เรียนไม่เก่ง (แต่วางแผน) ก็ติดแพทย์ได้ !!

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 18,220 Views

  • 28 Comments

  • 566 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    359

    Overall
    18,220

ตอนที่ 8 : อังกฤษ [ภาคต้น : Skills]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1753
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    18 เม.ย. 60

ตอนที่ 8 

อังกฤษ [ภาคต้น : Skills]



สวัสดีค่า ^^ ห่างหายกันไปนานเลย พี่มาแนะนำอีกวิชาหนึ่งแล้วจ้า “ภาษาอังกฤษ”นั่นเอง



 ...การที่คนคนนึงจะเก่งอังกฤษได้ ควรเริ่มจาก “ทำใจ” ให้เป็นกลาง ไม่เกลียดเขาซะก่อน เหมือนเขาเป็นเพื่อนใหม่คนหนึ่ง ...เมื่อน้องไม่ตั้งแง่กับเขาแล้ว ก็จะทำความคุ้นเคยกันได้เร็วขึ้น ...ยิ่งน้องใช้เวลากับเพื่อนคนนี้มาเท่าไหร่ น้องก็จะยิ่งเห็นเสน่ห์และประโยชน์ของเขา และจะหลงรักเขาไปโดยไม่รู้ตัว >////<


...ตัวพี่เอง ตอนเด็กๆ ก็ไม่ชอบหรอกวิชานี้ รู้สึกว่ามันน่าเบื่อ ท่องๆแกรมม่าไปสอบพอผ่าน แต่พอโตมาก็เริ่มเห็นประโยชน์ของมัน เพราะนอกจากจะทำให้ดูหนังsoundtrack ได้ถึงอารมณ์แล้ว ^_^  ใครสายวิทย์ก็ต้องเจอศัพท์อังกฤษทั้งนั้น แถมจะค้นข้อมูลในเน็ต เว็บไทยก็มีเนื้อหาไม่ครบเท่าเว็บต่างประเทศ จึงเป็นการบังคับกลายๆ ให้พี่ต้องฝึกอังกฤษมากขึ้น เพราะมันสำคัญมาก ทั้งในการเรียนสูงๆขึ้น ทั้งในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ใช้สอบอย่างเดียว......การรู้ภาษาเพิ่มอีกแค่หนึ่งภาษา เป็นการเปิดประตูไปสู่โลกอีกใบได้เลยนะน้อง


    เกริ่นมานาน เข้าเรื่องดีกว่า..ภาษาเป็นวิชาทักษะ ทั้งฟัง พูดอ่าน เขียน ...แล้วแต่ข้อสอบแต่ละสนามจะวัดที่ตรงไหน พี่มาเจาะทีละทักษะเลยดีกว่า



 ------------------------ SKILLS ------------------------



1.) ฟัง/listening



-เท่าที่พี่ไปสอบมา เจอการฟังใน Cutep , กับตอนสัมภาษณ์มช. (โครงการเรียนดีอังกฤษ)



- Cutep พาร์ท listening จะเปิดเทปให้เราฟัง... ถ้าใครจะไปสอบนะ จำไว้ว่า สติสำคัญที่สุด! เพราะเขาจะเปิดเสียงบทสนทนา/เสียงครูพูดบรรยายเลกเชอร์ แล้วถามคำถาม ทั้งหมดนี้ต้องฟังเอา ไม่มีในกระดาษ ...ส่วนในกระดาษจะมีแค่ช้อยส์ตัวเลือก....เป็นอะไรที่โหดมาก ดังนั้นเราจึงต้องมีแผน ^_^ จึงจะทำทัน...


    ขั้นแรก : กวาดตาอ่านช้อยส์ข้อนั้น แบบเร็วๆ

    ขั้นสอง : พอเปิดเสียง ต้องตั้งใจฟัง+จดประเด็นสำคัญๆ (ต้องจดนะ ไม่งั้นหลุดแน่ๆ)

    ขั้นสาม : พอเขาพูดคำถามจบ จึงไปวง+ฝนช้อยส์

    ขั้นสี่  : กวาดตาอ่านช้อยข้อถัดไป ก่อนเสียงเทปจะดังขึ้น .......


