แรงตะวัน

ตอนที่ 11 : แรงตะวัน : บทที่ 5 (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,021
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    1 มี.ค. 61


(๑)

 ‘บ้านรุจิกาญจน์กุลของสุริเยนทร์ตั้งอยู่กลางเมือง ในหมู่บ้านที่มีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างดี แต่กระนั้นในรั้วบ้านที่สูงกว่าสองเมตรก็ยังมีพนักงานรักษาความปลอดภัยตรวจตราตลอด อีกทั้งยังมีกล้องวงจรปิดอยู่หลายจุด

ทว่าชายหนุ่มเจ้าของบ้านกลับไม่สนใจกล้องเหล่านั้น เพราะตั้งแต่วิสุทธิ์ออกจากห้องเขาก็เข้าไปอาบน้ำแล้วกลับออกมา นาฬิกาหัวเตียงบอกเวลาว่าเลยเที่ยงคืนมาพักใหญ่แล้ว กระนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่เข้านอน เขาหยิบแท็บเล็ตที่ใช้ประจำแล้วเดินไปที่เตียง เชื่อมต่อไปที่ไอดีของกล้อง

ชื่อผู้ใช้และรหัสซึ่งแนบมากับข้อมูลที่ได้จากตำรวจถูกกรอกลงไป สุริเยนทร์เลือกที่จะดูข้อมูลเก่าซึ่งบันทึกผ่าน เซฟเวอร์ ในช่วงจังหวะที่ทานตะวันใช้เวลาอยู่กับน้องพีท ชายหนุ่มเห็นผู้หญิงในกล้องต่างไปจากที่เห็นเธอในรูปถ่ายหรือตัวจริงที่พบในงานศพพี่สาว

เธอเป็นคนยังไงกันแน่นะ ทานตะวัน 

ตอนที่อยู่กับเขาเธอคือคนอวดดี ดื้อรั้น ต้องการเอาชนะ เป็นนางร้ายขี้วีน พฤติกรรมชวนให้เขาหมั่นไส้และหงุดหงิดกว่าผู้หญิงทุกคนที่เคยเจอ เขานึกไม่ออกว่าวิสุทธิ์ไปติดใจอะไรในตัวเจ้าหล่อน ถ้าจะว่าหลงความสวยความสาวก็ไม่น่าใช่ เพราะผู้หญิงอย่างนั้นหาได้ไม่ยาก เรียกว่าหลับตาหาก็ยังเดินชน ทำไมต้องเป็นทานตะวัน

หรือเพราะภาพตรงหน้า...ภาพในเวลาที่อยู่กับหลานน้อย ทานตะวันกลับดูเป็นคนง่ายๆ เธอเปลี่ยนชุดรัดติ้วมาเป็นเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น ผมยาวมวยขึ้นลวกๆ เพื่อไม่ให้เกะกะใบหน้าขาวสะอ้านที่เพิ่งเช็ดเครื่องสำอางออกจนเกลี้ยงเกลา คงเพื่อจะได้เล่นและนัวเนียกับหลานน้อยได้อย่างเต็มที่

การเล่นระหว่างอาหลานที่ปรากฏในคลิปดูล้นๆ ในสายตาของสุริเยนทร์ คุณอาสาวเปิดโทรทัศน์ให้หลานน้อยดู เน้นไปที่ช่องการ์ตูน มีการร้องเพลง เต้นออกกำลังกาย เพื่อหลอกล่อให้หลานน้อยเคลื่อนไหว หญิงสาวลงทุนทำตามทั้งร้องและเต้นรีวิวประกอบเพลง เรียกได้ว่า ไม่ห่วงสวย กันเลยทีเดียว

“เป็นผู้หญิงที่บ้ากว่าที่คิดไว้มาก”

เมื่อน้องพีทเริ่มเบื่อก็เปลี่ยนเป็นเล่นแปลงกาย ทานตะวันออกท่าทางเป็นเป็ดได้ชวนขัน จนชายหนุ่มที่ดูอยู่เผลอยิ้มไปพร้อมกับหลานน้อย จากนั้นก็เล่นเป็นช้างโดยใช้มือเป็นหู แขนเป็นงวง ส่งเสียงร้อง “แปร๊น แปร๊น” พอกลายร่างเป็นตัวหนอนก็นอนเกลือกกลิ้งบนพื้นเพื่อให้หลานน้อยขี่หลัง ทำหน้าตาประหลาดๆ ปลิ้นปากปลิ้นตา ทั้งหมดก็เพื่อซื้อรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของหลานน้อย...และดูจะได้ผล

