ตอนที่ 12 : หรือเขาเป็นต้นเหตุ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2051
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    20 เม.ย. 61


 



 
11

หรือเขาเป็นต้นเหตุ

                หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาได้สองอาทิตย์แล้ว ซึ่งฉันกับพี่เวลก็แทบที่จะไม่ได้คุยกันอีกเลย เขาถามมาคำฉันก็ตอบกลับไปคำ แม้ว่าเขาจะหงุดหงิดใส่ ตวาดใส่ ข่มขู่ใส่ ฉันก็ไม่มีปฏิกิริยาหวาดกลัวใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งฉันก็แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่กับทุกคนยกเว้นพี่เวลคนเดียว ที่ฉันทั้งเกรงใจและไม่กล้าที่จะเถียงด้วย

                และในภายในสองอาทิตย์นั้นก็นับว่าฉันมีความโชคดีอยู่เหมือนกัน ที่คนมารับไปส่งที่มหาวิทยาลัยส่วนมากจะเป็นพี่ฟอร์เทลเสียมากกว่า จะมีแค่สองสามครั้งเท่านั้นที่พี่เวลจะมาแทน เพราะงานที่บริษัทพี่เวลตอนนี้ไม่ยุ่งมากเหมือนช่วงแรกๆ แล้ว เลยไม่ต้องวานให้พี่ฟีลเวลมารับส่งพี่เวย์แทน

                แต่บางที เป็นแบบนี้ฉันก็แอบคิดถึงเขาอยู่เหมือนกันนะ

                ไม่ ไม่ ไม่..... ฉันไม่ควรจะคิดแบบนี้ ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ฉันทำดีที่สุดแล้ว

                ฉันไม่ต้องการใครอีกแล้ว......ไม่ต้องการ

                “ไปกันหรือยังวา” เสียงใสๆ ของพี่เวย์ร้องเรียกฉันจากห้องข้างๆ ก่อนจะได้ยินเสียงเปิดประตูนำออกไปก่อนแล้ว ฉันจึงสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองจากกระจกอีกครั้งและตามพี่เวย์ออกไปอีกคน

                อ่า...ไม่อยากมองกระจกตอนนี้เลย ความอ้วนมันทำให้ฉันอยากกรีดร้อง TT

                “วันนี้พี่มีงานแต่เช้า เราจะไม่ทานข้าวนะ แต่พี่ให้แม่บ้านทำอาหารว่างไว้ทานบนรถแล้ว ไปกันเถอะ” เมื่อฉันลงมาหาพี่เวย์แล้ว เธอก็พาฉันไปหาคนที่นั่งรอเราอยู่ในห้องรับแขกทันที และไม่ลืมบอกข้อมูลเล็กๆ ว่าจะไม่ทานอาหารเช้าด้วย ฉันพยักหน้าให้เธอเล็กน้อยก่อนจะตามเธอไปอย่างว่าง่าย ในใจก็ยังลุ้นว่าวันนี้ใครจะเป็นคนมารับส่งพวกเรา

                “อ้าว...เวล วันนี้นายมารับพวกเราแทนเหรอ แล้วฟอร์เทลล่ะ” เมื่อสายตาเห็นคนมารับแล้ว พี่เวย์ก็เอ่ยทักทายทันที มีแต่ฉันที่เริ่มหงุดหงิดบนรู้สึกดีในใจ แต่ก็เท่านั้นแหละ เพราะฉันก็ไม่ได้เอ่ยทักหรือเข้าไปพูดคุยกับเขาเหมือนกับทุกครั้ง

                “ครับ พอดีพี่เฟลติดประชุมด่วนก็เลยมารับไม่ได้ ผมเลยอาสามารับแทน” เขาเอ่ยเสียงนุ่มพรางเหลือบตามองฉันครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหาพี่เวย์ต่อเมื่อเห็นฉันไม่ได้สนใจเขา “จะไปกันเลยไหมครับ”

