แรงตะวัน

ตอนที่ 5 : แรงตะวัน : บทที่ 3 (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,274
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    27 ก.พ. 61

 

(๑)

ร้อยตำรวจโทเอกณัติ นายตำรวจนอกเครื่องแบบนิ่วหน้า รู้สึกคุ้นหน้าชายหนุ่มที่เพิ่งเดินสวนทางเขาเมื่อครู่ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าสีหน้าของสองสาวที่ยืนอยู่ข้างเก้าอี้รับแขกหน้าที่ตั้งศพ ภาพน้องพีทนั่งเล่นของเล่นอยู่ใกล้ๆ ทำให้ผู้หมวดสะท้อนใจ นึกสงสารที่ตัวเท่านี้ก็ต้องมาสูญเสียมารดา

ด้วยความที่ได้ยินมาบ้างว่าหลานของทานตะวันเป็นเด็กที่กลัวคนแปลกหน้า ไม่ชอบให้เข้าไปทัก ไม่ชอบให้เข้าไปถึงตัว ในภาวะอย่างนี้นายตำรวจหนุ่มจึงเลี่ยง โดยเลือกที่จะเดินไปสมทบกับกลุ่มสาวๆ ซึ่งยังคงยืนทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองออกไปนอกศาลา จนผู้หมวดอดที่จะหันมองตามสาวๆ ไม่ได้ และทันเห็นรถสี่ห้าคันทยอยเคลื่อนออกไป

“คนใหญ่คนโตที่ไหนมางานพี่สุรีย์น่ะ”

คำถามดูจะตรงประเด็นเพราะอย่างน้อยหนึ่งในสองสาวก็หันมามอง 

“สวัสดีค่ะพี่หมวดเอก” เพ็ญสิริยกมือไหว้ ในขณะที่ทานตะวันยังคงมองไปทางด้านหน้าศาลา

เอกณัติคงไม่รู้ว่าหญิงสาวกำลังคิดอะไรอยู่ ส่วนเพ็ญสิริก็ดูจะไม่แน่ใจ แววตาของทานตะวันในเวลานี้เหมือนคนคิดไม่ตก เพราะเริ่มไม่แน่ใจนักว่าการแสดงออกอย่างท้าทายและสะใจเมื่อเห็นสุริเยนทร์ทำได้เพียงข่มขู่แล้วเดินหนีไปจะเป็นเรื่องที่ดี อาจเพราะทุกคนยังจำสิ่งที่วิสุทธิ์เตือนเมื่อครู่ได้

ผมรู้จักสุริเยนทร์ดี อย่าท้าทายเขา! อย่าทำให้เขาโกรธไปมากกว่านี้ พี่สุรีย์เป็นพี่สาวแฝด เป็นญาติสนิทคนเดียวที่เหลืออยู่ ต่อให้ไม่ได้ติดต่อ แต่ตลอดมาก็ยังรู้ว่ามีชีวิต เวลานี้เขาคิดว่าพี่ชายคุณพรากชีวิตพี่สาวเขาไป คุณคงคิดได้ว่าสุริเยนทร์จะทำยังไงกับพี่ชายคุณ!’

ทานตะวันคิดถึงคำพูดของวิสุทธิ์อยู่จริงๆ เธอห่วงพี่ชายมากกว่าตัวเอง นั่นเป็นเหตุผลที่ต้องขอรบกวนผู้หมวดเอกณัติ

“สวัสดีค่ะพี่หมวด ขอบคุณที่มานะคะ”

ชายหนุ่มรับไหว้ทานตะวัน ดวงตาเป็นประกาย รุ่นน้องสาวไม่เปลี่ยนไปเลย ดูไม่ต่างกับเมื่อครั้งที่เขาเห็นเธอครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน ตอนที่หญิงสาวไปแต่งหน้าให้ญาติเขาในงานแต่งงาน นี่อาจเรียกว่าตกหลุมรักตั้งแต่แรกเจอ กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังรู้สึกดีๆ ด้วย แต่ด้วยงาน หน้าที่ และอายุที่ห่างกันเกือบสิบปีจึงไม่กล้าแสดงออกมากมาย ได้แต่ทำตัวเป็นหมาหยอกไก่ หรืออาจเป็นได้แค่มดแดงแฝงพวงมะม่วงก็เป็นได้

