Love mom baby เชื่อมรักผูกใจคุณแม่ที่รัก

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 17,817 Views

  • 74 Comments

  • 378 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    27

    Overall
    17,817

ตอนที่ 3 : การเปลี่ยนแปลงของชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2709
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    1 เม.ย. 61


อิมเมจภาพ จีดรากอน (Big Bang)

ฟีลเวล

2

การเปลี่ยนแปลงของชีวิต

 

                เรื่องราวผ่านมาได้เกือบสองปีแล้ว หลังจากที่ฉันย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านใหญ่ แต่ฉันก็พยายามใช้ชีวิตให้เหมือนเดิม คือทำงานตอบแทนบุญคุณที่คนในบ้านนี้มอบให้แก่ฉัน แม้แรกๆ จะมีคนเขม่นและอิจฉาที่ฉันได้ออกนอกหน้าเกินคำว่าคนใช้ แต่ไม่นานพวกนั้นก็เลิกราไป เพราะฉันทำตัวเหมือนเดิมไม่เย่อหยิ่ง จองหอง หรือทำตัวให้เทียบนายตัวเอง หากแต่ถามว่าตอนนี้ยังมีคนจ้องเขม่นไม่ชอบฉันอยู่อีกหรือไม่ ก็คงตอบว่ายังพอมีอยู่บ้างแต่แค่บางคนเท่านั้น 

             ถ้าถามว่าฐานะตอนนี้ฉันเป็นยังไง อืม..ก็คงเสมือนคุณหนูคนเล็กของบ้านแทนพี่วันเวย์ไปแล้ว เพราะคุณท่านทั้งสองและพี่ๆ ทั้งสามเอ็นดูฉันมาก ยกฉันให้เป็นลูกและน้องบุญธรรม แถมยังสั่งให้คนในบ้านเรียกฉันว่าคุณหนูเล็ก พวกท่านสั่งเด็ดขาดให้เรียกและปฏิบัติกับฉันเหมือนฉันเป็นลูกของท่านจริงๆ แม้ฉันจะพยายามปฏิเสธมาตลอดก็ตาม เพราะทุกอย่างที่คนในบ้านนี้ให้กับฉัน มันช่างมากมายเหลือล้น จนฉันไม่รู้จะหาอะไรมาทดแทนบุญคุณพวกท่านได้ นอกจากชีวิตและตัวฉันเอง บอกได้เต็มปากและหมดใจเลย ว่าฉันรักพวกท่านมากกว่าตัวเองด้วยซ้ำ

ปัจจุบันพวกท่านส่งเสียฉันจนเรียนจบชั้นมัธยม ทีแรกฉันตั้งใจจะจบแค่นี้เท่านั้นแล้วออกมาช่วยงานพวกท่านให้เต็มที่ เพราะไม่อยากรบกวนเงินของท่านไปมากกว่านี้ แต่ทุกคนในบ้านบอกให้ฉันเรียนต่อให้จบปริญญาตรี เพราะจบมาจะได้มีการงานที่ดีต่อไปในอนาคต โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดท่านจะออกให้ ฉันที่ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไรจึงพยายามเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและดีที่สุดของรัฐ เพื่อที่จะได้ทำให้ท่านๆ ภูมิใจและรู้สึกไม่เสียแรงที่เมตตาเอ็นดูฉันมากขนาดนี้ ซึ่งมันก็เป็นผลสำเร็จที่ฉันสามารถสอบเข้าเรียนได้ ด้วยคะแนนที่มากกว่าเกณฑ์จนเกือบเป็นคะแนนท็อปเท็น และเมื่อฉันแจ้งเรื่องนี้กับทุกคนในบ้าน พวกท่านก็ดีใจและยินดีด้วยกับฉัน มันจึงเป็นสิ่งตอบแทนแรกที่ฉันจะตอบแทนพวกท่านได้ในตอนนี้