“นอกจากปากกล้าแล้วยังกล้าทำอะไรบ้าๆ อีก” เขาพึมพำพลางส่ายหน้า โดยไม่รู้ตัวว่าที่มุมปากปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ อย่างชื่นชม “สอนหลานทำแต่ละอย่าง ไม่เห็นจะได้เรื่อง”

สุริเยนทร์มั่นใจเลยว่าที่หญิงสาวกล้าทำทั้งหมดเพราะมั่นใจว่าจะไม่มีใครมาเห็นเธอในสภาพนี้ ชายหนุ่มเฝ้ามองทุกเหตุการณ์จากกล้องตัวหนึ่ง ก่อนจะย้ายไปที่กล้องอีกตัวตรงห้องอาหาร เขาพยายามจะจับผิดทานตะวัน ขอเพียงแค่มีสักภาพที่เจ้าหล่อนทำท่าว่ารำคาญหรือหงุดหงิดใส่หลาน เขาก็จะใช้มันเป็นข้ออ้างลดความชอบธรรมในตัวเธอทันที

ทว่า...จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่ได้อะไร นอกจากภาพตลกๆ ที่กำลังพรินต์ออกมาจากเครื่องพิมพ์ แม้ภาพไม่ชัดแต่มันก็สื่อได้ถึงสีหน้าและบรรยากาศ ต้องยอมรับว่าเขาประเมินค่าทานตะวันไว้ต่ำเกินไป แต่ก็อย่างว่า...คนอย่างสุริเยนทร์ไม่มีทางไว้ใจใครง่ายๆ โดยเฉพาะสองพี่น้อง อัศภาณุวัตร ซึ่งเขาปักใจเชื่อแล้วว่าเป็นพวกเห็นแก่เงิน

“ฉันจะจับตาดู อยากรู้เหมือนกันว่าจะปั้นหน้าเป็นอาสาวที่แสนดีได้สักกี่น้ำ”

สุริเยนทร์ย้อนกลับมาดูภาพปัจจุบันอีกครั้ง กล้องกำลังฉายภาพน้องพีทหลับอยู่บนเตียง ลออนอนอยู่ข้างเตียงตามลำพังโดยไร้วี่แววของทานตะวัน เขาไม่ได้คาดหวังในตัวเจ้าหล่อนตั้งแต่แรกจึงไม่ผิดหวังและประหลาดใจเมื่อเวลานี้หญิงสาวปล่อยให้หลานชายนอนอยู่กับพี่เลี้ยง ส่วนเจ้าหล่อนก็กลับไปนอนในห้องส่วนตัว ซึ่งมีกล้องอีกตัวที่โถงทางเดินจับภาพได้ก่อนหน้านี้

“กำลังจะชมซะหน่อยว่าเลี้ยงเด็กได้ดี...สุดท้ายก็ได้แค่นั้น”

ถ้าเป็นเขาจะไม่ทำอย่างนั้น เขาอยากอยู่ใกล้หลาน อยากอยู่ข้างๆ แต่เพราะหลานไม่ยอม เด็กชายหวาดกลัวเขา มองเป็นปีศาจ เป็นตัวร้ายที่น่ากลัว ไม่ยอมให้เข้าใกล้ นั่นคือสิ่งที่เด็กเห็น แต่ในโลกของความเป็นจริงนั้นตรงข้าม หลานคงไม่รู้ว่าเขามาเพื่อปกป้อง มาเพื่อทวงความเป็นธรรม มาคุ้มครองไม่ให้สองพี่น้องนั้นถลุงทรัพย์สมบัติไปจนหมดจากการติดพนันของคนพี่ และการแต่งตัวอวดร่ำอวดรวยของคนน้อง

“ทำเป็นไม่อยากให้หลานไปอยู่กับคนอื่น แค่คืนแรกยังไม่ยอมนอนกับหลาน นี่เหรอคิดถึงหลานมาก ห่วงหลานมาก...แม่แมวย้อมสีเอ๊ย!