“หน้าเคทมีอะไรติดเหรอคะ” ทานตะวันเอ่ยเมื่อนายตำรวจยังไม่พูดอะไร เอาแต่มอง “มองมากๆ เดี๋ยวเคทคิดตังค์นะคะ”

“คิดเท่าไหร่ล่ะครับ”

หญิงสาวยิ้มพลางตอบทีเล่นทีจริง “ไม่เอาเป็นเงินค่ะ เอาเป็นแรง เพราะเคทจะต้องมีเรื่องขอให้พี่เอกช่วยเยอะแยะเลยค่ะ”

“พี่เคยบอกเคทแล้วไม่ใช่เหรอครับ พี่ยินดีช่วยเคทเสมอ” ดวงตากลมโตที่มองมาทำให้ผู้หมวดหนุ่มต้องรีบบอกต่อ “ในฐานะพี่ชายคนเดิมของเคท”

“ขอบคุณค่ะ” ทานตะวันยิ้มนิดๆ แต่เท่านั้นผู้หมวดก็ชื่นใจแล้ว

“แหม...เป็นพี่ชายของยายเคทคนเดียวเหรอคะ” เพ็ญสิริทำงอน

“ก็เป็นพี่ชายของพวกเราทุกคนนี่แหละ” ผู้หมวดรีบแก้เก้อ “อ้อ เมื่อกี้พี่สวนกับผู้ชายตัวสูงๆ ที่มีบอดีการ์ดเดินตาม พวกเขาน่าจะลงจากศาลานี้นะ พี่คุ้นหน้าบอกไม่ถูก แต่ก็นึกไม่ออก เขาเป็นใครครับ”

คำถามนั้นทำให้ทานตะวันหน้าบึ้งทันควัน ทำเอาผู้หมวดไม่เข้าใจว่าถามอะไรผิด

“เขาเป็นน้าของน้องพีทค่ะ” เพ็ญสิริเป็นคนตอบ “เป็นน้องชายแฝดของพี่สุรีย์ ชื่อสุริเยนทร์”

“สุริเยนทร์?” เอกณัตินิ่วหน้า ชื่อนี้มีเอกลักษณ์ทำให้เขาจำได้

“พี่เอกรู้จักเหรอคะ” ทานตะวันถามเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของผู้หมวด

นายตำรวจหนุ่มพยักหน้า “แต่เรียกว่ารู้จักคุณอาทิตย์ พ่อของคุณสุริเยนทร์จะถูกกว่า พี่รู้จักคุณอาทิตย์ตอนจบใหม่แล้วได้ไปประจำการที่ สภ.ทับดาว ที่นั่นไม่ว่าจะข้าราชการหรือนายตำรวจย้ายไปก็ต้องเข้าไปฝากเนื้อฝากตัวกับคุณอาทิตย์กันทั้งนั้น เพราะท่านเป็นคนใหญ่คนโตของที่นั่น และเป็นคนที่รวยมาก มีบ้านเล็กบ้านน้อยเยอะเหมือนกัน แต่มีลูกชายคนเดียวคือคุณภูหรือคุณสุริเยนทร์ เห็นว่าเป็นลูกภรรยาคนแรก แต่คุณภูเป็นคนที่มีนิสัยแปลก ไม่ค่อยชอบสังคมเหมือนคนพ่อ”

“แปลกยังไงคะ” ทานตะวันซักในสิ่งที่ผู้หมวดละไว้

“อืม...เข้าถึงยาก โลกส่วนตัวสูง เคยได้ยินคนแถวนั้นพูดกันว่าลูกชายคุณอาทิตย์ชอบก่อเรื่อง มีปัญหาใช้ความรุนแรงมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นคนโมโหร้าย ถึงขั้นทำร้ายพี่เลี้ยงจนโคม่า สุดท้ายพี่เลี้ยงคนนั้นก็ตาย”

“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ” เป็นเพ็ญสิริที่หลุดเสียงออกมาอย่างตกใจ

ผู้หมวดพยักหน้าพลางเล่าต่อ “คุณอาทิตย์ขึ้นชื่อว่าตามใจลูกชายมาก ปกป้อง เรียกว่าใครแตะต้องไม่ได้เลย เคยมีเรื่องครูที่โรงเรียนทำโทษ วันต่อมาครูถูกซ้อมเจ็บหนักจนต้องขอย้ายออกจากพื้นที่”