                “คุณท่านคะ?” ฉันเรียกนายหญิงของบ้านที่นั่งพักผ่อนอยู่ในสวน เพราะมีเรื่องจะขออนุญาต

                “หืม....ว่าไงลูก” นายหญิงละความสนใจจากดอกไม้นานาชนิด แล้วหันมาหาฉันที่นั่งลงอยู่กับพื้นหญ้า ก่อนที่ท่านจะก้มลงพยุงให้ฉันลุกขึ้นและเดินไปนั่งที่เก้าอี้เล็กๆ ในสวนแทน

                “คือ...วันนี้เพื่อนๆ ที่โรงเรียนจะไปฉลองจบภาคการศึกษาค่ะ และเพื่อนในกลุ่มหนูก็อยากฉลองที่หามหาลัยเรียนต่อได้ทุกคน หนูก็เลยจะมาขออนุญาตคุณท่านคะ” ฉันก้มหน้าขออนุญาตด้วยความเกรงใจ เพราะออกไปก็ต้องใช้เงินแถมยังต้องกลับบ้านดึก ฉันจึงไม่อยากรบกวนท่านมากเกินควร

                “ได้ซิลูก แม่ไม่ว่าหรอก แต่อย่ากลับดึกมากนักนะ เราเป็นผู้หญิงต้องระวังตัวด้วย” ท่านบอกอย่างใจดีและยิ้มให้ ฉันจึงยกมือไหว้ขอบคุณท่านและขอตัวไปเตรียมตัว

                วันนี้เป็นวันที่เพื่อนๆ นัดกันไปกินเลี้ยงฉลองจบการศึกษาทั้งห้องที่รานอาหาร และเพื่อนในกลุ่มก็ชวนฉันให้ไปเที่ยวกลางคืนต่อ แม้ฉันจะไม่ได้อยากไปและพยายามปฏิเสธ แต่ก็ถูกยื้อดื้อดึงจากเพื่อนๆ จนต้องยอมตกลงจนได้

                ช่วงนี้พี่เวย์ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน เพราะต้องไปอาศัยที่คอนโดของเพื่อน เนื่องจากติดเรื่องสถานที่เรียนที่ไม่ค่อยสะดวกในการเดินทาง ฉันจึงค่อนข้างที่จะไปไหนมาไหนตัวคนเดียวได้สะดวกขึ้น เพราะพี่เวย์มักจะเป็นห่วงฉันเสมอ จึงไม่ค่อยอนุญาตให้ฉันออกไปไหนมาไหนดึกๆ ดื่นๆ แม้จะไปกับเพื่อนๆ ที่สนิกันก็ตาม ซึ่งฉันก็เข้าใจและไม่เคยคิดโกรธหรือน้อยใจ ออกจะดีใจด้วยที่มีคนคอยเป็นห่วง และดูแลฉัน รักฉันเหมือนคนในครอบครัวมากขนาดนี้


                ชุดสีน้ำเงินอ่อนที่พี่เวย์พาไปซื้อคราวก่อนถูกฉันหยิบขึ้นมาเพื่อจะได้ใส่ไปงานคืนนี้  และรองเท้าส้นสูงราวๆ สองนิ้วสีขาวของพี่เวย์อีกเช่นกัน ก็ถูกฉันสวมใส่เพื่อเตรียมตัวไปงาน วันนี้ฉันค่อนข้างที่จะแต่งตัวไม่เข้ากับตัวเองเท่าไหร่นัก เพราะต้องไปในสถานที่ที่สภาพแวดล้อมไม่ใช่แบบที่บ้านของตนหรือที่เคยไปบ่อยๆ ฉันจึงไม่ค่อยมีความมั่นใจเท่าที่ควร แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงแล้วพอถึงเวลาฉันก็คงขอตัวกลับบ้านก่อนทุกคนล่ะนะ

