เกมหัวใจไฟเสน่หา

ตอนที่ 22 : ตอนที่ 20

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,210
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    1 ธ.ค. 51

               ตอนที่  20

“เอามือของคุณออกไปเดี๋ยวนี้”

ทันทีที่ลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าใครเป็นคนมอบสัมผัสอ่อนโยนที่ดึงเธอจากการหลับใหลเท่านั้น อันนาก็ไม่เสียเวลาแม้สักนิดเมื่อบอกออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่ไม่ต่างจากสีหน้านิ่งเฉย

และทั้งหมดนั้นก็ทำเอาคนฟังถึงกับหน้าเสียไปนิดก่อนยอมทำตามแต่โดยดีเมื่อละมือลงมาวางไว้ที่ข้างตัวดังเดิม

ในขณะเดียวกันอันนาก็เม้มปากเข้าหากันแน่นเมื่อรู้ตัวว่าสัมผัสแผ่วเบาของตฤณเมื่อครู่นี้ยังคงหลงเหลือร่องรอยจาง ๆ ไว้ในความรู้สึก

ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน เธอจึงจะลบเขาออกไปจากใจได้

หญิงสาวนึกด้วยความท้อใจก่อนบังคับตัวเองไม่ให้ใส่ใจกับสีหน้าแววตาจับจ้องอย่างไม่วางตาของอีกฝ่ายแล้วลุกขึ้นจากโซฟาเดินตรงไปหยุดอยู่ข้างเตียงมารดา

...แม่ขา ได้โปรดฟื้นขึ้นมาเป็นกำลังใจให้ข้าวสามารถตัดใจจากเขาได้เสียทีเถอะค่ะ...

อันนานึกภาวนาอยู่ในใจขณะวางมือลงบนหลังมือบอบบางของผู้เป็นมารดาราวกับต้องการสื่อผ่านความรู้สึก

“อันนา เอ่อ...ข้าว ถ้ายังไงข้าวกลับไปพักผ่อนที่บ้านก็ได้นะเดี๋ยวทางนี้พี่จะดูแลคุณอาให้เอง”

ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ จากร่างบางที่ยืนหันหลังให้และนั่นก็ทำให้ตฤณต้องลอบถอนใจออกมา ก่อนเอ่ยอีกครั้งด้วยน้ำเสียงทอดอ่อน

“ตอนนี้ก็เช้าแล้ว ข้าวหิวหรือยัง เดี๋ยวพี่จะลงไปหาซื้ออะไรมาให้นะ ข้าวอยากทานอะไรล่ะ”

มีเพียงความเงียบที่ตอบรับต่อคำพูดนั้น และนั่นก็ราวกับทำให้ตฤณอดรนทนต่อไปไม่ไหวจนต้องบอกออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วระโหย

“ข้าว...หันมามองพี่หน่อยได้ไหม พูดอะไรกับพี่สักคำ อย่าทำเมินเฉย อย่าทำเหมือนพี่ไม่มีตัวตนแบบนี้ ได้ไหม”

คราวนี้คำพูดนั้นเหมือนจะส่งผลต่อหญิงสาวได้ในที่สุดเมื่อเจ้าตัวหันหน้ากลับมามองด้วยแววตาที่ยังคงเรียบสนิทเช่นเดิม ก่อนเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้คนฟังถึงกับอึ้ง

“ออกไปให้พ้น ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ”

“ข้าว...”

ตฤณได้แต่ครางเรียกชื่อหญิงสาวออกมาอย่างปวดใจแต่ก็จนถ้อยคำที่จะเอื้อนเอ่ยอีกจึงเท่ากับเปิดโอกาสให้อันนาได้กล่าวต่อไป

“แล้วก็กรุณาเรียกฉันว่าอันนาเหมือนเดิม เพราะชื่อข้าว...ฉันให้เรียกได้เฉพาะคนที่ฉันอนุญาตเท่านั้น อ้อ! แล้วฉันก็เป็นลูกคนเดียวไม่ได้มีพี่ชายที่ไหน ดังนั้นไม่ต้องมาแทนตัวเองว่าพี่ เพราะคุณไม่ใช่พี่ชายของฉัน”

แววตาหมางเมินที่มองมาของอันนายังเทียบไม่ได้กับคำพูดเย็นชาที่ได้ยินซึ่งทำให้ตฤณเจ็บลึกเข้าไปถึงในหัวใจ

