ประทับตราความทรงจำ

ตอนที่ 1 : บทนำ 100

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,021
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    30 ก.ค. 57

เพล้งเสียงจานข้าวราคาแพงลายกุหลาบสีทองกระทบพื้นกระเบื้องสีงาช้างเงาสะอาดดังลั่นกลางห้องโถงรับประทานอาหาร ทั้งเศษจานแก้ว ข้าวตกกระจายอยู่ตามพื้น สร้างความตระหนกตกใจให้แก่ผู้อยู่ในเหตุการณ์กับการกระทำอันก้าวร้าวที่เกินนิสัยเด็กวัยเดียวกันไม่น้อย ทันทีที่ความตกตื่นในเหตุการณ์เมื่อครู่ยังไม่มลายเสียงกรี๊ดลั่นร้องหามารดาของเด็กหญิงผู้เอาแต่ใจวัยเจ็ดขวบก็ดังขึ้น

 

 

แม่!! แม่คะ!!! พี่มลแกล้งหนู!’

เสียงลูกน้อยเรียกหาแม่ดังขึ้นทำเอาคุณหญิงบ้าน ‘เดชพิพัฒน์พงศ์วัยสามสิบกว่าปีในชุดตัดเย็บด้วยผ้าไหมสีฉูดฉาด ผมดัดลอนจัดทรงอย่างดีที่กำลังชื่นชมสร้อยเพชรเม็ดงามที่เพิ่งได้มาจากการประมูลเมื่อวานในห้องนั่งเล่นต้องชะงัก หล่อนเก็บมันใส่กล่องชั่วครู่แล้วเดินออกมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยอารมณ์หงุดหงิดจากการถูกขัดขวางการส่องเพชรปนเป็นห่วงลูกสาวตัวน้อย

จรัสศรีมุ่งมายังบุตรสาวคนเล็กที่กำลังร้องไห้งอแงตะโกนด่าผู้เป็นพี่ไปพลาง คำต่อว่าต่อขานและพฤติกรรมที่แสดงออกรุนแรงจนคนรอบข้างรู้สึกขยาด แต่หากผู้มาใหม่กลับรู้สึกเฉยชาดั่งเห็นว่ามันเป็นเรื่องสมควร กริยาท่าทางการแสดงออกถึงความรังเกียจผู้เป็นพี่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งในบ้านยามที่บิดาและผู้เป็นย่าไม่อยู่

 ‘เกิดอะไรขึ้นลูก เนตร อย่าร้องลูก อย่าร้อง ไม่เป็นไรนะคะคนเก่ง

ยัยมลมันทำอะไรลูก ฮึ บอกแม่มาซิ?’ หล่อนถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางปลอบประโลมเด็กน้อยไม่ต่างจากมารดาทุกคนที่รักและเป็นห่วงลูกในอกแต่หากยิ่งปลอบก็ดูเหมือนเนตรนภาก็ยิ่งร้องจ้า หล่อนจึงถามแม่บ้านที่ยืนอยู่ข้างๆแต่หากทั้งสองคนก็ทำท่ากระอักกระอ่วนไม่กล้าพูด เมื่อไม่มีคำตอบจรัสศรีจึงพินิจดูรอบๆก็พบเศษจานแก้วแตกและข้าวที่ตกตามพื้นอยู่ทางด้านหลังของลูกสาว

นี่มล! แกทำอะไรน้อง?’ ผู้เป็นมารดากล่าวถามเสียงแข็ง สายตาจับจ้องเด็กหญิงวัยสิบขวบด้วยแววตาโกรธเกรี้ยวไม่ต่างจากผู้ต้องหาที่ถูกตราหน้าฆ่าคน 

 ‘...หนูไม่ได้ทำนะคะเสียงแผ่วเบาปนสั่นสะอื้นเอ่ยออกมาจากปากของนฤมล บุตรสาวคนโต

เด็กสาวผู้ต้องโทษแทบหาเสียงพูดของตัวเองไม่เจอ เนื้อตัวเริ่มเกรงสั่นระริกจากความหวาดกลัว เธอยืนหน้าซีดอยู่ไม่ไกล น้ำตาใสคลอในหน่วยตาแดงไหลหยดลงบนเท้าน้อยๆของเด็กหญิงที่ก้มหน้างุดหลบหลีกสายตาของมารดาที่มองมาราวกับต้องการจะเข่นฆ่าและรอการลงทัณฑ์จากผู้เป็นมารดา

ถ้าไม่ได้ทำ แล้วทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้!’

