ตอนที่ 6 : การกลับมาพบกันอีกครั้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2781
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    6 เม.ย. 61

 


 5

การกลับมาพบกันอีกครั้ง

 

                เมื่อรถวิ่งเข้ามาจอดยังหน้าคฤหาสน์ภิรมภักต์ สาวใช้ของบ้านต่างก็พากันออกมารับแขกสำคัญทันที และทันทีที่รถดับสนิท พี่เวย์กับฉันก็พากันลงจากรถและเดินเข้าไปในตัวบ้าน 

                ฉันที่ไม่เคยมาที่นี่เลยก็ได้แต่เดินตามพี่เวย์เข้าบ้านอย่างประหม่า เพราะกลัวว่าจะเดินหลงหรือทำตัวซุ่มซ่ามให้คนอื่นๆ เขาว่าเอาได้ ก็จะให้ทำไงได้ บ้านหลังนี้ใหญ่มากจเหมือนเป็นคฤหาสน์หลังงามเลยก็ว่าได้ ขนาดบ้านที่ฉันอาศัยอยู่ทุกวันนี้ เมื่อเอามาเทียบกับหลังนี้แล้วดูเล็กลงไปเลย

                "มาแล้วหรอ" เสียงเอ่ยทักของคนที่พี่เวย์ต้องมาหาดังขึ้นที่ห้องนั่งเล่น จึงทำให้พี่เวย์และฉันก็หันไปมองตามต้นเสียงนั้น ก็เห็นพี่ฟอร์เทลกำลังเดินตรงมาทางพวกเรา สายตาของพี่เขาก็สำรวจการแต่งกายของพี่เวย์อย่างจับผิด

                "ถ้ายังไม่มาแล้วนายจะเห็นหรอ" พี่เวย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงแง่งอน ก่อนจะเดินเลี่ยงออกห่างจากแฟนเธอที่ดำลังเดินเข้าไปยืนใกล้ๆ ด้วยความหงุดหงิด เห็นอย่างนั้นแล้วพี่ฟอร์เทลถึงกับส่ายหัวกับความงี่เง่าของแฟนตัวเอง ก่อนจะหันมายิ้มหวานให้ฉัน

                "เดี๋ยวพี่ขอตัวพี่สาวตัวแสบไปก่อนแล้วกัน นั่งรออยู่ที่นี่ก่อนนะ"

                "ค่ะ"  ฉันตอบรับและเดินเข้าไปยังห้องที่พี่ฟอร์เทลพึ่งเดินออกมาเมื่อครู่ ส่วนพี่ฟอร์เทลก็หันหลังแล้วรีบเดินตามพี่เวย์เข้าไปด้านในตัวบ้าน เพื่อปรับความเข้าใจกับเจ้าแม่ขี้งอน 

                "คุณหนูจะรับอะไรไหมค่ะ" นั่งได้ไม่นานแม่บ้านก็เข้ามาสอบถามตามหน้าที่ ฉันจึงหันไปยิ้มให้เธอและส่ายหัวปฏิเสธ

                "ไม่เป็นไร ขอบคุณมากค่ะ" เมื่อได้คำตอบจากฉันแล้วแม่บ้านก็ก้มหัวให้เล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป ปล่อยให้ฉันนั่งสำรวจห้องรับรองแขกแห่งนี้ตามลำพัง

                ทีวียักษ์ใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องโถง ถูกฉันกดเปลี่ยนช่องไปแล้วกว่าสิบช่อง เพราะรายการที่ถ่ายทอดอยู่ตอนนี้ไม่ได้ทำให้ฉันสนใจเลยแม้แต่น้อย มีแต่เรื่องไร้สาระและน่าเบื่อทั้งนั้น จนฉันเลิกสนใจทีวีตรงหน้าและหยิบนิตยสารคุณแม่มือใหม่ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาอ่านแทน

            อ่า....เด็กน้อยน่ารักจังเลย

                "ป้าแจ่มครับขอกาแฟกับขนมปังปิ้งให้ผมด้วย" เสียงเข้มดุตะโกนขึ้นอยู่ไม่ไกลจากห้องที่ฉันนั่งมากนัก 

