แรงตะวัน

ตอนที่ 18 : แรงตะวัน : บทที่ 7 (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 953
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    4 มี.ค. 61

๗(๑)

เวลานี้เพ็ญสิริที่รอฟังอยู่รู้แล้วว่าคนที่ส่งภาพข่มขู่มาให้รวมถึงกำลังคุยสายอยู่กับทานตะวันคือสุริเยนทร์ ความกังวลสะท้อนออกมาทางสีหน้าขณะมองเพื่อนกำมือแน่น กัดฟันกรอด ดูเหมือนคู่สายจะพูดอะไรบางอย่างที่ไม่เข้าหู แม้จะไม่ได้ยินด้วยแต่เพ็ญสิริก็แน่ใจว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าภิรมย์นัก

“อาเคทคับ” น้องพีทที่เล่นอยู่ไม่ไกลวิ่งมาหาอาสาวโดยมีของเล่นในมือ “อาเคทคับ เล่นกับน้องพีทหน่อยคับ”

“น้องพีทครับ” เพ็ญสิริรีบเข้าไปขวางเด็กชายก่อนที่เขาจะเข้าถึงตัวทานตะวัน “อาเคทคุยงานอยู่นะครับ น้องพีทมาเล่นกับอาเพ็ญก่อนนะ” 

“พีทจะเล่นกับอาเคท”

“เอ๊ะ เมื่อกี้อาเพ็ญเห็นอันปังแมนโผล่ออกมาหน้าทีวีนะ น้องพีทเห็นมั้ยครับ” เธอชวนออกไปเล่น ทีแรกน้องพีทไม่ยอม แต่ก็หลอกล่อจนสามารถพาออกไปเล่นอีกห้องได้ เพราะไม่อยากให้เด็กเล็กๆ เห็นภาพอาสาวกำลังโกรธ และพร้อมจะพูดแรงๆ เสียงดังๆ ใส่โทรศัพท์ในตอนนี้ 

“ลงทุนมากไปมั้ย!” ทานตะวันพยายามข่มความโกรธ เพราะรู้ดีว่ายิ่งเธอแสดงออกว่าเดือดร้อน ผู้ชายที่คุยสายกับเธออยู่จะยิ่งสะใจ “คิดว่าทำอย่างนี้แล้วฉันจะกลัวงั้นเหรอ”

“เปล่า ผมรู้ว่าคุณเก่ง รู้ว่าแค่นี้คงไม่ทำให้สาวกล้าอย่างคุณวิตกไปหรอก” เขาประชดอย่างเหลือร้าย

“แล้วทำอย่างนี้ทำไม หรือแค่อยากจะประกาศตัวว่ามีเงินเยอะ สามารถจ้างคนมาติดตามฉันได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงงั้นเหรอ”

“คุณไม่ได้อยู่ในความสนใจของผมขนาดนั้น”

“แต่เท่าที่เห็นพฤติกรรมของคุณ ฉันว่ามันตรงข้ามไม่ใช่เหรอ”

“ที่ผมสนใจคือตาพีทต่างหาก ผมแค่อยากให้คุณรู้ว่า ไม่ว่าคุณจะขยับไปไหนก็อยู่ในสายตาผม ผมจะทำอะไรกับคุณก็ได้ทุกเมื่อ”

“ฉันรู้สึกขยะแขยงมากที่ต้องถูกคุณมองตลอดเวลา”

“ผมก็ไม่อยากเห็นคุณเท่าไหร่นักหรอก เราต่างคนต่างไม่ได้ชอบกันและกัน คุณรู้นี่ว่าจะให้ผมไปจากชีวิตคุณได้ยังไง ส่งตาพีทให้ผม คุณจะไปไหน ไปใช้ชีวิตยังไงก็เรื่องของคุณ ผมจะไม่ยุ่ง ไม่ชายตาดูสักนิดเลย”

สุดท้ายเขาก็วกกลับมาที่เรื่องนี้ ทานตะวันไม่อยากพูดเรื่องเดิมๆ “ที่คุณจะบอกฉันมีแค่นี้ใช่มั้ย”

“รีบตัดบทเชียวนะ ทำไมครับ มีธุระเหรอ...ผมว่าไม่น่าจะใช่ธุระนะ เพราะดูเหมือนช่วงนี้คุณจะยังว่างงาน เที่ยวร่อนใบสมัคร หางานไปทั่วไม่ใช่เหรอ” เขาใช้น้ำเสียงดูแคลน

“ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน”