เสียงถามดังจากมารดาราวกับไม่เชื่อในคำตอบ นฤมลจึงจะเอ่ยต่อ แต่ยังไม่ทันที่ปากน้อยๆจะได้แก้ต่างเสียงของน้องสาวก็สวนขึ้นทันควัน

ไม่จริง! พี่มลโกหก! พี่มลเข้ามาปัดจานข้าวที่เนตรกินอยู่เพราะไม่พอใจที่เนตรไประบายกระดาษสีแผ่นนั้น

กระดาษอะไร? ทำไมถึงได้กล้าขนาดปัดจานข้าว ใบหน้าหงุดหงิดโกรธเกรี้ยวของคุณหญิงมองมายังผู้ต้องโทษ เสียงดังของหล่อนแทบจะกลายเป็นเอ็ดตะโร สร้างความหวาดเกรงมากขึ้นซึ่งแต่เดิมก็มากจนหาไม่ได้อีกแล้ว ทำให้เด็กน้อยผู้โดนกล่าวหาที่กลัวต้องรีบตอบกลับตัวสั่น

งะ..งานศิลปะค่ะ ต้องส่งคุณครูพรุ่งนี้ แต่มลไม่ได้ปัดจานข้าวน้องนะคะ

ถ้า แกไม่ทำแล้วใครจะทำ หรือแกจะบอกว่าน้องปัดจานข้าวตัวเอง ฉันเลี้ยงลูกฉันมากับมือ ฉันรู้นิสัยดีว่าเป็นคนยังไง แล้วฉันก็รู้ด้วยว่าแกมันสันดานต่ำ!’ หล่อนพูดจนคนโดนต่อว่าแทบล้มทั้งยืน

แม้คำว่า ‘ลูกฉันจะติดตราตรึงเตือนให้นฤมลไม่ลืมสถานะ หากแต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยใจลึกๆว่าหล่อนเป็นตัวอะไร

ไม่ว่าเธอจะตอบไปเช่นไร นฤมลทราบดีว่าคำตอบของเธอกลายเป็นเพียงคำโกหกในทันทีเมื่อเนตรนภาเอ่ยขึ้นทุกครั้ง

คนในบ้านทราบดีว่า คุณหญิงของบ้านนั้นรักและหวงแหนลูกสาวคนเล็กเพียงใด อยากได้สิ่งใดก็ต้องได้ อยากทำใดก็ต้องทำ คำพูดใดที่เนตรนภากล่าวออกมา หล่อนก็มักจะเชื่อเสมอโดยเฉพาะต่อนฤมลบุตรสาวอีกคน

แม่เมื่อกี้พี่มลผลักหนูด้วยเนตรนภาเสริมข้อกล่าวหาให้ผู้พี่

นี่ปัดจานข้าวน้องแล้วยังทำร้ายน้องอีกเหรอนังแจ่มไปเอาหวายมา นังแจ่ม! จรัสศรีเรียกแจ่มจันทร์ย้ำเมื่อหล่อนแกล้งนิ่งเฉย

แจ่มจันทร์รีบก้าวยาวๆไปเอาไม้หวายที่เก็บอยู่ไม่ไกลยื่นให้คุณผู้หญิงอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอเป็นเพียงแม่บ้านหรืออีกชื่อก็คือคนรับใช้ หล่อนไม่มีสิทธิ์มีเสียงที่จะเอ่ยหรือแก้ข้อต่างทั้งที่ก็ทราบความจริงว่าเป็นอย่างไร แม้จะสงสารคุณหนูใหญ่จับใจแต่ก็สุดความสามารถของหล่อนเช่นกันที่จะช่วยเหลือ

จรัสศรีกระชากแขนน้อยๆของเด็กสาวขึ้นอย่างแรง หน้าใสๆของบุตรคนโตเบ้ด้วยความเจ็บปวดที่แรงบีบรัดต้นแขน หากแรงที่บีบเมื่อครู่กลายเป็นไม่รู้สึกจากการละลืม เมื่อผู้เป็นแม่ใช้ไม้ตีมายังผิวเกลี้ยงขาวบนน่องไม่ยั้ง ก่อนจะเริ่มฟาดไปรอบๆจนแทบจะทั่วตัว ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่สามารถแสดงถึงการสั่งสอนของผู้เป็นแม่ด้วยความรักและหวังดีแม้แต่น้อย หากเห็นถึงความอาฆาตแค้นที่ไม่น่าจะมีในหัวอกคนเป็นแม่ ทั้งน้ำหนักการลงมือตี สีหน้าความเกลียดชัง ไม่มีความสงสารหรือเมตตาเด็กเลยสักนิด

เสียงร้องเจ็บปวดปนสะอื้นไห้สร้างความสงสารจับใจแก่คนรับใช้ที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่น้อย ไม่ควรเลยจริงๆที่เด็กวัยเพียงแค่นี้จะต้องมารองรับอารมณ์ของผู้ใหญ่ซึ่งเป็นแม่ ที่ไม่รู้ว่าลูกในอกไปทำสิ่งใดทำให้ผู้เป็นแม่โกรธเกลียดเธอราวไม่ใช่ลูก ไหนยังจะน้องสาวที่คอยแต่จะอิจฉาริษยากลั่นแกล้งกันอยู่เรื่อยๆ