                “อ้อ..รอแป๊ปนะเวลพี่สั่งอาหารเช้าแม่ครัวอยู่ กะว่าจะเอาไปทานบนรถ เพราะวันนี้พี่ค่อนข้างรีบ นายคงไม่ว่าพี่นะที่เอาของขึ้นไปกินบนรถ”

                “ตามสบายเลยครับ ผมไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว”

                “ขอบใจจ๊ะ”

                ไม่นานแซนวิสกล่องขนาดกลางก็ส่งมาถึงมือพี่เวย์ เราทั้งสามคนจึงออกจากบ้านเพื่อไปสถานที่ของตัวเอง แต่ทันทีที่ฉันเข้ามานั่งในรถ และพี่เวลเปิดแอร์ฉันก็ถึงกับผงะผะอืดผะอม วิงเวียนศีรษะ เพราะได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวคนข้างๆ

                อยากจะบ้า ร้อยวันพันปีไม่เคยที่จะแพ้อะไรง่ายๆ และฉันก็ได้กลิ่นน้ำหอมนี้ออกจะบ่อย มาเกิดอาการแพ้อะไรเอาป่านนี้!

            ฉันคิดในใจก่อนจะยกมือขึ้นมาลูบจมูกตัวเองเบาๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองทำผิดสังเกต แต่มันกลับไม่รอดพ้นสายตาของคนข้างๆ ไปได้

                “เป็นอะไรอีกล่ะ” เขาถามทั้งๆ ที่ใบหน้าก็ไม่ได้หันมาทางมองฉันสักนิด

                “เปล่าค่ะ วาแค่คันจมูกนิดหน่อย” ทั้งๆ ที่ปากก็โกหกออกไป แต่สภาพภายในของฉันแทบจะเก็บอาการไว้ไม่ไหวแล้ว เพราะฉันรู้สึกว่าตอนนี้กลิ่นที่อบอวลอยู่บนรถ ซึ่งเป็นกลิ่นของเจ้าของรถซะส่วนมาก จะยิ่งทำให้ฉันอยากจะอาเจียนออกมาอยู่แล้ว

                “เปล่าได้ยังไง ก็เห็นๆ อยู่ว่าหน้าซีด” และเพราะอาการของฉันคงจะชัดเจนเกินไป จึงทำให้พี่เวลจับอาการของฉันได้ แถมยังมั่นใจอีกด้วยว่าฉันต้องเป็นอะไรสักอย่างแน่

                “หือ...วาเป็นไร” พี่เวย์พี่พึ่งวางมือจากโทรศัพท์หันมาถามฉันอีกคน เมื่อได้ยินคำเน้นย้ำที่พี่เวลทักขึ้นเมื่อครู่ และมันถึงกับทำให้ฉันลำบากใจที่จะบอก

                ฉันไม่อยากให้ใครมาเป็นห่วงฉันจนเกินเหตุนี่นา....แค่นี้ก็รบกวนจะแย่อยู่แล้ว

                “ไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ วาแค่ปวดประจำเดือน” และเป็นอีกครั้งที่ฉันจำเป็นที่จะต้องโกหก

ซึ่งพอได้ยินคำตอบไปแล้วพี่เวย์ก็พยักหน้าและกลับไปนั่งที่ของตัวเอง หลังจากที่เธอชะโงกหน้ามาดูอาการฉันเมื่อครู่ ส่วนพี่เวลก็หันไปสนใจการขับรถของตัวเองต่อ เมื่อเรื่องที่เขาถามมันเป็นสิ่งประจำอยู่แล้วที่ผู้หญิงทุกคนต้องเป็นและไม่ใช่เรื่องที่จะมาเป็นห่วงอะไรมากมาย พอเห็นว่าพี่เวลเลิกสนใจฉันสักที ฉันก็แอบลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ที่การโกหกครั้งนี้ไม่มีใครจับสังเกตได้อย่างที่นึกกลัว