              ฉันละความสนใจจากหนังสือตรงหน้าขึ้นไปมองยังต้นเสียง ก็พบร่างของเจ้าของเสียงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ บันใดทางขึ้นชั้นสอง ก่อนที่เขาจะหันกลับมาจากการตะโกนบอกแม่บ้านเมื่อครู่ และกำลังมุ่งตรงมายังห้องที่ฉันกำลังนั่งอยู่ตอนนี้ โดยในมือเขาก็กำลังกดโทรศัพท์มือถือไปด้วย ไม่แม้แต่จะสนใจว่ารอบกายจะมีใครคนอื่นอยู่หรือไม่ 

                "อ๊ะ! ขอโทษครับ" และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ในมือแล้วเห็นฉันที่กำลังมองเขาอยู่ เขาก็หยุดชะงักก่อนจะเอ่ยขอโทษออกมา ซึ่งฉันเพียงแค่ยิ้มตอบเขาไปเล็กน้อย ประมาณว่าไม่เป็นไร 

                แต่กลายเป็นว่าคนที่เพิ่งเดินเข้ามาเมื่อครู่ กลับจ้องหน้าฉันอย่างพินิจพิเคราะห์เสมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่อย่างเสียมารยาท จนฉันทำหน้าตอบกลับไม่ถูก หน้าเขาดูเครียดๆ อึ้งๆ สับสนปนไม่แน่ใจ

                แต่ถึงแม้ฉันจะไม่ชอบการจดจ้องอย่างเสียมารยาทของเขา ฉันก็เพียงแค่คิดในใจเท่านั้น เพราะใบหน้าของฉันตอนนี้ยิ้มกลบเกลื่อนความคิดทั้งหมดเพื่อไม่ให้เขาได้รู้ว่าฉันคิดอะไร และเมื่อคนตรงหน้าเริ่มรู้ตัว เขาก็ยกมือขึ้นมาเกาคางแก้เก้อที่เผลอแสดงกิริยาเสียมารยาทแบบนั้นกับแขก ก่อนที่เขาจะหันหลังออกจากห้องนี้ไป ด้วยท่าทางที่ทำเหมือนกำลังสงสัยและไม่แน่ใจอะไรบางอย่าง

                สงสัยจะสติไม่ค่อยดีแฮะ

                คิดได้อย่างนั้นฉันก็เลิกสนใจเขาแล้วก้มลงอ่านหนังสือในมือต่อ แล้วก็ต้องยิ้มออกมาอีกครั้ง เมื่อเห็นเด็กตัวน้อยๆ ผิวขาวอมชมพูน่ารักน่าหยิก ยิ้มแป้นอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ โดยที่ฉันเผลอยกมือมาลูบหน้าท้องตัวเองแบบไม่รู้ตัว

                "เอ...ขอโทษครับ คุณหน้าคุ้นๆ นะ เรา..เคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า" ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พลิกหนังสือไปหน้าต่อไป เสียงเข้มๆ ของคนเดิมก็ทักขึ้นมาเสียก่อน ฉันจึงละสายตาจากหนังสือในมือขึ้นไปพินิจพิจารณาใบหน้าเขาด้วยความแปลกใจ เพราะฉันมั่นใจว่าฉันไม่น่าจะเคยเจอผู้ชายคนนี้มาก่อน


                “คะ? แต่ฉันว่าฉันไม่ค่อยคุ้นหน้าคุณไหร่” ฉับตอบกลับไปแบบไม่โกหก ก็ในเมื่อฉันไม่เคยเห็นเขาจริงๆ จะให้ฉันตอบว่าเคยก็กระไรอยู่

                “งั้นเหรอครับ” เขาตอบกลับพรางทำหน้าสงสัย แล้วหันกลับไปดื่มกาแฟที่ถือเข้าด้วย ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วเงยหน้ามองฉันอีกครั้ง “แต่ผมว่าผมคุ้นหน้าคุณมากๆ เลยนะครับ” เขายังคงยืนยันความคิดของตัวเองอีกครั้ง

                “ค่ะ ฉันขอยืนยันว่าไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าคุณมาก่อน นอกเสียจากว่าคุณจะหน้าตาคล้ายๆ กับพี่ฟอร์เทลเท่านั้น”  และฉันก็ยังคงยืนยันเสียงแข็งว่ายังไงเราสองคนก็ไม่เคยเจอกันแน่นอน