เธอคงเกลียดเขามาก

ตฤณบอกกับตัวเองอย่างเสียใจเมื่อแปลสิ่งที่สะท้อนออกมาทางสีหน้าและแววตาของอันนาได้เช่นนั้น ก่อนฝืนกล้ำกลืนก้อนแข็งที่แล่นมาจุกแน่นตรงลำคอแล้วเค้นเสียงแหบแห้งเอ่ยออกไป

“เธอคงเกลียดฉันมากเลยสินะสำหรับสิ่งที่ฉันทำไว้กับเธอ”

ไม่มีคำตอบจากปากบางที่เอาแต่เม้มแน่นราวกับต้องการสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่กำลังปะทุ หากนั่นก็มากพอแล้วสำหรับตฤณที่จะตีความหมายออกมาว่านั่นคือการยอมรับ

ดังนั้น ด้วยหัวใจที่สั่นไหวและไม่รู้ว่าจะรับมือกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเช่นไร ตฤณจึงเลือกหนทางด้วยการพาตัวเองเดินตรงไปที่ประตูแล้วเปิดออกไปเงียบ ๆ โดยไม่เห็นถึงแววปวดร้าวที่ซุกซ่อนในดวงตาของอันนาเมื่อมองตามหลังเขาไป

ก่อนที่หยาดน้ำใสจากความรู้สึกร้าวรานจะค่อย ๆ ไหลรินลงมาตามข้างแก้ม

...

สภาพของลูกชายเพียงคนเดียวที่กำลังก้าวลงมาจากรถแท็กซี่ที่แล่นเข้ามาจอดเทียบอยู่ด้านล่างของตัวตึกในเวลาค่อนข้างดึกพอสมควร ทำให้ตรัยที่ก้าวออกมาจากโถงของตัวบ้านทันทีที่ได้ยินเสียงรถยนต์ต้องส่ายหน้ากับตัวเองอย่างกึ่งระอากึ่งหนักใจ

ไม่ต้องให้ใครบอกเขาก็รู้ว่าท่าทางเดินแทบไม่เป็นเส้นตรงแบบนี้มันเกิดขึ้นจากอะไร

“ไง...ดื่มหนักมาเลยล่ะสิ”

ตรัยเอ่ยทักพร้อมกับนิ่วหน้าอย่างไม่ชอบใจเมื่อได้กลิ่นแอลกอฮอล์ที่โชยมาจากตัวลูกชายที่ก้าวขึ้นบันไดมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า

“นิดหน่อยครับคุณพ่อ”

เสียงตอบอ้อแอ้ที่ฟังเหมือนไม่พ้นลำคอออกมาดีนักนั้นเรียกเสียงถอนใจหนัก ๆ จากผู้สูงวัยกว่าก่อนเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงเนิบ ๆ

“แค่หนูข้าวเขายังไม่ยอมรับกับความพยายามในครั้งแรกของแก นั่นก็ทำให้แกถึงกับถอดใจไปเลยเหรอ”

ครั้นเห็นแววตาสงสัยที่มองมาของลูกชาย คนเป็นพ่อก็จุดยิ้มที่มุมปากราวกับสมเพชก่อนบอก

“สงสัยล่ะสิว่าพ่อรู้ได้ยังไง ก็เพราะมันไม่ได้ยากเลยหากดูจากท่าทางของหนูข้าวตอนที่พ่อไปดูอาการของคุณภาเมื่อตอนบ่ายแล้วถามถึงแก ทำไมล่ะตฤณ กับแค่หนูข้าวเขาไล่แกกลับมา แกก็ยอมกลับมาโดยดีแล้วไปกินเหล้าหัวราน้ำอย่างนี้น่ะเหรอ แล้วไหนล่ะ ที่แกบอกว่าอยากได้หัวใจเขาน่ะ หากแกทำได้แค่นี้ล่ะก็ พ่อว่า...แกถอดใจเสียเถอะ”

“ผม...”