                ร้านอาหารกึ่งคาราโอเกะห้องใหญ่ที่ถูกจองเอาไว้ในโรงแรมหรูเป็นสถานที่แรกที่ฉันไป ในนั้นเต็มไปด้วยอาหารหลากหลายชนิดและเครื่องดื่ม พวกเราทั้งชั้นเรียนจัดเลี้ยงสังสรรค์ในนั้นจนถึงสามทุ่มก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ยกเว้นฉันและเพื่อนๆ กลุ่มสนิทที่พากันไปต่ออย่างที่นัดกันเอาไว้ แม้ฉันจะอยากกลับบ้านแค่ไหนแต่ก็ขัดกับเพื่อนๆ ในกลุ่มไม่ได้

                “ปะ!เราไปกันเถอะ” เพื่อนฉันชวน ก่อนจะลากแขนฉันที่ยืนหน้าเซ็งไปด้วย

                “ไป B BOM4 ค่ะ” เพื่อนฉันบอกที่หมายที่จะไปให้กับพี่แท็กซี่และพากันขึ้นไปนั่ง กลุ่มฉันมีเพียงแค่ห้าคน หญิงสาม ชายสอง ซึ่งพวกเราก็สนิทกันมากๆ ด้วย

                “เอาจริงเหรอ เราเข้าได้เหรอ” ฉันบอกเตือนเพื่อนๆ เป็นรอบที่ร้อย เพราะที่ที่เราจะไป เขาอนุญาตให้คนที่อายุเกินยี่สิบปีบริบูรณ์เข้าเท่านั้น แต่พวกเราแค่สิบเก้า บางคนก็สิบแปดเอง

                “แหม! มีพี่สาวเป็นเพื่อนกับเจ้าของผับเธอจะกลัวอะไร”

                “แต่ฉันไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ ของพี่เวย์นะ”

                “แต่พี่เขาทั้งรักทั้งหวงเธอ ตามใจเธอเกือบทุกอย่าง ยังจะกังวลอะไร เอาน่าๆ ถ้าไม่ได้ยังไงเราค่อยคิดหาที่ใหม่กันอีกที” เพื่อนฉันพูดตัดบท

           และไม่นานรถก็เคลื่อนตัวมาจอดยังหน้าผับจนได้ พวกเราจ่ายเงินเสร็จก็พากันลงจากรถ ฉันมองไปยังสถานบันเทิงแห่งนี้ด้วยความตกตะลึง ผับแห่งนี้หรูหราและใหญ่โตมา หน้าทางเข้ามีการ์ดสองคนเฝ้าประตูอยู่ แถมยังมีทีมงานอีกหลายคนที่คอยตรวจตรานักท่องเที่ยว

                “ปะ ไปกัน” ยังไม่ทันที่ฉันจะได้เอ่ยอะไรก็ถูกเพื่อนตัวแสบลากเข้าไปยังหน้าประตู ฉันทร่ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธเพื่อนๆ ยังไงก็ได้เเต่เดินตามแรงดึงนั้นไป 

                “ขอตรวจบัตรด้วยครับ” การ์ดสองคนเดินเข้ามาขวางทาง และพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่ท่าทางของพวกเขากลับดูน่ากลัวและน่าเกรงขาม ฉันที่ไม่เคยมาสถานที่แบบนี้ ก็ได้แต่กลืนน้ำลายลงหนึ่งอึกก่อนจะยื่นบัตรประชาชนให้ไปก่อนใคร เนื่องด้วยตอนนี้ฉันถูกเพื้อนดันให้มาเผชิญหน้ากับการ์ดเป็นคนแรก

                “อายุยังไม่ถึง ขอโทษครับผับเราขอไม่อนุญาตให้เข้า”

                “เอ่อ...คือ”

                “บอกไปซิ!” ด้วยท่าทางที่น่ากลัวจึงทำให้ฉันไม่กล้าที่จะพูดคำที่ถูกเพื่อนๆ เสี้ยมสอนมา ว่าให้บอกการ์ดไป ว่าฉันเป็นน้องสาวพี่เวย์ซึ่งรู้จักกับเจ้าของผับ และเมื่อเห็นว่าฉันเงียบ เพื่อนฉันจึงเข้ามากระซิบเสียงดังเตือนสติฉันอีกครั้งให้รีบบอกการ์ดไป

