Love mom baby เชื่อมรักผูกใจคุณแม่ที่รัก

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 17,819 Views

  • 74 Comments

  • 378 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    29

    Overall
    17,819

ตอนที่ 7 : เผชิญหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2483
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    7 เม.ย. 61

  

 

6

เผชิญหน้า

วันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนวันแรกของมหาวิทยาลัย ซึ่งฉันต้องไปเช้ากว่าทุกวัน เพราะต้องไปรับตารางเรียนจากอาจารย์ที่ปรึกษาในคาบเช้า ฉันจึงต้องตื่นเช้ากว่าปกติถึงแม้จะตื่นเช้าเป็นประจำอยู่แล้ว ด้วยจะต้องเตรียมตัว แต่งตัวให้ถูกกฏระเบียบของมหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังแห่งนี้ 

อีกอย่างช่วงนี้ฉันเป็นอะไรไม่รู้ชอบเวียนหัวอยู่บ่อยๆ หรืออาจจะเป็นเพราะประจำเดือนฉันมาไม่ค่อยปกติ แต่เรื่องนี้มันก็เป็นแบบนี้ประจำอยู่แล้ว ฉันจึงไม่ได้เครียดหรือสนใจอะไรมากมาย แม้ว่าวันนั้นจะผ่านเรื่องเลวร้ายมาก็ตาม เพราะฉันเชื่อว่าหลังจากที่พระเจ้ามอบสิ่งดีๆ ให้ฉันมาแล้ว ท่านคงไม่กลับมาใจร้ายกับฉันอีกหรอก จริงไหม

"วิวา เสร็จหรือยังพี่ต้องเข้างานแต่เช้านะ"

"ค่ะ เสร็จแล้วค่ะพี่เวย์" เสียงเรียกจากห้องข้างๆ ทำให้ฉันรีบหยิบกระเป๋าและหนังสือขึ้นมาถือ ก่อนจะเดินเข้าไปหาเธออีกฟากของห้อง แล้วออกจากห้องพร้อมกับพี่เวย์ 

วันนี้เธอสวมชุดธรรมดาไปฝึกงาน เพราะทางโรงแรมนั้นไม่ได้เคร่งครัดเรื่องการแต่งกายของนักศึกษาสักเท่าไหร่ ส่วนฉันก็สวมชุดนิสิตอันแสนเรียบร้อยที่พี่เวย์พาไปซื้อในวันนั้น

"หิวข้าวไหมเรา" พี่เวย์หันมาถามขณะที่เรากำลังเดินลงบันไดไปชั้นล่าง

"ค่ะ นิดหน่อย แต่ไม่ทานก็ได้ค่ะ"

"ได้ยังไง หิวก็ต้องกิน อย่ามาเกรงใจพี่ เรื่องนี้พี่บอกเป็นรอบที่พันล้านแล้ว และเบื่อที่จะพูดแล้วด้วย" เมื่อได้คำตอบที่ไม่ได้ดั่งใจ พี่เวย์บ่นใส่ฉันอีกเป็นชุด ฉันเองก็ได้แต่ก้มหน้ารับฟังเงียบๆ ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาให้ขีดหูเธอ ไม่อย่างนั้นวันนี้หูฉันคงชาแน่ๆ

อาหารมื้อเช้าถูกจัดขึ้นสองที่คือของฉันกับพี่เวย์ ส่วนของคนอื่นๆ คงจะทานกันหมดแล้ว เพราะพวกท่านต้องไปทำงานแต่เช้า ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลแบบนี้แล้ว งานที่โรงแรมค่อนข้างจะหนักทีเดียว

ดังนั้นบนโต๊ะอาหารอันแสนกว้างนี้ จึงเหลือเพียงแค่ฉันกับพี่เวย์ที่ช่วงก่อนหน้านี้ได้แต่นั่งๆ นอนๆ สันหลังยาวอยู่ติดบ้าน จะมีบางครั้งบางคราวที่ถูกพี่เวย์ลากไปนู่นไปนี่เป็นเพื่อน ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร ยอมไปเป็นเพื่อนเพื่อที่เธอจะได้สบายใจ และเพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่เวย์ด้วยหากไปไหนมาไหนคนเดียว มันจะไม่สบายใจใครหลายๆ คนสักเท่าไหร่ รวมไปถึงฉันด้วย 

"วันนี้ติดรถไปกับพี่นะ เห็นฟอร์เทลบอกว่าจะให้ฟีลเวลไปส่งพวกเราแทน" พี่เวย์พูดขึ้นหลังจากทานอาหารเสร็จ ซึ่งตัวฉันเองก็ทานเสร็จเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน  