“เป็นพ่อที่รังแกลูกสินะคะ เลี้ยงลูกแบบนั้นลูกชายถึงได้มีนิสัยชอบระราน ข่มขู่คนไปเรื่อย” ทานตะวันว่า

เพ็ญสิริพยักหน้าเห็นดีด้วย

“แต่ก็อย่างว่า หลายๆ เรื่องพี่ก็แค่ได้ยินมา ไม่รู้ว่าความจริงเป็นยังไง แต่เท่าที่เจอเมื่อหลายปีก่อนเขาก็ไม่ได้ดูเลวร้ายขนาดนั้นนะ เป็นคนไม่ค่อยสนใจใครด้วยซ้ำ นี่พี่แปลกใจมากเลยที่อยู่ๆ บอกว่าคุณสุริเยนทร์เป็นน้องชายของคุณสุรีย์ ไม่น่าเป็นไปได้”

“แต่เป็นไปแล้วค่ะ แล้วก็เป็นเรื่องจริงด้วย” เพ็ญสิริว่า “ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ หน้าตาดี หุ่นดี เท่ก็เท่ รวยก็รวย ไม่น่าถูกเลี้ยงมาแบบนั้นเลย ถ้าไม่เจอนิสัยแรงๆ ของเขาเมื่อกี้ มาบอกเพ็ญว่าคุณสุริเยนทร์เป็นเจ้าชายเพ็ญก็เชื่อนะคะ”

“เขานิสัยแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ” ผู้หมวดถาม

เพ็ญสิริพยักหน้าหงึกๆ  

“ไม่ใช่นิสัยแย่ธรรมดาด้วยค่ะ นิสัยแย่มาก!” ทานตะวันเน้นย้ำ “ไร้เหตุผล บ้าอำนาจ หยาบคาย ชอบคิดว่าตัวเองมีอำนาจล้นฟ้า เคทไม่มีทางยอมผู้ชายนิสัยแบบนี้เป็นอันขาด”

เอกณัติเลิกคิ้วเมื่อเห็นอาการของรุ่นน้อง ซึ่งเขาไม่ค่อยเห็นเธอในอารมณ์แบบนี้เท่าไร “อย่าบอกนะว่าคนที่เคทมีปัญหาด้วยแล้วขอให้พี่มาช่วยเป็นกองหนุน คือคุณสุริเยนทร์”

ทานตะวันยังไม่ทันได้ตอบเพ็ญสิริก็พยักหน้านำไปก่อนแล้ว 

“ไหนเล่ามาอย่างละเอียดซิ เกิดอะไรขึ้น” เอกณัติมีสีหน้าขรึมขึ้นทันที แต่ก็นึกอะไรขึ้นได้ “เดี๋ยวก่อนดีกว่า ขอพี่ไปเคารพศพคุณสุรีย์ก่อน เพราะดูเหมือนงานนี้จะต้องคุยกันยาว บอกไว้ก่อนเลยว่าถ้ามีปัญหากับคนคนนี้ ต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้มากๆ เขาไม่ได้เป็นแค่เจ้าพ่อที่ใหญ่เฉพาะในถิ่นตัวเอง แต่รู้จักคนใหญ่คนโตระดับประเทศไม่น้อย แล้วคนเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นหนี้บุญคุณคุณอาทิตย์ ก็เลยเอ็นดูคุณสุริเยนทร์เหมือนลูกเหมือนหลาน”

“ฟังไว้นะเคท” เพ็ญสิริตำหนิเพื่อนสาว “พี่หมวดกำลังบอกแกว่า แกกำลังไปหาเรื่องผิดคนแล้ว”

ทานตะวันหน้าหงิกขึ้นมาทันที หันขวับไปทางผู้หมวดแล้วทำตาขุ่น ราวกับว่าที่พูดเมื่อกี้ไม่ใช่เพ็ญสิริ แต่เป็นเขาเองที่ทำให้เธอไม่พอใจ

“พี่เอกกำลังจะบอกให้เคทอยู่เฉย แล้วให้เขารังเกอย่างนั้นเหรอคะ”