                “คือ...ฉันรู้จักกับเจ้าของที่นี่และเป็นน้องสาวของเพื่อนเจ้าของ แบบนี้พอจะเข้าไปได้ไหมคะ?” ฉันกลั้นใจบอกออกไปอย่างรีบร้อนจนลิ้นแทบพันกัน การ์ดสองคนได้ยินแบบนั้นก็พากันย่นคิ้วมองหน้าฉันก่อนจะหันหน้าไปมองกันเอง

                “ไม่ได้ครับ เพราะคุณไม่มีหลักฐาน และผมก็เจอแบบนี้มาบ่อยแล้วเหมือนกัน” พวกเขาก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างดีไม่ขาดตกบกพร่อง มันก็จริงที่ฉันไม่มีหลักฐานมายืนยัน ใครๆ ก็สามารถอ้างกันแบบนี้ได้ทั้งนั้น

                “โทรซิโทร!” เพื่อนฉันก็ยังเข้ามากระซิบบอกหนทางที่จะเข้าไปให้ได้ ให้ตายเถอะ! เธออยากเที่ยวไอ้สถานที่แบบนี้จนให้ฉันอ้างเรื่องนั่นนี่เข้าไปได้ยังไงนะ!

                ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ก่อนจะกดโทรเบอร์ของเจ้าของที่นี่ เพราะฉันเองก็พอจะรู้จักกับพี่แป้งฝุ่น เนื่องจากพี่เวย์เคยพาฉันไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนเธอบ่อยครั้ง

                [ ฮัลโหล! ] เสียงปลายสายที่ส่งมาอย่างหงุดหงิดทำให้ฉันสะดุ้งสุดตัว

                “คะ...พี่แป้งฝุ่น หนูจั๋วเซียงเองนะคะ” ฉันพยายามส่งเสียงที่เกือบสั่นเรียกปลายสายออกไป

                [จั๋วเซียง....อ้อ น้องของยัยเวย์ ว่าไงมีอะไรหรอ ตอนนี้พี่ไม่ค่อยว่างเท่าไหร่นะ]

                “คือ...หนูมีบางอย่างให้พี่ช่วยคะ พอดีตอนนี้หนูมาเที่ยวที่ผับของพี่ พี่แต่การ์ดหน้าประตูไม่ให้เข้า เพราะพวกหนูอายุไม่ถึง แล้ว..”

                [โอเค แบบนี้นี่เอง เอาโทรศัพท์ไปให้การ์ดเดี๋ยวพี่คุยเอง] และเหมือนพี่แป้งฝุ่นจะยุ่งอยู่จริงๆ เพราะเธอไม่รอให้ฉันได้อธิบายอะไรก็ตกลงจัดการให้ทันที และพอฉันยื่นโทรศัพท์ให้พี่การ์ด เธอคงจะรีบคุยให้มันจบๆ ไม่นานพี่การ์ดก็วางสายและยื่นโทรศัพท์คืนให้ฉัน

                “ขอโทษที่เสียมารยาทครับ เชิญคุณๆ ด้านในได้เลยครับ” พวกเขาผายมือเชิญเราเข้าไปด้านในด้วยความสุภาพ ฉันก้มหัวให้หนึ่งครั้งเป็นเชิงขอบคุณและเดินตามเพื่อนๆ ที่เดินนำทำหน้าเชิดๆ เข้าไปด้านในก่อนแล้ว

