Love mom baby เชื่อมรักผูกใจคุณแม่ที่รัก

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 17,820 Views

  • 74 Comments

  • 378 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    30

    Overall
    17,820

ตอนที่ 10 : การก้าวก่ายที่เริ่มมีอิทธิพล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2228
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    19 เม.ย. 61

  

 

9

การก้าวก่ายที่เริ่มมีอิทธิพล

                “คุณหนูค่ะ คุณหนูวิวา ตื่นมาทานยาก่อนค่ะ”

                เสียงเรียกเบาๆ พร้อมกับการแตะเพื่อเขย่าเรียกของใครบางคน ทำให้ฉันค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความหนักอึ้งของเปลือกตา ก่อนจะหันไปมองบุคคลที่มาเรียกให้ฉันตื่นจากนิทรา

                “พี่มิรา...” ฉันเอ่ยชื่อเธอออกมาเบาๆ เพราะอาการปวดที่หัวยังคงไม่จางหาย และพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นพึงพนักที่หัวเตียง

                “ค่อยๆ ค่ะ คุณหนูยิ่งไม่ค่อยสบายอยู่” พี่มิราเอ่ยเตือนและช่วยดูแลฉันด้วยความห่วงใยจากใจจริง

                พี่มิราเป็นสาวใช้คนเดียวในบ้านที่นอกเหนือจากฉันแล้วอายุเธอน้อยที่สุด แต่ก่อนเธอไม่ค่อยชอบฉันมากนักเพราะเป็นคนโปรดของคุณๆ ในบ้าน แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวเธอเองเกือบเดือดร้อนและฉันก็คอยอยู่ข้างๆ ทำให้เธอเข้าใจและให้เกียรติฉันมากขึ้น ไม่ทำตัวห่างเหินและกัดแขวะเหมือนแต่ก่อน แถมยังยกฉันให้เป็นคุณหนูอีก ทั้งๆ ที่ฉันบอกให้เธอเรียกว่าน้องก็ได้ แต่เธอก็ไม่ยอม

อ้อ....อีกอย่างพี่มิราก็ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านแทนที่เก่าของฉัน คือห้องใต้บันได เพราะเธอค่อนข้างสวยแถมอายุยังน้อย ด้วยเหตุการณ์ที่ฉันบอก ช่วยเสริมให้คุณท่านตัดสินใจให้พี่มิราย้ายเข้ามาอยู่ในนี้

                เอาเถอะ...ถือว่ายังไงแล้วเธอก็เป็นพี่สาวที่แสนดีของฉันคนหนึ่งเลยละ

                “ไม่เป็นไรแล้วค่ะพี่ วาดีขึ้นมากแล้ว”

                “งั้นทานยาสักหน่อยนะคะ จะได้หายไวๆ” พูดจบพี่มิราก็ยื่นถาดยามาให้ฉัน ฉันจึงหยิบยาและแก้วน้ำมาทานอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะถึงแม้จะปฏิเสธอย่างไร พี่มิราก็คงบังคับฉันอีกอยู่ดี สู้กินๆ ไปให้ทุกฝ่ายสบายใจซะจะดีกว่า

                “ดีมากค่ะ งั้นพี่ไม่กวนแล้ว คุณหนูนอนต่อเถอะ พักผ่อนเยอะๆ หากมีอะไรเรียกพี่ได้ตลอดนะค่ะ”

                “ขอบคุณมากค่ะพี่มิรา” พูดจบพี่มีราก็ยิ้มให้ฉันและเดินออกจากห้องไป ฉันจึงเลื่อนตัวเองมุดเข้าไปในผ้าห่มและหลับตานอนต่อด้วนความอ่อนล้าและปวดหัว

               

ฉันตื่นขึ้นมาอีกทีก็ช่วงเย็นเข้าให้แล้ว อาการปวดหัวนั้นก็ทุเลาลงมากจนฉันสามารถเดินไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องพึ่งยาดมเพื่อบรรเทาอาการวิงเวียนที่เคยเป็นเมื่อกลางวัน