                ถือว่าวันนี้โชคดีไปแล้วกัน.....แม้มันจะไม่ใช่เรื่องที่น่าจะดีใจก็ตาม

                แต่ไม่รู้ทำไม ฉันถึงรู้สึกว่าอาการป่วยครั้งนี้ของฉัน มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากขนาดนี้

                “ขอบใจจ๊ะเวล พี่ไปก่อนนะวา เจอกันตอนเย็นจ๊ะ ขับรถดีๆ กันนะ บ๊าย” เมื่อถึงที่ทำงานของพี่เวย์ เธอก็รีบร้อนบอกลาและลงจากรถ โดยยังไม่ทันได้ฟังฉันหรือพี่เวลพูดอะไรเลยสักคำ

                มันก็น่ารีบอยู่หรอก...พี่เวลมีนัดสัมมนาแปดโมงตรง ตอนนี้ก็ล่วงเลยเข้าไปแปดโมงเกือบครึ่งแล้ว ถ้าเป็นฉันเหาะได้ฉันเหาะไปแล้ว

                เมื่อพี่เวย์ลงจากรถไป ความเงียบและความอึดอัดก็ครอบงำบุคคลที่เหลือในรถ แม้ฉันจะไม่รู้ว่าพี่เวลจะคิดแบบไหน แต่สำหรับฉันมันโคตรอึดอัดเลย และแน่นอนฉันไม่แสดงอาการอะไรให้เขาได้รู้ได้เห็นหรอก

                “แล้วเธอจะนั่งนิ่งอมพระอมหินอยู่อย่างนี้ตลอดเลยหรือไง” เสียงที่เอ่ยทำลายความเงียบของพี่เวลทำให้ฉันเกือบสะดุ้ง แต่ก็ยังดีที่เก็บอารมณ์ไว้ทันไม่ทำให้เขาได้จับสังเกตได้

                “ก็วาไม่มีเรื่องที่จะพูดนี่คะ” ฉันตอบกลับเสียงห้วนและก็ไม่ได้หันไปมองคนข้างๆ ด้วย

                “แต่ฉันมี!

                เอี๊ยด!!!!

                ไม่ว่าเปล่าเสียงเบรกรถของล้อทั้งสี่ก็ดังลั่นถนน ฉันเกือบจะหัวทิ่มไปกับคอนโซลหน้ารถ ยังดีที่ใช้มือยันเอาไว้ได้ทัน และเมื่อรถจอดนิ่งเรียบร้อยแล้วก็กะจะหันไปต่อว่าต้นเหตุของคนขับรถ ที่ไม่เกรงใจใครแบบนี้สักหน่อย แต่ทันทีที่หันหน้าไปข้างๆ จมูกของฉันก็ดันไปปะทะกับแก้มขาวเนียนของพี่เวลแบบไม่ได้ตั้งใจ!

                “ขะ....ขอโทษค่ะ พี่เวล!” ยังไม่ทันที่จะสิ้นสุดคำขอโทษจากฉัน มือหนาของพี่เวลก็รั้งท้ายทอยฉันเอาไว้ไม่ให้ถอยหนีออกจากเขาได้

                “ร้องซะดังเลย ทำอย่างกับว่าเราไม่เคยใกล้ชิดกันแบบนี้มาก่อนงั้นแหละ” เขาถามเจือหัวเราะ แต่มันกลับไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นเลย ตรงกันข้ามฉันยิ่งรู้สึกหงุดหงิดและอยากจะอาเจียนยิ่งกว่าเดิมเมื่อได้ใกล้เขามากขนาดนี้ เพราะไอ้กลิ่นตัวหอมๆ ของเขานั่นแหละที่เป็นต้นเหตุ

                “พะ....พี่เวล ออกห่างๆ วาก่อนได้ไหมค่ะ” ฉันบอกเสียงเบา เพราะต้องเก็บอาการพะอืดพะอมเอาไว้ ไม่อย่างนั้นก็คงพุ่งออกมาใส่เขาตรงนี้แน่ๆ