                บรรยากาศข้างในค่อนข้างที่จะมืดพอควร แทบจะแยกใบหน้าของใครต่อใครไม่ออก เสียงเพลงหนักๆ    ก็เปิดดังลั่นจนฉันมึนหัว นักท่องราตรีที่ตอนนี้เริ่มเมาก็พากันออกลวดลายท่าเต้นอย่างเมามัน ไม่มีใครสนใจใครทั้งนั้นนอกจากกลุ่มเพื่อนตัวเอง เห็นอย่างนั้นฉันจับชายเสื้อเพื่อนสาวเอาไว้เพราะกลัวคลาดหรือหลงกันจนแน่นและเดินตามเธอไปเรื่อยๆ

                พวกเราที่ถูกเด็กร้านพาเข้ามาด้านใน และจับจองที่นั่งกันที่ชั้นสอง ซึ่งเป็นชั้นลอยสามารถมองลงไปข้างล่างได้ชัดเจน เพื่อนๆ ฉันพากันสั่งแอลกอฮอล์ต่างๆ มามากมายมากองไว้บนโต๊ะทรงสูง แค่ฉันเห็นก็มึนไปสามวันแล้ว

                นั่งได้ไม่นาน ฉันก็ถูกเพื่อนๆ บังคับให้ดื่มแอลกอฮอล์พวกนี้ แก้วแล้วแก้วเล่าที่เพื่อนฉันส่งให้และบังคับให้ดื่มจนหมด แม้ฉันจะปฏิเสธไปแต่ก็โดนด่ากลับมา เลยได้แต่ทำใจยกแอลกอฮอล์ขมๆ ฝาดคอนั่นเข้าปากอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

              อ่า..รู้สึกมึนๆ จนเหมือนจะหลับแล้วซิ

                เมื่อครู่มีเหตุการณ์ที่เหมือนจะมีคนทะเลาะกันที่ชั้นล่างบริเวณเคาท์เตอร์บาร์ด้วย แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจหรือหันไปสังเกตอะไรมากมาย ด้วยความที่ตัวฉันตอนนี้มึนทั้งเหล้าทั้งมึนเสียงเพลงดังๆ ที่กระแทกเข้ามาในโสตประสาท จนตอนนี้ฉันรู้สึกว่าหัวตัวเองโงนไปเงนมา เริ่มฟังอะไรไม่ได้ศัพท์แล้ว

                “โชนนน!!!” ยัยเพื่อนตัวดียกแก้วให้ชนอีกครั้ง และฉันก็รับมาอย่างไม่ไม่ค่อยจะควบคุมตัวเองได้เท่าไหร่ แถมยังเริ่มรู้สึกว่าทรงตัวเองจะไม่อยู่แล้ว

                “มะ...ไม่ไหวแล้วอะเฟรม ฉันมึนแล้ว” ฉันบอกตามความจริง

                “อะไรกัน อย่างเพิ่งเซ่...นานๆ ทีจะได้มานะเพื่อนร้ากกก..” แม้ฉันจะปฏิเสธไปเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนเพื่อนฉันจะไม่ได้ฟังหรือสนใจเลย เธอยังคงบังคับให้ฉันดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า

                ไม่นานสติฉันก็หล่นวูบ......

 

                “เฮ้ๆๆ ให้ตายสิ! เมาเละกันหมดเลย แล้วฉันจะไปส่งยังไงวะ!” เสียงบ่นของเพื่อนผู้ชายที่ยังนั่งถือแก้วกรึ่มๆ คนเดียวพึมพำออกมา เมื่อเห็นเพื่อนๆ ทั้งชายและหญิงของตัวเองหลับหมอบกับโต๊ะอย่างหมดสภาพไปแล้ว “ตื่นๆๆ ฉันลากพวกแกกลับคนเดียวไม่ไหวนะโว๊ย.....” เขาเข้าไปเขย่าเพื่อนอีกครั้ง แต่ทุกคนยังนิ่ง ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น

                “อืม...” เสียงครางอืมอือแผ่วออกมาด้วยความรำคาน แต่ดวงตาของทุกคนยังคงปิดสนิทอยู่ ไม่สนใจเสียงเพลงดังๆ กับเสียงเพื่อนของตัวเองเลยสักนิด