                “อืม....แต่ผมว่าผมจำไม่ผิดนะครับถึงแม้มันจะมืดๆ แต่...” เขาหยุดพูดแค่นั้นก่อนจะจ้องหน้าฉันอย่างพินิจพิจารณา สำรวจแทบจะทุกรูขุมขนบนใบหน้า ตั้งแต่ผม นัยน์ตา จมูก สุดท้ายเขาก็เลื่อนมาจดจ้องที่ริมฝีปาก

                “แฮ่มๆ” ฉันแกล้งกระแอมไอออกมาเพื่อบอกให้คนเสียมารยาทตรงหน้าหยุดจ้องฉันเสียทีและเขาเองก็สะดุ้งเลื่อนสายตาขึ้นมาสบตาฉันทันที

                “อ่า...ขอโทษครับพอดีผมต้องการทวนความจำนิดหน่อย ว่าผมจำผิดคนจริงหรือเปล่า” เขาพูดแก้ตัวและยิ้มเชิงขอโทษมาให้ เห็นอย่างนั้นฉันก็ยิ้มตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะยังไงฉันก็ถือเป็นคนนอกที่เข้ามาในถิ่นฐานของคนอื่น

                “ผมชื่อ ฟีลเวล เป็นลูกชายสุดท้องของบ้าน” เมื่อเห็นฉันเงียบไป คนที่นั่งอยู่ด้วยก็แนะนำตัวขึ้นมา ทำให้ฉันละความสนใจหนังสือในมืออีกครั้ง

                “ค่ะ ฉันวิวาลูกบุญธรรมของบ้านเมฆอนันต์” ฉันยิ้มและตอบรับคำทักทายของเจ้าของบ้าน ก่อนจะแนะนำตัวเองกลับไปตามมารยาท

                “เมฆอนันต์ นี่คุณอยู่บ้านเมฆอนันต์งั้นเหรอ!” และเหมือนสกุลของบ้านผู้มีพระคุณของฉันจะทำให้คนตรงหน้าตกใจเป็นอย่างมาก เพราะเขาจดจ้องมาที่ฉันอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เขาสำรวจใบหน้าฉันอย่างไร้มารยาทมากๆ จนฉันแทบจะลุกเดินหนีสายตาแบบนั้นของเขา “อย่าบอกนะว่าชื่อเดิมของเธอ....”

“วิวา ไปกันเถอะ!" ไม่ทันทีาเขาจะได้เอ่ยถามจบประโยค เสียงหวานแต่กลับเจือไปด้วยความหงุดหงิดโมโหของพี่เวย์ก็เอ่ยเรียกฉันเสียก่อน จึงทำให้อีกคนในห้องถึงกับชะงักหยุดพูด เขาเหลือบสายตาขึ้นไปมองหน้าพีาเวย์เล็กน้อย ก่อนจะยกกาแฟขึ้นมาดื่มดับความสงสัยที่มีอยู่ในใจเอาไว้

“ค่ะพี่เวย์” ฉันตอบรับพี่สาว ก่อนจะเก็บหนังสือเอาไว้ที่เดิมแล้วรีบลุกหนีออกจากห้องโถงนี้ไปหาพี่เวย์ทันที

“หงุดหงิดชะมัด” พี่เวย์รีบเดินออกจากบ้าน แล้วขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับของรถตัวเอง ก่อนจะวตาน์ทเครื่องออกรถด้วยความเร็มตามอารมณ์ร้อนๆ ของเธอ

เฮ้อ.....ทะเลาะกันอีกแล้ว

ฉันส่ายหัวเบาๆ กับท่าทางของพี่เวย์ตอนนี้ เพราะร้อยทั้งร้อยที่พี่เวย์เป็นแบบนี้ ก็คงจะมีสาเหตุมาจากแฟนของเธอที่คงจะบังคับและห้ามปรามเธอในเรื่องต่างๆ พี่เวย์เป็นคนดื้ออยู่แล้ว พอเจอคนมาบงการแบบนี้ก็คงจะหงุดหงิดไม่น้อย


