Cursed moon | อสุราจันทรา ; Omegaverse (gakook)

ตอนที่ 10 : Chapter: 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 210
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    21 ม.ค. 62



Chapter: 10







             

สำรับมื้อเย็นที่เหลือแต่เพียงจานและถ้วยเปล่าๆ แล้วถูกยกออกไปนอกห้องโดยบ่าวรับใช้อย่างเคยเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา เมื่อประตูไม้ปิดลงก็เหลือแต่จองกุกเพียงคนเดียวในห้องกว้างเท่านั้น กองหนังสือเป็นตั้งๆ ที่ยุนกิอุตส่าขนมาให้ก่อนที่ตัวเองจะหายไปทั้งวันไม่มาเล่นด้วยอย่างเคยก็อ่านจนจบหมดแล้ว แถมวันนี้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหน ถึงแม้ว่าแผลที่ข้อเท้าจะใกล้หายมากแล้วก็ตาม


จะว่าดีที่ไม่ต้องเห็นหน้าชายเจ้าของเรือนผิวขาวจนเกือบซีดคนนั้นมันก็ดีอยู่หรอก อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยข่มอาการแปลกๆ ที่ช่วงหลังมักจะแผลงฤทธิ์ออกมาเสมอเวลาอยู่ใกล้หรือได้กลิ่นไม้หอมจากตัวอีกฝ่าย แต่พอหายไปทั้งวันแบบนี้ก็ดันรู้สึกโหยหาจนเหมือนขาดอะไรไป เพราะเขาเป็นคนเดียวที่มักจะมาอยู่ด้วยเสมอแม้ต้วเองจะไม่ค่อยว่าง หนำซ้ำในหัวยังคอยแต่จะไปคิดถึงไออุ่นของเขาที่ยังตกค้างไว้บนฟูกนอนอีก


จองกุกไม่ประสีประสาเกินกว่าจะตัดสินว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร จริงอยู่ที่คนอายุเท่าเขาบางคนอาจจะแต่งงานกันจนมีลูกไปแล้ว แต่จองกุกไม่ใช่แบบนั้น ยังไม่เคยมีแม้กระทั่งความรัก เช่นนี้เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองควรจะปฏิบัติตัวแบบไหนเวลาที่ยุนกิหยอกเอินเหมือนอย่างที่เขาเคยอ่านเจอในบทเกี้ยวพาราสีของชายหนุ่มและหญิงสาว


เจ้ามะลิไม่รู้จะไปขอคำปรึกษาจากใครว่านี่มันถูกต้องหรือเปล่า กับการที่รู้สึกสึกผีเสื้อนับหมื่นนับพันตัวที่กระพือปีกอยู่ในท้องยามใกล้ชิดกับชายคนนั้นแม้ตัวเองจะไม่ใช่หญิงสาว แล้วไหนจะคำพูดของเขาอีก


ถ้ารักกัน ...ก็หมายความว่าเจ้าอาจจะเปลี่ยนใจใช่หรือไม่


ยุนกิมีคำถาม จองกุกเองก็มีคำถามเช่นกัน เหมาะสมหรือไม่ บุรุษเพศทั้งสองคนที่แต่งงานอยู่กินด้วยกันงั้นหรือ? ประหลาดเสียจริง จองกุกไม่เคยได้ยินมาก่อน คู่ควรหรือไม่ แค่ลูกคนยากจนกับลูกตระกูลวาณิชย์ผู้มั่งมี ...เพียงเท่านี้ก็มองไม่เห็นความเป็นไปได้ข้อไหนแล้ว


เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทิ้งตัวนอนลงบนฟูกผืนอุ่น จองกุกเบิกตาจ้องเพดานได้ครู่หนึ่งก็พลิกตัวหันไปทางกระจกบานใหญ่ที่อยู่ใกล้ประตู ตาทอดมองเงาตัวเองที่อยู่ในชุดแพรไหมเนื้อดีที่ยุนกิมอบให้แทนชุดเก่าและปักปิ่นราคาแพงอย่างปลงตกว่านี่เป็นภาพลวงตาที่เขามอบให้ อีกใจก็ภาวนาให้ตัวเองได้รีบออกไปจากที่นี่...ก่อนที่จะถลำลึกลงไปมากกว่านี้


