แรงตะวัน

ตอนที่ 29 : แรงตะวัน : บทที่ 10 (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 889
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    9 มี.ค. 61

๑๐(๓)

 “ขอบคุณนะคะพี่เอก เคทจะดูแลตัวเอง”

เพ็ญสิริเปิดประตูเข้ามาทันได้ยินบทสนทนาของทานตะวันกับคู่สาย

“พี่เอกก็ดูแลตัวเองนะคะ ไม่ต้องเป็นห่วงเคทหรอกค่ะ เคทไม่ยอมแพ้แค่นี้หรอกค่ะ ก็อย่างที่ลุงทนายบอก กับคนบางคนการพุ่งชนก็ได้ไม่คุ้มเสีย เคทแค่จะซื้อเวลา ขอแค่พี่ชายปลอดภัย ยังไงเคทก็จะไม่ยอมให้ผู้ชายแบบนั้นเลี้ยงดูหลาน”

“แกเป็นไงบ้าง” เพ็ญสิริถามหลังจากทานตะวันวางสาย เพราะสีหน้าเพื่อนไม่สู้ดี “ฉันโทร. บอกให้ลออเอาชุดมาให้แกเปลี่ยนแล้วนะ”

พูดยังไม่ทันขาดคำประตูก็ถูกเคาะ ลออเปิดประตูเข้ามาโดยถือกระเป๋าใส่เสื้อผ้าของทานตะวันมาด้วย เด็กสาวมีสีหน้าไม่สู้ดี ดวงตาแดงก่ำ ดูก็รู้ว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้มา

“ลออเป็นอะไร สงสารน้องพีทเหรอ” ทานตะวันถาม

“ค่ะ แต่...”

“มีอะไรก็พูดมาเถอะ”

“ลออ...ลออไม่อยากแยกกับพี่ธง”

ทานตะวันอาจไม่รู้จักคนที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงแต่เพ็ญสิริคุ้นเคยดี เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่ลออถูกสุริเยนทร์ขู่เรื่องจะให้ไปภูทับดาวนั้นเด็กสาวเคยพูดกับเธอ

“แฟนลออน่ะ ทำงานเป็นคนสวนที่บ้านข้างๆ” เพ็ญสิริบอก

“แล้วทำไมต้องแยกล่ะ” ทานตะวันถามลออ แต่เด็กสาวอ้ำอึ้ง

“คุณสุริเยนทร์ให้ลออไปที่ภูทับดาวน่ะสิ” เพ็ญสิริช่วยบอก

เด็กสาวน้ำตาซึมอีกเมื่อคิดถึงเรื่องนี้

ทานตะวันฝืนยิ้ม เศร้าแต่ก็ยังรู้สึกดีที่มีทางออกให้เด็กในบ้าน “ลออไม่ต้องไปแล้วละ”

“ได้เหรอคะ คุณสุริเยนทร์สั่งเด็ดขาด ขืนลออไม่ทำตามคงได้เดือดร้อนกันหมด”

“ไว้ฉันจะคุยกับเขาเอง แค่ฉันไปคนเดียวก็พอที่จะดูแลน้องพีทแล้วละ”

“แล้วลออจะโดนไล่ออกมั้ยคะ”

“ลอออยู่บ้านนี้อย่างเดิมได้ ลุงทนายเคยบอกไว้ อยู่ดูแลบ้านเหมือนกับคนอื่น อีกไม่นานฉันก็พาน้องพีทกลับมา ช่วงนี้ก็ทนๆ กันหน่อยละกัน”

“จริงเหรอคะคุณเคท” ลออมีสีหน้าดีใจเมื่อทานตะวันพยักหน้า จากนั้นเด็กสาวก็ขอไปดูน้องพีทซึ่งหลับอยู่บนเตียง ปล่อยให้ทานตะวันนั่งคุยกับเพ็ญสิริตามลำพัง

“ฉันคุยกับคุณวิสุทธิ์แล้วนะ” เพ็ญสิริบอกเมื่อนั่งลงข้างๆ เพื่อนแล้วแตะแขนให้กำลังใจ “เขาโกรธมากพอรู้ว่าคุณสุริเยนทร์ทำร้ายเธอ แล้วก็ฝากขอโทษเธอแทนเพื่อนเขาด้วย”

