(BTS) KOOKV : F E S T I V A L ♡

ตอนที่ 1 : FAKE MUMMY ; tanapx

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,404
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 94 ครั้ง
    19 พ.ย. 58













SF - FAKE MUMMY


author : tanapx

rate : PG-13

jungkook x taehyung

talk : อันยงค่ะนี่เรา tanapx จาก Unlucky Boy เอง!! เนื่องจากครั้งนี้จับฉลากแล้วผมได้ 'มัมมี่' งานก็งอกขึ้นมาเลย555 อ่านแล้วรู้สึกยังไงก็สามารถไปสกรีมใน #ไรท์กุกวีสะท้านฟ้า ได้นะคะรวมถึงเรื่องอื่นๆก็ด้วย หวังว่าทุกคนจะชอบนะ

















คุณเคยได้ยินเรื่องของมัมมี่กันบ้างรึเปล่า?



เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ที่จะนำร่างของคนที่ตายไปแล้วมาควักเอาเครื่องในทั้งหมดในตัวออก แต่จะเหลืออวัยวะเอาไว้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือ ‘หัวใจ’ แล้วพันทั่วร่างกายเอาไว้ด้วยผ้าลินินสีขาวที่อาบน้ำยาเอาไว้เพื่อให้สภาพของศพไม่เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลาอย่างที่ควรจะเป็น และสาเหตุที่คงเหลือหัวใจไว้ในร่างกายที่ไร้ซึ่งชีวิตนั่นเป็นเพราะความเชื่อที่ว่าหัวใจนั้นเป็นศูนย์รวมของจิตวิญญาน สักวันหนึ่งดวงวิญญาณนั้นจะกลับมาสู่ร่างกายของตนและมีชีวิตได้อีกครั้ง



ตำนานเกี่ยวกับมัมมี่เป็นเรื่องที่เล่าขานกันมาปากต่อปากจนมาถึงยุคสมัยนี้แต่กลับถูกนำมาเพิ่มเติมแต่งเรื่องราวเพื่อเอาไว้หลอกพวกเด็กๆเกี่ยวกับการฟื้นคืนชีพของมัมมี่ที่ไม่มีวันเป็นไปได้จนกลายเป็นตุเป็นตะมากกว่าการนำมาศึกษาให้ถูกต้อง น่าเสียดายที่ตอนนี้มัมมี่กลายมาเป็นเรื่องสยองขวัญหลอกเด็กมากกว่าอารยธรรมที่ชาวเปอร์เซียหลงเหลือเอาไว้เสียอีก



ไม่ชอบใจเอาซะเลย..









F A K E  M U M M Y









ร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังเดินอยู่ริมถนนสายหนึ่งด้วยท่าทางเนือยๆ ในเสื้อสเวตเตอร์สีขาวตัวโคร่งใส่คู่กับกางเกงยีนส์ขาทรงกระบอกสีซีด ในมือถือเพียงสมุดเล่มเล็กๆกับไอโฟนที่กำลังทำหน้าที่ส่งเสียงเพลงผ่านไปยังหูฟังที่ถูกใส่เอาไว้แล้ว



แทฮยองหันไปมองร้านขนมปังเล็กๆที่เขากำลังจะเดินผ่านเหมือนที่ทำเป็นประจำทุกๆวัน วันนี้หน้าร้านก็ยังคงมีดอกไม้สีสันสดใสกับกลิ่นหอมกรุ่นๆของขนมปังที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆโชยออกมาให้ได้กลิ่นจากข้างในร้าน



ร้านขนมปังร้านเล็กๆแห่งนี้คงถูกตกแต่งเอาไว้โดยสถาปนิกฝีมือดีเพราะมันดึงดูดสายตาของเขาได้ทุกครั้งที่เดินผ่าน มันตั้งอยู่ระหว่างบ้านของแทฮยองกับป้ายรถเมล์ที่เขาต้องเดินไปขึ้นทุกวันเพราะแบบนั้นการเดินผ่านร้านขนมปังร้านนี้จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตั้งแต่มัธยมต้นจนมาถึงตอนนี้ที่เขาเรียนอยู่ปีสองที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งแล้ว



ร้านนี้จะเปิดตั้งแต่เช้าตรู่และจะปิดลงตอนหัวค่ำเป็นแบบนี้ในทุกๆวัน ลูกค้าที่เข้าไปอุดหนุนก็จะเป็นคนที่อาศัยอยู่ระแวกนี้และก็เป็นที่รู้กันว่าขนมปังของร้านนี้น่ะอร่อยที่สุด



ทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าไหร่นักมีเพียงแค่สีของผนังร้านที่ซีดลงไปตามกาลเวลา ดอกไม้ที่จะถูกเปลี่ยนไปทุกครั้งตามฤดูกาลแล้วก็เจ้าเด็กคนนั้นก็ด้วย ที่ดูเหมือนจะตัวโตขึ้นมาก



ดูเหมือนว่าเจ้าของร้านขนมปังแห่งนี้จะมีลูกชายอยู่คนหนึ่ง เป็นเด็กที่มีลักษณะแปลกๆมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะร่างกายของเขาถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าสีขาวสะอาดทั่วทั้งตัวเสมอ ทั่วทุกที่ที่จะสามารถมองเห็นผิวหนังได้ เหลือไว้ให้เห็นเพียงส่วนของดวงตาเท่านั้น แทฮยองสังเกตุเห็นครั้งแรกตอนที่เขาเริ่มเดินทางไปโรงเรียนด้วยตัวเองตอนมัธยมต้น ดูเหมือนเด็กคนนั้นจะห่างจากเขาแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น ทุกๆเช้าเด็กคนนั้นจะมาช่วยคุณแม่ของตนเรียงขนมปังใส่ถาดแล้วนำไปวางบนชั้น ด้วยร่างกายที่ยังคงพันผ้าขาวเอาไว้ เขาเองก็ไม่เคยได้เห็นใบหน้าภายใต้ผ้าขาวนั้นเลยสักครั้งเหมือนกันได้แต่คิดจินตนาการเอาไว้เล่นๆในใจ จนล่วงเลยผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็เกือบจะแปดปีได้แล้ว จากเด็กตัวเล็กในตอนนั้นก็โตขึ้นตามช่วงอายุ ร่างกายที่สูงขึ้นจนผิดหูผิดตาแต่สิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมเสมอมาคือลักษณะแปลกๆของเขาที่ยังคงพันผ้าเอาไว้รอบทั้งตัวจนใครๆในระแวกนี้ก็ต่างพากันเรียกเด็กคนนั้นว่า มัมมี่..



แทฮยองไม่เคยแวะร้านขนมปังนี้เลยสักครั้ง ถึงแม้จะเดินผ่านทุกวันจนบางครั้งก็มีโอกาสได้เดินสวนกัน แต่ทั้งสองคนก็ไม่เคยพูดคุยกันเลยแม้แต่ครั้งเดียวแม้แต่ชื่อก็ไม่รู้จัก เป็นเพราะแทฮยองไม่ค่อยชอบเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่.. เขาน่ะเป็นพวกเคร่งในประวัติศาสตร์ ทุกๆวันเลยทำแค่เดินผ่านไปเฉยๆเท่านั้น



จะให้นักศึกษาคณะโบราณคดีเอกโบราณคดีอย่างเขามาฟังเรื่องหลอกเด็กที่คนสมัยนี้นำมาเติมแต่งเกี่ยวกับเรื่องของมัมมี่ที่จริงๆแล้วมีความลึกซึ้งมากกว่าแค่ผีที่มีผ้าพันเอาไว้ทั้งตัวตามที่ใครๆเข้าใจ ให้ทำใจฟังกี่ทีก็อดที่จะหงุดหงิดไม่ได้สักครั้ง



ไอ้เด็กนี่ก็คงเหมือนกันนั้นแหละ.. หยุดทำให้ประวัติศาสตร์เสื่อมเสียสักทีกลับไปใช้ชีวิตแบบปกติชนเถอะ



หลายต่อหลายครั้งที่เขาแอบสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทุกวันนี้เด็กนั่นจะใช้ชีวิตในสังคมยังไงทั้งๆที่ยังมีผ้าพันอยู่รอบตัวแบบนั้น เพื่อนๆจะกลัวบ้างไหมทางโรงเรียนไม่เคยห้ามเลยรึไง แต่เพียงไม่นานก็ต้องสะบัดหัวไล่ความคิดน่าหงุดหงิดออกไป นั่นมันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขาอีกนั่นแหละ สิ่งที่ควรจะทำตอนนี้ไม่ใช่มายืนสนใจเจ้าเด็กมัมมี่แต่เป็นการไปเรียนให้ทันเวลาต่างหาก









F A K E  M U M M Y









“วรรณกรรมยกเซคงั้นหรอ เมื่อไหร่?”



