็นแล้วเดี๋ยวจะไม่สบาย ภาวิธถอดเสื้อแจ็กเก็ตของตัวเองออกแล้วคลุมให้แฟนสาวที่สวมเพียงเสื้อยืดแขนยาวเนื้อบาง

 ‘วิธเป็นผู้ชายไม่เป็นไรหรอก อีกอย่างวิธแข็งแรงจะตาย’  คนเสียสละรีบว่าพลางเบ่งกล้ามแขนอวดใส่เมื่อเห็นว่าหญิงสาวจะพูดอะไรต่อเพื่อที่จะคืนเสื้อของเขาจนเธอต้องย่นจมูกแกล้งหมั่นไส้ใส่

                ความเงียบเข้าปกคลุมเมื่อหนุ่มสาวต่างดูดาวกันอย่างเพลิดเพลิน นฤมลสะดุ้งเมื่อจู่ๆชายหนุ่มก็สวมจี้เพชรหัวใจเม็ดน้อยให้บนคอ

                สุขสันต์วันเกิดอีกครั้งนะครับ

                นฤมลซึ้งจนไม่รู้จะอธิบายออกมาได้อย่างไรกับความรู้สึกที่ท่วมล้นในใจที่เขาและเพื่อนๆทำให้

ขอบคุณนะ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง’ สาวเจ้ายิ้มหวานประกายแววตาระยับด้วยน้ำตาคลอขอบคุณชายหนุ่มอีกครั้ง

ยิ่งกว่านี้วิธก็ทำให้ได้

ตาสองคู่สบกันสื่อความหมายต่างคนต่างเข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดเห็นรู้สึกอย่างไร จนแววตาของชายหนุ่มจากซึ้งๆก็เปลี่ยนเป็นนัยน์ตามีเลศนัยแอบยิ้มกรุ้มกริ่ม นฤมลรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นไม่ต่างความร้อนจากการเผาไหม้ด้วยไฟอย่างช้าๆ เพิ่มการสูบฉีดให้เลือดเธอร้อน

‘…ไม่น่าล่ะ วันนี้แปลกๆ ตั้งแต่ตอนเดินทางละ

ที่เมื่อเช้าไม่ไปนั่งด้วยน่ะเหรอ?’ น้ำเสียงเนิบๆแต่คำถามกระแทกตรงจุดหัวใจคนเริ่มเรื่องอย่างจัง

เปล่าซักหน่อย! ก็แค่สงสัย..’ สาวเจ้าปฏิเสธเสียงแข็งกลบเกลื่อนอีกเสียงหนึ่งในใจว่าใช่!

ปกติภาวิธมักจะชอบมานั่งข้างๆไม่ว่าจะไปไหนทำอะไรก็จะอยู่ด้วยกันตลอดแม้ว่าในบางทีที่เธอต้องอยู่กับเพื่อนที่มีเพียงผู้หญิงก็ตาม

จริงรึเปล่า?..’ ชายหนุ่มยังคงเแกล้งแซะ

 ‘อืม!..’ หญิง สาวแสร้งหน้านิ่งแล้วเบือนหนีซ่อนแก้มแดงปลั่งเอาไว้ พยายามสงบจิตใจที่เต้นระรัว แม้แสงไฟในละแวกนั้นจะสลัวแต่ก็พอจะเห็นชัดอยู่บ้าง

ภาวิธพลิกตัวหนุนศรีษะบนตักนิ่มอย่างออดอ้อนเรียกร้องความสนใจเมื่อเห็นนฤมลพยายามเมินเฉยเบือนหน้าออกไปโดยไม่หันมาสบตา

ออกไปเลยวิธ! เดี๋ยวเพื่อนมาเห็น!’