สุริเยนทร์เห็นอนาคตของเด็กชายภาสกรที่มีพ่ออย่างนพสิทธิ์และอาสาวอย่างทานตะวันเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากมันซ้อนทับกับอดีตของเขา ในขณะที่ภาพลออก็ทาบทับไปบนตัว นิตยา พี่เลี้ยงของเขาเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน พี่เลี้ยงที่ทำให้เขาไม่สามารถไว้ใจใครได้อีกนับจากนั้น

ภูไปอยู่บ้านพี่นิดก่อนนะลูก ช่วงนี้พ่อต้องเข้าไปกรุงเทพฯ บ่อยๆ มีอะไรก็บอกพี่นิดได้ พ่อขอโทษนะ แต่ภูอดทนอีกนิดเดียว ถ้าพ่อขายที่ผืนนี้ได้ก็จะได้เงินก้อนใหญ่ที่จะทำให้สามารถเอาทุกอย่างที่พ่อเคยเสียไปคืนมาได้ พ่อให้สัญญา พ่อจะทิ้งให้ภูต้องอยู่คนเดียวแบบนี้อีกไม่นานหรอก

นิตยาเป็นผู้หญิงที่ภายนอกดูใจดี นั่นทำให้บิดายอมทิ้งเขาไว้กับพี่เลี้ยงตามลำพัง ตอนแรกหล่อนก็ใจดีกับเขามาก ดูแลทุกอย่างทั้งเรื่องอาหารการกิน พาไปหาหมอ สอนการบ้าน แต่ผ่านไปไม่ถึงสามเดือนก็เริ่มแผลงฤทธิ์ อาจเป็นเพราะหล่อนมีปัญหากับสามี การต้องดูแลเด็กที่สามวันดีสี่วันไข้จึงเป็นเรื่องที่ชวนให้หงุดหงิดไปกันใหญ่ คำหยาบคายและการตวาดเผยออกมาทีละน้อย จนระยะหลังพี่เลี้ยงแทบไม่พูดดีๆ กับเขาเลย ข้าวปลาอาหารก็หาให้กินบ้าง ให้อดบ้าง บางทีก็ใช้ให้เขาถูบ้าน ซักผ้า ล้างจาน ตามแต่จะใช้

พี่นิดภูปวดหัว ตามพ่อให้ภูหน่อย

มึงอย่ามาสำออย!’ เป็นคำตวาดหยาบๆ ที่นิตยาจะไม่มีทางพูดเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น ยังจะมามองหน้า เดี๋ยวเถอะมึง ไปไกลๆ ตีนกูเลยนะมึง!’

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเด็กชายคงหยุดแค่นั้น แต่เพราะอาการปวดหัวจนแทบระเบิดทำให้ต้องบอก

ภูปวดหัวจริงๆ เลือดกำเดาไหลไม่หยุด ภูไม่ได้กินยาสองวันแล้ว

แล้วทำไมมึงไม่กิน กูบอกมึงแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้หยิบกินเอง!’

ยาภูหมดครับ

แล้วทำไมไม่บอกกู เกิดมึงตายขึ้นมาพ่อมึงก็จะมาโทษกู มึงจะหาเรื่องให้กูใช่มั้ยไอ้ภู!’ คำสุดท้ายมาพร้อมฝ่ามือที่ฟาดลงบนหลังเขาเต็มกำลังของผู้ใหญ่ จนร่างเล็กเซถลาตามแรง มึงจะหาเรื่องให้กูอีกแล้วใช่มั้ยฮ้า!’

ไม่ครับ ภูบอกพี่นิดแล้วครับ

มึงโทษว่าเป็นความผิดกูเหรอ โตเป็นวัวเป็นควายแล้วทำไมไม่หาแดกเอง ไปเลยนะมึง ไม่ต้องมาบีบน้ำตา ปัญหาของกูก็มากพอแล้ว ถ้ามึงไม่อยากเจ็บตัวก็ไปให้ไกลๆ ตีนกู! ไป๊!’

ภูยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยครับ พี่นิดทำให้ภูกินหน่อยนะ

คำขอร้องอย่างอ่อนน้อมกลับสร้างโทสะให้อีกฝ่ายอย่างไม่น่าเชื่อ 

มึงอยากแดกนักใช่มั้ย! มึงแดกนี่!’ แขนเล็กๆ ถูกกระชากจนตัวลอย ก่อนมือข้างที่ถือโทรศัพท์จะฟาดใส่หน้ากลมนั้นเต็มแรง หัวคิ้วแตกจนเลือดไหลลงมาถึงคาง คราแรกนั้นนิตยาเองก็ตกใจ แต่เพราะแรงโทสะที่เดือดพล่านในอกทำให้หล่อนเห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย มึงยังจะอยากกินอีกมั้ย!’