เปลือกตาปิดลงอย่างเหนื่อยอ่อนเพราะความคิดวุ่นวายในหัวได้เพียงชั่วครู่ก็ต้องเบิกขึ้นมาอย่างตื่นตระหนกอีกรอบเมื่อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ เจ้ามะลิเด้งตัวพรวดขึ้นมาจากฟูกแล้วถลันไปเกาะกระจกเอาไว้ กวาดมองเงาสะท้อนอย่างไม่เชื่อกับผิวพรรณของตัวเองที่ดูนวลขึ้นผิดหูผิดตาจนขึ้นซับสีเลือด ริมฝีปากอิ่มเหมือนกับผลไม้เคลือบน้ำตาล ยังไม่รวมถึงดวงตาที่ดู...ยั่วยวนขึ้นแบบแปลกๆ


...มินยุนกิคงไม่ได้หลอกล่อด้วยอาหารดีๆ ขุนเขาให้ตัวอ้วนแล้วก็จับเขมือบลงท้องหรอกนะ




-




พู่กันถูกวางลงเมื่อชายหนุ่มเขียนตัวอักษรตัวสุดท้ายลงบนกระดาษแผ่นใหญ่จบ เขากวาดตามองคร่าวๆ ถึงเนื้อหาที่บอกเล่าเรื่องราวทั่วๆ ไป รวมถึงความเป็นไปของกิจการในแถบนี้ที่ตัวเองถูกไหว้วานให้ดูเพื่อไม่ให้การแยกตัวออกมาอย่างสันโดษนั้นเปล่าประโยชน์ ยุนกิยกยิ้มเมื่อเห็นว่าในจดหมายนั้นไม่มีอะไรที่ต้องแก้ไข จัดการพับกระดาษให้ปลายมุมเสมอกันแล้วใส่ลงในซองจดหมายก่อนจะประทับชื่อของตัวเองลงไป


นี่เป็นการส่งจดหมายถึงครอบบครัวที่เขารู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เพราะส่วนหนึ่งในจดหมายนั้นเขาได้เขียนเล่าถึงคู่ครองของตัวเองที่เจออย่างบังเอิญที่นี่


ได้แต่หวังว่าครอบครัวของเขาจะยินดี


ยุนกิลุกขึ้นจากโต๊ะหลังจากสะสางสิ่งที่ตัวเองต้องทำเสร็จเรียบร้อย กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าเวลาล่วงเลยไปถึงไหนก็เป็นตอนที่บ่าวรับใช้ยกสำรับเข้ามาให้ถึงหน้าห้องถึงได้หันไปมองพระอาทิตย์ข้างนอกแล้วก็เห็นว่าลับขอบฟ้าไปได้พักหนึ่งแล้ว ป่านนี้เจ้ามะลิดอกน้อยของเขาคงเฉาแย่ เพราะต้องอยู่ในห้องทั้งวันคนเดียวกับกองหนังสือที่เขายกไปให้


พอคิดได้แบบนั้นแล้วทั้งสองขาก็พาเขาออกมายืนอยู่หน้าห้องตรงทางเดินที่ทอดยาวโดยที่ยังไม่รู้ตัว กลิ่นดอกมะลิที่ผสมเจือจางอยู่ในอากาศชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อยุนกิค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปใกล้ แต่เขาหยุดตัวเองอยู่เพียงแค่นั้นแล้วหันหลังผิง ดวงตาก็เหลือบมองเงาจากแสงไฟในห้องที่สะท้อนออกมาอย่างเลือนลางไม่ชัดเจนนัก


เดาไม่ได้ว่าคนในห้องกำลังทำอะไรอยู่ แต่ก็เลือกที่จะยืนใช้เวลาอยู่ตรงนี้และไม่เอาไปรบกวน ทว่าความตั้งใจของเขาก็เป็นอันต้องล้มเหลวลงเมื่อได้ยินเสียงไม้ลั่นเบาๆ จากการเปิดประตู พอหันกลับไปมองก็สบเข้ากับดวงหน้าหวานของเจ้ามะลิที่ชะโงกมองอยู่ที่เขตกรอบประตู เด็กคนนั้นเบิกตากว้างแล้วชะงักตัวแข็งทื่ออยู่เหมือนทุกครั้งที่ชอบทำเวลาตกใจ