                “มีอะไรหรือเปล่า” ไม่ทันที่จะได้ปลุกเพื่อนอีกรอบ เสียงเข้มของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นเหนือหัวเขา และทำให้คนที่กำลังว้าวุ่นกับการปลุกเพื่อนต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง

                “อ้าว สวัสดีครับพี่เวล” เมื่อเงยหน้าสบตาเข้ากับผู้ที่มาเยือน คนที่กำลังเมาได้ที่แต่ยังพอมีสติก็เอ่ยทักทายกลับ ด้วยท่าทีที่สนิทสนมพอควร “พอดีพวกผมพากันมาเลี้ยงปิดรุ่น แต่สุดท้ายก็กลายสภาพอย่างที่เห็นนี้แหละครับ” เขาบอกอย่างระอาและมองเพื่อนตัวเองด้วยความหนักใจ “แล้วทีนี้ผมจะไปส่งทั้งหมดได้ยังไง” เขาพึมพำบ่นกับตัวเองแบบไปที แต่คนที่เพิ่งมาถึงก็ไม่วายได้ยินไปด้วย เพราะผับตอนนี้ก็เปิดเพลงช้าเบาๆ แล้ว เนื่องจากต้องปิดเร็วกว่าปกติ เพราะเกิดเหตุวุ่นวายนิดหน่อยจึงต้องเลื่อนเวลามาปิดตอนตีสองแทน

                เมื่อได้ยินแบบนั่น ผู้มาเยือนก็มองสภาพรุ่นน้องของตัวเองและเพื่อนๆ ด้วยความเวทนา ก่อนจะสะดุดเข้ากับใบหน้าสวยใสแทบจะไม่มีเครื่องสำอางปกปิดนอนหมดสติฟุบอยู่กับโต๊ะนหนึ่ง

                “ผมไม่ได้เอารถมาด้วย” คนเมาก็ยังคงพร่ำเพ้ออยู่แบบนั้น

                “เอาอย่างนี้ไหม เดี๋ยวพี่ไปส่งจะได้ไม่ต้องให้แท็กซี่วนไปวนมา ไม่แน่เขาอาจจะไม่ไปเลยก็ได้ถ้าต้องไปส่งถึงห้าคนในสภาพเมาเละแบบนี้” คนมาเยือนเสนอความเห็น และนั้นก็ทำให้คนเมาเงยหน้ามองด้วยความดีใจ

                “ฮ้า...ได้จริงๆ เหรอครับ”

                “อือ...แล้วจะไปหรือยัง” เขาถามเสียงเรียบแต่สายตาก็ยังคงจดจ้องที่ใบหน้าเนียนใสของเพื่อนรุ่นน้องคนนี้ตลอด

                รถออร์ดี้สีดำขลับ ขับไปจอดที่หน้าบ้านเพื่อนรุ่นน้องได้กว่าสามหลังแล้ว เขาวนรถส่งคนใกล้ๆ ก่อน และตอนนี้กำลังมุ่งหน้าไปหมู่บ้านกลางซอยส่งรุ่นน้องที่เขาอาสาเป็นคนขับให้ จนเหลือคนสุดท้ายซึ่งก็คือสาวน้อยที่เขาจับจ้องมาตลอด แต่ใช่ว่าเขาจะจงใจส่งเธอเป็นคนสุดท้ายนะ เพราะด้วยระยะทางไปบ้านของเธอช่างไกลกว่าบ้านคนอื่นๆ ที่อยู่ในตัวเมืองมากนัก แถมบ้านเธอเป็นทางเดียวกันกับคอนโดที่เขาไปเช่าอยู่ตอนนี้ เพื่อหนีความวุ่นวายของเมืองหลวงไปอยู่ในแถบชานเมืองแทน