การกระทำของมารดาที่ปฏิบัติต่อพี่สาวไม่ได้สร้างความหวาดวิตกในความผิดหรือสะเทือนใจต่อเนตรนภาเลยสักนิด หากเธอยังคงยิ้มเยาะอย่างชอบใจพลางแลบลิ้นใส่แสดงท่าทีสมน้ำหน้าให้พี่สาวขณะที่โดนไม้หวายฟาดไม่ยั้ง แม้จะเจ็บจนแทบลืมตาไม่ขึ้นแต่นฤมลก็สัมผัสได้ถึงสิ่งที่เนตรนภาส่งมา

แขนที่ใช้ฟาดเด็กหญิงของจรัสศรีเริ่มล้าจากการตีอย่างหนัก หล่อนผลักล่างเล็กลงกองอยู่กับพื้นแล้วเขวี้ยงไม้หวายลงไปหาเด็กสาว

นฤมลทรุดลงไปจนแทบจะนอน รอยตีแดงรอบตัวร่างบาง บ้างก็เลือดซิบ ดวงตาเธอเริ่มพล่ามัวแต่ก็ยังคงเห็นเนตรนภาโผเข้ากอดแม่อย่างเรียกร้องความสนใจในความสำคัญ และได้ยินเสียงดุจากผู้ให้กำเนิดมาว่า

จำไว้ว่าอย่ารังแกน้องอีก ถ้าเกิดขึ้นอีกละก็คราวหน้าฉันเอาแกตายแน่!’

จรัสศรี ใช้มือของหล่อนผลักศรีษะของเด็กหญิงตัวเล็กแล้วสบถด่าทอเตือนให้หลาบจำก่อนเดินออกไปพร้อมลูกสาวผู้เป็นที่รัก

            นฤมล เงยหน้าขึ้นมามองไปยังมารดาและน้องสาวที่กอดกันแล้วพากันเดินออกไปอย่างค่อยๆห่างสายตา เด็กน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้น ใบหน้าใสเต็มไปด้วยสายน้ำไหลที่ออกมาตากลมๆที่แดงช้ำอย่างไม่ขาด ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจตัวเองถาโถมล้นเข้ามาในอกอย่างที่สุด

ตลอดตั้งแต่เล็กจนโตไม่ว่าจะได้รับความรักความเอ็นดูจากใครมากเพียงใดก็ตามแต่หากสำหรับแม่และน้องสาว…เธอเป็นยิ่งเสียกว่าคนแปลกหน้าหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นคนที่น่าชัง

นฤมลนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จรัสศรีจะเข้ามา เธอเพียงร้องห้ามไม่ให้เนตรนภาระบายสีทับลงบนงานศิลปะที่วางอยู่ไม่ไกลจากที่น้องสาวนั่งอยู่ เด็กสาวตกใจเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อน้องสาวใช้สีโปสเตอร์ละเลงบนแผ่นกระดาษทับผลงานที่เธอตั้งใจทำ หากแต่ผู้เป็นน้องไม่พอใจยังคงทำต่อไป แม้ว่าเธอจะวิงวอนเพียงใดก็ตามจนเนตรนภารู้สึกไม่พอใจ หล่อนจึงฉีกทึ้งกระดาษแผ่นนั้นพร้อมกับผลักจานข้าวที่วางอยู่ข้างๆลงมาอย่างตั้งใจก่อนจะยิ้มอย่างเหยียดหยันใส่

แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไรแต่ในที่สุดเธอก็ต้องถูกมารดาทำโทษ หล่อนไม่เคยรับฟังเธอเลยแม้แต่น้อย

มันเป็นความจริง...ความจริงที่เธอรู้อยู่ในใจและเป็นจริงมาตลอดสิบกว่าปี

ผู้เป็นแม่มักแสดงความรักกับน้องสาวต่อหน้าเธอ ทั้งกอดทั้งหอม และทั้งสองคนก็ทำกับเธอเหมือนเป็นธาตุอากาศราวกับไม่ใช่ลูกและพี่สาว

นฤมลมักจะเจอ เหตุการณ์เช่นนี้เสมอตั้งแต่จำความได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ยังคงไม่สามารถกลั้นน้ำตาหรืออดที่จะน้อยใจไม่ได้ มารดามักทำเหมือนเธอไม่ใช่ลูกของเธออีกคน เธอไม่เคยได้รับความรักการดูแลจากมารดาแต่กลับตรงกันข้ามเธอรู้สึกได้ถึง ความเกลียดชัง