///  ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นเร็วมาก มีความกดดันสูง เพราะพาร์ท Listening นี้มี 30 ข้อ ใช้เวลา 30 นาที ดังนั้นน้องจึงต้องมีสติระดับฌานขั้นแปด (เวอร์ไป ^^) และถ้าฟังข้อนึงพลาดไป น้องต้องดึงสติกลับมาและเดินหน้าต่อไปได้ทันที ห้ามกลับไปย้อนพะวงกับข้อที่พลาดไปแล้ว ไม่งั้นจะพังหมดน้า



- สัมภาษณ์มช.โครงการพี่ จะมีหลายห้องให้เราเวียนไปเข้าให้ครบ  มีอยู่ห้องหนึ่งจะเป็นฝรั่งนั่งอยู่ 3 คน แล้วถามคำถาม แต่ละคนก็หลากหลายสำเนียง เจออเมริกาบ้าง อังกฤษบ้าง แล้วแต่ดวง ^_^ ถ้าเจอสำเนียงที่ถนัดก็โชคดีไป แต่ทางที่ดีน้องก็ควรจะฝึกฟังมาหลายๆ สำเนียงนะ



- ไม่ว่าจะเจอแบบไหน หรือสำเนียงอะไร ถ้าสกิลหูน้องดี ก็ไม่หวั่น 555+ ถ้าใครจะไปสอบสองสนามนี้ (หรือสนามอื่นที่มีการฟัง) ก็สามารถฝึกฟังได้จากหลากหลายแหล่งตามความชอบเลย ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง ดูคลิปในยูทูปสนุกๆ เช่น Buzzfeed, ครูลูกกอล์ฟ ฯลฯ  แล้วหัดจับคำเขา หัดพูดตามเลียนสำเนียงเขา



- และมีเว็บนี้ >>link elllo.org ที่จะเป็นเว็บให้ฝึกฟังโดยเฉพาะเลย .....มีคนพูดบทสนทนาให้ฟังแบบหลายสำเนียงมาก แล้วก็มีบทพูดให้ดูด้วย เผื่อคำไหนฟังไม่ออก ....เวลาฝึก น้องฟังอย่างเดียวแบบไม่ดูบทก่อน เพื่อเป็นการฝึกจับใจความโดยรวมว่าเขาพูดเกี่ยวกับอะไร พอฟังจบ ค่อยดูบทเฉพาะตรงที่ฟังไม่ออก เพราะตอนสอบจริง ไม่มีใครฟังออกทุกคำอยู่แล้ว ถ้าเจอคำที่ฟังไม่ออกจะได้ไม่ตกใจ และสามารถเข้าใจเรื่องราวคร่าวๆ ได้



- น้องลองหัดฟังบ่อยๆ หลายๆ สำเนียงนะ ฝึกจากไหนก็ได้ทั้งนั้น ขอให้น้องสนุกกับมันเป็นพอ ...แล้วสกิลน้องจะดีขึ้นๆเองล่ะค่ะ






----------------------------------------------------------------------------------


2. ) พูด/speaking



- ถ้าใครโชคดี (?) หลังสอบข้อเขียนผ่านแล้ว อาจเจอสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ! ทั้งนี้แล้วแต่โครงการนะ เช่นโครงการพี่ ก็จะต้องพูดคุยกับฝรั่งแบบตัวต่อตัว ปากต่อปาก (เอ๊ะ!)



- จริงๆ การพูดนี้ก็จะพัฒนามาจากการฟัง พอเราหัดฟังบ่อยๆ และเลียนเสียงตามให้เหมือน ก็จะพูดได้เองแหละ แต่ประเด็นที่หลายๆคนกังวล คือ พูดยังไงให้ฝรั่งเข้าใจ? ไม่ทำหน้าเหวอ หรือถามว่า “เมื่อกี้ว่าไงนะ” เพราะมันเสียself สุดๆ TT...มีอยู่ 2 จุดนะที่น้องควรใส่ใจเวลาพูด คือการออกเสียงให้ฟังออก และเนื้อหาให้เข้าใจง่าย

 