“หรือว่าเพราะเพื่อนคุณรอทานข้าวอยู่ มาตามกันรอบหนึ่งแล้วนี่ คุณนี่โชคดีนะ มีเพื่อนดีๆ อย่างเพ็ญสิริทั้งช่วยเป็นที่ปรึกษาและช่วยดูแลหลานให้ ถ้าคุณขาดเพื่อนคนนี้ไปจะเป็นยังไงนะ”

“อย่านะ! อย่ายุ่งกับเพ็ญนะ”

เสียงหัวเราะหลุดออกมาก่อนคำพูด “ผมไม่ทำอะไรเธอหรอก ถ้าจะห่วงก็ห่วงตัวคุณเองเถอะ ยอมยกตาพีทให้ผมจะดีกว่า อย่าทำให้เพื่อนคุณเป็นห่วงไปมากกว่านี้เลย แค่นี้เธอก็หน้าเสียมากแล้วนะ”

ทานตะวันรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้รู้เรื่องละเอียด ถ้าเป็นนอกบ้านเธอไม่ว่า แต่ในบ้านจะมีทางไหนที่ทำให้เขารู้ความเคลื่อนไหวขนาดนั้น ดวงตาของทานตะวันจับอยู่ที่กล้องหนึ่งในหลายตัวในบ้านหลังนี้

“คุณเข้าไปดูกล้องได้งั้นเหรอ” ไม่มีคำตอบกลับมา แต่ทานตะวันก็รู้ “คุณนี่มัน! ไร้สำนึกจริงๆ”

“คิดหรือว่าผมจะยอมทิ้งหลานชายของผมไว้กับปลิงอย่างพวกคุณ แต่ก็ต้องยอมรับละนะว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมาคุณดูแลตาพีทอย่างดี แต่ก็อย่างว่า...ตาพีทเป็นขุมน้ำมันขุมสุดท้ายที่พวกคุณจะใช้ประโยชน์ได้นี่ เป็นใครก็ต้องดูแลอย่างดี”

ทานตะวันกัดฟันกรอด รอจนอีกฝ่ายพูดจบ “แค่นี้ใช่มั้ยที่คุณจะบอก ถ้ามีแค่นี้ฉันจะได้วางสายซะที”

“ดูเป็นคนมีมารยาทมากเลยนะคุณทานตะวัน ถูกสอนมาดี หรือแค่เสแสร้งได้อย่างแนบเนียนล่ะ”

“จะถูกสอนมาดีหรือเสแสร้งมันสำคัญด้วยเหรอ เพราะไม่ว่าจะถูกสอนหรือเสแสร้ง อย่างน้อยฉันก็รู้ว่ามารยาทดี ควรทำยังไง ไม่เหมือนผู้ชายหยาบกระด้างอย่างคุณ เคยรู้จักบ้างมั้ยคำว่ามารยาททางสังคมน่ะ รู้มั้ยว่าหลายๆ สิ่งคนปกติ เขาไม่ทำอย่างที่คุณทำ”

คราวนี้สุริเยนทร์เงียบไปครู่หนึ่ง ทานตะวันไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร กระทั่งได้ยินที่เขาตอบกลับมาซึ่งมันบ่งบอกชัดเจนว่าเขาโกรธที่เธอด่า “อีกสองวันผมจะไปรับตัวตาพีท”

“คุณจะบอกฉันทำไม”

“ผมก็แค่อยากทำในสิ่งที่วิสุทธิ์บอกดูบ้าง”

“คุณวิสุทธิ์พยายามจะสอนสิ่งดีๆ อะไรให้คุณล่ะ” ทานตะวันประชด แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่รู้

“ขอร้องดีๆ ไงล่ะ...เจ้านั่นบอกว่า เวลาจะให้ใครทำอะไรให้ ให้ลองขอดีๆ ก่อน”

ทานตะวันเค้นเสียงหัวเราะ “คุณเอาเวลามาขอร้องฉันไปปรับปรุงตัวก่อนดีมั้ย อย่างน้อยก็ไปเรียนรู้ซะใหม่ว่า สิ่งที่คุณทำอยู่เขาไม่ได้เรียกว่าข้อร้อง แต่เป็นการข่มขู่ คุกคาม มันตรงข้ามกับการขอร้อง” 

“นั่นน่ะสิ มันไม่ใช่ทางผมซะด้วย” ดูท่าสุริเยนทร์จะไม่สะทกสะท้านกับคำด่าสักนิด “พยายามไปก็เท่านั้น แต่ในเมื่อวิสุทธิ์ขอร้องมาก็เอาซะหน่อย”

“คุณวิสุทธิ์คงต้องเหนื่อยมากสินะ กับการพยายามสอนสิ่งดีๆ ให้คุณ”

“ต่อไปนี้ไม่ต้องเหนื่อยแล้ว เพราะผมจะไม่ทำอย่างที่เจ้านั่นบอก เอาเป็นว่าคุณตอบผมมาดีกว่าว่าจะยอมส่งตาพีทให้ผมดีๆ หรือยังจะประกาศว่าจะแย่งตาพีทกับผม”

“ไม่ว่าคุณจะข่มขู่ยังไงฉันก็ไม่ยอมยกตาพีทให้คุณง่ายๆ ถ้าอยากได้ก็ไปคุยกันที่ศาล!