ไม่นานทุกอย่างก็ มืดสนิทตามดวงตาที่ล้าตามร่างกายที่ถูกลงโทษ ไม่รับรู้ใดๆรอบตัว บางครั้งก็อยากจะลืมอุกอย่างให้หมดสิ้น ลืมว่าตัวเองเป็นใคร ลืมคนรู้จักทุกคน ลืมว่าคนข้างกายต้องการเธอหรือไม่ ลืมทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่จำความได้ แต่มันก็ไม่สามารถปฏิเสธความทรงจำที่ยังอยู่ได้เลย

เจ็บปวดเหลือเกิน...กับความจริงที่ไม่มีใครรับฟัง

ความรักที่เธอมอบ ให้ต่อแม่และน้องสาวดูเหมือนจะไม่มีค่าเลยสักนิด ทั้งสองคนต่างรังเกียจผลักไสไล่ส่งเธอไม่ต่างจากเด็กกำพร้าที่เก็บมาเลี้ยง

 

หลังจากนั้นไม่นานนฤมลถูกรัฐมนตรีภูมิศักดิ์ผู้เป็นบิดาส่งให้ไปศึกษาที่โรงเรียนประจำหลังจากจบชั้นประถมศึกษาปีที่ห้า บุตรสาวคนโตของตระกูลก็ไม่ได้กลับไปเยี่ยมเยียนบ้านหลังนั้นอีกเลย หลังจากที่ก้าวออกมาเมื่อสิบปีก่อน พ่อของเธอไม่เคยส่งรถมารับเธอกลับไปเยือนบ้านหลังนั้น มีเพียงแต่ท่านและคุณย่ามาเยี่ยมเยียนเธอที่โรงเรียน พวกท่านมักจะคอยมาแวะมาเป็นครั้งคราวเมื่อสะดวก คอยถามไถ่สารทุกข์ สุขดิบต่างๆทั่วไป

เว้นก็แต่จรัสศรี มารดาของเธอไม่เคยแวะมาหาเธอเลยสักนิด แม้แต่ข้อความที่จะฝากใครมาถึงบ้างก็หากไม่มี และในขณะเดียวกันบิดาและคุณย่าของเธอก็ไม่เคยเลยที่จะกล่าวถึงผู้เป็นแม่ในตลอดหลายปีที่ผ่านมาและเธอก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยถามถึงด้วยเช่นกัน

ผู้หญิงคนนั้น…เธอคงมีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับลูกสาวสุดที่รักโดยปราศจากลูกขยะที่คอยขัดหูขัดตาอย่างเธอ

กาลเวลาผ่านไป แต่หากบาดแผลในใจไม่ได้จืดจางตาม เหตุการณ์หลายๆอย่างที่ผ่านมาในวัยเด็กสร้างอุปนิสัยให้เด็กสาวมีนิสัยนั่งซึมชอบเก็บตัวไม่สุงสิงกับใครไม่ต่างจากก่อนราวกับอยู่คนเดียวบนโลก

แม้ว่ามันจะผ่านมาสิบปีแต่ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอไม่เคยลืมเลือน บางครั้งบางคราก็ยังคงฝันถึงมันราวกับเพิ่งจะผ่านมา

เธอได้รู้ซึ้งถึงคำพูดที่ว่า ‘มีแม่ก็เหมือนไม่มีไม่ต่างจากคนที่มีแม่แต่เสียชีวิตไปแล้ว  ไม่สิ ต่างกันมากต่างหาก คนอื่นนั้นยังมีรอยสัมผัส ความรัก ความผูกพันกับผู้เป็นแม่ แต่ตัวเธอกับไม่เคยได้รู้จักมันเลยสักนิด 

เด็กน้อยๆที่เกิดมาด้วยการเลี้ยงดูจากคนรับใช้ มีชีวิตส่วนมากอยู่ในครัวตั้งแต่เช้าที่ตื่นขึ้นจนเกือบไปถึงเย็น หากว่างบ้างจากงานที่ป้าแจ่มหยิบยื่น เธอก็จะไปนั่งเล่นบ้างอยู่ม้าหินอ่อนสนามหญ้าหรือทำการบ้านบนห้องนอนของเธอเอง…หลีกหนีภาพแม่ลูกที่กอดกันเอาใจใส่กันทำกิจกรรมระหว่างแม่ลูกกันด้วยความรักใคร่

ตั้งแต่นั้นจนมาถึงวันนี้ เด็กหญิงวัยใสในอดีตไม่หวังความรักของแม่อีกต่อไป เธอสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยลำพังด้วยการไร้ความใจใส่จากเธอ

แต่น่าแปลกที่เช้าวันนี้เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าดังขึ้นขณะที่กำลังเดินออกมาจากหอพัก หญิงสาวรู้สึกแปลกใจกับเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นตาและเมื่อเธอกดรับ