  ในการพูดภาษาอังกฤษ บางคนไม่กล้าพูดเพราะอายสำเนียงตัวเอง พี่ว่าเรื่องสำเนียงว่าไทย/เมกา/อังกฤษ มันไม่สำคัญเท่าการ ออกเสียงให้ถูกต้อง เช่นเสียง s, t ,v  การstressให้ถูกพยางค์ มีการเว้นช่องไฟระหว่างประโยค และที่สำคัญคือไม่ควรพูดเร็วเกินไป บางคนคิดว่ายิ่งพูดเร็วคือเก่ง แต่ถ้าเร็วจนลิ้นพันกัน หรือคนฟังฟังไม่ทัน ก็ถือว่าการสื่อสารนั้นไม่สำเร็จอยู่ดีนั่นแหละ

 

  ส่วนเนื้อหาที่จะพูด พี่มักจะเจอปัญหาคือรู้ว่าเราอยากจะพูดอะไรแต่ เรียบเรียงคำไม่ถูก หรือเรียงลำดับเรื่องที่จะเล่าไม่ถูก เพราะเราไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษทุกวันนี่เนอะ ถ้าให้คิดสดแล้วพูดเลย ก็จะติดๆ ขัดๆ  .....แต่ปัญหาเหล่านี้ก็แก้ได้นะ โดยคิดบทมาก่อน เช่นเวลาไปสัมภาษณ์ ก็เตรียมคิดคำตอบสำหรับคำถามที่ต้องเจอแน่ๆ เช่น แนะนำตัวเองซิ, ทำไมอยากเข้าคณะนี้, บอกข้อดี ข้อเสียของตัวเอง ฯลฯ ถ้าเราเขียนบทไว้ก่อน ฝึกพูดไว้ก่อน ก็จะพูดได้คล่องขึ้นเวลาต้องพูดจริง


  และเวลาเราพูด ก็ควรมองหน้าผู้ฟังด้วยนะ จะเป็นการเช็คไปในตัวว่าเขายังตามเราทันมั้ย และถ้าเห็นเขาทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ดูงงไม่เข้าใจ >_< ก็ควรจะเปลี่ยนคำพูดให้ง่ายลง หรืออธิบายเสริมให้เข้าใจได้ง่าย ทั้งนี้ก็เหมือนพูดไทยนี่แหละ แค่สื่อสารให้เข้าใจทั้งสองฝ่ายเป็นใช้ได้ ...อย่าเกร็งเกินไป ^_^

 



- ส่วนการสอบเข้าม. ที่น้องๆ ทุกคนต้องเจอแน่ ก็มีพาร์ท Speaking เช่นกัน! แต่เป็นแบบจำลอง ไม่ต้องพูดจริง คือพาร์ท conversation เจอในทั้ง Gat, 9 วิชา และโอเน็ต


  ส่วนใหญ่จะให้บทสนทนาแบบขาดๆช่วงมา แล้วให้น้องเติมประโยคที่เหมาะสมกันสถานการณ์ลงไป ถ้าเป็นในข้อสอบ 9 วิชา, Gat จะเล่นพวก “สำนวน” ด้วย (เช่น คำว่า brush up on ...ไม่ได้เกี่ยวกับแปรง แต่แปลว่า ทบทวนสิ่งที่ลืมๆไป)


  การจะทำข้อสอบพวก conver ได้ น้องควรจะคุ้นกับภาษาพูดในชีวิตประจำวันของฝรั่งพอสมควร (อาจจะมาจากการดูหนัง หรืออ่านนิยายบ่อยๆ) แต่ถ้ามีเวลาน้อย ก็ฝึกทำข้อสอบเอาเลย เช่นใช้หนังสือของ ดร.ศุภวัฒน์ เล่ม Gat กับเล่ม 9 วิชาสามัญ ก็ใช้ได้ดีนะ ^^

 


----------------------------------------------------------------------------------


3.) อ่าน/Reading



- การอ่านนี่เจอทุกสนามเลยค่ะ ทั้ง Cutep, 9 วิชา, Gat, และโอเน็ต



- รูปแบบข้อสอบในพาร์ท Reading มีทั้งแบบ : ตอบคำถามจากบทความ, เติมคำลงในช่องว่างของบทความ (Cloze Test), เรียงประโยค, แก้ส่วนที่ผิดในบทความ ฯลฯ