หลังจากที่ถูกพี่เวย์บังคับให้เลือกซื้อของมากมายเรียบร้อยแล้ว ฉันก็กลับขึ้นมาอ่านหนังสือบนห้องนอนตัวเองต่อ เพียงแต่ครั้งนี้ฉันหยิบนิยายที่เพิ่งซื้อมาสดๆ ร้อนๆ ตอนออกไปกับพี่เวย์มาอ่านแทนตำราเรียน บางครั้งฉันก็อยากจะพักผ่อนบ้าง เพื่อที่ตัวเองจะไม่เครียดหรือหมกมุ่นกับสิ่งเดิมๆ มากจนเกินไป เพราะฉันเคยอ่านเจอในหนังสือ ว่าคนที่ไม่ยอมพักสมองอาจจะก่อเกิดให้เป็นเด็กเอ๋อ หรือการรับรู้ของสมองจะเชื่องช้ากว่าเด็กปกติ


ผ่านไปได้สองชั่วโมงหนังสือนิยายเล่มหนาในมือก็ถูกปิดลง ด้วยเพราะฉันเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก เลยทำให้อ่านเร็วกว่าคนอื่นๆ เป็นเท่าตัว และฉันยังสามารถจับใจความสำคัญๆ ในเรื่องที่อ่านได้ 

เพียงแต่คั้งนี้มันต่างออกไป แล้วฉันก็คงต้องอ่านหนังสือนิยายเล่มนี้ใหม่อีกรอบ เพราะการอ่านครั้งนี้ฉันจับใจความอะไรไม่ได้เลย สมองพลันแต่คิดไปถึงผู้ชายคนนั้น พี่ฟีลเวล น้องชายของพี่ฟอร์เทล

 ทั้งๆ ที่ฉันบอกไปว่าไม่เคยเห็นเขา แต่ทำไมความรู้สึกมันถึงได้ผูกพันและพัวพันกับเขาเหมือนคนที่รู้จักกันดี อีกทั้งทำไมฉันต้องเก็บเอาเรื่องเขามาคิด ทั้งๆ ที่อยู่ต่อหน้ากลับไม่รู้สึกอะไรเลย

ทำไม...

 

ทางด้านของฟีลเวล..

ให้ตาย! ทำไมผมจะจำเธอไม่ได้ ในเมื่อคืนนั้นผมจดจำใบหน้าเธอเอาไว้ตลอดทั้งคืน!

ชายหนุ่มคิดอย่างหงุดหงิดทั้งเรื่องของตัวเอง เเละเรื่องของเจ้าของร่างบาง ใบหน้าขาวใสตามรูปแบบลูกครึ่งจีนคนนั้น ที่บังอาจจำเขาคนนี้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าวันนั้นเธอไม่มีสติ ไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมามองเขาเลยสักนิด เพียงแต่เขาอดหงุดหงิดเธอไม่ได้ ที่ไม่มีแม้แจ่เงาของความทรงจำในวันนั้น

 แถมเช้ามาสาวเจ้าก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่แม้แต่อาละวาดหรือทำร้ายเขาที่ไปข่มแหงเธอแบบนั้น หรือจะบ่นจะด่าเขายังไงก็ได้ ทำให้เขาตื่นขึ้นมาเจอเธอก่อนจากบ้างก็ยังดี 

และนอกจากตัวเธอที่หายไปแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของเธอ หรือแม้กระทั่งเส้นผมก็ไม่มี หลงเหลือไว้เพียงรอยเลือดจางๆ บนที่นอนเท่านั้น พอให้เขาได้รู้ว่า คืนนั้นมันเกิดเรื่องเลวร้ายกับผู้หญิงคนหนึ่งเข้าแล้วจริงๆ ไม่ใช้ความฝันหรือมโนแต่อย่างใด

แต่ที่เขาสงสัย คือเช้ามาเธอก็น่าจะเห็นหน้าเขาบ้างไม่ใช่เหรอ ในเมื่อได้มาพบกันอีกครั้งแบบนี้ ก็น่าจะตกใจหรือหวาดกลัว แสดงปฏิกริยาใดๆ ออกมาบ้าง แต่นี่เธอกลับทำหน้านิ่ง เฉยเมยต่อเขาเหมือนคนไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นหน้ากันจริงๆ 

และด้วยข้อนี้แหละที่ทำให้เขาหงุดหงิดจนพูดไม่ออก ทำได้แต่จ้องใบหน้าขาวเนียนนั่นอย่างจับพิรุธ แต่เธอก็ยังคงนิ่ง!! แถมยังทำท่าเหมือนจะรำคาญเขาด้วย