เสียงแรกที่ได้ยินคือเสียงหวานไพเราะที่เธอสามารถจำมันได้ทันที แม้เสียงนั้นจะไม่เคยพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเลยก็ตาม แต่ความรู้สึกคุ้นหูยามเมื่อได้เอ่ยกับน้องสาวของเธอยังคงชัดแจ้งเป็นอย่างดี...แม่ของเธอ

ตัวของหญิงสาวชาวาบ เธอไม่สามารถหาเสียงที่จะตอบมารดากลับไปได้ทันที ผ่านไปหลายวินาทีเสียงของจรัสศรีที่ดูเหมือนจะเงียบลงไปก็ดังขึ้นมาอีกครั้งเรียกสติของคนปลายสายกลับคืนมา นฤมลจึงตอบกลับมารดาไป หล่อนถามถึงความเป็นอยู่ของเธอ เล่าเรื่องต่างๆในบ้านให้ฟังรวมถึงเนตรนภาที่ตอนนี้กำลังลังเลระหว่างเลือก มหาวิทยาลัยเพื่อเรียนต่อในเมืองไทยหรือต่างประเทศ จนซักพักหล่อนก็พูดออกมาว่า ‘แม่ขอโทษ’ ที่ผ่านมาหล่อนทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดและแสดงความรักต่อเธอไม่ดีพอ

มันช้าเกินไปไหมที่หล่อนจะพูดคำนี้…เรื่องผ่านมาจวนจะสิบปีแต่เพิ่งจะกล่าวคำว่าขอโทษ รู้สึกผิดและรักเธอ

จะว่ารู้สึกเฉยชาต่อเหตุการณ์เมื่อเช้าก็ไม่ใช่..รู้สึกดีใจมีความสุขก็ไม่เชิง แต่มันกลับโหวงๆแปลกๆที่ออกไปทางลบมากกว่า อธิบายกับตัวเองไม่ถูกเหมือนกัน

ที่ผ่านมาหล่อนหายไปไหนมาแล้วจู่ๆจะมาพูดคำนี้ในเวลาที่เธอแทบลืมเรื่องราวทุกอย่าง…ลืมแม้กระทั่งว่าเคยมีแม่

สู้หล่อนหายไปลืมเธอตลอดกาลไม่ดีกว่าเหรอ จะได้ไม่ต้องมาสะกิดแผลเป็นในตอนนี้ที่อดีตมันเคยเป็นรอยแผลใหญ่บอบช้ำ…แผลที่บรรจุความทรงจำทั้งหมดภายในบ้านหลังนั้นที่ไร้ซึ่งความสุข

เธอแลดูเป็นคนไร้ค่าที่สุดในบ้านหลังนั้น ไม่ว่าจะทำตัววางตัวอย่างไรเธอก็ผิด ผิดเสียไปหมดทุกอย่าง…เธอคงผิดตั้งแต่เกิดมาแล้วเสียนะ

แล้วเย็นนี้ล่ะ…หากเมื่อเธอพบแม่และน้องสาวที่บ้านตามคำชวนให้ไปทานข้าวของหล่อนเมื่อเช้า...เธอจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

ความห่างเหินที่ผ่านมาสิบกว่าปีก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงปกปิดความอ่อนแอ ความกลัว ความน้อยใจที่เกิดขึ้นจนมันทำให้เธอไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก หากลึกๆแล้วก็ยังคงรู้สึกไม่ต่างจากก่อนที่ต้องคอยระแวดระวังว่าจะทำผิดหรือขัดใจหล่อนกับเนตรนภาอีก ตามความรู้สึกตอนนี้แล้วเธอไม่อยากจะกลับไปเหยียบบ้านหลังนั้นอีก

แม่ของเธอจะไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วใช่ไหม กลับมาด่าทอเธอ ใช้ไม้หวายตีเธอ สั่งให้เธออดข้าว หล่อนจะไม่ทำอย่างนั้นอีกแน่เหรอ

นฤมลกลัวเหลือเกินว่าเรื่องในอดีตมันจะวกกลับมาซ้ำ ทำให้สิ่งที่อยู่ในใจลึกๆที่เธอได้ขุดหลุมฝังมันแล้วเปิดเป็นโพรงในใจขึ้นมาอีกครั้ง

ไม่สิ! เธอโตแล้ว เธอสามารถเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองได้ แม่ไม่สามารถที่จะมากำหนดชีวิตหรือขีดเส้นเธออยากให้เธอเป็นหรืออยากให้เธอทำเหมือนแต่ก่อน

ถ้าเหตุการณ์เดิมหวนขึ้นมาจริงอีกครั้ง เธอจะไม่มีวันและไม่มีทางกลับไปเหยียบย่ำบ้านหลังนั้นอีก!