ผ้าเช็ดตัวสีครีมถูกฉันหยิบขึ้นมาพันตัวเพื่อเตรียมที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เป็นชุดไปรเวท เหมาะสำหรับใส่อยู่บ้านไม่ใช่ชุดนิสิตที่กำลังสวมแบบนี้ เพราะมันอึดอัดและไม่สะดวกสักเท่าไหร่

หลังจากนั้นฉันก็เดินเข้าไปในห้องน้ำที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่แล้ว เพราะพี่เวย์เห็นว่าฉันลำบากใจและไม่สะดวกในการขอเข้าห้องน้ำที่ห้องของเธอ และต้องลงไปใช้ห้องน้ำข้างล่างแทน ยิ่งเวลากลางคืนมันก็ยิ่งอันตราย เธอจึงสั่งคนมาทำให้อย่างเร่งด่วน ทั้งๆ ที่ฉันเองก็บอกว่าไม่เป็นไร แต่เธอก็ไม่ยอมจนต้องปล่อยเลยตามเลย ตามใจพี่เวย์อย่างช่วยไม่ได้ และก็เพราะเป็นพี่เวย์ ฉันจึงไม่กล้าที่จะต่อต้านสักเท่าไหร่นัก

ทันทีที่มายืนอยู่หน้าอ่างล้างหน้าเพื่อล้างหน้าล้างตาให้หายจากอาการง่วงงัวเงีย ฉันก็ต้องตกใจกับร่องรอยช้ำเลือดสีแดงที่ติดอยู่บนต้นคอเต็มไปหมด แถมยังลามไปถึงช่วงเหนือหน้าอกอีกด้วย รอยแบบนี้ทำไมฉันจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพราะมันก็เคยเกิดขึ้นกับฉันมาก่อนตั้งหลายต่อหลายครั้งและคนที่ทำก็ไม่ใช่ใครที่ไหน

ฉันมั่นใจว่าคนๆ นั้นต้องเป็นพี่ฟีลเวลที่เป็นคนพาฉันมาส่งที่บ้านแน่!!

แต่แล้วทำมันถึงจำเหตุการณ์เหล่านั้นไม่ได้.... ใช่หลังจากที่ฉันพิงหลังลงกับเบาะรถแล้วฉันก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย อาจจะเป็นเพราะอาการปวดหัวและเพลียจนทำให้ฉันเผลอหลับไป....

แล้วหลังจากนั้นล่ะ!!

ฉันรีบก้มล้างหน้าล้างตาก่อนจะรีบออกจากห้องน้ำ เพื่อไปถามคนในบ้านว่ามีใครเห็นเหตุการณ์ตอนฉันเข้ามาในนี้บ้าง เพื่อที่จะได้ไขข้อสงสัยและไม่ทำให้ฉันคิดมากกว่านี้

ฉันไม่เหลือน้ำตาที่จะร้องไห้ออกมาเพราะเขาอีกแล้วนะ..

“เฮือก!!” แต่ไม่ทันที่ฉันจะได้ก้าวพ้นห้องน้ำ ทันทีที่เปิดประตูออกมาก็เห็นพี่เวย์นั่งหน้าบูดหน้าบึ้งอยู่บนเตียงในห้องฉัน และฉันจะไม่ตกใจหนักมากขนาดนี้เลย หากตามลำคอของฉันมีสิ่งใดมาบดบัง ด้วยเพราะตอนนี้ฉันนุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวกระโจมอกผืนเดียว รอยแดงๆ ที่เกิดจากฝีมือน้องชายแฟนพี่เวย์! เลยปรากฏเด่นชัด แบบไม่ต้องสังเกตก็เห็น

                “ตกใจอะไรขนาดนั้นวิวา พี่เอง” พี่เวย์เหลือบมองฉันเล็กน้อยก่อนจะหันไปสนใจโทรศัพท์มือถือในมือของตัวเองต่อ ซึ่งฉันก็ถือว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เธอจะได้ไม่ทันสังเกตร่างกายฉันตอนนี้