- โดยไม่ว่าข้อสอบจะมาไม้ไหน ล้วนมาจากพื้นฐาน “การอ่านจับใจความ” ซึ่งสกิลนี้จะสะสมจากการฝึกอ่านนิยาย/นิทาน/บทความ/บทวิจารณ์ (ที่เป็นภาษาอังกฤษน่ะนะ ^^) บ่อยๆ



- เป็นธรรมดาที่การอ่าน จะมาคู่กับคำศัพท์ พี่ก็จะแนะนำให้น้องๆม.4-5 ท่องศัพท์ใหม่+ทวนศัพท์เก่าทุกวันสะสมๆไป (ศัพท์ของ Ormschool กับศัพท์ครูสมศรี ดีมาก ^_^)



- ส่วนพอช่วง ม.6 ใกล้สอบแล้ว ควรเปลี่ยนมาเน้นทำสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ฝึกจับเวลาทำข้อสอบ Reading จริง ..เพราะพาร์ท Reading นี่แหละที่คนส่วนมากข้ามไป/ทำไม่ทันกัน ถ้าน้องทำได้อ่ะ มันจะได้เปรียบมากๆเลยนะ ....ฝึกบ่อยๆ เยอะๆนะ จะได้คุ้น พอคุ้นแล้วก็จะอ่านได้เร็วขึ้น....ซึ่งถ้าน้องม.6 ที่มัวแต่ท่องศัพท์อยู่ก็จะกลายเป็นไม่ได้ฝึก Reading เท่าที่ควรนะ



- เรียงลำดับความยาว+ซับซ้อนของบทความดังนี้ : Cutep > 9วิชา > Gat > Onet



- Cutep พาร์ท Reading  เป็นโคตรสปีดเทส (อาจจะสปีดกว่า 9 วิชาอีกก) มี 60 ข้อ ให้เวลา 70 นาที มีจำนวน 7-8 บทความ มีทั้งบทความที่ให้ตอบคำถาม และแบบ Cloze Test (เติมคำลงในช่องว่าง)....อีกทั้งยังออกบทความหลายประเภท ตั้งแต่ข่าว, ด้านสังคม, วิทย์



- 9 วิชา ของสทศ. เป็นสปีดเทสอีกหนึ่งสนาม มี 80 ข้อ ให้เวลา 90 นาที .......มีพาร์ท conver 20 ข้อ, cloze test 15 ข้อ, Reading แบบตอบคำถามจากบทความ 40 ข้อ, และเรียงประโยค 5 ข้อ.... เขาแจกมาทีเดียวเลยเป็นปึก น้องต้องแบ่งเวลาให้ดีๆนะ ควรทำพาร์ทที่ถนัดก่อน


- พี่มีความลับของสทศ.จะมาบอก! คือ 9 วิชาอังกฤษเขาชอบเอา พาร์ท “เรียงประโยค” ไว้ข้างหลังสุด (ข้อ 76-80) ซึ่งมันง่ายกว่าพาร์ทอ่านบทความซะอีก แต่คนมักจะทำกันไม่ทัน...จึงควรพลิกไปทำข้างหลังก่อนนะ ไม่ควรพลาด ^_^


- 9 วิชาจะออกบทความแนววิทย์ๆ งานวิจัยๆ ไม่หนีจากนี้ ....งานนี้เด็กสายวิทย์ได้เปรียบ(?)



- ส่วนสนามอื่นๆ Gat, Onet, ม.บูรพา นั้นระดับความยากจะน้อยกว่า Cutep และ 9 วิชามาก คือถ้าฝึกระดับ Cutep กับ 9 วิชาไว้แล้วอ่ะ สนามอื่นนี่แทบไม่ต้องอ่านเลยนะ ^^



- เวลาทำข้อสอบ Reading แบบตอบคำถามจากบทความ พี่แนะนำว่าให้อ่านคำถามก่อน เช่น มีคำถามหนึ่ง ถามว่า main idea ของย่อหน้าที่ 3 คือ? น้องก็ไปวงที่ย่อหน้า 3 ไว้ เพื่อที่ว่าตอนอ่านบทความ จะได้รู้ว่าควรเน้นตรงไหนไง



- Cloze Test ที่ให้เติมคำในช่องว่างของบทความ ส่วนใหญ่ของ Cutep จะวัดคำศัพท์ ส่วนใน 9 วิชาจะวัดแกรมม่า