ไม่ครับ ไม่ครับ ภูขอโทษ ประสบการณ์ในครั้งนั้นสอนให้รู้ว่าการร้องขออาหารตอนที่พี่เลี้ยงกำลังหงุดหงิด ทำให้เขาได้ชิมรสเลือดในปากตัวเอง ภูไม่กินแล้วครับ ภูไม่หิวแล้วครับ

ถ้าไม่อยากกินก็ไสหัวไป ไปอยู่ในห้อง อย่าออกมาให้กูเห็นหน้า เข้าใจมั้ย!’

ครับ เข้าใจครับ

เดี๋ยว!’ คำเรียกทำให้เด็กชายสะดุ้งเฮือก มือที่ยกขึ้นเช็ดเลือดที่หัวคิ้วแดงเถือก สีหน้าแสดงความกลัวของเขา ไม่ได้ทำให้นิตยาลดโทสะลงสักนิด

ถ้ามึงบอกใครว่ากูทำ กูจะฆ่ามึง! จำไว้ไอ้ภู พ่อมึงเอาแต่ทำงาน เดือนหนึ่งกลับบ้านมาไม่ถึงสองวัน อย่าคิดว่าพ่อมึงจะปกป้องมึงได้ ถ้าไม่อยากตายก็เงียบไว้

วันนั้นพ่อกลับมา นิตยาบอกว่าเขาหกล้มตกบันได

นิดผิดเองค่ะที่ไม่ดูแลน้องภู นิดมัวแต่ไปซักผ้าที่หลังบ้าน ไม่คิดว่าน้องภูจะลุกขึ้นจากเตียงแล้วก็...

พ่อหันมามองเขาเพื่อรอคำยืนยัน ภูตกบันไดเหรอลูก

ครับ

โธ่...ลูกพ่อ...คราวหลังภูต้องระวังนะลูก พ่อว่าไปให้หมอตรวจหน่อยก็ดีนะ เผื่อกระดูกกระเดี้ยวจะหัก

นิดพาไปแล้วค่ะ พาน้องภูไปเอายาด้วย คุณหมอบอกว่าไม่เป็นไรมาก ให้ทานยาเดี๋ยวก็หาย

ทั้งที่ตอนนั้นเขาอายุเจ็ดขวบแต่ก็กลัวคำขู่จนไม่กล้าบอกใคร นับประสาอะไรกับน้องพีท ต่อให้มีกล้องวงจรปิด ต่อให้มีการจับตา แต่การถูกปล่อยไว้กับคนอื่นมันก็ยังมีความเสี่ยง เขาไม่อยากให้หลานพบเจอเรื่องโหดร้ายอย่างที่ตัวเองเคยเจอ

“น้าคงดูน่ากลัวในสายตาพีท แต่คนอย่างน้านี่แหละที่จะปกป้องพีทได้ น้าจะสอนให้พีทรู้ว่าคนอ่อนแออยู่รอดในสังคมนี้ไม่ได้ น้ำตาไม่ได้ทำให้เราอยู่รอด น้ำตาไม่เคยช่วยอะไรเราได้เลย นอกจากเราจะลุกขึ้นสู้กับมัน อย่าให้มันมีโอกาสกลับมาทำร้ายเราได้อีก!

ตลอดมาสุริเยนทร์เชื่ออย่างนั้น และเขาก็ยังคงจะเชื่อต่อไป ชายหนุ่มนั่งมองใบหน้าหลานอยู่อย่างนั้นกระทั่งผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาแทบข่มตาหลับไม่ได้เลย เหมือนกับว่าถ้ายังทำตามสัญญาที่ให้สุรีย์ไม่ได้ เขาก็ไม่มีทางอยู่เป็นสุข แล้วสัญญานั้นก็มีอยู่สองข้อนั่นคือ

เขาต้องเอาน้องพีทไปดูแลให้ได้!

จากนั้นก็ตามเล่นงานนพสิทธิ์อย่าให้ได้ผุดได้เกิด!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

1,971 ความคิดเห็น