นฤมลเขย่าขาไล่ก่อนจะแกล้งหยิกที่ข้างตัวชายหนุ่ม แต่คนดื้อดึงก็ยังคงไม่ยอมลุก

ไม่เห็นเป็นไรเลย ก็คนรักกัน ไม่เห็นจะแปลก’ ว่าพลางสบตาหวานที่ก้มมองลงมา

                นฤมลยอมแพ้กับความดื้อรั้นไม่ต่างจากเด็กของแฟนหนุ่ม ทั้งสองจึงดูดาวกันนิ่งในภวังค์แห่งความเงียบที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งความสุขตลบอบอวลรอบกาย

‘…คราวหลังไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้นะ...วันเกิดก็เหมือนวันทุกวันนั่นแหละ...’ 

แม้จะพูดไปเช่นนั้นแต่หากในใจเธอก็ยินดีหากมันจะมีอีกเช่นนี้ทุกปี แต่ก็เกรงใจเขากับการที่ดูแลเอาใจใส่เธอในทุกรายละเอียด

          ภาวิธให้ความสำคัญกับเธอมากไม่ว่าจะเวลาใด เขาก็ยังคงทำตัวสม่ำเสมอตั้งแต่วันแรกที่ได้ตัดสินใจคบกัน  เป็นเพื่อนในยามเหงา เป็นที่ปรึกษาในยามสงสัยเป็นผู้ช่วยเหลือในยามมีปัญหาไม่ต่างจากคนในครอบครัว...

แต่คนสายเลือดเดียวกันอย่างครอบครัวแท้ๆของเธอกลับไม่มีใครจำมันได้ซักคน ไม่มีใครรับรู้สนใจเลยนอกจากถามถึงทุกข์สุขทั่วไปที่นานๆทีจะติดต่อมาครั้ง...ซึ่งก็เป็นเช่นนี้ทุกปีตั้งแต่เธอออกมาจากบ้าน
          ความเหงา ความเศร้าประเดประดังเข้ามาในชีวิตยามอยู่คนเดียวในแต่ละปีของวันๆนี้ แต่หากมันไม่สำคัญอีกแล้วถ้าเพียงตอนนี้เธอมี 'ภาวิธ'อยู่ข้างๆ 

วันเกิดของคนรักวิธทั้งคนไม่สำคัญได้ยังไง ใช่ไหม?...วิธอยู่เฉยๆไม่ได้หรอก

มือหนาจับมือเจ้าหล่อนมากุมไว้บนหน้าอกแกร่งที่ค่อนข้างจะแข็งจากการเล่นกีฬา สม่ำเสมอ ทำเอาหมอนนิ่มที่มีชีวิตต้องเลือดฝาดบนแก้มใสอีกครั้ง

วันเกิดปีนี้เป็นวันเกิดที่วิเศษที่สุดในชีวิตมลเลยนะ...จะเป็นวันที่มลไม่มีวันลืม

แต่ปีหน้าและปีต่อๆไปมันก็จะเป็นยิ่งกว่าที่สุด..ที่สุด..ที่สุดอีกนะ และก็จะเป็นอย่างนั้นตลอดไป..ตราบใดที่วิธยังอยู่’ ภาวิธยังคงคุยโอ้ถึงปีหน้าๆในอนาคต ชายหนุ่มยิ้มกว้างพร้อมไล้มือนุ่มที่กุมเบาๆและยกขึ้นไปหอม

บอกวิธหน่อยได้ไหมก่อนเป่าเค้กมลอธิษฐานว่าอะไร?’

ไม่บอก แฟนหนุ่มเบิกตากว้างอย่างสงสัยก่อนจะตื๊อด้วยลูกไม้พราวเจ้าเล่ห์กับเธอแต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าใดก็ไม่เป็นผล

คำอธิษฐานนี้จะมีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้...เพียงคนเดียว

 “กริ๊ง!!!!!