พี่เวย์มองฉันดื่มน้ำสักครู่ ก่อนจะเอ่ยปากชวนให้ไปหาคนขับรถกิตติมศักดิ์ ที่นั่งรอเราอยู่ที่ห้องรับแขกตั้งแต่เช้าแล้ว โดยบนโต๊ะหน้าเขานั้นมีแก้วกาแฟและเค้กชิ้นเล็กๆ ให้เขาได้เป็นอาหารว่างขณะนั่งรอ

“ขอโทษที่ช้านะเวล พอดีวันนี้พี่กับวาต้องทานข้าวเช้าน่ะ เดี๋ยวจะเป็นลมล้มพับตั้งแต่วันแรกที่เข้างาน” พี่เวย์เอ่ยทักน้องแฟนด้วยท่าทางที่สดใส เลยทำให้คนฟังยิ้มและตอบรับกลับมา ไม่ให้เราทั้งคู่รู้สึกผิด ที่ออกมาสายจนทำให้สารถีอย่างพี่ฟีลเวลต้องรอ

“ไม่เป็นไรครับ อันที่จริงมันก็ไม่นานเท่าไหร่ วันนี้ผมเข้างานสายเลยรอได้”

“ถ้างั้นก็ค่อยโล่งใจหน่อย งั้นไปกันเลยไหม จะได้ไม่เสียเวลาเวลไปมากกว่านี้ ”

“ครับ” เมื่อตอบรับเสร็จ เขาก็ผายมือให้เกียรติพวกเราเดินนำไปที่รถก่อน 

ฉันมองหน้าพี่ฟีลเวลอย่างแปลกใจกับท่าทีกิริยาของเขา เพราะมันเปลี่ยนไปจากวันนั้นมาก จากที่ทำตัวเหมือนโรคจิตชอบมองผู้หญิงด้วยสายตาแปลกๆ แต่ตอนนี้เขากลับกลายเป็นสุภาพบุรุษทำตัวน่านับถือ

“ขอบคุณค่ะ” เสียงเอ่ยขอบคุณหลุดออกมาจากปากฉันทันทีที่คนตัวสูงเอื้อมมือมาเปิดประตูข้างคนขับให้ ด้วยพี่เวย์จับจองที่นั่งเบาะหลังไปเรียบร้อยแล้ว ฉันจึงต้องมานั่งตรงนี้เพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียด และเป็นการให้เกียรติคนขับด้วย ในเมื่อเขาไม่ใช่คนขับรถหรือคนใช้ของบ้านนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะควรนักที่ฉันจะไปนั่งเบาะหลังกับพี่เวย์ ทิ้งให้พี่ฟีลเวลนั่งอยู่เบาะหน้าเพียงคนเดียว

“อ้อ ใช่สิวิวา พี่ลืมแนะนำตัวให้รู้จัก นี่ฟีลเวล น้องชายของฟอร์เทล แต่วาควรจะเรียกเขาว่าพี่ เพราะฟีลเวลอายุยี่สิบเอ็ดปีแล้ว แถมยังเรียนใกล้จะจบแล้วด้วย” ยังไม่ทันที่รถจะได้เคลื่อนตัวออกจากรั้วประตูบ้าน เสียงใสๆ ของพี่เวย์ก็ดังขัดกับเสียงเพลงเบาๆ ในรถ 

พี่เวย์แนะนำตัวของฉันกับพี่ฟีลเวล เราสองคนจะได้ต่างฝ่ายต่างรู้จักกัน และเมื่อได้ยินคำแนะนำแบบนั้น ฉันจึงหันไปไหว้คนขับด้วยความนับถือ ถึงแม้ในใจจะยังไม่วายแครงใจกับพฤติกรรมแปลกๆ ของเขา ที่เป็นตั้งแต่พบเจอ แต่ก็ช่างเถอะบางทีฉันอาจจะคิดมากไปเอง  

“ส่วนนี่วิวา น้องสาวพี่เอง” แล้วพี่เวย์ก็แนะนำฉันให้พี่ฟีลเวลได้รู้จักบ้าง

“ค่ะ/ครับ”

“แต่ทางที่ดีให้น้องเรียกผมว่าเวลก็ได้นะครับจะได้เรียกง่ายๆ” สิ้นเสียงคำแนะนำของพี่เวย์ ฉันกับพี่เวลก็ขานรับออกมาพร้อมกัน โดยที่พี่ฟีลเวลยังต่อด้วยการให้ฉันเรียกเพียงเวลสั้นๆ เพื่อง่ายต่อการจดจำ ซึ่งฉันเองก็คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เพราะฉันไม่ชอบเรียกใครยาวๆ มากนัก