ตฤณพูดได้แค่นั้นก็เงียบไปพร้อมกับก้มหน้าลงอย่างคนอับจนทั้งถ้อยคำและความคิด และนั่นก็ทำให้คนเป็นพ่ออดเวทนาไม่ได้จนต้องออกปากอีกครั้ง

“เอาเถอะ พ่อเข้าใจนะว่าช่วงนี้แกอาจรู้สึกสับสนและต้องการเวลาบ้าง เพราะแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยต้องตามงอนง้อผู้หญิงคนไหนมาก่อน ยิ่งโดยเฉพาะกับคนที่แกทำไม่ดีกับเขาเอาไว้ มันก็คงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยสำหรับแก แล้วถ้าแกไม่อยากเสียหนูข้าวไป แกก็ต้องยอมลดทิฐิ ลดความถือดีในตัวเองลงให้มากกว่านี้ เพราะไม่อย่างนั้นล่ะก็...บางทีแกอาจจะต้องเสียใจไปจนตลอดชีวิต”

จบคำพูด ตรัยก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในตึกเพื่อไปพักผ่อนภายในห้องนอนที่อยู่ชั้นบน ปล่อยให้ลูกชายได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับกำลังซึมซับถึงคำสอนที่ผู้เป็นพ่อทิ้งไว้ให้

...

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นเต็มที่ในเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากรถยนต์ที่มีตฤณขับออกไปโดยมีตรัยนั่งไปด้วยพ้นไปจากประตูรั้วบ้านได้ไม่นาน รถยนต์ที่มีอชิระขับมาเพียงลำพังก็ค่อย ๆ พาตัวเคลื่อนผ่านประตูรั้วเข้ามาอย่างช้า ๆ

ชายหนุ่มเจ้าของรถยนต์ปรายตามองช่อดอกไม้ที่วางอยู่บนเบาะด้านข้างแวบหนึ่งพร้อมกับนึกขำในใจ

ทั้งที่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาซื้อช่อดอกไม้มาให้ผู้หญิงเสียหน่อย แต่ทำไมไม่รู้...ครั้งนี้เขาถึงเต็มไปด้วยความประหม่าและขัดเขินอย่างบอกไม่ถูก

อชิระยิ้มอย่างขันตัวเองเมื่อขับรถแล่นไปจอดเทียบอยู่ด้านล่างของตึกใหญ่ ก่อนก้าวลงจากรถแล้วเหลียวมองไปรอบ ๆ จนกระทั่งเจอกับเด็กรับใช้ซึ่งเป็นคนเดียวกันกับที่เจอเมื่อวานกำลังเดินมาจากสวนด้านข้าง

“น้อง...”

ชายหนุ่มเรียกอีกฝ่ายเพียงแค่นั้นแล้วก็หยุดไปก่อนยิ้มออกมากับท่าทีงง ๆ ในตอนแรกของเด็กสาวซึ่งเพียงครู่เดียวก็ทำสีหน้าว่าจดจำเขาได้แล้วเดินตรงเข้ามาหา

“เอ่อ...คุณ...ตฤณอยู่ไหม”

ด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ในใจอชิระจึงเปลี่ยนไปถามหาคนเป็นเพื่อนแทนหญิงสาวที่เขาตั้งใจมาพบ ก่อนนิ่งไปนิดกับคำตอบที่ได้

“ไม่อยู่ค่ะ ออกไปโรงพยาบาลกับคุณท่านเมื่อสักครู่นี้เองค่ะ”

จริงสิ เมื่อวานนี้เขาก็ตั้งใจจะไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมดูอาการคุณแม่ของอันนา แต่ก็เกิดเรื่องกับวริษาเข้าเสียก่อนเลยทำให้หลงลืมไปเสียสนิท

...เอาไว้ออกจากที่นี่ค่อยไปก็แล้วกัน...

อชิระตัดสินใจ ก่อนเปิดรอยยิ้มนำทางเมื่อเอ่ยถามถึงคนที่ตั้งใจมาหา

“แล้วคุณฝนล่ะ อยู่หรือเปล่า”

“ไม่อยู่ค่ะ ออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าก่อนคุณท่านกับคุณตฤณจะออกไปอีกค่ะ”

“แล้วน้องรู้ไหมว่าเขาไปไหน”

ชายหนุ่มถามออกไปอย่างร้อนใจหลังจากผิดหวังเมื่อรู้ว่าวริษาไม่อยู่ ก่อนผิดหวังอีกรอบกับคำตอบที่ได้