“งั้นก็รอรับของขวัญชิ้นต่อไปที่ผมจะส่งให้แล้วกัน หวังว่าคุณจะชอบนะ” 

“ของขวัญอะไร ฉันไม่ต้องการ” เป็นอีกครั้งที่สุริเยนทร์วางสายไปก่อนที่ทานตะวันจะทันพูดจบ หญิงสาวจะไม่ปล่อยให้มันจบแค่นี้ เธอกดโทร. กลับไปที่เบอร์นั้นแต่อีกฝ่ายไม่รับสาย

“ตาบ้านี่!” เพ็ญสิริเดินเข้ามาทันได้ยินเสียงด่าสุดท้ายของทานตะวันพอดี “เกิดมาเพื่อยั่วโมโหฉันจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย!

“เป็นไง เขาว่ายังไงบ้าง” เพ็ญสิริรีบถามเมื่อเห็นทานตะวันเงยหน้าจากโทรศัพท์ “เขาจะเล่นงานแกใช่มั้ย” 

ทานตะวันพยักหน้าแล้วเล่าความที่คุยโทรศัพท์เมื่อครู่ให้เพื่อนฟัง “พอฉันไม่รับข้อเสนอ เขาก็บอกว่าจะส่งของขวัญตามแบบฉบับเขามาให้ฉันอีก”

“ฉันจะโทร. หาพี่เอก” นั่นคือสิ่งแรกที่เพ็ญสิรินึกได้ “ต้องเรียกตำรวจมาคุ้มกันสักสองสามคน ไม่ใช่สิ ไม่พอ ต้องห้าหกคน สิบคนก็ดี หรือขนมาทั้งโรงพักดี เรียกหน่วยกู้ระเบิดด้วยดีมั้ย!

“ไม่ต้องหรอกเพ็ญ” ทานตะวันรั้งแขนเพื่อนสาวไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะไปหยิบโทรศัพท์มือถือมาทำอย่างที่พูด “ไม่มีประโยชน์หรอก”

“ทำไมจะไม่มีประโยชน์ อย่างน้อยให้พี่เอกลงบันทึกประจำวันไว้ก็ยังดี”

“ฉันไม่อยากให้พี่เอกเดือดร้อนไปมากกว่านี้”

“หมายความว่ายังไง คุณสุริเยนทร์ทำอะไรพี่เอกงั้นเหรอ”

ทานตะวันพยักหน้า “พี่เอกถูกเรียกให้ไปช่วยราชการที่สามจังหวัดภาคใต้ มีคำสั่งมาเมื่อเช้า”

“เป็นฝีมือคุณสุริเยนทร์ใช่มั้ย”

“พี่เอกว่าไม่แน่ใจ บอกว่าอาจเป็นเรื่องประจวบเหมาะ”

“ฉันว่าต้องเป็นฝีมือเขาแน่ๆ นี่ใช่มั้ยสิ่งที่คุณวิสุทธิ์เตือนแก คราวนี้เริ่มกลัวรึยัง” เพ็ญสิริกังวลจนลืมนึกถึงความรู้สึกของเพื่อน “แล้วเขาจะทำอะไรอีก ของขวัญที่จะส่งมาให้แกอีกเป็นอะไร”

“ฉันไม่รู้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรฉันก็จะไม่กลัว ถ้าเขาอยากได้ตัวน้องพีทไปก็ต้องข้ามศพฉันไปก่อน”

“แกไม่กลัวเลยเหรอเคท”

“เอาความจริงมั้ยเพ็ญ”

“แกกับฉันยังจะต้องมาฟอร์มใส่กันอะไรอีกล่ะ” 

“ฉันกลัว เพราะรู้ว่าผู้ชายคนนั้นเลวมาก คนดีๆ ไม่ทำอย่างนี้หรอก เขาพูดถึงสิ่งที่ตัวเองทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ ฉันรู้ว่าเขาทำได้ทุกอย่าง”

“แต่แกก็ยังไม่ให้ตาพีทไปกับเขา”

“แล้วแกจะให้ฉันทำยังไง ฉันทนไม่ได้หรอกที่จะเห็นหลานถูกเลี้ยงดูโดยผู้ชายแบบนั้น น้องพีทจะโตมาเป็นคนแบบไหน ฉันรับไม่ได้หรอกนะ ถ้าหลานจะเป็นคนแบบผู้ชายน่ารังเกียจนั่น!