“คุณวิสุทธิ์ไม่จำเป็นต้องขอโทษฉันเลย เขาไม่ผิดสักนิด แถมยังพยายามเตือน แต่ฉันเองต่างหากที่ไม่ยอมฟังเขา คุณวิสุทธิ์พูดถูกนะเพ็ญ พวกเรารู้จักผู้ชายอย่างนายสุริเยนทร์น้อยไปจริงๆ”

“แต่ตอนนี้พวกเรารู้แล้วนี่เคท ฉันเชื่อว่าเราจะสามารถหาทางรับมือเขาได้ดีกว่าเดิม แกอย่าเพิ่งยอมแพ้นะ ยังไงฉันก็จะอยู่ข้างแก ถ้ามีอะไรแกโทร. หาฉันเลยนะ”

“ขอบใจมากนะเพ็ญ ฉันรู้ว่าแกกลัว แต่แกก็ไม่เคยทิ้งฉัน”

“เพื่อนกันนี่ แล้วฉันก็มั่นใจว่าถ้ากลับกัน ฉันเดือดร้อน...แกก็จะไม่ทิ้งฉันด้วย”

ทานตะวันยิ้มได้ ในความลำบากที่สุดเธอก็ยังมีเพื่อนคนนี้อยู่เคียงข้างให้อุ่นใจเสมอ

 

“นายมีธุระด่วนที่จะต้องกลับไปก่อน ให้ผมกับลูกน้องอีกสี่คนคอยอำนวยความสะดวกให้คุณทานตะวันกับคุณพีท ถ้ามีอะไรก็เรียกใช้พวกเราได้” นั่นคือคำบอกเล่าจากบอดีการ์ดหน้าเหี้ยมที่ชื่อจ่ายักษ์ “จนกว่าหมอจะอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล นายอยากให้คุณทานตะวันอยู่ที่นี่ ถ้าต้องการอะไรก็บอกผม”

“คุณต้องบอกว่านายของคุณสั่งให้ฉันอยู่ที่นี่ถึงจะถูกไม่ใช่เหรอ”

“นายไม่ได้ว่าอย่างนั้นหรอกครับ” จ่ายักษ์จะอธิบาย แต่ทานตะวันดูจะไม่ฟัง

“ฉันกลายเป็นนักโทษของเจ้านายคุณแล้วสินะ เพราะคำว่าทาสยังไม่ต้องโดนกักบริเวณอย่างฉัน”

จ่ายักษ์มองตาผู้หญิงตรงหน้าเขม็ง เขาไม่จำเป็นต้องต่อปากต่อคำหรืออธิบายใดๆ กับเธอก็ได้ แต่เพราะก่อนหน้านี้วิสุทธิ์โทรศัพท์มาขอร้องให้ช่วยดูแล จ่าปากหนักจึงต้องการเคลียร์ทุกอย่างให้ชัด

“คุณทานตะวันจะเป็นนักโทษของนายหรือไม่ก็อยู่ที่ตัวคุณเอง”

“หมายความว่ายังไงคะ”

“คุณคงเคยได้ยินหลายคนเตือนเรื่องนายแล้ว ผมก็ยังคงเป็นอีกคนที่จะบอกอย่างนั้น อย่าทำให้นายรู้สึกว่าถูกคุกคาม ถูกทำร้าย เพราะมันจะทำให้นายโต้กลับคุณอย่างขาดสติอย่างที่คุณเจอวันนี้”

ทานตะวันยกมือขึ้นลูบรอยนิ้วที่สุริเยนทร์ทิ้งไว้ เธอยังจำแววตาเขาในตอนนั้นได้

“วันนี้ผมหยุดนายได้ แต่ครั้งต่อไปไม่แน่”

“เขาเคยทำมาก่อนสินะคะ เคยฆ่าคนมาก่อน แล้วคงฆ่าจนชินเพราะทำมาตั้งแต่เด็กเลยสินะคะ” คำพูดนั้นแสดงออกว่าเป็นการดูแคลนอย่างที่ทานตะวันตั้งใจ

จ่ายักษ์ยังคงมองตาของหญิงสาวอย่างคนที่มีประสบการณ์ “ผมไม่รู้ว่าคุณได้ยินอะไรมาบ้างเกี่ยวกับนาย แต่อย่าตัดสินนายเพียงแค่สิ่งที่ได้ยินมา นายไม่เคยทำร้ายใครโดยไม่มีสาเหตุ”