“จะแอบออกไปไหนล่ะ”


“ไม่ได้แอบซักหน่อย” จองกุกยู่ปาก ทรุดตัวนั่งลงและยังคงยื่นหน้าออกมาพ้นกรอบประตูอยู่แค่นั้น “ข้าแค่ได้กลิ่นไม้หอมก็เลยลองออกมาดู”


“แล้ว...?” ยุนกิลากเสียงยาว ตาก็ลอบมองเจ้ามะลิที่ก้มหน้าลงงุดๆ เหมือนหนีความผิดทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้ทำผิดอะไร


“แล้วก็เจอท่าน” ริมฝีปากรูปกระจับงึมงำอยู่กับตัวเองซักพักก่อนจะพูดออกมาเสียงเบา “หายไปไหนมา ข้านึกว่าท่านจะมาหา...เหมือนทุกวัน”


“ข้าจดการธุระอยู่ แล้วก็เขียนจดหมาย” ยุนกิเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยพลางค่อยๆ นั่งลงในระดับเดียวกับจองกุกเพื่อที่ไม่ให้เด็กคนนั้นต้องเงยหน้ามองให้เมื่อยคอ


“เขียนจดหมายงั้นรึ!” เด็กน้อยพูดอย่างตื่นเต้น ตาลุกวาว “ข้าก็อยากเขียนไปหาท่านแม่บ้าง แต่ยังเขียนไม่คล่องเท่าไร ลายมือก็น่าเกลียดเหมือนเอาปลายพู่กันวาดกระดาษเล่น เกรงว่าท่านแม่ข้าจะอ่านไม่ออก”


“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็พูด แล้วข้าเขียนให้”


“ได้อย่างไรกันเล่า! เนื้อความในจดหมายควรจะเป็นความลับสิ ข้าควรรู้กับท่านแม่แค่สองคนเท่านั้น”


ยุนกิหัวเราะเมื่อได้ยินจองกุกพูดแบบนั้นด้วยท่าทีจริงจัง แสงไฟจากตะเกียงที่สว่างลอดออกมาจากห้องยังมากพอที่จะให้เขาได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย จองกุกนั่งชันเข่าแล้วเอาคางเคยเอาไว้ ตาก็คอยมองสลับกับเขาบ้าง กำแพงโล่งๆ อีกฝากบ้างยามขยับปากเจื้อยแจ้วน่ารัก


“เอาเป็นว่าข้าสอนให้ แล้วเจ้าก็ไปเขียนเอง” ยุนกิขยับยิ้ม “ดีหรือไม่?


“ข...ข้าโง่น่ะ” จองกุกหลบตาแล้วตอบตะกุกตะกักไม่เต็มเสียงด้วยท่าทางที่แปลกไปกว่าเดิมเล็กน้อย “กว่าข้าจะเริ่มเขียนคล่อง ถึงตอนนั้นก็คงหายแล้วพอดี”


“ก็ยังดีกว่าอยู่เปล่าๆ อีกอย่างข้าก็ไม่ได้ยุ่งอะไร สอนเจ้าซักคนคงไม่เหลือบ่ากว่าแรง”


“ไม่เป็นไรหรอก แค่บางครั้งข้าก็อยากติดต่อนางบ้างน่ะ ข้าไม่เคยหายจากไปนานขนาดนั้น”


“พูดถึงเรื่องนั้น” เสียงของยุนกิเรียกให้คนที่กำลังซบหน้าลงบนเข่าเบนสายตากลับมามองอีกครั้ง วันนี้น่าแปลกที่จองกุกดูหลบตาเขาบ่อยมากกว่าปกติ “เมื่อเช้าเพื่อนของเจ้าทั้งสองคนมาหา...”