“ไม่ทราบค่ะ”

เฮ้อ! แล้วอย่างนี้จะไปตามหาได้ที่ไหนกันล่ะ

ชายหนุ่มถอนใจอย่างนึกปลง ก่อนเปิดประตูรถแล้วคว้าช่อดอกไม้ออกมาส่งให้อีกฝ่ายพลางบอก

“ถ้าคุณฝนกลับมาถึง น้องช่วยเอาดอกไม้นี้ให้กับเธอด้วยนะ”

แล้วโดยไม่เปิดโอกาสให้เด็กสาวได้ซักถามอะไร ร่างสูงก็ก้าวอ้อมด้านหน้าตัวรถแล้วเปิดประตูออกก่อนก้าวขึ้นนั่งประจำที่พร้อมกับสตาร์ทรถ หลังจากนั้นจึงขับเคลื่อนออกไปพร้อมกับความผิดหวังในหัวใจ

...

บรรยากาศอันชวนอึดอัดที่เกิดขึ้นภายในห้องพักของผู้ป่วยทำให้ตรัยต้องลอบถอนใจกับตัวเองเมื่อนึกถึงว่านี่ก็ครึ่งชั่วโมงเข้าไปแล้วตั้งแต่เขากับลูกชายมาดูอาการของวราภาที่ยังไม่ทีท่าว่าจะรู้สึกตัว แต่จนกระทั่งบัดนี้อันนากับตฤณก็ยังไม่ได้พูดอะไรกันเลยสักคำ และไม่...แม้กระทั่งจะมองหน้ากันตรง ๆ ด้วยซ้ำ

ไม่คิดจะทำอะไรเลยสักอย่างเหรอไงนะ

พร้อมกับความคิดนั้น ตรัยก็ปรายตามองไปยังลูกชายด้วยความขัดใจก่อนถอนใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วจึงหันไปบอกกับหญิงสาวที่เอาแต่นั่งมองเหม่อออกไปทางนอกหน้าต่างริมระเบียงห้องด้วยน้ำเสียงปรานี

“หนูข้าวคงเหนื่อยแย่เลยนะที่ต้องทนอดตาหลับขับตานอนมาทั้งคืน ลุงว่าหนูอย่ามามัวอุดอู้อยู่ในห้องแบบนี้เลย ออกไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายเสียบ้างเถอะ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณลุง ข้าวไม่เหนื่อย ข้าวอยากอยู่ดูแลคุณแม่มากกว่า”

“แต่ตอนนี้ก็มีลุงช่วยดูแลให้แล้วไงล่ะ เพราะงั้นหนูข้าวไม่ต้องเป็นห่วง ออกไปเปลี่ยนบรรยากาศเสียบ้างเถอะ อ้อ! ใช่...ลุงเกือบลืมไปเลย หนูฝนฝากมาบอกว่าเดี๋ยวเย็นนี้เขาจะแวะมาที่นี่และจะมาค้างคืนด้วยเพื่อจะได้คอยช่วยหนูข้าวดูแลคุณภาอีกแรง”

“ลำบากน้องฝนเปล่า ๆ ค่ะคุณลุง ข้าวดูแลคุณแม่เองได้ค่ะ”

“หนูฝนเขาเต็มใจน่ะ ยังไงก็อย่าไปขัดศรัทธาเขาเลยนะ อีกอย่าง...ลุงบอกตรง ๆ ถ้าได้หนูฝนมาคอยอยู่ทางนี้อีกคน ลุงก็ค่อยสบายใจหน่อยเพราะเท่าที่ลุงยอมตามใจหนูข้าวด้วยการไม่จ้างพยาบาลพิเศษและปล่อยให้หนูข้าวเป็นคนดูแลคุณภาเองเนี่ย ลุงก็รู้สึกไม่ดีเลย”

“โธ่! คุณลุงอย่าคิดมากสิคะ ข้าวไม่ได้ลำบากอะไรเสียหน่อย”

อันนาพยายามปลุกปลอบชายสูงวัยโดยทำเป็นไม่ใส่ใจกับการจับจ้องของตฤณซึ่งตลอดเวลาที่เธอสนทนากับพ่อของเขานั้น ชายหนุ่มก็เอาแต่มองเธอเงียบ ๆ อย่างไม่คลาดสายตา