“ใช่สิ! วาเรียกพี่เขาว่าพี่เวลก็ได้ พี่เขาไม่ถือ” แล้วพี่เวย์ก็ช่วยเสริมชื่อเขาอีกครั้ง ฉันจึงพยักหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มตอบทั้งสองทันที

“ค่ะ”

ไม่นานรถออร์ดี้สีดำก็มาหยุดอยู่หน้าโรงแรมชื่อดังที่พี่เวย์ฝึกงานอยู่ ที่มาส่งเธอก่อนเพราะทางนี้เป็นทางผ่านของทั้งมหาวิทยาลัยฉันกับที่ทำงานของพี่เวล โดยมหาลัยฉันต้องขับรถเข้าไปไกลอีกว่าสิบกิโล ส่วนที่ทำงานของพี่เวลต้องขับเลี้ยวซ้ายในแยกข้างหน้า ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาต้องตีตรงไปส่งฉันและย้อนกลับมาเพื่อไปที่ทำงานของตัวเอง

“ขอบคุณมากนะเวล ให้นายมาส่งพี่สบายใจกว่าหมอนั่นมาเยอะเลย อย่างน้อยก็ไม่มีใครมาบ่นเรื่องการแต่งตัวให้หงุดหงิดใจเล่นแต่เช้า พี่ไปก่อนนะวา เจอกันตอนเย็นจ๊ะ” เมื่อกำลังจะก้าวลงจากรถพี่เวย์ก็หันมาขอบคุณพี่เวลที่ยิ้มรับอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะหันมายิ้มให้ฉันซึ่งฉันเองก็ยิ้มตอบ และมองเธอลงจากรถ จนกระทั่งรถเคลื่อนตัวออกจากโรงแรมและพี่เวย์ก็เดินเข้าไปในนั้นแล้ว ฉันจึงละความสนใจจากเธอมามองด้านหน้ากระจกแทน

อืม...ให้เขาไปส่งแบบนั้นจะไม่เป็นการรบกวนเวลางานเขาหรือไงนะ

ฉันนั่งคิดไม่ตกและได้แต่มองไปตามทางข้างหน้าเท่านั้น อีกไม่กี่กิโลก็จะถึงสี่แยกซึ่งเป็นทางแยกระหว่างมหาวิทยาลัยฉันกับที่ทำงานของพี่เวล การรบกวนเวลาเขาไปส่งฉันแบบนี้ ทั้งๆ ที่เราทั้งคู่ก็แทบจะไม่รู้จักกัน ฉันว่ามันจะน่าเกลียดไป

“เอ่อ....ถ้าพี่เวลลำบาก วาไปเองก็ได้นะคะ ทางไปของเรามันคนละทางเลย วาเกรงใจ” ฉันเสนอความคิดที่นั่งวิตกมาตลอดออกไป โดยไม่ได้หันไปมองหน้าเขา เพราะฉันคิดว่าคงรบกวนเขามากไปจริงๆ ในการขับรถวกวนไปมาแบบนี้

“เธอคิดจะหนีฉันไปตลอดหรือไง” แต่สิ่งที่ได้ยินกลับมาไม่ใช่คำตอบที่ฉันต้องการ เขากลับถามคำถามที่ทำให้ฉันต้องย่นคิ้วหันกลับไปมองใบหน้าของเขาด้วยความงุนงง 

“คะ พี่เวลว่าไงนะคะ”  ฉันที่ที่ได้ยินไม่ค่อยถนัดถามเขากลับไปอีกรอบ แต่ก็ได้กลับมาเพียงสายตารำคาญและหงุดหงิดใจ ก่อนที่เขาจะไปสนใจกับการขับรถต่อ

“ให้ตายเถอะ เธอมันน่าหงุดหงิดชะมัด” เขาสบถกับตัวเองเบาๆ ยิ่งทำให้ฉันขมวดคิ้วมองเขาด้วยความงุนงง กับท่าทางเปลี่ยนเป็นคนละคนของเขา

“เอ่อ พี่เวลจอดตรงนี้ก็ได้นะคะถ้าไม่สะดวก”

“เธอน่ะเงียบไปสักพักจะได้ไหม!” จู่ๆ พี่เวลก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด พร้อมกับส่งสายตาฉุนๆ มาให้ฉันด้วย ฉันที่เห็นอย่างนั้นก็นั่งเงียบมองเขาด้วยความหวาดๆ ปนกลัว

อยากจะบ้า เขากลายร่างเป็นโรคจิตอีกแล้ว!