“ดงซูกับยองซ็อก” จองกุกพูดขึ้นมาหลังจากที่ได้ยินยุนกิยังเรียกทั้งสองคนนั้นเหมือนไม่รู้ชื่อ เจ้าของเรือนพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มเป็นเชิงสัญญาว่าจะจำชื่อของทั้งสองคนนั้นไว้


“ใช่ ดงซูกับยองซ็อกมาหา บอกว่าเจอคนท่าทางแปลกๆ อยู่ที่แถวบ้านของเจ้า”


“ใคร คนไม่ดีงั้นรึ แม่ของข้าเป็นอะไรหรือเปล่า” เด็กหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน จากนั่งชันเข่าก็กลายเป็นนั่งคุกเข่าแล้วทำท่าเหมือนจะขยับเข้ามาหา ในวแววตานั้นฉายชัดถึงความเป็นกังวลอย่างชัดเจน


“ไม่ใช่คนไม่ดีอะไรหรอก ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”


“ข้าอยากกลับบ้าน”


“ยังกลับไม่ได้”


“ทำไม” จองกุกสวนกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและห้วนทันที ดวงตากลมวาวจองเขม็งมาทางยุนกิอย่างเอาเรื่องที่กล้าขัดใจ แต่ยุนกิเองไม่ถือโทษกับกริยานั้นเพราะเข้าใจถึงความรู้สึก


“แม่ของเจ้าสั่งเอาไว้ว่าไม่ให้กลับไป อย่างน้อยก็จนกว่าชายคนนั้นจะกลับไป” ยุนกิตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นให้คนฟังรู้สึกเชื่อใจ อันที่จริงเขาเองก็อยากรู้พอๆ กับจองกุกว่าชายคนนั้นใช่คนที่ตัวเองคาดเดาเอาไว้หรือไม่


และเขาก็คิดว่าอีกไม่นานเกินรอคงได้รู้


“ทำไมล่ะ” ถึงจะเป็นคำเดียวกันแต่ความรู้สึกยามได้ฟังนั้นแตกต่างกันลิบลับ คราวนี้จองกุกพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงและแผ่วคล้ายกำลังตัดพ้อ ดวงตากลมก็หลุบลงไปมองพื้นแทนที่จะจ้องมาทางเขาเหมือนอย่างเมื่อครู่ เด็กหนุ่มเอนตัวไปพิงกับกรอบประตู เงาจากตะเกียงสะท้อนวูบไหวเหมือนกับเส้นอารมณ์ของจองกุกที่ไม่คงที่ ท่าทางนั้นน่าสงสารเสียจนยุนกิต้องรีบปลอบให้หายขวัญเสีย


“ไม่ต้องกังวลไปหรอก จะไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น” เขาให้สัญญาด้วยเสียงหนักแน่นเพียงพอที่จะทำให้สัญญาไร้ลายลักษณ์อักษรนั้นน่าเชื่อถือมากที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำให้จองกุกเชื่อใจได้ นี่ไม่ใช่การพูดเพื่อซื้อใจ แต่ยุนกิตั้งใจจะทำแบบนั้นให้จองกุกรู้สึกจริงๆ


“...”


“ข้าสัญญา”


“อืม” จองกุกครางรับในลำคอเมื่อเวลาผ่านไปได้พักหนึ่ง สบตาได้กับยุนกิเพียงชั่วครู่ก็เบนหลบไปพร้อมกับใบหน้าที่ขึ้นซับสีเลือดเล็กๆ เจ้ามะลิกระแอมแก้เก้อเมื่อเห็นว่าสายตาคมกริบยังคงจับจ้องตัวเองอยู่อย่างนั้นพลางค่อยๆ ถอยหลังเพื่อกลับเข้าห้องไปนอนตามเดิม แต่ก็ไม่วายแกล้งพูดลอยๆ ไม่เต็มเสียงให้คนที่ยังนั่งอยู่อีกฝั่งได้ยินแทนที่จะพูดกับเขาต่อหน้าตรงๆ เหมือนอย่างเคย “ข...ขอบใจท่านมาก”


 “เดี๋ยวก่อน”


มือที่กำลังเอื้อมไปดึงประตูให้ปิดเข้ามาตามตัวชะงักค้างกลางอากาศเมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำของยุนกิเรียกเอาไว้ จองกุกขบริมฝีปากล่างของตัวเองอย่างประหม่า ตระหนักได้อย่างถ่องแท้ว่าแววตาและใบหน้านิ่งเฉยของอีกคนจะมีอิทธิพลครอบงำจิตใจเพิ่มมากขึ้นทุกที


“อ...อะไร”


“จะไปแล้วรึ” ยุนกิถามพลางขยับเข้ามาใกล้จนเหลือระยะเพียงแค่ไม่กี่คืบ “ไม่อยากให้ข้าอยู่ชดเชยเมื่อตอนกลางวันที่หายไปหรือไง?