“ถ้าหนูข้าวไม่อยากให้ลุงคิดมาก งั้นก็ทำอย่างที่ลุงบอกสิ ไป...ออกไปเดินเล่นให้สมองปลอดโปร่งเสียหน่อย ส่วนทางนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะลุงก็ตั้งใจจะชวนแม่เราคุยไปเรื่อย ๆ นั่นล่ะเผื่อว่าบางทีเขาอาจทนรำคาญต่อไปไม่ไหวจนยอมลุกขึ้นมาบอกให้ลุงหยุดพูดสักทีก็ได้”

คำพูดตอนท้ายอย่างติดตลกของชายสูงวัยเรียกรอยยิ้มได้นิด ๆ จากอันนา ก่อนยอมทำตามความต้องการของอีกฝ่ายในที่สุดเพราะเข้าใจว่าตรัยคงต้องการเวลาอยู่กับแม่ของเธอเป็นการส่วนตัวบ้าง

“ถ้าอย่างนั้น ข้าวขอไปเดินเล่นสักครู่นะคะ”

เพียงอาการพยักหน้าพร้อมกับสีหน้ายิ้ม ๆ ของตรัย อันนาก็พาตัวเองก้าวออกไปจากห้องท่ามกลางดวงตาคู่คมที่ยังคงเอาแต่ทอดมองตาม

“แกจะเอาแต่มองอยู่แบบนี้เหรอวะตฤณ”

คล้อยหลังบานประตูที่ถูกปิดสนิทลง ตรัยก็หันมาทางลูกชายแล้วเอ่ยออกไปอย่างหมั่นไส้นิด ๆ

“แล้วคุณพ่อจะให้ผมทำยังไง ก็เห็น ๆ อยู่ว่าแม้กระทั่งหน้าผม...เขาก็ยังไม่อยากมอง”

“อ้าว! ก็รีบ ๆ ตามไปสิวะไอ้เซ่อ หรือจะเอาแต่นั่งหน้าเจี๋ยมเจี้ยมอยู่แบบนี้ก็ตามใจ พ่อคงช่วยแกได้แค่นี้ล่ะ”

ฟังแล้วลูกชายจึงยิ้มออกมาได้เมื่อเข้าใจถึงเหตุผลที่ผู้เป็นพ่อรบเร้าให้อันนาออกไปข้างนอกก็เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้ปรับความเข้าใจกับเธอนั่นเอง

“ขอบคุณมากครับคุณพ่อ”

หลังบานประตูที่ถูกปิดสนิทลงอีกครั้ง ตรัยจึงยิ้มออกมาอย่างเหนื่อยใจแล้วจึงหันกลับไปมองร่างบอบบางของหญิงอันเป็นที่รักซึ่งยังคงไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาเสียที ก่อนเอ่ยออกมาเบา ๆ

“รีบตื่นขึ้นมาช่วยผมจัดการกับเด็กพวกนี้ทีเถอะคุณภา เพราะลำพังผมคนเดียวคงจะช่วยอะไรเจ้าตฤณมันไม่ได้มาก แล้ว...ดูท่าหนูอันเองก็ถอดแบบคุณในเรื่องของความใจเด็ดมาไม่น้อยเลย”

...

หลังจากหมดเวลาไปราวสิบห้านาทีกับการเฝ้าเดินตามหาอันนาจนกระทั่งมาถึงสวนสาธารณะข้างตึกโรงพยาบาล ในที่สุดตฤณจึงได้เจอคนที่อยากพบ

ท่ามกลางผู้คนซึ่งมีทั้งผู้ป่วยและผู้มาเยี่ยมที่ออกมาเดินเล่นและบางคนก็กำลังบริหารร่างกาย กลับมีเพียงหญิงสาวร่างบอบบางที่นั่งอยู่เพียงลำพังบนม้านั่งยาวซึ่งทำจากเหล็กดัดเท่านั้นที่สามารถตรึงสายตาของชายหนุ่มเอาไว้ได้