เสียงนาฬิกาปลุกบนโทรศัพท์มือถือดังขึ้นเมื่อถึงเวลาหกโมงเช้าตามที่เจ้าของตั้งปลุกไว้เป็นประจำ  มือบางเอื้อมกดปิดแล้วค่อยๆกระพือตาลืมขึ้นเพื่อปรับแสงอ่อนๆยามเช้าที่ลอดเข้ามาจากหน้าต่างบานกว้างบนหัวเตียง ก่อนจะเลิกผ้านวมหนาสีขาวลงจากตัวเล็กน้อย

อากาศในเช้าวันนี้ค่อนข้างแจ่มใสเหมือนเช้าวันวานแต่หากอบอุ่นเย็นสบายกำลังดี ทำให้ผู้นอนอยู่บนเตียงกว้างคร้านจะลุกลง ณัชชาเสยผมสีน้ำตาลเข้มดัดเป็นลอนหลวมสลวยที่ปรกลงใบหน้าขึ้นอย่างลวกๆ อาการมึนงงตื้อตันยังคงฝังอยู่ในสมองของหญิงสาวเมื่อเธอเพิ่งตื่นจากความฝัน

ฝัน...ที่ เฝ้าวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตลอดห้าปีทั้งดีและร้ายผลัดเปลี่ยนวันคืนตามกาล เวลา มันได้สร้างความรู้สึกสับสนและหลากหลายมากมายจนไม่สามารถบอกออกให้ใครรู้ได้ ทั้งอิ่มเอมเปรมปรีด์ในความสุขแต่บางครากลับเหงาจนรู้สึกเหน็บหนาวอีกทั้ง ความหวาดกลัวที่จู่ๆก็มักจะเกิดขึ้นในใจโดยไม่มีสาเหตุ

หากเหนือสิ่งใดคือสิ่งที่สัมผัสได้ราวกับความจริงเมื่อเธอล่วงรู้ทุกอย่างและรู้สึกถึงความนึกคิดในใจเช่นเดียวกับ มลหญิงสาวในความฝัน สิ่งเหล่านี้ได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้เธอมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ณัชชากลัวว่ามันจะเกี่ยวข้องกับอดีตที่หายไป แม้จะเคยถามแม่มาแล้วบ้าง แต่หล่อนก็เพียงตอบกลับว่าเธอคงจะคิดมากหรือดูละครมากเกินไปจึงอาจเก็บไปฝัน

เธอก็พยายามคิดเช่นนั้นมาตลอดว่ามันเป็นเพียงฝันไร้สาระเมื่อตื่นขึ้นมาก็จางหายไปไม่มีทางอื่นใดที่จะเป็นจริงขึ้นมาได้ซึ่งความคิดมันคงจะดำเนินเช่นนั้นถ้าหากเธอไม่ได้พบกับเขา...เจ้าของใบหน้าคมคุ้นตาของชายหนุ่มเมื่อคืนในงานเทศกาลดอกไม้ไฟ

ผู้ชายคนนั้นมีตัวตนอยู่จริง ผู้ชายที่เธอได้สัมผัสเขาจากจินตนาการหรือจิตใต้สำนึกใดๆที่เคยพบพาน...จากเพียงแค่ในฝัน’ 

ผู้ชายคนนั้นได้เข้ามาอยู่ตรงหน้าราวกับฝัน ความรู้สึกที่ปรากฏในใจคราแรกเมื่อได้พบเขาจะว่าดีใจก็ไม่ใช่จะว่าตระหนกตกใจกับการกระทำของเขาก็ไม่เชิง เธอนิ่งงันปล่อยให้เขาแตะต้องตามใจราวกับว่าเธอคุ้นเคยมันเสียเหลือเกินกับสัมผัสของเขา มันอบอุ่นมากอย่างบอกไม่ถูกรู้สึกดั่งนกพลัดถิ่นได้บินกลับรัง

ในทีแรกเธอไม่สามารถคิดและรู้ได้ว่าเขาคือคนเดียวกับผู้ชายในฝัน เพราะฝันของเธอนั้นค่อนข้างจะเลือนราง แต่หากเธอสามารถรับรู้ได้ถึงความอบอุ่น ความไว้วางใจต่อเขาที่มีอยู่มากมายอย่างไม่มีสาเหตุก่อนจะทำให้หวนนึกจำได้โดยเฉพาะเมื่อตอนเขา...จูบ