เป็นอีกเรื่องที่ทำให้แทฮยองรู้สึกหงุดหงิดใจไม่แพ้เรื่องอื่นๆคือการยกเซคเรียนกระทันหันแบบนี้ เขาหันไปถามเพื่อนสนิทตัวเล็กของตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ได้ยินมาก่อนหน้านี้ไม่ได้แค่หูฝาดไปเอง



“เดี๋ยวนี้แหละ..แล้วมึงจะอารมณ์เสียทำไมดีซะอีกจะได้กลับหอไปนอน” ปาร์คจีมินพูดตอบพร้อมกับยิ้มร่า ต่างกับเขาที่ตอนนี้ที่ไม่มีอารมณ์ร่วมไปด้วยเลย


การนั่งรถเมล์กว่าค่อนชั่วโมงเพื่อมาเรียนแค่สองวิชากับเวลาพักยาวสามชั่วโมง อย่างน้อยวันนี้เขาควรจะได้คะแนนจากการทำควิชบ้าง แต่กลับโดนยกเซคไปซะอย่างงั้น จะด้วยเหตุผลอะไรของอาจารย์ก็แล้วแต่อย่างน้อยก็ควรจะบอกล่วงหน้าสักวันสองวันสิ



“เห้อ..กลับละ” แทฮยองถอนหายใจออกมาหน่ายๆก่อนจะหันไปบอกลาเพื่อนของตัวเองหลังจากเดินมาส่งมันถึงหอพักที่อยู่ข้างๆมหาลัยไม่ไกลนัก



“หยุดทำหน้าซังกะตายสักทีน่า..”



“มึงพูดได้นี่หออยู่แค่นี้”



“ฮ่าๆ กลับบ้านดีๆแล้วก็แวะหาอะไรกินซะด้วยล่ะ” จีมินพูดทิ้งท้ายเอาไว้แล้วเดินหายไปพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าจิ้มลิ้มนั่น



จะว่าไปวันนี้เขาเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยนั่นแหละจีมินถึงได้แนะนำเขาแบบนั้น เพราะปกติจะรอเลิกเรียนคาบสุดท้ายแล้วกินรวดเดียวเลยทั้งข้าวเที่ยงและข้าวเย็น แต่เพราะวันนี้วิชาวรรณกรรมถูกยกเลิกแทฮยองจึงต้องเปลี่ยนแผน เขาคงต้องกลับไปหาอะไรกินแถวๆบ้านแทนล่ะมั้ง



สองขาก้าวลงจากรถเมล์แล้วเดินกลับมาตามทางเดินประจำ เขาเดินผ่านร้านอาหารมากมายแต่กลับไม่เลือกแวะที่ร้านไหนสักร้านเลย ก่อนที่ขาทั้งสองข้างจะพาเขามาหยุดอยู่ที่หน้าร้านขนมปังที่เขาเดินผ่านมาตลอดเกือบแปดปี



บรรยากาศร้านในช่วงสี่โมงไม่มีลูกค้าอยู่เลยสักคนเดียว ในเวลานี้เขาแค่อยากจะหาอะไรง่ายๆกินเท่านั้น ดวงตาของแทฮยองค่อยๆหรี่ลงเพ่งมองผ่านกระจกเข้าไปภายในร้านเพื่อเช็คดูว่ามีคนที่เขากำลังมองหาอยู่รึเปล่า ‘ไอ้เด็กมัมมี่’ ไม่ได้อยู่ในร้านอย่างที่คาด คงจะยังไม่กลับมาจากโรงเรียนนั่นแหละ งั้นนี่ก็เป็นโอกาสดีที่เขาจะลองเข้าไปอุดหนุนเพื่อนบ้านที่คุ้นตามานานกว่าแปดปีสักที



กริ๊ง



เมื่อผลักบานประตูเข้าไปในร้าน เสียงกระดิ่งก็ดังขึ้นมาสั่นเตือนเจ้าของร้านที่เขายังไม่เห็นแม้แต่เงา ภายในร้านคลุ้งไปด้วยกลิ่นหอมหวานๆของขนมปังหลากหลายชนิดรวมกัน การตกแต่งเป็นสไตล์วินเทจ ถูกแบ่งโซนไว้อย่างเป็นระเบียบและเข้าใจง่าย