                แต่เหมือนจะไม่เป็นอย่างที่คิดว่าจะพาสาวน้อยคนนี้ไปส่งให้ถึงบ้าน ความง่วงบวกกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มไปไม่น้อยก็วิ่งเข้าสู่สมอง และเขาก็คิดว่าเขาคงฝืนร่างกายต่อไม่ไหว หากยังฝืนต่อจากนี้อีกสักสิบนาที เขาคงได้พาคนข้างๆ ไปนอนเล่นบนศาลาวัดแน่ๆ  

     เมื่อคิดได้อย่างนั้นทข้อมือที่กำลังบังคับพวงมะลัยให้มุ่งตรงไปยังสถานที่ที่รับปากกับรุ่นน้องของตัวเองไว้ว่าจะไปส่งทุกคนให้ครบ ก็หักเข้าโรงแรมชื่อดังใกล้ๆ แถวๆ นั้นแทน เขาคิดเพียงว่าขอพักสักสองสามชั่วโมงเพื่อให้หายมึนแล้วค่อยพาสาวน้อยคนนี้กลับไปส่งให้ถึงบ้าน

                เมื่อเช็คอินเข้าพักเรียบร้อย เขาก็พยุงร่างหมดสติของบุคคลที่มาด้วยเข้าห้องพักในโรงแรมทันที ตอนนี้หวังเพียงแค่อยากนอนหลับพักผ่อนเท่านั้น ไม่ได้คิดเกินเลยหรือเรื่องลามกกับเจ้าของร่างบางข้างกายสักนิด เพราะเขาคิดเสมอว่าตนนั้นจะไม่มีทางมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้หญิงที่ไม่เต็มใจหรือหมดสติแน่ และดูจากท่าทางหน้าตาสาวน้อยคนนี้น่าจะยังไม่บรรลุนิติภาวะสักเท่าไหร่ อย่างมากเขาเดาได้ว่าเธอน่าจะราวๆ สิบเจ็ดไม่ถึงสิบแปดเลยด้วยซ้ำ เอ...หรืออาจจะน้อยกว่านั้นกันนะ

                เมื่อวางร่างบอบบางลงบนเตียงนอนแล้ว เขาก็ขึ้นไปนอนข้างๆ เธอ โดยหันหลังให้เธอด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ และค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ ด้วยความมึนและอ่อนเพลีย

                “ฮือ....แม่จ๋า” แต่เขาก็ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อร่างบางข้างๆ ครางฮือร้องไห้เรียกผู้เป็นแม่ออกมา เขาพลิกตัวหันไปมองสาวน้อยข้างกาย จดจ้องมองดูหน้าตาที่แดงก่ำไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์และเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา

                 ใบหน้าของเธอขาวใสระเรื่อไปด้วยสีเลือดฝาดทำให้ดูอมชมพูน่ามอง แถมยังปราศจากรอยดำหรือแดงจากตัวทำลายผิว และดูยังไงแล้ว เธอก็น่าจะเป็นลูกครึ่งชาติใดสักชาติ ไม่เหาหลี จีน ก็ญี่ปุ่น แถบเอเชียภาคหนาว

                “ฮือ...แม่จ๋า” คราวนี้สาวเจ้าไม่ร้องเปล่า กลับขยับร่างกายเข้าหาไออุ่นที่ตนคิดว่าเป็นแม่ และรวบตัวคนข้างๆ เข้ากอดด้วยความไร้เดียงสา เธอกำลังจมอยู่ในภาพความฝันของตนเองกับผู้เป็นแม่ ซึ่งกำลังนอนกอดกันด้วนความดีใจที่ได้พบเจอกันอีกครั้ง “คิดถึงแม่จังเลย อย่าทิ้งหนูไปอีกนะ” เธอยังคงพร่ำเพ้อไม่หยุดและซุกตัวแนบชิดเข้ากับคนข้างๆ อย่างต้องการคว้าหาไออุ่น

                คนตัวเล็กเบียดตัวเองเข้าหาเขาไม่ยอมหยุด ไม่ว่าเขาจะพยายามดึงเธอออกหรือผลักใสเธอให้ออกห่างไปอย่างไรเธอก็ไม่ยอมถอย เขาจึงได้แต่นอนนิ่งข่มใจก็ตัวเองให้เธอกอด และพยายามนับหนึ่งถึงร้อยในใจ ไม่ให้คิดไกลเตลิดไปมากกว่านี้

                อยากจะบ้า ความอดทนฉันกำลังจะหมด!