เอกณัติมองหญิงสาวอย่างหนักใจ แต่ยังไม่ได้พูดอะไรทนายสมชายก็เดินขึ้นมาบนศาลาพร้อมกับคุณนายยุดา ดูเหมือนทั้งคู่จะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ระหว่างสุริเยนทร์กับทานตะวันแล้วจากคำบอกเล่าของเด็กในบ้านที่รีบวิ่งไปตามมาจากในครัว

“สวัสดีครับคุณลุง คุณป้า” เอกณัติยกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่เขารู้จักและนับถือ

ผู้มากวัยกว่าทั้งสองรีบรับไหว้นายตำรวจหนุ่ม ก่อนจะหันมาทางทานตะวันที่ยกมือไหว้เช่นกัน

“คุณสุริเยนทร์ล่ะ” ทนายสมชายเป็นฝ่ายเอ่ยถามทานตะวัน

“กลับไปแล้วค่ะ กลับไปพร้อมกับคำขู่ว่าจะเล่นงานเคท แต่เคทไม่กลัวหรอก ยังไงเคทก็ไม่ให้ผู้ชายคนนั้นเอาตาพีทไปเลี้ยง เคทไม่อยากให้หลานโตขึ้นมาเป็นผู้ชายอย่างนั้น”

ป้ายุดาสบตาทนายสมชายอย่างหนักใจ ทั้งคู่คุยกันก่อนหน้านี้แล้วตกลงกันว่าจะให้ทานตะวันเจรจากับสุริเยนทร์ดีๆ เลี่ยงการปะทะ เพราะทนายสมชายรู้สึกว่าคนอย่างสุริเยนทร์น่ากลัวเกินกว่าจะไปมีปัญหาด้วย แต่ดูจะช้าเกินไป ทานตะวันทำให้เจ้าพ่อคนนั้นโกรธเข้าแล้ว 

“ให้มันรู้ไปสิว่าคนดีๆ จะไม่มีที่อยู่ เรายิ่งกลัว เขายิ่งเหลิง จะทำอะไรก็ทำได้ ต่อให้ต้องสู้คนเดียวเคทก็จะสู้ อย่างมากก็แค่ตาย”

“พูดอย่างนั้นได้ไง แกเอาไงฉันก็เอาด้วย” เพ็ญสิริว่าเสียงดังทั้งที่ใจยังสั่น “ฉันเคยทิ้งแกเหรอ ตายเป็นตายละงานนี้”

“ฟังดูเศร้านะ สู้คนเดียว” เอกณัติว่า “พี่ไม่ได้บอกว่าจะยอมให้เขารังแกเคท เพียงแต่บอกว่าเราต้องคิดให้มาก วางแผนให้ดี เพราะเรามีน้องพีทเป็นเดิมพัน ยังไงพี่ก็ยังอยู่ข้างเคทเสมอ”

“ขอบคุณค่ะ” ทานตะวันยิ้มได้บ้าง

ทุกคนยังไม่ว่าอะไร แต่ทนายสมชายก็ยังมีเรื่องอยากจะเตือน “แต่ก่อนอื่นลุงอยากให้เคทใจเย็นๆ คุยกับเขาดีๆ ก่อน กับคนบางคนพุ่งเข้าใส่จะได้ไม่คุ้มเสีย ลุงเชื่อว่ากฎหมายคุ้มครองเราได้อย่างที่เคทเชื่อมั่น แต่กลไกของกฎหมายก็ทำงานช้าเหลือเกิน อย่างที่เรารู้ โดยเฉพาะกับคนอย่างคุณสุริเยนทร์ ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง เจรจารอมชอมกันจะดีกว่า”

“แต่เขาแสดงออกชัดว่าไม่อยากคุยกับเราดีๆ นะคะ เขาเชื่อซะขนาดนั้นว่าพี่นพฆ่าพี่สุรีย์ เราพูดไปก็เท่านั้น เขาไม่มีทางฟังอยู่แล้ว”

“คุณวิสุทธิ์ไงแก” เพ็ญสิริเสนอ “เขาดูเหมือนอยากช่วยเรานะ แล้วเขาก็รู้จักคุณสุริเยนทร์มากกว่าเราด้วย เพราะยังแนะนำให้เราเจรจาเลย แต่แกปฏิเสธความหวังดีของเขาไปเพราะความหน้ามืด”