                “ไม่ จนกว่าวันนี้เราจะได้พูดกันรู้เรื่องจริงๆ เธอหลบหน้าฉัน ไม่พูดไม่จากับฉันมาเกือบสองอาทิตย์แล้ว แถมโทรฯ ไปก็ไม่รับ ส่งข้อความก็ไม่ยอมตอบกลับ แล้วอย่างนี้เธอจะยังบอกให้ฉันออกห่างอีกหรอ” เขาถามราวกับกระซิบ แต่ฉันกลับไม่ได้เก็บมาคิดอะไร เพราะตอนนี้สมองฉันประมวนอยู่อย่างเดียวคือกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่ออกมาจากตัวเขา ฉันจำกลิ่นนี้ได้ดี แต่ไม่ว่าจะครั้งไหนๆ ที่เคยได้กลิ่นมัน ฉันก็ว่ามันหอมเหมาะกับตัวพี่เวลที่สุด แต่ทำไมครั้งนี้มัน มัน

                มันทำให้ฉันอยากจะอ้วกเล่า!!

                “พะ...พี่เวล วา วาจะไม่ไหวแล้วค่ะ” ตอนนี้เสียงฉันเริ่มที่จะสั่น เพราะต้องกลั้นอาการที่ก่อตัวขึ้นตอนนี้ และไม่ว่าจะห้ามปรามยังไง คนตรงหน้าก็ไม่มีทีท่าว่าจะผละออกจาไปจากฉันเสียที

                ไม่ไหว ไม่ไหว เริ่มไม่ไหวแล้วจริงๆ! ถ้าเขายังอยู่ใกล้ฉันแบบนี้อีกเพียงแค่นาทีเดียว ความอดทนอดกลั้นของฉันคงได้พังครืนลงในรถหรูเขานี่แหละ

                “อะไรกัน แค่นี้ก็ทนไม่ไหวแล้วเหรอ ทีแต่ก่อน....”

                พลั่ก!!

                อ้วกกกกกกกกกกกกก!!

                ยังไม่ทันที่จะได้ฟังพี่เวลหลงตัวเองจบ ฉันก็ต้องผลักเขาออกเต็มแรงที่มี และรีบรุดเปิดประตูออกไปด้านนอก เพื่อนำสิ่งที่อยู่ในท้องออกมา ทั้งๆ ที่ตัวฉันยังไม่ทันได้ออกจากตัวรถเลยด้วยซ้ำ มีเพียงแค่หน้าที่ชะโงกออกไปนอกตัวรถแค่นั้นเอง

                “เฮ้! วิวา เธอเป็นอะไรมากหรือเปล่า”

                “มะ....ไม่เป็นไรค่ะ วาแค่เมารถ อ้วกกก!” ฉันที่พยายามจะหันไปแก้ตัวกับพี่เวล ต้องหันกลับออกไปนอกรถอีกครั้ง เพราะอาการปั่นป่วนในท้องที่มาอีกระลอก

                ให้ตาย....ฉันเป็นอะไรขึ้นมาอีกละเนี่ย! ตลอดสองเดือนที่ผ่านมานี้ฉันมีอาการแปลกๆ เกิดขึ้นไม่หยุดเลย

                “เป็นไงบ้าง ฉันว่าไปหาหมอจะดีกว่าไหม” เขาถามขณะที่มือก็กำลังลูบหลังฉันไปด้วย แต่แทนที่มันจะดีขึ้นมันกลับยิ่งทำให้ฉันอาเจียนออกมาไม่หยุด

                โอยๆๆ อยากจะบ้า ที่อาเจียนออกมาไม่หยุดเพราะได้กลิ่นจากตัวเขานี่แหละ!

