แรงตะวัน

ตอนที่ 20 : แรงตะวัน : บทที่ 7 (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,152
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    4 มี.ค. 61


๗(๓)

 

คำขู่เรื่องของขวัญชิ้นที่สองจากสุริเยนทร์ดูจะส่งผลกระทบทางด้านจิตใจให้ทานตะวันไม่น้อย หญิงสาวเฝ้ามองไปทางหน้าบ้านอย่างหวาดระแวง ไม่ว่าจะมีเสียงอะไรดังขึ้นเธอจะต้องรีบหันไปมอง แต่สุดท้ายเกือบทั้งวันก็ยังไม่มีอะไร กระทั่งตกบ่าย หลังจากที่น้องพีทหลับไปแล้วก็มีคนส่งกุหลาบสีขาวช่อใหญ่มาให้ทานตะวัน แต่ไม่ระบุชื่อผู้ส่ง

ช่อดอกไม้ทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับหญิงสาว แต่ในสถานการณ์ที่น่าหวาดระแวงอะไรก็ดูน่ากังวลไปหมด แล้วยิ่งมีช่อที่สองซึ่งเป็นกุหลาบแดง ช่อที่สามกุหลาบชมพู และช่อที่สี่เป็นกุหลาบสีเหลืองถูกส่งมาอีก ยิ่งชวนให้ทั้งสองสาวกังวล เชื่อได้ไม่ยากว่าต้องเป็นฝีมือของสุริเยนทร์ที่กำลังเล่นสงครามประสาทกับพวกเธออยู่

“ฉันจะบ้าตาย” เพ็ญสิริสบถเมื่อลออนำดอกไม้ช่อที่ห้ามายื่นให้ทานตะวัน ช่อนี้มีกุหลาบทั้งสี่สีคือขาว เหลือง แดง และชมพู ขนาดช่อใหญ่กว่าสี่ช่อก่อนกว่าอีกเท่าตัว

“คราวนี้มีบอกด้วยค่ะว่าใครส่งมา” ลออบอกพลางยื่นกระดาษที่แนบมากับช่อดอกไม้ให้

“แด่คุณแมวย้อมสี หวังว่าคงชอบนะครับ” ทานตะวันอ่าน “เป็นนายสุริเยนทร์จริงๆ”

“เธอรู้ได้ไง”

“เขาเรียกฉันแบบนี้”

“แล้วมันหมายความว่าไง มีที่มายังไง”

“มีที่มาจากความหูไม่ดีของตานั่นไง ฟังชื่อฉันผิดเป็นแคท แล้วเขาจะเรียกฉันแบบดูแคลนไงว่าเป็นแมวย้อมสี หรือแมวที่ถูกย้อมเอามาขายน่ะ” 

เพ็ญสิริฟังแบบอึ้งๆ “ก็คิดไปได้เนอะคนเรา แต่ฉันไม่เข้าใจ เขาจะส่งดอกไม้ห้าช่อทุกๆ ชั่วโมงมาให้แกทำไม แต่ละช่อก็ดูแพงๆ ดอกไม้ดีๆ ทั้งนั้น เขาว่างขนาดนั้นเลยเหรอ ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเขาจะทำแบบนี้ทำไม”

“ทำให้เราเป็นโรคประสาทไง แกดูดอกไม้สิ สี่ช่อแรกแยกสี ช่อสุดท้ายผสมปนๆ กัน เขาด่ากระทบฉันชัดๆ”

“แต่ฉันว่าคงไม่หรอกมั้ง แกก็ชอบตีความด่าตัวเอง” เพ็ญสิริว่าเพื่อนตรงๆ “คนเราจะคิดอะไรซับซ้อนได้ปานนั้น”

“คนอื่นอาจจะไม่ แต่ตาคนนี้ทำได้แน่ๆ เขานิสัยปกติที่ไหน”

“บอกตามตรงนะ สิ่งที่เขาทำก็ทำให้แกกับฉันแทบบ้าได้จริง นั่งลุ้นอยู่ว่าอะไรจะถูกส่งมา หวังว่าคงไม่มีช่อที่หก เจ็ดตามมาอีกนะ”

สุดท้ายวันนั้นของที่ถูกส่งมาก็จบลงแค่ช่อที่ห้า เพราะสุริเยนท์ตั้งใจแค่นั้น ของจริงถูกส่งไปทางไปรษณีย์ถึงมือทานตะวันตอนสายๆ ในนั้นมีรูปถ่ายซ้อนกันอยู่มากกว่าสิบใบ

ภาพแรกเป็นถนนที่ไหนสักที่... 