                “ปะ..เปล่าค่ะ วาแค่ไม่ทันรู้ว่าพี่เวย์จะเข้ามาในห้องตอนนี้” ฉันพูดแก้ตัวขณะที่ขาก็ค่อยๆ ขยับไปยังราวตากผ้าขุนหนู และหยิบเขาผ้าเช็ดผมขึ้นมาพาดที่คอเพื่อปกปิดรอยพวกนั้นเอาไว้

                “โธ่...วา จะอายอะไรพี่ก็เป็นผู้หญิง ไม่คิดอะไรหรอกน่า จะปกปิดทำไมกัน ไม่เห็นเหรอพี่แทบจะแก้ผ้าเดินรอบห้อง ก็ไม่เห็นจะอายเราตรงไหนเลย” พี่เวย์เงยหน้าจากโทรศัพท์ เมื่อเห็นฉันคลุมไหล่ด้วยผ้าผืนเล็ก แถมยังจ้องฉันอย่างเอือมระอา ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ฉันอาจจะตกใจที่พี่เวย์มองฉันจังๆ แบบนี้ แต่ตอนนี้ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเธอคงจะไม่เห็นร่องรอยนั่น เพราะถ้าเห็น เรื่องคงไม่ง่ายดายเช่นนี้

                “กะ...ก็วายังไม่ค่อยชินนี่ค่ะ พี่เวย์ก็รู้ก่อนขึ้นมาอยู่ในห้องนี้ว่าต้องระวังตัวเองมากแค่ไหน” คำแก้ตัวฉันเหมือนจะฟังขึ้น เมื่อพี่เวย์ไม่ได้ทำหน้าน้อยใจแล้ว เธอเปลี่ยนเป็นยิ้มเห็นใจฉันเสียมากกว่า และนั้นทำให้ฉันสบายใจข้นเป็นเท่าตัว

                “อืม...ก็จริง พี่ลืมไปเลยว่าเราเจอเรื่องร้ายๆ มามากขนาดไหน เอาเถอะช่างมัน แล้วนี่เป็นยังไงบ้างหายดีหรือยัง”

                “ค่ะ ดีขึ้นมากแล้ว วาไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ แค่ปวดหัวนิดหน่อยเท่านั้น” ฉันตอบพี่เวย์ตามความเป็นจริงเพราะการปวดหัวนี้ฉันเป็นเกือบทุกวัน แต่แค่ครั้งนี้ดันหมดสติเพราะหลากหลายอาการจนเกินไป อาจจะรวมไปถึงการอ่านหนังสือบนรถด้วยเลยเสริมให้วิงเวียนมากขึ้นไปอีก

                “แล้วทานยาอะไรเรียบร้อยหรือยัง” ไม่ว่าเปล่าพี่เวย์ยังเดินเข้ามาใช้มือนุ่มของเธออิงที่หน้าฝากฉันเพื่อวัดไข้ ฉันเกือบที่จะเดินถอยหลังหนีเธอเข้าให้แล้ว เพราะตกใจกลัวว่าพี่เวย์จะสังเกตเห็นความปกติบนร่างกายของฉัน ถ้าเกิดเข้ามาใกล้กว่านี้

                “ยังถือตัวไม่หายอีกหรอ” พี่เวย์บ่นมาด้วยเสียงหงุดหงิด ใบหน้าของเธอหงิกงอ ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงกับที่นอนของฉัน เมื่อเห็นอย่างนั้นแล้วฉันก็นั่งลงที่พื้นเพื่อแก้ความเข้าใจผิดของเธอทันที

                “เปล่าค่ะพี่เวย์ วาแค่กลัวว่าพี่เวย์จะติดหวัดไปด้วย อย่าโกรธวานะคะ” ฉันใช้ลูกอ้อน ซึ่งเหมือนจะได้ผล เมื่อพี่เวย์ยิ้มและยกมือมาหยิกแก้มฉันเบาๆ