คิดได้อย่างนั้นฉันก็พยายามเบียดตัวเองติดกับประตู เพื่อที่จะได้ห่างจากเขามากที่สุด ยิ่งอยู่กันแค่สองคนแบบนี้แล้ว ฉันก็ยิ่งรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ 

อีกอย่างตอนนี้ฉันก็ดันมีความรู้สึกประหลาดๆ อีกด้วย ฉันดันรู้สึกว่าเคยได้กลิ่นแอร์รถแบบนี้ และได้นั่งเบาะรถนุ่มๆ แบบนี้มาก่อน แถมมันยังชัดเจนจนฉันนึกกลัวขึ้นมาเป็นเท่าตัว ว่าฉัน...อาจจะเคยมานั่งในนี้แล้วก็เป็นได้

บ้าสิ! แล้วฉันจะเคยมานั่งรถพี่เวลได้ยังไง!

“แล้วทำไมต้องทำท่าทางเหมือนกลัวฉันแบบนั้นล่ะ” สรรพนามเรียกแทนตัวฉันเปลี่ยนไปทันทีที่เขาเห็นฉันทำแบบนี้ แถมการพูดการจาก็เหมือนจะเปลี่ยนไปด้วย สังเกตได้จากน้ำเสียงที่ดูแข็งกระด้างขึ้นของเขา

“พะ...พี่เวล!!” ฉันอุทานเสียงหลงเมื่อรถที่วิ่งอยู่บนถนนดีๆ ถูกคนขับหักพวงมะลัยเลี้ยวเข้าข้างทางที่เป็นซอยเปลี่ยวแทบจะไม่มีรถเลี้ยวเข้ามา ก่อนที่คนขับจะเอื้อมตัวมาดึงฉันให้ไปใกล้ชิดกับเขา ฉันที่ยังอยู่ในอาการตกตะลึงได้แต่มองหน้าเขาอย่างอึ้งๆ ทำอะไรไม่ถูก

“หึ! พี่เวลงั้นหรอ! ถ้าพี่สาวสุดที่รักเธอไม่แนะนำตัวฉันให้รู้จัก เธอก็คงไม่แม้แต่จะสนใจเรื่องของฉันเลยงั้นสินะ” พี่เวลสะกดอารมณ์โกรธของตัวเองด้วยการกัดฟันพูด อีกทั้งนัยตาแข็งกร้าวของเขายังจ้องฉันอย่างคาดโทษ

ฉันพยายามก้มหน้าลงหลบสายตาคู่ดุนั่นแต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อร่างกายและจิตใจของฉันสู้แรงของพี่เวลไม่ได้ เขาช้อนคางฉันขึ้นด้วยมือเรียวนุ่มเสมือนมือผู้หญิงแต่กับแข็งแรงของเขา จึงทำให้ฉันจำเป็นต้องมองสบตาพี่เวลอย่างเลี่ยงไม่ได้

ให้ตายเถอะ ทำไมสถานการณ์แบบนี้ใจฉันกลับเต้นไม่เป็นจังหวะอย่างนี้นะ!

“พะ...พี่พูดเรื่องอะไรกันคะ” ฉันกลั้นใจถามเขาออกไปทั้งๆ ที่กลัวจนแทบจะร้องไห้อยู่แล้ว 

ฉันไม่รู้ว่าสาเหตุที่ทำให้ใจสั่นนั้นมาจากอะไร อาจจะเป็นเพราะความกลัวหรือเพราะฉันหวั่นไหวที่ได้ใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามมากขนาดนี้กันแน่ แต่ตอนนี้รู้เพียงอย่างเดียว ว่าใจฉันมันเต้นอย่างแรงจนอกแทบจะระเบิดอยู่แล้ว

“เรื่องอะไรงั้นหรอ? เธอกล้ามากนะที่ถามคำถามนี้ออกมา ทั้งๆ ที่ก็น่าจะรู้ตัวเองดี!” ไม่เพียงแต่ตอบไม่ตรงคำถามเท่านั้น คนตรงหน้ายังตะคอกเสียงใส่ด้วยความโมโหอีกต่างหาก ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ตัวฉันเริ่มสั่นขึ้นมาด้วยควสมกลัว