ภาพที่สองเป็นป้ายข้างทางบอกให้รู้ว่าอีก ๑๕๐ กิโลเมตรจะถึงกรุงเทพฯ...  

ภาพต่อๆ มาเป็นเกตเฮาส์เล็กๆ ในซอยที่ดูโทรมๆ น่ากลัว

และที่ทำให้ทานตะวันกับเพ็ญสิริตกใจคือภาพที่กำลังดูอยู่...

“พี่นพ!” ทั้งสองร้องเป็นเสียงเดียวกัน แม้มันจะไม่ชัดเพราะน่าจะเป็นภาพที่พรินต์ออกมาจากกล้องวงจรปิด แต่ทั้งเพ็ญสิริและทานตะวันก็แน่ใจว่าผู้ชายที่สวมเสื้อดำในรูปคือนพสิทธิ์ไม่มีผิด เวลาที่ปรากฏในภาพบ่งบอกว่ามันถูกบันทึกได้เมื่อสองวันก่อน

“อย่าบอกนะว่าภาพต่อไปคือพี่นพอยู่ในมือคุณสุริเยนทร์แล้วน่ะ” เพ็ญสิริกลัว

 “คงไม่หรอก” ทานตะวันปลอบใจตัวเอง ทั้งที่มือเย็นเฉียบ แล้วเธอก็ตกใจอีกครั้งเมื่อเห็นภาพที่เพิ่งเปิดขึ้นมา “ไม่นะ...”

เป็นภาพถ่ายศพผู้ชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้า ถูกยิงที่กลางหลัง รอยเลือดนองพื้น 

“พี่นพตายแล้วเหรอ!” เพ็ญสิริหลุดเสียง ตกใจไม่แพ้กัน

“ไม่...นี่ไม่ใช่ภาพพี่นพ แกดูดีๆ สิ มันไม่ใช่พี่นพ”

“แล้วเป็นใครล่ะ ถ้าไม่ใช่พี่นพจริงเขาจะส่งมาให้แกดูทำไม”

หลังจากนั้นไม่นานสุริเยนทร์ก็โทรศัพท์เข้ามาเย้ยหยัน สิ่งที่เกิดขึ้นดูจะเป็นเรื่องสนุกสำหรับเขา

“มันไม่ใช่รูปพี่ชายคุณหรอก คนของผมคงพลาดหยิบรูปมาผิด”

“หยิบผิดหรือตั้งใจกันแน่” ทานตะวันกัดฟันกรอด แต่ก็พยายามพูดอะไรกลับไป “แต่ขอโทษนะที่ทำให้ผิดหวัง ฉันจำพี่ชายฉันได้”

“ก็ไม่ได้ผิดหวังอะไรมากนักหรอก เพราะผมเห็นสีหน้าตกใจของคุณทันพอดี ขอโทษด้วยนะที่ทำให้ขวัญเสีย แต่ผมก็ส่งดอกไม้ไปขอโทษไว้ล่วงหน้าแล้ว น่าจะพอชดเชยกันได้ ตั้งห้าช่อแน่ะ คิดซะว่าผมให้คุณซ้อมไว้ก่อน เผื่อวันหนึ่งผู้ชายที่นอนอยู่ในภาพเป็นพี่ชายคุณจริงๆ จะได้ไม่ช็อกตายไปเสียก่อน ผมอยากให้คุณอยู่เป็นของเล่นผมไปอีกนานๆ”

“ไอ้คนโรคจิต!” ทานตะวันตวาดก่อนจะวางหู “ฉันเกลียดผู้ชายคนนี้นัก!