                “จ้าๆๆ พี่ก็แค่ล้อเล่น ไม่ได้คิดจริงจัง เอาละลงไปทานข้าวกันดีกว่า เดี๋ยวทุกคนจะรอนาน” เธอว่าก่อนจะลุกขึ้นยืนและไม่ลืมที่จะดึงฉันให้ลุกตามด้วย

                “งั้นพี่เวย์ลงไปที่ห้องอาหารเลยค่ะ เดี๋ยววาแต่งตัวเสร็จจะรีบตามลงไปเลย”

                “โอเค เร็วๆ ด้วย่ละ”

                หลังจากพี่เวย์ออกไปแล้ว ฉันก็รีบสวมเสื้อผ้าที่ค่อนข้างจะมิดชิด และมั่นใจว่าไม่สามารถมองเห็นร่องรอยพวกนั้นได้ ฉันยืนสำรวจตัวเองอยู่สักพักก็รีบออกจากห้องไปยังห้องอาหารเพื่อทานข้าวกับทุกคน

                เมื่อทานอาหารมื้อเย็นกับทุกคนเสร็จแล้ว ฉันก็รีบไปสอบถามเรื่องราวช่วงที่ฉันหมดสติไปกับพี่มิราเป็นคนแรก แล้วก็ได้ความมาว่าพี่เวลมาส่งฉันที่บ้านในช่วงบ่ายของวันนี้ และด้วยฉันหมดสติเขาเลยอุ้มฉันเข้าบ้าน และพาขึ้นไปที่ห้อง ทีแรกฉันก็ทำท่าจะดุพี่มิราที่ปล่อยให้เขาอุ้มฉันขึ้นห้องโดยพละกาล แต่พี่มิรากลับตอบมาว่าเธอไม่มีแรงพาฉันขึ้นมาบนห้องได้ และอีกอย่างป้ายชื่อหน้าห้องก็บ่งบอกได้อยู่แล้วว่าคงจะเป็นห้องฉัน

ห้องน้องเล็ก

อยากจะบ้านั่นไม่ใช่ความคิดฉันที่อยากจะเอามาติดเท่าไหร่นัก แต่พี่เวย์เป็นคนซื้อมาแล้ะนำมันมาติดให้โดยไม่ถามความเห็นฉันสักคำ แล้วฉันเองก็เถียงหรือพูดอะไรไม่ได้

แต่ให้ตายซิ! แล้วรอยพวกนี้มันมาได้ไง เขาคงไม่มีเวลาพาฉันไปแวะเถลไถลที่ไหนได้ เพราะจากระยะทางแล้ว ก็น่าจะขับรถเป็นชั่วโมงแบบที่เคยไปมาทุกวัน

อย่าบอกนะว่าเขาทำรอยพวกนั้นที่บ้านหลังนี้!!

โอย.....อยากจะเป็นลม

ติ๊ดๆๆ..ติ๊ดๆๆ

“สวัสดีค่ะ” นั่งคิดได้สักพัก เสียงเรียกเข้าจากเบอร์ที่ไม่รู้จักก็ดังขึ้น ฉันจึงกดรับและพูดจาสุภาพให้ปลายสายไป โดยที่ไม่ทันคิด ว่าฉันอาจจะคิดผิดที่หลวมตัวไปรับ!

[ว่าไงตื่นแล้วหรอที่รัก]

“พี่เวล!!

[ฮ่าๆๆๆ ทำไมเรียกซะเสียงตกใจขนาดนั้น ฉันไม่ใช่ยักษ์ใช่มารอะไรที่ไหน ทำเป็นกลัวไปได้] พี่เวลพูดคล้ายจะล้อเล่น แต่ฉันไม่มีกะจิตกะใจเล่นไปกับเขาด้วย

ไม่รู้เขาจะก่อกวนชีวิตฉันไปถึงไหน.....