“จ่าคงอยากมาเตือนฉันอีกคนสินะคะว่า ถ้าฉันยังรักชีวิตก็ให้ยอมนายของจ่าแต่โดยดี”

“คุณจะไม่ยอมก็ได้ แต่สักวันคุณจะรู้ว่าการแรงใส่คนอย่างนาย ไม่ว่าคุณจะชนะหรือแพ้ก็คือคนที่จะเจ็บที่สุด นายของผมชินชากับความเจ็บปวด แต่คุณไม่...ไม่ต้องเชื่อผม แต่ลองเก็บไปคิดดูเถอะครับ”

จ่ายักษ์บอกอย่างสุภาพก่อนจะค้อมศีรษะลงเล็กน้อยแล้วถอยออกไป เมื่อหันไปทางเตียงก็เห็นน้องพีทเริ่มรู้สึกตัวและงอแงเรียกหาอาเคท

“อาเคท...พีทเจ็บ ฮือ น้องเจ็บ”

“คนเก่ง อาเคทอยู่นี่ครับ ไม่จับแผลนะ ถ้าจับจะยิ่งเจ็บนะครับ ไม่จับแผลทำได้มั้ยครับ”

“ทำได้ครับ...พีทจะหาแม่ จะหาพ่อ พีทจะหาแม่...ฮือ ฮือ” 

วันนั้นน้องพีทงอแงหนัก ทานตะวันต้องคอยอุ้มคอยปลอบ ยิ่งเห็นคนแปลกหน้าก็ยิ่งกลัว เหล่าบอดีการ์ดของสุริเยนทร์จึงต้องระเห็จออกไปอยู่นอกห้องกันหมด จากนั้นก็ผลัดเปลี่ยนเวรกันมาเฝ้าคราวละสองคน

นอกจากบอดีการ์ดสี่คนที่อยู่ประจำแล้ว ทานตะวันก็เพิ่งรู้จากเพ็ญสิริว่าดูเหมือนข้างล่างจะมีคนของสุริเยนทร์อีก เพราะเห็นแวะมาคุยกับจ่ายักษ์เป็นระยะ

“พวกเขาคงกลัวแกพาคนมาบุกชิงตัวน้องพีทไป” เพ็ญสิริว่า “ทั้งที่ก็น่าจะรู้ว่าแกคงไม่กล้าเอาชีวิตพี่นพมาเสี่ยง แกก็รับปากแล้วนี่ว่าจะไปภูทับดาวด้วย ไม่น่าจะต้องทำกันแบบนี้ ทำเหมือนเราเป็นนักโทษเลย”

“ช่างเขาเถอะเพ็ญ คนแบบนี้ไม่มีทางเข้าใจหรอกว่าคนปกติเขาควรทำแบบไหนกัน”

ระหว่างที่น้องพีทนอนรักษาตัวอยู่ ป้าดากับทนายสมชายแวะมาเยี่ยม ทานตะวันเล่าความจริงให้ฟัง ทุกคนเป็นห่วงแต่หญิงสาวก็บอกว่ามีทางนี้ทางเดียวเท่านั้น เธอจะไม่อยู่ที่ภูทับดาวไปจนตาย เพราะเมื่อไรที่ติดต่อพี่ชายได้ หรือเมื่อไรที่ตำรวจได้ตัวเขาเธอก็จะกลับมา การไปครั้งนี้เหมือนต่อเวลา

“ดูแลตัวเองนะลูก” ป้าดาบอกอย่างห่วงใย

“ลุงกับผู้หมวดจะช่วยตามเรื่องคุณนพให้ ถ้ามีอะไรคืบหน้าจะรีบแจ้ง หนูเคทสบายใจได้” ทนายสมชายเองก็ให้สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะ “อย่าคิดมากเลยนะ บางทีเวลาอาจจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น”

“ขอบคุณนะคะ เคทจะพยายาม อย่างน้อยตอนนี้น้องพีทก็ยังอยู่กับอกเคท เคทจะใช้เวลานี้ดูแลแก ทำให้น้องพีทหายจากอาการหวาดกลัวคนแปลกหน้า การเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวใหม่ๆ อาจจะทำให้น้องดีขึ้นได้” 

ทุกคนรู้ว่านี่อาจเป็นความหวังเดียวที่พอจะหล่อเลี้ยงหัวใจของทานตะวันในเวลานี้ได้บ้าง...





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

1,971 ความคิดเห็น