คำตำหนิทำให้ทานตะวันหน้าบึ้งใส่เพื่อน ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองทำผิด

“แกไม่กลัวแต่คนอื่นเขากลัวนะโว้ย” เพ็ญสิริพูดเสริม “เกิดพวกนั้นมาอุ้มพวกเราคนใดคนหนึ่งไปจะทำยังไง ใครจะช่วยเราได้ พี่หมวดเอกก็ไม่ได้อยู่คุ้มครองเราตลอดนะ”

“คิดซะว่าทำเพื่อหลานนะลูก” ป้ายุดารู้ว่าจะพูดอย่างไรให้ทานตะวันโอนอ่อน “อย่าให้หลานต้องตกเป็นตัวกลางของญาติสองฝ่ายที่ทะเลาะกันเลย”

“ถ้าเขาไม่ตั้งป้อมใส่เราก่อน เคทก็ไม่อยากมีเรื่องกับเขาหรอกนะคะ พูดใส่หน้าเคท มองเหมือนเคทเป็นปลิงคอยดูดเงินพี่สุรีย์ ว่าเคทเสียๆ หายๆ ที่สำคัญเขาปรักปรำว่าพี่นพเป็นฆาตกรโดยไม่มีหลักฐาน”

“เขามีหลักฐานให้เชื่ออย่างนั้น” ทนายสมชายบอกสิ่งที่รู้ “ลุงว่าหนูเคทคงไม่รู้ว่าระหว่างเกิดเหตุคุณสุรีย์โทรศัพท์หาน้องชาย ฝากข้อความเสียงไว้ เป็นเสียงขอความช่วยเหลือ ลุงได้ฟังข้อความเสียงนั้นด้วย เสียงกรีดร้องอย่างตกใจของคุณสุรีย์ยังติดอยู่ในหูลุง แล้วนั่นคือพี่สาวเขา มันไม่ต่างกับเขานั่งมองดูพี่ถูกทำร้ายโดยที่ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เพราะเวลาผ่านไปแล้วกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าเขาจะได้ฟังเสียงนั้น”

นั่นคือเรื่องที่ทุกคนเพิ่งรู้ และตกใจ อึ้งไปตามๆ กัน

“คุณลุงคะ” กว่าอึดใจทานตะวันจึงตั้งตัวได้แล้วเอ่ยถาม “ขอเคทฟังหน่อยได้มั้ยคะ”

“ลุงไม่มีหรอก แต่ทางทนายของคุณสุริเยนทร์ส่งให้ทางตำรวจเพื่อประกอบเป็นหลักฐาน นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นการฆาตกรรม”

เพ็ญสิริเพิ่งจะร้องอ๋อ “มิน่า...เพราะคุณสุริเยนทร์นี่เอง ตำรวจถึงมาตามประเด็นนี้ ทั้งที่ตอนแรกบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ”

“ถ้าเคทจะฟัง ต้องไปขอจากทางตำรวจใช่มั้ยคะ”

ไม่มีใครให้คำตอบได้ดีกว่าเอกณัติ “พี่คิดว่าคงยากหน่อย ฟังจากที่ลุงทนายบอก ทางตำรวจเขาสงสัยคุณนพ เคทเป็นน้องสาวผู้ต้องสงสัย เขาคงไม่ให้ฟังง่ายๆ พี่ว่าลองจากทางอื่นจะง่ายกว่ามั้ย”

“ถ้าจะให้ลุงแนะนำก็ลองถามคุณวิสุทธิ์ดู” ทนายสมชายบอก

ทุกคนพยักหน้าสนับสนุน

“งั้นเคทจะหาโอกาสคุยกับเขาแล้วขอดูนะคะ”

“โทร. ไปเลยมั้ย ฉันใจร้อน” เพ็ญสิริที่บอกว่ากลัวแต่กลับยุเพราะความอยากรู้

“ฉันมีเบอร์ติดต่อคุณวิสุทธิ์ที่ไหนเล่า” ทานตะวันว่า

“เออ...นั่นสิ ลืมไป” เพ็ญสิริยกมือเกาหัว ยิ้มเก้อๆ

“ถ้าจะเอา ลุงมี คุณวิสุทธิ์ให้ไว้...” ทนายสมชายบอกพลางหยิบนามบัตรส่งให้ทานตะวัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

1,971 ความคิดเห็น