“แกเกลียดเขา...แต่แกรู้มั้ยเคท...ว่าตอนนี้ฉันกลัวเขามากเลย”

 

ตั้งแต่เจอของขวัญของสุริเยนทร์ไปสองรอบ เพ็ญสิริก็ตัดสินใจมานอนที่บ้านอรุณรุ่งเป็นเพื่อนทานตะวัน แม้เพื่อนสาวจะบอกว่าไม่ต้องห่วงแต่เธอก็ยังไม่สบายใจ ถึงจะกลัวแต่ทิ้งเพื่อนไม่ได้ เมื่อถึงวันที่เจ้าพ่อขู่ว่าจะมารับหลาน เอกณัติขอให้เพื่อนตำรวจมาที่บ้านอรุณรุ่ง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีวี่แววว่าเจ้าพ่อจะบุกมา ทานตะวันจึงโทรศัพท์ไปหาวิสุทธิ์และได้ความว่าเขาเองก็ติดต่อสุริเยนทร์ไม่ได้

“ถ้าจะพูดให้ถูกคือ เจ้านั่นไม่คุยกับผม ผมรู้แค่ว่าตอนนี้เขาน่าจะอยู่กรุงเทพฯ”

“แต่เขาไม่ได้มาที่บ้านอรุณรุ่งนะคะ ทั้งที่เลยเวลาสองวันที่เขาขู่ว่าจะมาเอาตัวน้องพีทไปแล้ว”

“ไม่แปลกหรอกครับ เพราะเจ้านั่นกำลังเล่นสงครามประสาทกับคุณเคท ตอนนี้คุณให้ตำรวจมาคอยเฝ้าอยู่ใช่มั้ยล่ะครับ นั่นทำให้เขาไม่ลงมือ มันไม่ใช่เพราะกลัวหรอกนะครับ แต่กำลังท้าทายและจับตาดูว่าคุณเคทจะทนใช้ชีวิตอยู่อย่างนั้นได้นานแค่ไหน สองวัน สามวัน หรือหนึ่งอาทิตย์ หนึ่งเดือนก็เต็มที่แล้วละครับ”

นั่นคือความจริงที่ทานตะวันเองก็ตระหนักได้ หญิงสาวจึงเงียบไป

“ผมถึงได้บอกไงครับ คุณเคทยังไม่รู้จักสุริเยนทร์มากพอ”

“ถ้ารู้จักเรื่องพวกนี้จะเปลี่ยนงั้นเหรอคะ”

“ผมไม่แน่ใจหรอกครับ แต่อย่างน้อยถ้าคุยกันดีๆ ผลอาจจะดีก็ได้นะครับ”

“คุณก็รู้ว่าฉันไม่ใช่คนเริ่ม”

“เอาละครับ ผมจะไม่ถามหาว่าใครเริ่ม แต่อยากให้คุณเคทถอยออกมาก่อนสักก้าว”

“คุณวิสุทธิ์จะให้เคทยอมก้มหัวให้คนที่รังแกเคทงั้นเหรอคะ”

“ผมไม่ได้มองว่านี่คือการก้มหัว แต่คือการแก้ปัญหาอย่างมีสติ หรือคุณเคทคิดว่ามีทางออกที่ดีกว่านี้ ที่นี่ไม่เลวร้ายหรอกนะครับ ภูก็ไม่ได้เลวร้ายด้วย เพียงแค่เขาเคยเจออะไรหนักๆ มาก่อนก็เลยเป็นคนแบบนั้น”

ทานตะวันนิ่งไปอย่างใช้ความคิด ประจวบกับมีสายซ้อน หญิงสาวกลัวว่าจะเป็นการติดต่อเรื่องงานเธอจึงรีบตัดบท “ขอบคุณนะคะคุณวิสุทธิ์ เคทมีสายซ้อน ไว้เคทจะโทร. ไปหาใหม่นะคะ”

จากนั้นก็รีบรับสาย สีหน้าที่เคร่งเครียดก่อนหน้านี้คลายลง รอยยิ้มกระจ่างบนใบหน้างาม เพ็ญสิริที่เดินลงมาจากบันไดเห็นเข้าพอดีจึงเดินเข้ามาทันได้ยินบทสนทนา

“ขอบคุณค่ะ ไว้เจอกันค่ะคุณแขไข”

“มีอะไรเหรอเคท ดูดีใจจัง”