                “ขะ..ขอร้อง ตอนนี้พี่เวลช่วยออกห่างจากวาก่อนได้ไหมคะ วาอายที่จะต้องมามีสภาพไม่น่าดูแบบนี้ต่อหน้าคนอื่น” ฉันพยายามเรียบเรียงคำพูดที่ดูดีที่สุดในการไล่ให้เขาออกห่าง แต่ฉันก็ลืมนึกไปว่าเขาหน้ามึนเกินกว่าที่จะมาพูดดีด้วย

                “ไม่เอาน่า....ฉันไม่ถือหรอก เรื่องแค่นี้ฉันรับได้” เห็นมั้ยเขาหน้ามึน ไม่ใช่สิ หน้าด้านจริงๆ!

                หลังจากที่ฉันหายอาเจียนแล้ว พี่เวลก็พาฉันกลับมาส่งที่บ้าน ทั้งๆ ที่ฉันยืนยันบอกว่าจะเข้าเรียน แต่ถึงแม้จะโวยวายไปก็เท่านั้น เมื่อเขาไม่ฟังอะไรฉันเลยจนฉันจนใจที่จะพูดในที่สุด เพราะถึงยังไงก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ในเมื่อพี่เวลเป็นคนขับรถและฉันเป็นเพียงตุ๊กตาหน้ารถที่ได้แต่นั่งเฉยๆ เท่านั้น

                “ให้ฉันเข้าไปส่งข้างในมั้ย” พี่เวลถามเมื่อรถเคลื่อนตัวเข้ามาจอดหน้าบ้านเมฆอนันต์แล้ว แต่ฉันก็พอรู้ว่าเขาถามเพื่อมารยาทที่ดีเท่านั้น เพราะตลอดทางที่ย้อนกลับมานั้นฉันสังเกตเห็น พี่เวลมองนาฬิกาข้อมือของเขาอยู่ตลอดเพื่อเช็คเวลา ด้วยเขาเองก็ต้องไปทำงานเหมือนกัน

                “ไม่ดีกว่าค่ะ วาไปเองได้ ที่นี่บ้านที่วาอยู่มาตั้งแต่เกิดนะคะ คงไม่มีอันตรายหรอก” ฉันย้อนเขาเล่นๆ เพราะเกิดอาการหมั่นไส้ขึ้นมา คนคนนี้ชักจะวุ่นวายกับชีวิตฉันมากเกินไปแล้วจริงๆ สงสัยจะได้ใจที่ฉันเคยยอมและปล่อยให้เขาเข้ามาสร้างอิทธิพลในตัว จนพี่เวลคิดว่าฉันต้องตกอยู่ในการปกครองเขาทุกอย่าง แต่เขาก็ลืมคิดไปว่ายิ่งเติมมันเท่าไหร่มันก็ยิ่งเต็มมากขึ้นเท่านั้น และไอ้ที่เต็มน่ะมันคือความอดทนฉันไง! เต็มจนมันล้นปริ่มเลยล่ะ!

                คิดดูแล้วกันจากฉันจั๋วเซียง ที่ถึงแม้ว่าจะกลายมาเป็นวิวาแล้วก็ตาม แต่นิสัยก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม แม้จะเจอเรื่องราวเลวร้ายมากแค่ไหนก็ตาม แต่พอมาเจอพี่เวลเข้าแล้ว ไม่รู้ซิ! ฉันว่านิสัยฉันเปลี่ยนไปเยอะเลย!แถมยังเป็นกับเขาคนเดียวเท่านั้นด้วย!

                และฉันก็เชื่อว่าฉันไม่ได้คิดมากไปเองแน่!!

                “งั้นก็ตามใจ ฉันไปก่อนแล้วกัน” ว่าจบเขาก็ขับรถออกไปทันที ส่วนตัวฉันเองก็พาร่างกายที่อ่อนเพลียจากการอาเจียนเอาอาหารในท้องออกไปจนหมด และยิ่งเมื่อเช้าไม่ได้ทานอะไรด้วย ฉันก็ยิ่งไม่มีแรงที่จะทำอะไรแล้วตอนนี้ แต่ยังไงก็ขอขอบคุณพี่เวลหน่อยแล้วกันที่บังคับให้ฉันกลับบ้าน ไม่อย่างนั้นตอนนี้ฉันคงเป็นลมล้มพับออยู่ที่มหาวิทยาลัยแล้ว