 ‘บ้าน ที่เป็นที่อยู่อาศัยเท่านั้นแต่ไร้การโอบอุ้มซึ่งความรักจากคนในบ้าน หากเต็มไปด้วยความเหงา ความว้าเหว่ ความหวาดกลัว และไม่ปลอดภัยโดยเฉพาะจากเธอคนนั้น ผู้ที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นผู้ให้กำเนิด

เป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิเสธว่าเธอไม่เคยรู้สึกโกรธในการกระทำของหล่อนและน้อง แต่ไม่ว่าเธอจะรู้สึกเช่นไร จิตสำนึกส่วนดีก็คอยเตือนใจมาตลอดว่าอย่างไรเสียก็ ‘แม่

ความรู้สึกตื่นเต้น อึดอัด กังวล ของหญิงสาวตรวนตีกันอยู่ในสมองจนระบายออกไปสู่มือหนาที่เธอกำลังกอบกุมอยู่ นฤมลจับมือของคนข้างตัวแน่นขึ้นราวกับต้องการที่ยึดเหนี่ยวท่ามกลางความคิดที่กำลังสับสน

มือบางถูกกระชับแน่นขึ้นตอบกลับสร้างความอบอุ่น วางใจ คลายกังวลกับเรื่องที่กำลังหนักอยู่ในอกขึ้นบ้าง

ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะล่วงรู้ความคิดของแฟนสาว…ภาวิธเห็นสีหน้าไม่ดีของเธอบวกกับคิ้วเรียวที่ขมวดตั้งแต่เมื่อเช้าราวกับมีเรื่องที่กำลังกังวล ครุ่นคิด อีกทั้งเหงื่อจากมือของเธอที่มักจะออกมาทุกครั้งเมื่อหญิงสาวมีอาการตื่นกลัว

            “เป็นอะไรรึเปล่ามล ทำไมวันนี้ดูแปลกๆคนเป็นห่วงใช้มือแตะหน้าผากของหญิงสาว

            “เปล่า วันนี้มลแค่รู้สึกไม่ค่อยสบายน่ะ

แค่นั้นจริงๆนะ

จริงสินฤมลยิ้มกลับให้แฟนหนุ่มสบายใจ เรื่องมันก็ผ่านมานมนานแล้วมันคงไม่มีอะไรหรอก เธอก็หวังว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นและเธอคงจะคิดมากไปเองแต่หญิงสาวหารู้ไม่ว่าเธอยังคิดน้อยไปกับสิ่งที่กำลังจะมาถึง

“มล วันนี้เราไปกินร้านอาหารเกาหลีเปิดใหม่ตรงข้ามมอกัน เดี๋ยววิธเลี้ยงเอง” ชายหนุ่มเอ่ยชวน

            ‘ภาวิธ’ชาย หนุ่มร่างสูงหน้าตาดี ผิวคล้ำแดดเล็กน้อย นักกีฬาเทนนิสที่สาวๆหลายคนทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องคลั่งไคล้กัน ในวันวาเลนไทน์แต่ละปีได้รับดอกกุหลาบแทบไม่หวาดไม่ไหว เมื่อเดินไปไหนมาไหนกับเขาสาวๆทั้งหลายก็มักจะมองมา ถึงจะผ่านไปแล้วเกือบสามปีแต่นฤมลก็ยังคงไม่ชินเสียที

            เขาเป็นคนอัธยาศัยดี เข้ากับคนได้ง่าย ตรงกันข้ามกับเธอที่วันๆเอาแต่เก็บตัวอยู่กับหนังสือเพื่อนก็มีน้อยแต่ก็ แปลกที่เขาและเธอสามารถคบกันได้ เขาพยายามเข้ามาในโลกของเธอเข้าใจในสิ่งที่เธอเลือกในสิ่งที่เธอเป็น ตลอดเวลาที่รู้จักกันมาภาวิธก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เสมอเป็นห่วงดูแลเอาใจใส่เป็นความรู้สึกที่สามารถเติมเต็มในส่วนที่ไม่เคยได้รับจากใคร อะไรกันหนอทำให้เขาสนใจผู้หญิงอย่างเธอ ยิ่งคิดก็ยิ่งรักคนที่เดินเคียงข้างกันมากขึ้น

            “พรุ่งนี้ได้ไหมวิธ เย็นนี้มลต้องกลับไปทานข้าวที่บ้าน”

            “บ้าน? ปกติมลไม่เคยกลับบ้านไม่ใช่เหรอ?” ภา วิธถามด้วยความสงสัย ตั้งแต่รู้จักกันมานฤมลไม่เคยกลับบ้านเลยสักครั้งแม้แต่ตอนช่วงปิดภาคเรียน เขาต้องช่วยงานทางบ้านในช่วงเวลานั้นจึงต้องคอยมาแวะเวียนหาเธอบ้างและระหว่างช่วงเปิดภาคเรียนในวันหยุดนฤมลชอบทำกิจกรรมชมรมแทนที่จะกลับบ้าน แม้ภาวิธจะเคยถามถึงสาเหตุแต่เจ้าตัวก็เลี่ยงตอบคำถาม ภาวิธจึงเข้าใจว่าเธอคงไม่สบายใจที่อยากจะตอบหรือพูดถึง

            “อืม แต่จากนี้ไปอาจจะกลับทุกอาทิตย์แล้วล่ะ” สาวน้อยร่างบางว่าตามคำชวนของมารดา...