แทฮยองเดินดูขนมปังไม่กี่ชิ้นที่ยังเหลืออยู่ในตะกร้าก่อนจะตัดสินใจคีบมาแบบมั่วๆสองชิ้นใส่ถาดที่ตัวเองถืออยู่แล้วเดินไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์



ตั้งแต่เขาเข้ามาในร้านเขายังไม่เห็นใครสักคนเลยจริงๆ ไม่มีคนเฝ้าอยู่ที่เคาท์เตอร์ ลูกค้าคนอื่นๆก็ไม่มีแถมร้านนี้ยังไม่มีกล้องวงจรปิดอีกด้วย ถ้าเกิดเขาเดินออกไปเลยตอนนี้ก็คงไม่มีใครรู้



อา.. น่าผิดหวังชะมัด



นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้ามาในร้านขนมปังแห่งนี้และก็คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ ทำไมถึงไม่มีใครสักคนสนใจลูกค้าที่กำลังยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้เลยนะ



“มีคนอยู่มั้ยครับ?” ตัดสินใจตะโกนถาม เพราะถ้าเกิดเขายังต้องยืนรอต่ออีกสักสองหรือสามนาที มื้อเย็นของวันนี้คงต้องเปลี่ยนเป็นจาจังมยอนร้านข้างๆแทน



แต่หลังจากที่เขาตะโกนถามออกไป เสียงกุกกักๆก็ดังขึ้นมาให้ได้ยินเบาๆจากด้านหลังของร้าน



ร่างสูงโปร่งที่ค่อยๆเดินออกมาพร้อมกับผ้าขาวผืนยาวในมือที่กำลังถูกม้วนเข้ากับช่วงแขนยาวจนมิดมาถึงปลายนิ้ว เสื้อนักเรียนสีขาวถูกพับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอกโชว์ม้วนผ้าที่พันอยู่รอบๆแขน ผ้ากันเปื้อนสีเหลืองอ่อนถูกใส่ทับตามลงมาให้ความรู้สึกขัดตากับรูปร่างที่หนาและสูงโปร่งกว่าเด็กมัธยมคนอื่นๆ ก่อนที่เจ้าของร่างโปร่งนั้นจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาในที่สุด



“ขอโทษครับรอนานรึเปล่า?”


 

และนี่ก็เป็นประโยคแรกที่เด็กหนุ่มคนคนนี้พูดกับแทฮยองหลังจากที่รู้จักหน้าคร่าตากันมากว่าแปดปี แทฮยองถึงกับเผลอกลั้นหายใจไปช่วงหนึ่งตอนที่ต้องยืนประจัญหน้ากัน เพราะสิ่งที่เขาคิดเอาไว้คือการหลีกเลี่ยงเจ้าเด็กที่กำลังพยายามทำตัวเหมือนกับมัมมี่ให้ได้เป็นดีที่สุด แต่ครั้งนี้กลับแจ็คพอตแตก



ทำไมจู่ๆเขาต้องรู้สึกเกร็งขึ้นมา ทั้งๆที่ก็แค่จะมาแวะซื้ออะไรง่ายๆกินเป็นข้าวเย็นด้วย



“ไม่นาน” เขาพูดพร้อมหันหน้าหนีจากสายตาของคนร่างสูงโปร่งตรงหน้า ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งที่ตอนนี้เขารู้สึกว่าบริเวณหน้าผากกำลังมีเหงื่อผุดขึ้นมาเม็ดแล้วเม็ดเล่า เป็นโชคดีของเขาที่เลือกไว้ผมทรงนี้เพราะผมที่ปรกลงมามันปกปิดอาการพวกนั้นได้สนิท