“แค่นี้ถึงกับตัวสั่นเลยหรอ หึ! ต่างจากวันนั้นสิ้นเชิงเลยนะ” ไม่พูดเปล่าพี่เวลยังยื่นหน้าเข้ามาใกล้หน้าฉันจนลมหายใจเราเป่ารดซึ่งกันและกัน ฉันพยายามจะถอยหนี แต่คนตรงหน้ากับรั้งท้ายทอยฉันเอาไว้ไม่ให้ทำอย่างที่คิด ตอนนี้ฉันเลยตกอยู่ใต้การควบคุมของเขาอย่างหาทางเอาตัวรอดไม่ได้

“ปะ...ปล่อยค่ะพี่เวล” แม้ฉันจะสงสัยในคำพูดของเขามากมายขนาดไหน แต่ก็ไม่อยากรับรู้ในสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ และเขาเองก็ไม่มีสิทธิที่จะมาล่วงเกินฉันอย่างนี้ด้วย

“ไม่!! จนกว่าเธอจะบอกมาว่าวันนั้นหนีฉันออกไปก่อนทำไม!” แรงบีบที่ต้นแขนและแรงรั้งที่ท้ายทอยดูเหมือนจะยิ่งรุนแรงขึ้นตามอารมณ์ของพี่เวลในตอนนี้ ฉันเม้มปากแน่นเพราะกลัวเหลือเกินว่ามันจะไปติดกับปากของคนตรงหน้าที่ตอนนี้ริมฝีปากขิงเขาใกล้ชิดกับฉันมาก จนฉันรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขาที่พ่นออกมาได้เลย

“มะ...ไม่รู้ค่ะ วาไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น วาเคยเห็นพี่ที่บ้านภิรมภักต์เป็นครั้งแรกจริงๆ และวาก็ไม่เคยหนีพี่ออกมาก่อนอย่างที่พี่เข้าใจเลยนะคะ” ฉันพยายามอธิบายให้เขาได้รู้และยอมรับฟัง เพื่อที่ตัวเองจะได้รอดพ้นจากสถานการณ์ที่น่าอันตรายแบบนี้ แต่ดูเหมือนพี่เวลจะไม่คิดแบบนั้นเพราะใบหน้าเขาบ่งบอกว่าโกรธสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดออกไปเป็นอย่างมาก

นี่มันเรื่องอะไร ฉันเคยไปทำอะไรพี่เขางั้นหรอ...

“หลังจากวันนั้นเธอคงจะทำแบบนั้นบ่อยละสินะ” พี่เวลยังคงสื่อสารในสิ่งที่เขาเข้าใจ แตกต่างกับฉันที่ไม่เข้าใจเรื่องราวที่เขาพูดสักอย่าง

แรงบีบที่แขนส่งมาจนฉันนิ่วหน้าเพราะความเจ็บ
        แรงรั้งที่ท้ายทอยทำให้ฉันพยายามรั้งหัวตัวเองไม่ให้ใกล้เขาไปมากกว่านี้

ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดลงมาก็ยิ่งทำให้หัวใจฉันเต้นแรงสั่นไหวจนน่าโมโห

ตอนนี้ร่างกาย สมอง และใจฉันมันเดินสวนทางกันจนฉันยังนึกโกรธตัวเอง

อยากขัดขืนแต่ใจก็กลับหวั่นไหวเต้นรัว

อยากหลบสายตาแต่สมองก็สั่งให้มองเขาอยู่แบบนั้น

อยากให้เขาปล่อยแต่ร่างกายกลับรั้ง ไม่ให้ใช้มือทั้งสองข้างผลักใสเขาให้ห่างออกไป

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันกัน?

“พะ...พี่เวล” นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เรานั่งมองกันผ่านทางสายตาแบบนั้น จนฉันเองที่เป็นฝ่ายทนไม่ไหวเรียกสติทั้งของตัวเองและของเขาออกมา จนกระทั่งเขารู้สึกตัว และสะบัดหัวเล็กน้อยเพื่อเรียกสติตัวเอง แต่มือก็ยังคงจับฉันอยู่แบบนั้น

“บอกฉันมา เธอมีใครอีกงั้นหรอ”  น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงเล็กน้อยหลังจากที่พี่ฟอร์เทลผ่อนลมหายใจออกมารดที่แก้มซ้ายของฉัน

เมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจหนักๆ ของเขา เปลือกตาฉันก็ดันปิดลงเองอัตโนมัติด้วยเหตุใดฉันก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน ก็อย่างที่บอก ร่างกาย สมอง และใจของฉันมันสวนทางกันจริงๆ