            “ได้เห็นมลกลับบ้านวิธก็ดีใจด้วยนะ” แม้จะไม่รู้สาเหตุความไม่สบายใจของคำว่า ‘บ้านของหญิงสาว แต่เขาก็เข้าใจได้ว่าปัญหาที่เธอกังวลอยู่ในใจมานานคงจะจบลงแล้ว

            นฤมลยิ้มบางๆกลับ นั่นน่ะสิเธอควรดีใจไม่ใช่เหรอ แต่เหตุใดทำไมเธอจึงรู้สึกหวั่นๆแปลกๆ

“อืม จะสามโมงแล้วอ่ะ งั้นมลไปก่อนนะ” หญิงสาวผละมือจากมือหนา แต่ไม่ทันไรข้อมือบางก็ถูกคว้าไว้ด้วยมือที่เธอกุมเมื่อครู่

            “แล้วไปยังไงล่ะ ให้วิธไปส่งไหม”

            “ไม่เป็นไร คุณแม่ให้คนขับรถมารับที่หน้าหอสมุดแล้ว ไปละนะ” กล่าวลาแล้วแต่ข้อมือบางก็ยังไม่ถูกปล่อย หญิงสาวที่ตั้งหน้าตั้งตาจะเดินออกไปหันขวับกลับมามองคนจับด้วยความสงสัย

            “ลืมอะไรรึเปล่า?” ชายหนุ่มส่งแววตาพราวระยับสื่อถึงความหมาย

“..ลืมอะไร?” ทั้งที่พอจะรู้แต่เธอก็แกล้งถามไปอย่างนั้น ถึงแม้ทางในสวนที่เชื่อมระหว่างอาคารเรียนและสระว่ายน้ำจะไม่มีคนแต่ก็ยังเป็นที่สาธารณะอดไม่ได้ที่จะสร้างความอายให้หญิงสาว

“ก็ลืม..” เขาว่าพร้อมกับใช้นิ้วชี้ไปที่แก้มข้างหนึ่งบนใบหน้า

คนถูกเตือนว่าลืมแกล้งยืนทำหน้านิ่งเฉยเมย อดกลั้นยิ้มในความขวยเขินเอาไว้

นักกีฬาหนุ่มจึงเริ่มส่งสายตาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กชายตัวน้อยที่เรียกร้องจะเอาของเล่น…ละลายการแกล้งเมินเฉยของหนอนหนังสือสาว

            แววตาของคนเรียกร้องเป็นผล ไม่นานคนถูกอ้อนก็ยืดตัวหอมแก้มเด็กชายร่างสูง ใบหน้านวลขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อเข้มเหมือนผิวชมพู่และมันก็เหมือนจะยิ่งเข้มจนแทบจะแดงเป็นเชอรี่เมื่อสบตามองกับคนตัวสูงที่เพิ่งอ้อนเมื่อครู่

นฤมลรีบเดินผละออกจากชายหนุ่ม…ทนไม่ได้กับความเขินอายของตัวเองที่ตอนนี้เจ้าของร่างไม่สามารถควบคุมจิตใจที่กำลังโลดเต้นอยู่ แต่มือหนาก็ยังคงไม่คลายออก

เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จมูกโด่งกดลงดอมดมหอมแก้มเจ้าหล่อนกลับสองข้าง แกล้งสูดกลิ่นธรรมชาติกายสาวเข้าลึกๆ สร้างความวาบหวามจั๊กจี้ให้หญิงสาว

ทั้งที่หล่อนไม่เคยประทินด้วยน้ำหอมใดๆแต่กลิ่นกายหล่อนนั้นมันกลับหอมยิ่งกว่า

            “พะ…พอได้แล้ว! นฤมลย่นคอหนีเมื่อคนตัวโตไม่มีทีท่าว่าจะหยุดแกล้ง ใบหน้างามที่เดิมก็แดงจัดได้เพิ่มอุณหภูมิสูงเหมือนอยู่ในเตาอบไมโครเวฟความร้อนสูงเป็นร้อยเท่า หญิงสาวผละร่างสูงออกแล้วรีบหันหลังเดินออกไปก่อนที่เขาจะทำมากกว่านี้และสติของเธอคงได้กระเจิงฟุ้งเหมือนปุยนุ่นอย่างไม่สามารถเรียกเก็บได้จริงๆ หนอนหนังสือสาวเดินไปอมยิ้มไปด้วยความขวยเขินและยิ้มหวานก็กว้างมากขึ้นเมื่อได้ยินเสียงคนขี้แกล้งดังมา   