แม้เขาจะรู้ว่าเธอพักอยู่ที่ไหนและชื่ออะไร เพราะรู้เรื่องมาจากรุ่นน้องของเขาหรือเพื่อนของเธอเองในวันที่ให้ไปส่งที่บ้านแล้ว แต่จะให้ไปตามตัวถึงที่ก็ใช่เรื่อง เพราะเขารู้กิจติศัพท์ความหวงน้องสาวของพี่เวย์แฟนพี่ชายเขาดี

ที่เขารู้ดีก็เพราะพี่ชายมาบ่นเรื่องวันเวย์ให้ฟังเป็นประจำ แม้ว่าวิวาจะไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ ของเธอ แต่วันเวย์ก็รักและหวงมาก แล้วยิ่งหลังจากที่วิวาได้มาเป็นคนในครอบครัวเมฆอนันต์เข้าจริงๆ ก็ยิ่งแล้วใหญ่ เขาจึงไม่กล้าแม้แต่จะย่างกลายไปพบปะเธออย่างที่ใจต้องการ และอีกอย่างช่วงนี้เขาต้องเรียนหนักเพราะต้องฝึกงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ดึงตัวเขาไปตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดเทอม ด้วยความที่ว่าเขาเรียนเก่งและบริหารจัดการอะไรก็สำเร็จไปซะทุกเรื่อง จึงไม่แปลกที่มีบริษัทคู่ธุรกิจของครอบครัวต้องการตัวไปร่วมงาน


“ไอ้เวล!” ขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่านเรื่องคนตัวเล็กนั้น เสียงที่หนักแน่นและเข้มปนเจือมาด้วยความโกรธหงุดหงิดของพี่ชายก็ดังมาเข้ามาในโสตประสาท เรียกสติเขาให้หันไปมอง

ฟอร์เทลพี่ชายของเขาในชุดสูทพร้อมทำงานเดินตีหน้าบึ้งเข้ามานั่งเคียงข้างกับฟีลเวล ก่อนจะมองน้องชายตัวเองอย่างกดดัน คนถูกมองแบบนั้นก็ขมวดคิ้วเข้าหากันจนจีกันยุ่ง เพราะรู้ว่าต้องมีเรื่องเดือดร้อนอะไรส่งมาถึงตัวเขาอรกแน่

“ว่าไงพี่ชาย อย่ามองผมแบบนี้ เสียวสันหลังวาบเลย” เขาเอ่ยแซวผู้เป็นพี่ จึงทำให้คนถูกแซวถอนหายใจเฮือก พรางเอนหลังลงพิงกับพนักอิงโซฟา

“ฉันมีเรื่องขอให้ช่วยหน่อย”

นั่นไง เดาผิดซะที่ไหน!

“เรื่องอะไรอีกล่ะคราวนี้” ฟีลเวลถามกลับพี่ชาย ก็ใช่ว่าเขาไม่อยากจะช่วยนะ แต่ถ้ามันเดือดร้อนและรบกวนเวลาว่างที่ไม่ค่อยจะมีของเขาแล้วล่ะก็ ขอบายไปเลยแล้วกัน แค่เรื่องของเขาเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว

“ช่วงนี้งานในบริษัทค่อนข้างที่จะยุ่ง ฉันไม่มีเวลาดูแลวันเวย์สักเท่าไหร่..”

“เฮ้ๆๆ ไอ้พี่ชาย อย่าบอกนะว่าจะให้ผมไปดูแลแฟนพี่แทน ผมก็ไม่ว่างขนาดนั้นนะ! อีกอย่าง คนไม่ใช่แฟนทำแทนกันไม่ได้หรอก!” ยังไม่ทันที่ผู้เป็นพี่จะพูดจบประโยค คนฟังก็โวยวายขีดขึ้นเสียก่อน และยิ่งทำให้ฟอร์เทลมองหน้าคนเป็นน้องเรียบนิ่ง บ่งบอกว่าเรื่องนี้เขาเครียด ไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดเล่นๆ กันแบบนี้ “เออๆ ว่าต่อซิ” เมื่อเห็นพี่ชายทำหน้าโหดแบบนั้นแล้ว ฟีลเวลก็ยอมนั่งนิ่งฟังสิ่งที่ผู้เป็นพี่จะบอกต่อ

“ฉันไม่ได้ต้องการให้แกมาทำหน้าที่แฟนกับวันเวย์แทนฉัน แค่ต้องการให้แกช่วยไปรับส่งเธอไปกลับที่ทำงานหน่อย เพราะโรงแรมที่วันเวย์ไปฝึกงานอยู่ใกล้ๆ กับบริษัทแก”