ท่าทีเศร้าสร้อยจนแลดูอ้างว้างจากการนั่งทอดตามองนิ่งตรงไปข้างหน้าราวกับไม่มีจุดหมายทำให้วูบหนึ่งตฤณนึกอยากเข้าไปสวมกอดร่างเล็กนั้นอย่างจับจิตจับใจ หากแต่...ความรู้สึกบางประการที่แยกแยะไม่ออกว่าเป็นความละอายใจหรือความหวาดหวั่นกันแน่ก็ยับยั้งไม่ให้เขากระทำตามที่ใจต้องการ กระทั่งท้ายที่สุดก็ทำได้แค่เพียงยืนมองอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งอันนาหันมาเจอ

เมื่ออันนารับรู้ได้จากประสาทสัมผัสว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องตรงมายังเธอ หญิงสาวจึงหันกลับไปมองเพื่อจะได้พบว่าคนที่กำลังเฝ้ามองเธออย่างแน่วแน่นั้นก็คือคนที่เธอกำลังคิดถึงอยู่

ทว่า ความคิดถึงนั้นหาใช่ด้วยความสุขเพราะมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานใจเมื่อนึกถึงความเลวร้ายที่เขากระทำกับเธอมาตลอด

ดังนั้น ด้วยหัวใจที่ขมขื่นและแค้นเคือง อันนาจึงลุกจากที่นั่งแล้วเดินเลี่ยงไปทางอื่นเพราะไม่ต้องการตกอยู่ภายใต้สายตาจับจ้องนั้นอีก แต่นั่นกลับเหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้ตฤณเริ่มขยับเท้าก้าวตรงไปหาร่างบอบบางเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ตามไปทันเมื่ออันนาชะลอฝีเท้าลงแล้วหันกลับมามองด้วยสีหน้าแววตาว่างเปล่าที่ชวนให้คนมองรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก ก่อนบอกกับตัวเอง

เขาไม่ชอบเลยเวลาที่เห็นเธอมองมาเหมือนเขาไม่มีค่าไม่มีความหมายอะไรเลยสักอย่างแบบนี้

หากแต่...วินาทีถัดมาอีกเสียงหนึ่งที่ราวกับจะเยาะหยันก็ดังก้องขึ้น

แล้วนายยังจะกล้าหวังให้อันนาเขาเห็นนายมีค่าและมีความหมายอีกเหรอ เมื่อเทียบกับสิ่งเลวร้ายที่ได้กระทำเอาไว้กับเธอ

และด้วยความรู้สึกผิดที่ยังคงตอกย้ำอยู่ในหัวใจ ตฤณจึงเอาแต่ยืนนิ่งเงียบยามเมื่อก้าวมาเผชิญหน้ากับอันนาและปล่อยให้หญิงสาวเป็นฝ่ายยิงคำถามเข้าใส่

“คุณตามฉันมาทำไม?

คำถามนั้นไม่ได้รับคำตอบใดกลับมานอกจากความนิ่งเงียบเช่นเดิม และนั่นก็ทำให้อันนานึกขัดใจจนคิดจะผละจากไปโดยไม่คิดทวงถามเอาคำตอบอีก

“อย่าเพิ่งไปได้ไหม...”

เสียงแหบแห้งที่ดังจากทางด้านหลังยามเมื่ออันนาหันหลังกลับเพื่อเตรียมจะก้าวออกไปทำให้หญิงสาวถึงกับชะงักโดยไม่รู้ตัวเพราะสัมผัสได้ถึงกระแสเว้าวอนที่แทรกอยู่ในน้ำเสียง

“ได้โปรด...ช่วยฟังสิ่งที่ฉันจะพูดกับเธอหน่อยเถอะนะ”

ความร้าวรานและเสียดแทงใจซึ่งไม่รู้ที่มาส่งผลให้คนฟังถึงกับน้ำตาซึมหากเจ้าตัวก็พยายามระงับไว้ด้วยการเม้มปากแน่นขณะยังคงยืนหันหลังให้อยู่เช่นนั้น

และตฤณก็ถือเอาอาการนิ่งเฉยของหญิงสาวเป็นการยอมรับไปในตัว ก่อนยิ้มขมกับตัวเองแล้วบอกออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนเบา

“ขอบใจนะ”

คราวนี้มีความนิ่งเงียบจากฝ่ายอันนาเช่นกันสำหรับการตอบรับต่อคำพูดนั้น ก่อนที่เสียงถอนใจจะถูกทอดถอนออกมาเบา ๆ จากฝ่ายที่ยังคงทำได้แค่เพียงยืนมองแผ่นหลังของหญิงสาว

“ฉันขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำไว้กับเธอ ถึงแม้ตอนนี้คำว่าขอโทษมันอาจสายเกินไปก็ตาม แต่ฉันก็อยากให้เธอรับรู้ไว้ว่า...ฉันเสียใจจริง ๆ นะอันนา”

หยุดไปนิดราวกับต้องการรอดูปฏิกิริยาจากคนที่ยังคงยืนหันหลังให้ หากแต่ความสงบนิ่งของหญิงสาวก็ทำให้ตฤณต้องซ่อนความหม่นหมองไว้ในใจก่อนเอ่ยต่อ

“ฉันรู้ สิ่งที่ฉันทำมันยากเกินกว่าการให้อภัย แต่...ฉันก็อยากขอร้อง ขอให้ฉันได้มีโอกาสแก้ไขความผิดพลาด ขอให้ฉันได้ชดใช้เธอบ้างเถอะนะ ฉันสัญญา...ต่อไปฉันจะไม่ทำให้เธอต้องเจ็บปวดอีก”

“ชดใช้อย่างนั้นเหรอ? คุณจะชดใช้ให้ฉันยังไงล่ะคะคุณตฤณ”

อันนาถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่บังคับให้ราบเรียบทั้งที่ในหัวใจกำลังสั่นไหวเหลือเกินแล้ว เพราะแม้จะเฝ้าบอกตัวเองว่าเธอควรเกลียดเขาสำหรับสิ่งเลวร้ายที่เขาทำเอาไว้กับเธอ หากแต่ส่วนลึกในหัวใจเธอเองย่อมรู้ดี...

ถึงอย่างไร เธอก็ยังไม่อาจตัดใจได้จริง ๆ

แต่...เธอก็อภัยให้เขาไม่ได้เช่นกัน เมื่อนึกถึงสาเหตุที่ทำให้แม่ของเธอต้องมาล้มเจ็บแบบนี้

ดังนั้น เมื่อได้ยินคำตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำของชายหนุ่ม ส่วนหนึ่งของความรู้สึกลึก ๆ ในใจจึงส่งผลให้อันนาถึงกับงันไปอย่างคาดไม่ถึง

“ก็...ด้วยการดูแลเธอไปจนตลอดชีวิตไงล่ะอันนา แต่งงานกับฉันนะ ให้ฉันได้มีโอกาสชดใช้ให้กับเธอบ้าง ฉันรับรอง...ต่อจากนี้ฉันจะไม่ทำให้เธอต้องพบกับความเสียใจอีกเลย”

 “แต่ฉันไม่ต้องการ เพราะฉันก็เหมือนกับผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่ฝันจะได้แต่งงานกับคนที่ตัวเองรักและก็รักฉันด้วย”

“งั้นตอนนี้เธอก็ได้เจอคนที่รักเธอแล้วล่ะ”

คำพูดที่มีนัยประหลาดนั้นจุดความสนใจของคนฟังได้มากพอจนกระทั่งลืมตัวหันขวับมามองด้วยแววตาเบิกกว้างก่อนจะตั้งคำถามออกไปทันควัน

“หมายความว่ายังไง?

รอยยิ้มหม่นที่จุดขึ้นตรงมุมปากของชายหนุ่มซึ่งราวกับต้องการเยาะอะไรบางอย่างนั้นดูเหมือนจะทำให้อันนานึกเดาคำตอบออกมาได้ราง ๆ หากกระนั้นเมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายบอกออกมาอย่างชัดเจนก็ยังทำให้หัวใจของคนฟังกระตุกขึ้นมาอย่างแรง

“หมายความว่าฉันรักเธอไงล่ะ...อันนา”

...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

263 ความคิดเห็น

  1. #221 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2551 / 23:24
    ทีนี้ก็เหลือแต่หนูข้าวแล้วล่ะว่าจะเอาไง
    #221
    0
  2. #220 nekojung (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2551 / 23:15
    ว๊าว พระเอกเราเข้าข้างตัวเองสุดๆเลยนะเนี่ย



    รีบมาอัพต่อนะ ข้าวอย่าเพิ่งใจอ่อนละ เดี๋ยวตฤณ จะได้ใจนะ
    #220
    0