              “กลับบ้านแล้วอย่าลืมโทรหานะ! ภาวิธตะโกนเสียงดังให้หล่อนพอได้ยิน แต่ดูเหมือนเสียงนั้นจะเผื่อแผ่ไปยังคนอื่นที่กำลังเดินกรายไปมาด้วย แต่คนเรียกร้องความสนใจจากแฟนสาวก็ทำเป็นไม่สนใจแม้จะโดดเด่นจนหลายๆคนจับตาอิจฉา

เจ้าหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยิ้มพราวอย่างมีความสุข…แฟนใครหว่า ยิ่งเขินก็ยิ่งน่ารัก

           

ขณะที่นฤมลกำลังเดินไปทางที่รถจอดรอ จู่ๆสร้อยที่สวมอยู่บนคอของหญิงสาวก็หลุดลง ตัวจี้หัวใจกระแทกลงพื้นกระเด็นกระดอนไปไม่ไกล นฤมลจึงรีบวิ่งตามก้มลงเก็บของสำคัญที่เธอจะทำหายไม่ได้เป็นอันขาด
         ช่างน่าแปลกจริงๆที่สร้อยนั้นหลุดออกมาทั้งๆที่ตะขอเกี่ยวก็ยังคงดีอยู่ และเธอก็ไม่ได้เกี่ยวไปโดนมันให้หลุด

สร้อยทองคำขาวจี้รูปหัวใจเส้นนี้เป็นสร้อยที่ภาวิธซื้อให้เนื่องในวันครบรอบวันเกิด และที่สำคัญมันมาจากน้ำพักน้ำแรงที่เขาเก็บเงินซื้อจากการไปแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยในแต่ละครั้ง

หญิงสาวรีบเก็บมันขึ้นและสวมใส่กลับไปเหมือนเดิม ก่อนที่จะมุ่งไปขึ้นรถที่จรัสศรีส่งมารับกลับบ้าน


        รถยุโรปสี่ประตูสีเทาหม่นถูกเปิดออกโดยคนขับรถเพื่อต้อนรับคุณหนูคนโตของบ้าน รถคันนี้นฤมลยังคงจำมันได้ดี มันถูกซื้อเมื่อเธอยังคงอยู่ในบ้านหลังนั้นและใช้รับส่งเธอและเนตรนภาเป็นประจำ แม้จะผ่านมาหลายปีแต่สภาพรถตอนนี้มันยังไม่ต่างจากเดิมมากเพียงแต่มันเป็นรถรุ่นเก่าที่บ้านเดชพิพัฒน์พงศ์ไม่น่าเอาออกมาขับเพราะเพียงไม่กี่ปีที่บ้านจะมีการผลัดเปลี่ยนรถออกไปแม้จะมีสภาพดีอยู่ก็ตามด้วยรักษาฐานะหน้าตาของตระกูลที่ไม่ให้น้อยหน้าใคร

เมื่อก้าวขาย่างเข้าไปในรถ หล่อนก็จำลุงคนขับรถประจำบ้านได้ดี บุญมาคอยรับส่งเธอและเนตรนภายามเมื่อไปโรงเรียนอยู่เป็นประจำ นฤมลกล่าวสวัสดีทักทายและถามไถ่คนขับรถถึงเรื่องต่างๆทั่วไปรวมถึงเรื่องในบ้านที่ตอนนี้คงจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

            ‘บ้าน’ที่เธอหวังว่ามันคงจะอบอุ่นและเป็นที่พักกายพักใจให้กับตัวเธอตั้งแต่นี้ต่อไป แต่หารู้ไม่ว่าเส้นทางในอนาคตอันใกล้นี้จะมีเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ที่จะพลิกชีวิตเธอให้เปลี่ยนไปก่อนจะได้กลับสู่บ้าน

 

 มีการเพิ่มเปลี่ยนแปลงเนื้อหาบ้างค่ะให้ดูดีขึ้นมานิสสสสนุง แนะนำ ติชม ติติงได้นะเคอะ จะเป็นพระคุณเป็นอย่างสูง
ขอบคุณค่าาาา^..^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

38 ความคิดเห็น

  1. #23 mmining (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2557 / 17:14
    สงสารมลอ่ะ จรัสศรีกับเนตรใจร้ายใจดำที่สุด-3- ชอบนิยายเรื่องนี้มากๆ
    #23
    0
  2. #19 แค่แมว (@mijae) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2557 / 15:58
    ฉากสวีตของวิธกับนฤมล เล่นเอาอ่านไปเกร็งไปเลยละค่ะ .________.
    #19
    0
  3. วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 / 12:37
    สนุกค่ะ 
    #9
    0