“มะ...อุ๊บส์” ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ลืมตาขึ้นมาเอ่ยปฏิเสธคนตรงหน้าที่แนบชิดอยู่กับฉันออกไป ริมฝีปากบางของฉันก็ถูกปิดด้วยความอุ่นนุ่มจากริมฝีปากพี่ฟอร์เทล ฉันจึงได้แต่หลับตาอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าลืมขึ้นมาพบเจอกับความเป็นจริงที่ว่าตอนนี้ฉันกำลังถูก จูบ

สัมผัสที่คุ้นเคยจากคนตรงหน้าทำให้ฉันแทบขาดใจ เขาไม่ปล่อยให้ฉันได้พักหายใจแต่กลับเป็นคนยื้มลมหายใจให้ฉันด้วยริมฝีปากของเขา โดยการที่ให้ฉันหายใจทางปากผ่านปากของเขาแทน ฉันก็ไม่รู้ว่าเขาไปสูบอากาศมาจากไหน แล้วส่งผ่านให้ฉันมีลมหายใจได้อย่างไร สมองฉันตอนนี้มันเบลอไปหมด

อือ....

เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่ฉันถูกเขากักขังด้วยนิมฝีปากอุ่นๆ และจู่ๆ เหมือนความคุ้นชินนี้จะฉายภาพซ้อนในหัวของฉันออกมา สัมผัสแบบนี้ฉันคุ้นเหลือเกินว่าเคยเกิดขึ้นกับฉันแน่ๆ ทั้งๆ ที่เกิดมาฉันไม่เคยถูกใครจูบแบบนี้มาก่อน นอกจากไอ้พวกเลวทรามคิดจะข่มขืนฉันพวกนั้นแล้ว ฉันมั่นใจว่าไม่เคยมีใครมอบสัมผัสแบบนี้ให้ฉันมาก่อนแน่ๆ 

ทำไมมันคุ้นจัง

ไม่ทันที่ฉันจะได้คิดต่อ สัมผัสอ่อนนุ่มที่ยังวนเวียนอยู่บริเวณริมฝีปากก็ทำให้ฉันหลุดจากภวังค์ พี่เวลยังคงวุ่นวายอยู่กับริมฝีปากฉันอยู่แบบนั้น แต่หากคราวนี้เขาลุกล้ำเข้ามามากกว่าเดิมคล้ายจะพยายามเตือนสติและความจำฉันอย่างไงอย่างงั้น

แปล๊บ.....

ด้วยความที่ฉันแทบจะไม่มีสติ จึงไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกับตัวฉันบ้าง กว่าจะมารู้สึกตัวอีกทีก็รู้สึกเจ็บแปลบเข้าที่ช่วงเหนือหน้าอก เมื่อฉันลืมตาขึ้นมาก็เห็นผมซอยสั้นสีน้ำตาลทองของพี่ฟอร์เทลอยู่ในระดับสายตา ส่วนใบหน้าของเขาก็กำลังฝังอยู่ที่ช่วงอก

พระเจ้า!ช่วงอก!!

พลั่ก!!

ฉันตกใจจนเผลอผลักพี่เวลที่กำลังล่วงเกินฉันออกอย่างแรง เมื่อเป็นอย่างนั้นพี่เวลก็เงยหน้ามองฉันอย่างโกรธจัด และดึงตัวฉันให้เข้าไปใกล้ตัวอีกครั้ง

“มะ..ไม่นะ...! อุ๊บส์”  เสียงหวีดร้องยังไม่จบคำของฉันหายไปอีกครั้ง เมื่อพี่เวลบดขยี้ริมฝีปากลงมาอย่างหนักหน่วง คราวนี้เขาไม่อ่อนนุ่ม อ่อนโยนเหมือนครั้งที่แล้วอีกแล้ว ทุกสัมผัสของเขาแฝงไปด้วยไฟโทสะ จนฉันได้กลิ่นเลือดที่ซึมออกมาจากริมฝีปาก ฉันไม่รู้ว่าเลือดนี้เป็นของใคร แต่ที่รู้รสจูบรุนแรงของเขาทำให้ฉันเจ็บริมฝีปากจนเริ่มชาแล้ว

เนิ่นนานกว่าที่พี่เวลจะยอมปลดปล่อยฉันออกให้ได้หายใจ แต่เขาก็ยังก้มลงไปกัดที่ช่วงไหปลาร้าของฉันอีกครั้ง ซึ่งมันทำให้ฉันเจ็บจนน้ำตาล่วงไหลลงมา

“ฮึก..”

กึก!