“ปะ...เปล่าค่ะ คือวาแค่ตกใจว่าพี่เวลมีเบอร์วาได้ไง”

[ไม่เห็นจะยากเลย แค่เบอร์โทรสิบตัวมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรมากมาย]

“แล้ว...”

[เห็นรอยนั้นแล้วใช่ไหม]

“....” คำถามของพี่เวลทำให้ฉันเม้มปากแน่น ใจก็อยากจะถามว่าเขาไปทำมันตอนไหน ส่วนอีกใจก็อายจนกว่าจะพูดออกไปได้

โธ่...ฉันก็อยากจะโวยวายเอาเรื่องเหมือนกัน แต่จะให้ทำไงได้เกิดมาฉันแทบจะไม่เคยด่าว่าใครเลย ก็เลยสรรหาคำด่าแบบคนอื่นเขาไม่ค่อยเป็น

[แหม...พี่กะจะทวนความหลังให้ซะหน่อย ยิ่งช่วงวาไม่มีสติอาจจะทำให้วานึกอะไรออกบ้าง แต่ติดที่ว่าไม่มีเวลามากพอขนาดนั้น พี่เลยทำได้แค่ฝากรอยพวกนั้นเอาไว้ ไว้วันหลังพี่จะไปรื้อฟื้นให้แล้วกัน]

“....”

[เก็บไปทบทวนละ ถ้ายังปฏิเสธพี่แบบนี้พี่ก็จะทำทุกอย่างให้วาจำพี่ให้ได้ คอยดูก็แล้วกัน] ฉันนั่งฟังพี่เวลพูดก็ได้แต่กำโทรศัพท์แน่น ไม่มีเสียงใดเปล่งออกมาแม้กระทั่งเสียงร้องไห้ ฉันบอกแล้วว่าตอนนี้ฉันไม่มีน้ำตาและแรงพอที่จะมานั่งร้องไห้ให้คนคนนี้อีกแล้ว ฉันเหนื่อยมากพอกับเรื่องนี้แล้วจริงๆ

ติ๊ดๆๆ

ยังไม่ทันที่จะได้วางโทรศัพท์ลงที่เดิม เสียงข้อความก็ดังขึ้น ฉันจึงกดเปิดดูข้อความที่พึ่งส่งเข้ามา และนั่นเป็นเหตุให้ฉันต้องเผลอยิ้มออกมาอย่างกลั้นไม่ได้

มันไม่ใช่ข้อความบอกรักหวานแหววของใครทั้งนั้น

ไม่ใช่ข้อความส่งความคิดถึงของคู่รักทั่วๆ ไป

ไม่ใช่ข้อความราตรีสวัสหวานๆ ของพระเอกนางเอกในนิยาย

แต่เป็นข้อความสั้นๆ ของคนที่ก่อกวนชีวิตฉันมาตลอด

ดูแลตัวเองด้วย แล้วก็พักผ่อนเยอะๆ จะได้มีแรงมาต่อกรกับฉันอีก

                                                                        ฟีลเวล

ก็แค่ข้อความนี้เอง..........

และไม่รู้เป็นอะไรฉันกลับชื้นในใจอย่างบอกไม่ถูก ความหมองหม่นที่เกิดก่อนหน้านี้กลับถูกกลบเกลื่อนไปเกือบหมด นี่ฉันคงจะบ้าเพ้อเจ้อไปแล้วใช่ไหม

ฉันเองก็คิดว่าอย่างนั้น ทั้งๆ ที่เขาทำร้ายฉันมาตลอด เหยียบย่ำศักดิ์ศรีฉันจนจมดิน ไม่เคยเห็นค่าของฉันเลยสักนิด แถมยังพูดจาทำร้ายจิตใจ ให้ฉันแทบจะทนยืนอยู่บนโลกผืนนี้ไม่ไหว แต่ไม่รู้ทำไม...