                จะว่าไปฉันก็ควรไปหาหมอสักหน่อยก็ดีนะ เพราะเป็นแบบนี้มาได้สองเดือนแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะหายสักที เผื่อจะได้ยามาแก้อาการแบบนี้ได้ ทุกคนจะได้ไม่ต้องกังวลและเป็นห่วงฉันอีก

                ยิ่งพี่เวย์แล้วฉันยิ่งกลัวว่าเธอจะโกรธที่หาว่าฉันดูแลตัวเองไม่ดีอย่างที่เธอเคยสั่งเอาไว้

                แถมยังมีพี่เวลที่ชักจะเกินหน้าเกินตาทุกคนในครอบครัวฉันแล้ว ทั้งๆ ที่ฉันเองก็ยังไม่รู้เลยว่าที่เขาทำแบบนี้ไปเพราะอะไร แล้วทำไปทำไม หวังที่จะเอาชนะฉันที่เมินเขาให้ได้งั้นหรอ แต่มันก็ไม่น่าทำกันถึงขนาดนี้นี่นา....


Talk :  ฝากถึงนักอ่านที่น่ารักทุกคน เนื่องจากมีคนย้อนมาอ่านผลงานของไรเตอร์ 2 เรื่องที่แต่งไว้ตั้งแต่ปี 55 

และมีคนกดติดตามเป็นแฟนคลับเรื่องนี้เยอะจนไรเตอร์ไม่คิดว่าจะมีคนชอบมากขนาดนี้ เลยอยากขอบคุณทุกคนด้วยการนำเรื่องนี้มารีไรท์ใหม่ค่ะ แก้ไขคำผิดและเพิ่มความเข้าใจในการอ่าน เปลี่ยนภาษาให้เข้าใจง่าย นักอ่านจะได้ไม่งงในภาษา จะค่อยๆ อัพไปทีละนิดควบคู่กับเรื่องอื่นๆ  *แต่ไม่ได้ลบตอนที่ลงไปแล้วนะคะใครอยากอ่านแบบงงๆ ภาษาไม่สวยก็ไปอ่านล่วงหน้าก่อนได้ แต่ไรเตอร์จะเริ่มขัดเกลาใหม่นับแต่นี้ วันละ 1 - 2 ตอน กันเว็บเสปม หากกดพับลิคบ่อยเกินไป* 

หากแต่ใครอยากอ่านแบบเข้าใจโดยง่ายก็รอหลังจากรีไรท์จนจบก็ได้ค่ะ 

เนื้อเรื่องเหมือนเดิมนะคะ ไม่ได้เปลี่ยนเเปลงแต่อาจจะมีเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจได้โดยง่าย

ฝากนิยายเรื่องนี้และอีกหลายๆ เรื่องที่ลงไว้ด้วย ช่วงนี้ไรเตอร์ขยัน 

ฝากเม้น + ติดตาม + โหวต ให้กำลังใจไรเตอร์ด้วยนะคะ 

ขอบคุณมากค่ะ จุ้บๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #61 na na ning (@mink-ning-pa) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2555 / 20:33
    วิวาท้องแน่ๆเลย
    #61
    0
  2. วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 / 20:53
     อัพ
    #36
    0
  3. #22 moko_cheese (@moko-cheese) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 เมษายน 2555 / 08:52
     วิวาไปหาหมอเถอะนะ  อาการเริ่มชัดเจน
    ไรเตอร์ไปไปตจว.แล้วหรอ เค้าต้องอีกนานเลยดิ แต่ไม่เป็นไรเค้ารอได้ T T
    ไรเตอร์สัญญานะถ้ากลับมาต้องอัพให้จบเลยนะ 555 อีกนานกว่าไรเตอร์จะกลับ เศร้าอ่ะ T T
    ยังไงก็รอได้ เค้าติดตามอยู่แ้ล้ว อิอิ  ^___^
    #22
    0