                เขาคิดและกัดฟันกรอดจนเลือดขึ้นหน้า เพราะตอนนี้แทบจะทนกับความแนบชิดของเธอไม่ไหวแล้ว ก็ใช่อยู่ที่เขาไม่ชอบทำอะไรผู้หญิงเมาไม่มีสติ แต่เมื่อเธอเบียดแนบชิดเขาแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับยั่วยวนเขาเลยสักนิด

                “ถ้าเธอไม่ออกจากตัวฉันไปภายในสามนาทีนี้! ฉันก็ไม่รับประกันความปลอดภัยของเธอเหมือนกัน!” เขาพูดขู่ออกมาเสียงดังในใจ และก็หวังให้คนตัวเล็กนี้ตื่นขึ้นมาจากสภาพที่กำลังเป็นตอนนี้ มือก็พยายามแกะมือเล็กๆ ที่ปัดป่ายจะกอดเขาให้ได้ออก แถมยังลูบหลังเหมือนปลอบโยนเขาอีกต่างหาก! โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ายิ่งทำแบบนี้ยิ่งกระตุ้นให้เขาคิดร้ายกับตัวเธอเองมากแค่ไหน!!

 

                                                                                                                                                           

ฝากถึงนักอ่านที่น่ารักทุกคน เนื่องจากมีคนย้อนมาอ่านผลงานของไรเตอร์ 2 เรื่องที่แต่งไว้ตั้งแต่ปี 55 

และมีคนกดติดตามเป็นแฟนคลับเรื่องนี้เยอะจนไรเตอร์ไม่คิดว่าจะมีคนชอบมากขนาดนี้ เลยอยากขอบคุณทุกคนด้วยการนำเรื่องนี้มารีไรท์ใหม่ค่ะ แก้ไขคำผิดและเพิ่มความเข้าใจในการอ่าน เปลี่ยนภาษาให้เข้าใจง่าย นักอ่านจะได้ไม่งงในภาษา จะค่อยๆ อัพไปทีละนิดควบคู่กับเรื่องอื่นๆ  *แต่ไม่ได้ลบตอนที่ลงไปแล้วนะคะใครอยากอ่านแบบงงๆ ภาษาไม่สวยก็ไปอ่านล่วงหน้าก่อนได้ แต่ไรเตอร์จะเริ่มขัดเกลาใหม่นับแต่นี้ วันละ 1 - 2 ตอน กันเว็บเสปม หากกดพับลิคบ่อยเกินไป* 

หากแต่ใครอยากอ่านแบบเข้าใจโดยง่ายก็รอหลังจากรีไรท์จนจบก็ได้ค่ะ 

เนื้อเรื่องเหมือนเดิมนะคะ ไม่ได้เปลี่ยนเเปลงแต่อาจจะมีเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจได้โดยง่าย

ฝากนิยายเรื่องนี้และอีกหลายๆ เรื่องที่ลงไว้ด้วย ช่วงนี้ไรเตอร์ขยัน 

ฝากเม้น + ติดตาม + โหวต ให้กำลังใจไรเตอร์ด้วยนะคะ 

ขอบคุณมากค่ะ จุ้บๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #8 moko_cheese (@moko-cheese) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 เมษายน 2555 / 12:11
    พระเอกควบคุมตัวเองด้วยยยยยยยย
    #8
    0
  2. #3 กระต่ายตัวสูง (@kwanmin) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 มีนาคม 2555 / 21:51
    กรี๊ดดด พระเอกอย่าทำอะไรนางเอกหนูนะ !!!!!
    #3
    0