“เดี๋ยวๆๆ หยุดก่อน พี่จะบอกให้ผมขับรถจากบ้านเราไปบ้านนู้นน่ะเหรอ! มันไม่ตลกเกินไปหรือไงพี่ชาย ระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆ เลยน่ะ!” ฟีลเวลโวยวายขึ้นมาอีกครั้ง จนทำให้ผู้เป็นพี่เริ่มจะทนไม่ไหว จากที่หงุดหงิดจากคนเป็นแฟนที่ไม่ยอมเชื่อฟังอะไรเขาเลย ก็เริ่มที่จะหมดความอดทนกับน้องชายตัวเองอีกแล้ว

“ถ้าแกยังไม่ยอมฟังฉันให้จบฉันจะตัดเงินเดือน ยึดรถ ยึดบัตรเครดิตแกทุกใบ!” คำขู่ที่ดูจริงจังของฟอร์เทลได้ผลทันตา เมื่อคนที่มีสิทธิขาดของค่าใช้จ่ายในบ้านแทนผู้เป็นบิดามารดาประกาศลั่น จนทำให้ฟีลเวลยอมนั่งนิ่งและไม่คิดที่จะโวยวายออกมาอีกครั้ง การถูกตัดขาดจากของพวกนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการตัดแขนตัดขาเขาหรอก

“ก็ได้ๆ ผมจะยอมก็ได้”

"ไม่มีคำว่าจะ แกต้องยอมเท่านั้น"

"คร้าบ ได้คร้าบ"

“ดี! คราวนี้ก็นั่งฟังเฉยๆและทำตามโดยห้ามขัด!

นี่เขาเรียกว่าขอให้ช่วยหรอ เขาเรียกว่าบังคับให้ทำเลยชัดๆ ไอ้พี่ชายคนนี้! ลงกับแฟนไม่ได้มาพาลที่น้องเฉยเลย คอยดูจะยุพี่เวย์ให้ทะเลาะกันหนักๆ จนพี่เฟลกระอักเลือดตายเลย ฮึ่ม..

ฟีลเวลคิดแค้นในใจ พรางฟังคำสั่งของผู้เป็นพี่เหมือนจะตั้งใจ แต่ในใจก็คิดหาวิธีแก้เผ็ดผู้เป็นพี่คืนบ้าง นี่ถ้าพี่ชายเขาไม่เอาเรื่องเงินและค่าใช้จ่ายที่เขาควรจะได้มาขู่ ฆ่าให้ตายยังไงเขาก็ไม่ยอมอยู่ในโอวาสของใครแบบนี้หรอก!

“วันเวย์ไม่ยอมที่จะให้ใครไปรับไปส่ง ฉันจึงเสนอว่าถ้ายอมทำตามฉันดีๆ ฉันจะหาคนคอยดูแลคุ้มกันน้องสาวเธอให้ด้วย ให้พ้นจากสายตาเทะโลมของพวกผู้ชาย และจะไปรับไปส่งน้องวิวาที่มหาวิทยาลัยด้วย” 

เมื่อประโยคนี้หลุดออกมาจากปากของพี่ชาย ทำให้คนนั่งฟังถึงกลับต้องเลิกคิดแผนบ้าๆ ที่จะมาแก้เผ็ดพี่ชายตัวเอง แถมยังเปลี่ยนท่าทีจากไม่ค่อยสนใจเป็นตั้งใจสนใจในสิ่งที่พี่เขากำลังพูดทันที 

“จนเวย์ยอมตอบตกลงนั่นแหละ แต่ฉันกลับลืมคิดไป ว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางมากันเยอะจนไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น ฉันก็เลยอยากให้แกช่วยหน่อย แค่ไปรับส่ง และคอยดูแลสอดส่องวันเวย์และวิวาให้พี่หน่อย แต่ที่หลักๆ เลย ขอให้จับตาดูแลวันเวย์ให้ดีนะ รายนี้ชอบดื้อไม่ฟังใครเลย ส่วนวิวาแกก็ดูแลตามประสาน้องสาว เธอไม่ดื้อและเรียบร้อยอยู่แล้วก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพียงแต่แค่คอยดูแลอย่าให้โดนใครหลอกง่ายๆ ก็พอ เพราะวิวาค่อนข้างจะหัวอ่อนและตามใครไม่ค่อยทัน”