“เขาเป็นน้าน้องพีทนะ เขาอาจจะเลี้ยงหลานให้ดีก็ได้”

“แกคิดจริงๆ เหรอเพ็ญว่าคนอย่างนั้นจะเลี้ยงเด็กให้ดีได้”

เพ็ญสิริเองก็พูดได้ไม่เต็มปาก “แต่แกจะเอาตัวเองไปเสี่ยงเหรอ เขาทำได้ทุกอย่างนะ”

“ฉันรับปากพี่สุรีย์ไว้ว่าจะดูแลน้องพีท จะปล่อยมือจากหลานไม่ได้หรอกเพ็ญ”

“พี่สุรีย์เองก็อาจจะฝากหลานไว้กับน้องชายด้วยก็ได้นะเคท ทำไมแกไม่ลองตกลงเรื่องการเลี้ยงดูน้องพีทกับเขาใหม่ ช่วยกันดูแลไงเคท”

ทานตะวันไม่ตอบเพราะไม่เห็นด้วย เธออยากได้สิทธิ์ในการดูแลอบรมน้องพีททั้งหมด

“นี่เป็นทางออกทางเดียว ถ้าแกกลัวก็ต้องรู้จักยอม หรือไม่ก็ทำอย่างที่คุณวิสุทธิ์แนะนำ แกไปที่ภูทับดาว อย่างน้อยก็เพื่อยืดเวลาให้เราได้เตรียมตัวเตรียมใจ ให้เรามีเวลาที่จะรับมือกับเขา อย่าเพิ่งไปแข็งข้อใส่เขา แกห่วงพี่นพด้วยไม่ใช่เหรอ”

ทานตะวันเริ่มกังวล หญิงสาวมองไปยังกล้องที่จับภาพน้องพีทนั่งเล่นอยู่กับลออ ผู้ชายคนนั้นคงกำลังมองพวกเธอผ่านกล้องในบ้านหลังนี้ เธอรู้วิธีที่จะปิดกล้อง ปิดเน็ตเวิร์กได้ แต่ก็ไม่ได้ทำ เพราะเริ่มตระหนักได้แล้วว่าสุดท้ายมันก็เหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ชายคนนั้นใช้เป็นข้ออ้างเข้ามาเล่นงานเธอ ทำให้ยิ่งยุ่งยากวุ่นวาย ถ้าเขาอยากดูก็ดูไป เธอจะใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ มีความสุขให้เขาเห็น เผื่อคนคนนั้นอาจอกแตกตายไปเองก็ได้

“ไปกินข้าวเถอะเพ็ญ”

“แกยังจะกินลงอีกเหรอ”

“ฉันจะกินเยอะๆ เลย ให้ผู้ชายหน้าด้านบางคนรู้ว่า สิ่งที่เขาทำไม่ได้มีผลกระทบกับฉันสักนิด”

เป็นอีกครั้งที่ทานตะวันมองกล้อง กล้องตัวนี้เธอรู้ว่ามันไม่มีเสียง แต่ก็มีวิธีส่งข้อความให้ผู้ชายคนนั้น แถมเขายังตอบโต้ไม่ได้ด้วย

“แกจะทำอะไร” เพ็ญสิริท้วงเมื่อเห็นทานตะวันเดินไปหยิบกระดาษแผ่นใหญ่ออกมาพร้อมปากกาเมจิกสีแดง และก้มเขียนข้อความหนึ่งลงไป ทันทีที่เพ็ญสิริเห็นข้อความนั้นก็ร้องห้ามเสียงหลง “ยายเคท อย่านะโว้ย...”

ทานตะวันเบี่ยงหลบไม่ให้เพื่อนดึงกระดาษไป แล้วรีบเดินดุ่มๆ ไปที่หน้ากล้อง ใช้สองมือจับกระดาษชูขึ้นเหนือหัว พร้อมกับทำปากอ่านข้อความนั้นว่า

ชอบสะกดรอยชาวบ้านนักใช่มั้ย อยากดูฉันนักใช่มั้ย อยากดูก็ดูไป! ไอ้คนโรคจิต!’

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

1,971 ความคิดเห็น