......เพียงเขาเข้ามาทำดีด้วยไม่กี่ครั้งฉันกลับหวั่นไหวทุกครั้งไป

.....เพียงแค่เขาสัมผัสตัวฉันเล็กน้อยไม่ว่าจะมาร้ายมาดีฉันก็ไม่กล้าที่จะต่อกรกับเขาแล้ว

ขนาดเห็นเขาเครียดฉันยังเครียดตามเขาไปด้วยเลย ฉันไม่รู้ว่าพี่ฟีลเวลมามีอิทธิผลกับตัวฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เท่าที่รู้ ฉันไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปเลย

ไม่อยากใกล้ชิดเขามากกว่านี้ เพราะกลัวว่าใจตัวเองจะต่อต้านเขาไม่ไหว

ไม่อยากเจอหน้าเขามากกว่านี้ เพราะกลัวว่าจะเผลอมองหน้าเขาเพื่อเก็บไว้ในความทรงจำ

ไม่อยากให้เขามาแสดงตัวเพื่อรับผิดชอบฉันแบบนี้ เพราะกลัวว่าสักวันฉันจะใจอ่อน ยอมตกลงเขาในที่สุด

แล้วครอบครัวฉันล่ะ พวกเขาจะผิดหวังในตัวฉันขนาดไหน พวกท่านรักและเชื่อใจฉันมาโดยตลอด ซึ่งเรื่องนี้ฉันไม่อยากให้ใครต้องมาหมดความไว้ใจและผิดหวังในตัวฉัน

อย่างนั้นแล้วฉันจึงต้องเข้มแข็งและสู้ต่อไปเพื่อครอบครัวฉันให้ได้...

ต่อไปนี้พี่ฟีลเวลจะไม่มีอิทธิพลหรือทำตัวเหนือฉันอีกต่อไปได้แล้ว!!

ฉันต้องเข้มแข็งกว่านี้


Talk :  ฝากถึงนักอ่านที่น่ารักทุกคน เนื่องจากมีคนย้อนมาอ่านผลงานของไรเตอร์ 2 เรื่องที่แต่งไว้ตั้งแต่ปี 55 

และมีคนกดติดตามเป็นแฟนคลับเรื่องนี้เยอะจนไรเตอร์ไม่คิดว่าจะมีคนชอบมากขนาดนี้ เลยอยากขอบคุณทุกคนด้วยการนำเรื่องนี้มารีไรท์ใหม่ค่ะ แก้ไขคำผิดและเพิ่มความเข้าใจในการอ่าน เปลี่ยนภาษาให้เข้าใจง่าย นักอ่านจะได้ไม่งงในภาษา จะค่อยๆ อัพไปทีละนิดควบคู่กับเรื่องอื่นๆ  *แต่ไม่ได้ลบตอนที่ลงไปแล้วนะคะใครอยากอ่านแบบงงๆ ภาษาไม่สวยก็ไปอ่านล่วงหน้าก่อนได้ แต่ไรเตอร์จะเริ่มขัดเกลาใหม่นับแต่นี้ วันละ 1 - 2 ตอน กันเว็บเสปม หากกดพับลิคบ่อยเกินไป* 

หากแต่ใครอยากอ่านแบบเข้าใจโดยง่ายก็รอหลังจากรีไรท์จนจบก็ได้ค่ะ 

เนื้อเรื่องเหมือนเดิมนะคะ ไม่ได้เปลี่ยนเเปลงแต่อาจจะมีเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจได้โดยง่าย

ฝากนิยายเรื่องนี้และอีกหลายๆ เรื่องที่ลงไว้ด้วย ช่วงนี้ไรเตอร์ขยัน 

ฝากเม้น + ติดตาม + โหวต ให้กำลังใจไรเตอร์ด้วยนะคะ 

ขอบคุณมากค่ะ จุ้บๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #19 moko_cheese (@moko-cheese) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 เมษายน 2555 / 07:22
     ฟีลเวลทำตัวน่ารักกกกกกกกกก -3-
    #19
    0