- น้องลองดูๆ คลิปของครูสมศรีดูนะคะ(ในยูทูป) อ.มีสอนเทคนิคการทำ Reading เยอะเลย มีทำข้อสอบให้ดูด้วย ที่พี่อยากให้เราดูคือที่อ.สอนทำพาร์ทเรียงประโยค แบบอ.จะสอนวิธีการสังเกตประโยคแรก ว่าต้องไม่มีคำเชื่อม ฯลฯ

 


----------------------------------------------------------------------------------


4.) เขียน/Writing


- Cutep ออกพาร์ทการเขียนในรูปของ error identification จำนวน 30 ข้อ ให้เวลา 30 นาที ซึ่งจะให้ประโยคมา แล้วให้เราหาส่วนที่ผิดแกรมม่าในประโยคนั้น โดยแค่วงส่วนที่ผิด ไม่ต้องแก้ให้ถูก แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เวลาที่ให้มานั้นถือว่าน้อยมาก...ทำเกือบไม่ทัน TT


- ในการทำ error  ควรอ่านข้อความที่ขีดเส้นใต้ ให้ครบทุกช้อยส์ก่อนตัดสินใจตอบนะ เพราะอาจมีข้อที่ผิดมากกว่าอยู่ท้ายๆ


- Cutep พาร์ทนี้ มักออกเรื่องเดิมซ้ำๆ เช่นคำศัพท์ที่พี่เจอตอนสอบ economic/economical, rise/raise ที่คนมักใช้ผิด น้องคนไหนจะไปสอบ พี่แนะนำให้อ่านเล่ม พิชิต Cutep 100++ นะ เพราะตรงแนวมากๆ ^_^


- ตอนฝึกทำ error แม้ว่าในข้อสอบจริงจะไม่ต้องแก้ให้ถูก แต่ตอนฝึกทำก็ควรจะหัดแก้ให้ถูกด้วยนะ! แล้วก็ดูเฉลยด้วย น้องจะได้แกรมม่าเยอะเลยล่ะจากการทำerror  แบบไม่ต้องไปอ่านทวนหนังสือเรียนเลย ;)


- มีข่าวดี ^_^ คือ 9 วิชาไม่ออกแกรมม่า...คือไม่มีพาร์ท error อะไรแบบนี้ตรงๆ แต่อาจจะมีแทรกบ้างใน cloze test ...งั้นก่อนสอบ 9 วิชาจึงควรเน้นตรง conver (พวกสำนวน) กับ Reading นะ


- ส่วนแกรมม่าใน Gat กับ โอเน็ต มันจะไม่ยากเท่า Cutep แน่นอน ถ้าใครผ่านการฝึก Cutep แล้วก็จะชิวมาก :)





////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

 


อังกฤษ ภาคต้นนี้  พี่ขอจบแค่วิธีการฝึกทักษะต่างๆ ในภาษาอังกฤษนะคะ


ส่วนการแนะนำหนังสือ...ขอต่อตอนหน้าน้า


สัญญาจะไม่ให้น้องรอนาน แน่นอนค่ะ ^_^

 

 

.......To be continued

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #13 Penguin_Rachael (@Penguin_Rachael) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 22:31
    เห็นแจ้งเตือนของพี่ปุ๊บ รีบเข้ามาอ่านเลยค่ะ ขอบคุณที่แนะนำให้นะคะ จะเอาไปปรับใช้ (เป็นคนหนึ่งที่เคยมั่นใจภาษาอังกฤษมากๆในห้องเรียน แต่พอย้ายโรงเรียน+สอบแข่งขัน) ภาษาอังกฤษรู้สึกอยู่ในระดับ0 ToT ตอนนี้พยายามเก็บเนื้อหาให้ครบ+ท่องศัพท์ทุกวันให้ชินอยู่ค่ะ
    #13
    1
    • #13-1 ahanabira (@ahanabira) (จากตอนที่ 8)
      19 เมษายน 2560 / 10:56
      ดีใจที่น้องได้ประโยชน์จากสิ่งที่พี่เขียนค่ะ ขอให้น้องสู้ต่อไปนะ มุ่งให้ถูกทาง เดี๋ยวก็ค่อยๆ เก่งขึ้นนะคะ สู้ๆน้า
      #13-1