กลิ่นไม้หอมโจมตีรุนแรงขึ้นทุกที มันผสมฟุ้งไปในอากาศจนจองกุกรู้สึกมวนท้องไปหมดและกลิ่นนั้นก็ทำให้จองกุกรู้สึกว่าเรี่ยวแรงของตัวเองกำลังลดลงทีละนิดๆ ถ้าหากปล่อยให้เป็นแบบนี้อีกสักพักคงไม่อาจจะต่อกรกับเขาได้


“ข้าไม่ได้อยากอยู่กับท่านขนาดนั้นซักหน่อย” จองกุกสร้างป้อมปราการขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว แต่มันก็ยังไม่แน่นหนาพอที่จะต้านกำลังของหมาป่าหนุ่มเจ้าของดวงตาเจ้าเล่ห์คนนี้ได้


“แต่ข้าอยาก” ยุนกิตอบอย่างตรงไปตรงมาพร้อมกับยกรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก และคำตอบนั้นก็ทำให้คนฟังหน้าแดงซ่าน แต่ก็ยังทำดื้อดึงด้วยการซ่อนมันอย่างรวดเร็วพร้อมเชิ่ดหน้าขึ้นและกดเสียงต่ำลง


“เช่นนั้นก็อยู่ แต่ข้าจะกลับเข้าห้อง...”


“ชู่ว...”


มือใหญ่เลื่อนขึ้นมาปิดปากจองกุกไม่ให้พูดทันทีที่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวแปลกๆ จากภายนอกบ้าน ด้วยระยะใกล้เพียงแค่นี้จองกุกจึงสัมผัสได้ถึงความเครียดขึงที่แผ่ออกมาจากตัวของยุนกิ สายตาของเขาแข็งกร้าวขึ้นเป็นเท่าตัว และนั่นก็ทำให้เจ้ามะลิห่อตัวเข้าหากันโดยสัญชาตญาณเมื่อสัมผัสได้ว่าจ่าฝูงของตัวเองอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ ตอนนั้นเองที่จองกุกเห็นประกายสีเหลืองอำพันปรากฏขึ้นบนลูกตาของยุนกิ มันวาวเหมือนกับตอนที่เขาอยู่ในร่างของหมาป่าตัวโตตอนนั้นไม่มีผิด


“อะไร...อยู่ข้างนอกนั่น” จองกุกลดเสียงตัวเองลงกลายเป็นเพียงเสียงกระซิบ ยุนกิไม่ตอบคำถามนั้นแต่กลับค่อยๆ ย่องเข้าห้องแล้วไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่าง กลิ่นไม้หอมลอยเข้ามาปะทะจมูกอีกครั้ง แต่คราวนี้มันกลับเข้มจนฉุนเหมือนกับต้องการจะแสดงอาณาเขตมากกว่าจะเป็นการล่อลวง


“อยู่ที่นี่”


ยุนกิสั่งเสียงห้วนในขณะที่มือเอื้อมไปดึงสายผ้าคาดเอวให้คลายออกจากกันก่อนจะถอดเสื้อตัวนอกออก จองกุกเบนสายตาหนีเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะถอดเสื้อชั้นต่อไปจนแทบไม่มีอะไรติดกาย ชั่ววินาทีนั้นหัวใจเต้นเร็วรัวด้วยหลายความรู้สึกที่กำลังปะปนกัน ทั้งสงสัย ตื่นเต้น และหวาดกลัว