มือบางยกขึ้นแตะริมฝีปากของตัวเอง สัมผัสเมื่อคืนเธอไม่ได้ฝันไปสินะ มันรู้สึกอย่างบอกไม่ถูกในทีแรกมันก็ตื่นตกใจต่อมาก็หยุดให้เขาทำอย่างไม่มี เหตุผลความรู้สึกที่เรียกว่าดีกำลังก่อตัวขึ้นหากสิ่งที่ตามมาไม่ช้าทำให้ เธอสับสน เมื่อทันใดมีภาพแทรกซ้อนขึ้นมามากมายทั้งที่เคยเห็นและไม่เคยเห็นในฝัน ความหวาดกลัว ความเหงา ความเหน็บหนาวเข้ามายังจิตใจอย่างไม่มีสาเหตุ ความรู้สึกเจ็บปวดราวกับมีดแทรกเสียดขั้วหัวใจอย่างรวดเร็ว สมองประมวลภาพสะท้อนออกมาสะเทือนความเจ็บปวดอีกครั้งซึ่งไม่ได้เกิดมานานมากแล้วหลังอุบัติเหตุ

ณัชชาสับสันในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างมากราวกับเสียงฟ้าร้องสับกับฟ้าผ่ากระหน่ำ ไม่ยั้งที่เซลล์สมอง ทุกสิ่งทุกอย่างแล่นแป๊บเข้ามาในหัวอย่างหนักจนเธอไม่สามารถรับได้ดั่งไฟฟ้า ที่วิ่งพรวดเข้ามา อาการปวดศีรษะที่หายไปนานกลับมาอีกครั้งในรอบสี่ปี ลักษณะอาการความเจ็บปวดไม่ต่างกันมากนักจากครั้งก่อนเพียงแต่ครั้งนี้มัน เป็นอะไรที่เกินกว่าจะทนต้านรับไหว

หญิงสาวกรีดร้องออกมาอย่างสุดทนกลับความสับสน เจ็บปวดในใจ เธอผลักเขาออกให้พ้นตัวทั้งแขนทั้งขาทำหน้าที่ตามที่เจ้าของกายสั่ง แววตาของชายหนุ่มดูตระหนกตกใจกับการผลักไสกะทันหันของคนในอ้อมกอด แขนแกร่งที่โอบเธอไว้จึงหลุดออกไม่ยากปล่อยร่างบางในอ้อมแขนวิ่งหนีออกไป

เธอวิ่งหนีจากเขาด้วยความกลัวอย่างร้อนรนด้วยความทุลักทุเลจากชุดยูกาตะและรองเท้าเกี๊ยะที่ไม่เหมาะแก่การวิ่ง จนไปพบกับประภัสสรที่กำลังเดินไปหาเธอ หล่อนมองเธอด้วยสีหน้าแปลกใจและสงสัยกับท่าทีตื่นตระหนกของเธอแต่เมื่อหล่อนเห็นสภาพจึงเลี่ยงที่จะไม่ถาม เธอรู้สึกปวดศีรษะตลอดเวลาหลังจากนั้น ประภัสสรคอยช่วยพยุงจนมาถึงที่พัก เธอนอนลงพักซักครู่แล้วก็หลับลงไปดื้อๆตอนไหนไม่ทราบเมื่อความเจ็บปวดคลายลง

ณัชชายังคงรู้สึกปวดศรีษะตื้อๆจากเหตุการณ์เมื่อคืน แต่คงไม่สามารถอยู่ห้องพักผ่อนได้เพราะวันนี้เป็นวันที่เหลือวันสุดท้ายสำหรับทริปนี้ เธอจะต้องเที่ยวตามตารางที่ตัวเองวางไว้ให้ครบ ร่างบางค่อยๆพลิกตัวลงจากเตียงหยิบผ้าขนหนูตรงเข้าไปยังห้องน้ำหลังจากที่เพื่อนสาวออกมาจากการอาบน้ำตอนเช้าเสร็จ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

38 ความคิดเห็น