และเหมือนน้ำตาฉันจะหยุดการกระทำของเขาได้ เมื่อพี่เวลเงยหน้าขึ้นมองฉันทันทีที่น้ำตาล่วงหล่นใส่ฝ่ามือของเขา ใบหน้าของเขาตอนนี้บึ้งตึง จนฉันไม่รู้ว่าตอนนี้เขาโกรธ โมโห หรือเป็นบ้ากันแน่

“อย่าร้อง....” ไม่พูดเปล่าพี่เวลยังจูบพรมลงบนใบหน้าฉันที่เปื้อนคราบน้ำตา ฉันมองการกระทำนั้นอย่างสับสน และเม้มปากที่น่าจะบวมแดงของฉันเอาไว้ “ทีนี้วาจำพี่ได้หรือยัง” พี่เวลถาม และสรรพนามเรียกชื่อเขาก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง ไม่รู้ทำไมเมื่อเขาเรียกฉันแบบนี้แล้ว ฉันกลับรู้สึกอบอุ่นในใจ

“มะ...ไม่ค่ะ” ฉันเปล่งเสียงตอบ และพยายามเขยิบตัวให้ออกห่างจากเขา แต่มือแข็งแกร่งก็ยังคงรั้งฉันเข้าไปใกล้ตัว ก่อนจะยกมือขึ้นมาติดกระดุมเสื้อนักศึกษาที่ฉันไม่รู้ว่าหลุดไปตั้งแต่ตอนไหนให้ ฉันมองการกระทำนั้นด้วยความกลัว ตกใจ และสับสน

เมื่อติดกระดุมเรียบร้อยแล้ว พี่เวลก็สวมกอดฉันเหมือนต้องการสื่อสารกับฉันทั้งคำพูดและการกระทำ ฉันที่ยังสับสนงุนงง คิดอะไรไม่ออก เลยได้แต่นั่งนิ่งๆ ให้เขาสวมกอดอยู่แบบนั้น

“อย่าพูดแบบนั้น วาต้องจำพี่ได้สิ ในเมื่อคืนนั้นเราอยู่ด้วยกันทั้งคืน”

คืนนั้น....ทั้งคืน...

คำพูดที่พี่เวลบอกออกมาทำให้ตัวฉันแข็งทื่อ ลำดับเรื่องราวของคืนนั้นในหัว ใช่...ถ้าฉันเดาไม่ผิด คืนนั้นต้องเป็นวันที่ฉันเมาและตื่นขึ้นมาก็อยู่ในโรงแรมหรูกับใครสักคนที่เป็นผู้ชาย ที่ฉันไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเขาให้เจ็บปวด แล้วเรื่องนั้นมันก็ผ่านมาได้เดือนกว่าแล้ว ไม่คิดเลยว่าโลกมันจะกลมถึงขนาดนี้ ผู้ชายคนนั้นถึงได้กลายมาเป็นพี่ฟีลเวลน้องชายของแฟนพี่เวย์ คนใกล้ชิดที่แทบจะเป็นครอบครัวเดียวกันในไม่ช้านี้อยู่แล้ว

ทำไมโลกนี้ถึงไม่มีความยุติธรรมและมอบความสุขให้ฉันเลย

“พี่อยากจะรับผิดชอบเรื่องทั้งหมด” พี่เวลยังคงตอกย้ำเรื่องราวเลวร้ายนั้นด้วยคำพูดที่ดูเหมือนจะเป็นห่วง แถมยังจะแสดงความรับผิดชอบ แต่เขาไม่รู้เลยว่ามันกลับทำให้ฉันแทบใจจะขาด ที่มารับรู้เรื่องเลวร้ายในคืนนั้นอีกครั้ง

ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่รู้จัก เรื่องนี้ก็จะเงียบไปโดยไม่มีใครรู้ แต่นี่ไม่ใช่ คนที่ทำลายชีวิตฉันคนนั้นกลับเป็นพี่ฟีเวล คนใกล้ตัวที่รู้จักทุกคนในครอบครัวที่เลี้ยงดูฉันอยู่ตอนนี้ 

“เรียนจบเราจะแต่งงานกันนะ แต่ตอนนี้พี่ขอรับผิดชอบโดยการหมั้นไว้ก่อนแล้วกัน” พี่เวลพูดเองเออเองเสร็จสรรพ 