“น้องสาวเจ้าของห้องเสื้อรุจิราเห็นงานที่ฉันไปเสนอแล้วชอบ เขาจะจ้างฉันเป็นดีไซเนอร์ประจำ ให้เงินเดือนดีด้วยนะ แถมมีคอมมิชชันน่าสนใจมาก พรุ่งนี้เขานัดฉันไปเซ็นสัญญาแล้วก็คุยกับพี่สาว คุณรุจิราน่ะ”

“รุจิรา? พี่รุจิราที่เป็นไอดอลแกตอนเรียนมหาลัยน่ะเหรอ”

ทานตะวันพยักหน้า สีหน้ามีความสุขที่สุดในรอบหลายวัน 

“ยินดีด้วยเคท แบบนี้แกก็สามารถทำงานที่บ้านได้แล้วสิ นี่แหละน้า...ในความโชคร้ายก็จะมีความโชคดีมาด้วย ฉันดีใจกับแกจริงๆ”

“ขอบใจ”

“ว่าแต่แกไปสมัครที่ร้านนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แกเคยบอกว่าฝีมือยังไม่ถึง ต้องสะสมประสบการณ์ไปก่อนไม่ใช่เหรอ”

“คุณแขไขบอกว่าเห็นงานฉันโดยบังเอิญ” ทานตะวันเป็นคนมองโลกในแง่ดี โดยเฉพาะในกรณีนี้ ผิดกับเพ็ญสิริที่นึกสงสัยอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มดีใจของเพื่อนก็ไม่อยากขัด “ฉันดีใจมากเลยเพ็ญ ฉันจะทำให้ดีที่สุด คราวนี้คงไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน เรื่องงานแล้วละ”

“งั้นฉันไปเป็นเพื่อนนะ”

“ไม่เป็นไร ฉันไปคนเดียวได้ ฝากแกดูแลน้องพีทก็พอ ฉันจะรีบไปรีบกลับ”

“จะดีเหรอ ตอนนี้นายสุริเยนทร์อยู่ที่นี่นะ”

“ฉันถึงต้องให้แกอยู่ที่บ้านกับน้องพีทไง ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล แกต้องรีบโทร. หาฉันเลยนะ ฉันจะรีบกลับมา”

“ได้ แต่แกเอาคนของพี่หมวดเอกไปด้วยนะ ฉันเป็นห่วง”

“โอเค” ทานตะวันยิ้มอย่างมีความสุข โดยไม่รู้สักนิดว่ากำลังเดินเข้าไปในเกมของสุริเยนทร์ที่เตรียมบทละครหนึ่งไว้สำหรับเธอ บทละครที่จะฉีกหน้าเธอต่อหน้าคนจำนวนมาก

 

“ติดเบ็ดง่ายกว่าที่คิดนะ คุณทานตะวัน” รอยยิ้มหยันปรากฏบนใบหน้าคม ขณะที่จ่ายักษ์เดินเข้ามารายงานความบางอย่างซึ่งคุยค้างไว้ก่อนหน้านี้ 

“มันจะยอมขายข่าวให้แล้วครับนาย แต่มันขอหนึ่งล้าน” จ่ายักษ์บอกอย่างระมัดระวัง “ผมบอกมันแล้วว่านายเกลียดการต่อรอง”

“แต่มันก็ยังอยากลองดี”

“ครับ มันบอกว่านายอยากได้ข่าวนพสิทธิ์ เงินแค่ล้านเดียวน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่นายจะได้รับเมื่อนายนพสิทธิ์ตาย...ผมว่าจะจัดการกับมันตามวิธีของผม แต่เพราะนายสั่งว่าไม่ให้ทำอะไรรุนแรง ผมก็เลยต้องมาเรียนนายก่อน”

“ทำให้มันคายออกมาให้ได้ ฉันไม่เลือกวิธี ยกเว้นอย่าให้มันได้แตะเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว!

“ครับนาย...” อีกฝ่ายรับคำสั่งแล้วถอยออกไปสั่งการ

“อีกไม่นานคงมีคนได้กระอักเลือดสมใจแน่...เก่งให้ถึงวันนั้นล่ะ คุณแมวย้อมสี!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

1,971 ความคิดเห็น