แรงไหวน้อยๆ เกิดขึ้นพร้อมกับเสียงของแจกันที่เคยอยู่บนโต๊ะไม้เตี้ยร่วงลงมากระแทกพื้นจนแตกละเอียด จองกุกตัดสินใจหันหน้ากลับไปมองในห้องของตัวเองอีกครั้งเพราะตกใจ ก่อนจะอ้าปากค้างเมื่อเห็นร่างของยุนกิที่เคยเป็นคนกลับกลายไปเป็นหมาป่าตัวโตขนสีขาวหม่นเหมือนอย่างที่ตัวเองเคยเจอเป็นครั้งแรก และแววตาของหมาป่าตัวโตก็ดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย


ยุนกิในร่างของหมาป่าคำรามในลำคอในขณะที่ดวงตาสีอำพันกำลังจ้องออกไปข้างนอก ทุกอย่างในตอนนี้ถูกกดเอาไว้และใช้สัญชาตญาณดิบเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก รู้เพียงแต่ว่าเขาต้องไล่ผู้บุกรุกออกไปจากพื้นที่ของตัวเองให้ได้ เขาหมอบลง ก่อนจะกระโจนออกไปโดยทิ้งรอยเล็บรอยใหญ่อยู่บนขอบหน้าต่างไม้ พ้นเขตบ้านไปแล้วเสียงหอนก็ดังขึ้นเกรียวกราวคล้ายกับต้องการจะข่มขวัญ


จองกุกกลับเข้าห้องหลังจากเห็นว่ายุนกิกระโจนออกไปแล้ว อันที่จริงจองกุกก็กลัว แต่ความอยากรู้ที่มีนั้นมากกว่าถึงได้ตัดสินใจค่อยๆ ขยับตัวอย่างกล้าๆ กลัวๆ ผ่านชุดของยุนกิที่ถูกถอดออกอย่างรีบร้อนไปที่หน้าต่างแล้วกวาดตามองไปทั่ว ท่ามกลางความมืดนั้น จองกุกเห็นขนขาวหม่นของหมาป่าตัวใหญ่ตัดกับสีดำของราตรีกาลอยู่ไม่ไกล


...ทว่าที่ตรงนั้นไม่ได้มีหมาป่าขนสีขาวหม่นอยู่เพียงแค่ตัวเดียว


เพราะยังมีหมาป่าขนสีเทาเข้มอีกตัวที่ยืนอยู่ ...คล้ายกับกำลังรอการมาถึงของคนที่ท้าทายตัวเอง






#อสุราจันทรา


Talk: มันจะมีอุปสรรคก็เป็นเรื่องธรรมดา555555555 พระเอกของเราก็ไม่พ้นเด้อ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

112 ความคิดเห็น

  1. #109 ก๊อตจิลั่ม (@kittapornnn) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 14:42
    ซอกจินชัวเลย
    #109
    0
  2. #90 shierichi (@shierichi) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 08:37
    ซอกจิน....สินะอีกตัวนึง
    #90
    0
  3. #62 ปงจี้ (@mayupong-111) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:44
    หมาป่าอีกตัวคือใครกันนนนน
    #62
    0
  4. #35 idontwannago (@Mookxmixx) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 22:50
    คิดว่ามันต้องเป็นเหมือนที่ยุนกิฝันแน่ๆเลยอะ;-;
    #35
    0
  5. #34 aqua11 (@aqua11) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 01:57
    แง เขาจะไม่แง่งใส่กันเลยเหมือนในฝันใช่มั้ยคะ หรือจะเหมือน แต่ก็อาจจะเป็นโอกาสให้จองกุกได้ดูแลคุณยุนกิ แล้วความสัมพันธ์จะได้พัฒนาด้วย
    ปล. พอเป็นบรรยายล้วนแบบนี้แล้วแอบอยากได้เล่มเก็บไว้เลยค่ะ คุณไรท์สนใจหรือมีแพลนมั้ยคะ ;-;
    #34
    0
  6. #24 bunbun123 (@bunbun123) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 01:25
    คือเพิ่งมาอ่านนภาษาสวยมากกชอบมากคะไรท์!!
    #24
    0
  7. #23 EntOo (@EntOo) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 01:23
    ตื่นเต้นอะะะ ไรท์มาต่ออเถอะน้าา
    #23
    0
  8. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(