และเมื่อได้ยินแบบนั้นฉันก็เช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาเงียบๆ พรางผลักพี่เวลที่กอดฉันอยู่ออก ก่อนจะยิ้มให้เขาด้วยหัวใจที่ปวดร้าว เขาจะมารับผิดชอบฉันทำไม ในเมื่อในคืนนั้นเราทั้งคู่ไม่รู้จักกันเลย หนือเป็นเพราะวันนี้เขาได้รู้แล้ว ว่าฉันเป็นใครมาจากไหน เขาถึงรีบยื่นมือเข้ามารับผิดชอบแลบนี้

“พี่พูดเรื่องอะไรคะ วาไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ฉันโกหกเขาไปหน้าตาย และคำพูดนั้นของฉัน ก็ทำให้สีหน้าพี่เวลเปลี่ยนไปทันที “สงสัยพี่จะจำผิดคนแน่ๆ เอาเป็นว่าเรื่องเมื่อกี้วาจะถือว่าพี่ไม่ได้ตั้งใจ เพราะคิดว่าวาเป็นคนที่พี่เคยนอนด้วย วาก็จะไม่โกรธค่ะ วาขอตัวไปเรียนก่อนนะคะ” ว่าจบฉันก็รีบลงจากรถและวิ่งออกไปปากซอย โดยมีเสียงเรียกของพี่เวลดังตามมาจากด้านหลังพร้อมเสียงออกตัวของรถ แต่ก็ช้าไปเมื่อฉันเรียกแท็กซี่และขึ้นมานั่งเรียบร้อยแล้ว

นี่มันอะไรกัน บอกฉันทีหลังจากนี้ฉันจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร



Talk :   ฝากถึงนักอ่านที่น่ารักทุกคน เนื่องจากมีคนย้อนมาอ่านผลงานของไรเตอร์ 2 เรื่องที่แต่งไว้ตั้งแต่ปี 55 

และมีคนกดติดตามเป็นแฟนคลับเรื่องนี้เยอะจนไรเตอร์ไม่คิดว่าจะมีคนชอบมากขนาดนี้ เลยอยากขอบคุณทุกคนด้วยการนำเรื่องนี้มารีไรท์ใหม่ค่ะ แก้ไขคำผิดและเพิ่มความเข้าใจในการอ่าน เปลี่ยนภาษาให้เข้าใจง่าย นักอ่านจะได้ไม่งงในภาษา จะค่อยๆ อัพไปทีละนิดควบคู่กับเรื่องอื่นๆ  *แต่ไม่ได้ลบตอนที่ลงไปแล้วนะคะใครอยากอ่านแบบงงๆ ภาษาไม่สวยก็ไปอ่านล่วงหน้าก่อนได้ แต่ไรเตอร์จะเริ่มขัดเกลาใหม่นับแต่นี้ วันละ 1 - 2 ตอน กันเว็บเสปม หากกดพับลิคบ่อยเกินไป* 

หากแต่ใครอยากอ่านแบบเข้าใจโดยง่ายก็รอหลังจากรีไรท์จนจบก็ได้ค่ะ 

เนื้อเรื่องเหมือนเดิมนะคะ ไม่ได้เปลี่ยนเเปลงแต่อาจจะมีเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจได้โดยง่าย

ฝากนิยายเรื่องนี้และอีกหลายๆ เรื่องที่ลงไว้ด้วย ช่วงนี้ไรเตอร์ขยัน 

ฝากเม้น + ติดตาม + โหวต ให้กำลังใจไรเตอร์ด้วยนะคะ 

ขอบคุณมากค่ะ จุ้บๆ


           
ขอบคุณที่ติดตามคร้าบบบบบบ><

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #69 redQueen. (@benjaluk-poy) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 กันยายน 2558 / 22:41
    โอ้ยสงสารใครดี TT
    #69
    0
  2. #14 กระต่ายตัวสูง (@kwanmin) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 เมษายน 2555 / 00:37
     วาจะทำยังไงต่อไปนะ ><
    #14
    0
  3. #13 moko_cheese (@moko-cheese) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 เมษายน 2555 / 11:01
     สงสารวา ตอนนี้รู้แล้วว่าผู้ชายคนนั้นคือฟีลเวลแล้ววาจะทำยังไงต่อไปเนี่ย  เมื่อไหร่วาจะมีความสุข เง้อออ
    อยากบอกว่าสนุกมากค่ะ  เค้าติดตามตลอดๆ  ไรเตอร์มาอัพให้เค้าทุกๆวันหรืออัพให้จบเรื่องเหมือนที่ไรเตอร์บอกไว้ก็ได้  ฮี่ๆ 
    ยังไงก็สู้ๆน้า เค้าเป็นกำลังใจจ้า : )



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 5 เมษายน 2555 / 11:06
    #13
    0