“โอเค ผมจะดูแลให้เป็นพิเศษเลย” พูดจบคนฟังก็ตอบตกลงแบบไม่คิดจนทำให้ฟอร์เทลหรี่ตาจับผิดน้องชาย ที่ตอบรับอย่างว่าง่ายไม่มีทีท่าปฏิเสธโวยวายเหมือนตอนแรกๆ ที่เริ่มคุย ส่วนคุนถูกมองก็ยิ้มรับไม่ให้พี่ชายจับพิรุธได้

เมื่อพูดธุระของตนจบ ฟอร์เทลก็แยกออกไป ทิ้งฟีลเวลที่กำลังนั่งยิ้มกับลู่ทางที่พี่ชายหยิบยื่นมาให้ถึงที่ ก็ใช่ว่ามันจะเลวร้ายเกินไปนักที่ต้องตื่นแต่เช้าในการมานั่งขับรถรับส่งสองสาวพี่น้อง ในเมื่อคนหนึ่งก็มีศักดิ์เป็นว่าที่พี่สะใภ้ ส่วนอีกคน แน่นอนต้องมีศักดิ์เป็นภรรยาเขาในทางพฤตินัย!

ต่อไปนี้ไม่มีทางที่เธอจะหนีฉันรอดแบบวันนั้น

 และฉันก็จะทำให้เธอจำฉันให้ได้ คอยดู!

เขาคิดอย่างมาดมั่นก่อนจะเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีขึ้นห้องตัวเองไป


Talk : 
ฝากถึงนักอ่านที่น่ารักทุกคน เนื่องจากมีคนย้อนมาอ่านผลงานของไรเตอร์ 2 เรื่องที่แต่งไว้ตั้งแต่ปี 55 

และมีคนกดติดตามเป็นแฟนคลับเรื่องนี้เยอะจนไรเตอร์ไม่คิดว่าจะมีคนชอบมากขนาดนี้ เลยอยากขอบคุณทุกคนด้วยการนำเรื่องนี้มารีไรท์ใหม่ค่ะ แก้ไขคำผิดและเพิ่มความเข้าใจในการอ่าน เปลี่ยนภาษาให้เข้าใจง่าย นักอ่านจะได้ไม่งงในภาษา จะค่อยๆ อัพไปทีละนิดควบคู่กับเรื่องอื่นๆ  *แต่ไม่ได้ลบตอนที่ลงไปแล้วนะคะใครอยากอ่านแบบงงๆ ภาษาไม่สวยก็ไปอ่านล่วงหน้าก่อนได้ แต่ไรเตอร์จะเริ่มขัดเกลาใหม่นับแต่นี้ วันละ 1 - 2 ตอน กันเว็บเสปม หากกดพับลิคบ่อยเกินไป* 

หากแต่ใครอยากอ่านแบบเข้าใจโดยง่ายก็รอหลังจากรีไรท์จนจบก็ได้ค่ะ 

เนื้อเรื่องเหมือนเดิมนะคะ ไม่ได้เปลี่ยนเเปลงแต่อาจจะมีเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจได้โดยง่าย

ฝากนิยายเรื่องนี้และอีกหลายๆ เรื่องที่ลงไว้ด้วย ช่วงนี้ไรเตอร์ขยัน 

ฝากเม้น + ติดตาม + โหวต ให้กำลังใจไรเตอร์ด้วยนะคะ 

ขอบคุณมากค่ะ จุ้บๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #18 อาจุม่าแท (@taeyeon608) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 เมษายน 2555 / 19:30
    คอยดูจะยุพี่เวย์ให้ทะเลาะกันหนักๆจนพี่เฟลกระอักเลือดเลย!

    555+++ ชอบท่อนนี้
    #18
    0
  2. #11 moko_cheese (@moko-cheese) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 เมษายน 2555 / 12:52
     อ๋อ ที่แท้พระเอกก็คือน้องของฟอร์เทล เข้าใจผิดไปเอง อิอิ
    สนุกมากค่ะไรเตอร์  ชอบบบ ติดตามๆ
    อัพต่อไวๆน้า เค้า้เป็นกำลังใจให้ สู้ๆจ้า : )

    #11
    0