หลังจากที่ส่งเงินไปให้ ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังเผลออยู่นั้นแทฮยองก็อดไม่ได้ที่จะเหล่ตามามองคนตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่อดกลั้นมานานพอสมควร ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กมัมมี่จะตัวสูงกว่าเขาหน่อยนึงแล้ว พอได้ลองมาอยู่ใกล้ขนาดนี้จะรู้เลยว่าผ้าที่ถูกพันเอาไว้ก็ไม่ได้พันแน่นขนาดที่จะปิดได้มิดไปทุกส่วนของร่างกาย ตามข้อแขนหรือข้อนิ้วยังเผยให้เห็นผิวสีขาวข้างในออกมาให้เห็นอยู่บ้าง แต่ยังไงก็ตามดวงตาคู่นั้นก็ยังเป็นจุดเดียวที่สามารถมองเห็นได้ชัดที่สุด ผิวผ้าที่แนบสนิทไปกับรูปหน้าทำให้พอเดาออกได้นิดหน่อยเพราะจมูกที่โด่งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดและรับกับโครงหน้ารูปไข่เอามากๆ และสิ่งแปลกใหม่ที่เขาเพิ่งจะรู้เกี่ยวกับคนคนนี้อีกเรื่องก็คือเขามีเส้นผมสีดำขลับ คนคนนี้ไม่ได้รวบพวกมันเข้าไปกับผ้าพวกนั้นด้วย คงเป็นเพราะเสื้อฮู้ดที่เห็นใส่อยู่ตลอดบดบังพวกมันจนทำให้เขามองไม่เห็น แต่วันนี้กลับไม่ได้ใส่



“จ้องแบบนั้นผมก็เขินนะครับ”



แทฮยองเผลอสะดุ้งขึ้นมาเมื่อถูกจับได้ว่าตอนนี้กำลังยืนพิจารณาหน้าตาของคนตรงหน้าอย่างเอาจริงเอาจัง ใครจะไปรู้ล่ะว่าเจ้าเด็กนี่จะรู้ตัวทั้งๆที่กำลังก้มหน้าคิดเงินอยู่



“ผมเห็นพี่ทุกวันเลยแต่ไม่นึกว่าวันนี้จะแวะมาที่ร้าน”



“อ๋อ..หรอ” น้ำเสียงของแทฮยองฟังดูติดขัดแปลกๆ เหมือนเขากำลังจะสำลักความอึดอัดพวกนี้ที่มากจนกำลังจะล้นออกมาจากคอ



นี่มันสถานการณ์แบบไหนกันนะ ที่ต้องทำให้เขามายืนประจัญหน้ากับคนที่ไม่เคยคิดจะทักแม้แต่ครั้งเดียว แล้วยิ่งด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่ดูนอบน้อมเหมือนว่าเจ้าเด็กนี่จะไม่ได้เลวร้ายอะไร กลายเป็นว่าเขาเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายเกินไป



“นี่ครับ ทานให้อร่อยนะ”



คนเด็กกว่ายื่นขนมปังที่ถูกแพ็คใส่ถุงกระดาษสีน้ำตาลอ่อนมาให้เขา ดวงตากลมโตค่อยๆหยีลงเหมือนว่าตอนนี้กำลังยิ้มอยู่แต่เพราะผ้าที่พันเอาไว้ก็เลยทำให้มองไม่เห็น



แทฮยองไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไร ทำไมการยื่นมือไปรับถุงกระดาษนั้นถึงยากเย็นแบบนี้ แขนของเขาสั่นขึ้นมาแบบเห็นได้ชัดจนทำให้อีกคนต้องเลิกคิ้วสงสัย



“อ้อ..” คนตรงหน้าดีดนิ้วของตัวเองขึ้นมาดังเป๊าะ มือเรียววางถุงกระดาษลงที่เคาท์เตอร์ สองขาก้าวถอยหลังลงไปหนึ่งก้าวแล้วหยีตาส่งมาให้เขาอีกครั้ง “เชิญครับ”



แทฮยองเห็นท่าทางแบบนั้นก็เบิกตาโพลง “ไม่ใช่แบบนั้น”



เหมือนว่าคนเด็กกว่ากำลังเข้าใจเขาผิด เขาไม่ได้รังเกียจอะไรแบบนั้นหรอกแต่ร่างกายมันก็ยังมีปฏิกิริยาออกมาแบบแปลกๆอยู่ดี



“ครับ ไม่เป็นไรหรอก”



แทฮยองรีบคว้าถุงกระดาษเอามาไว้ในมือ เขาหันหลังกลับเพื่อจะเดินออกไปจากร้านแต่ระหว่างนั้นหางตาก็ลอบไปเห็นอีกคนกำลังก้มโค้งขอบคุณอยู่ มันเหมือนจุดชนวนอะไรบางอย่างขึ้นมาในสมองของเขาทันทีและนั่นกำลังทำให้เขาตัดสินใจทำอะไรบ้าๆลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ



แทฮยองหันขวับ ร่างกายยืนตรงเด่แข็งทื่อเหมือนกำลังทดลองเป็นหุ่นยนต์ สายตาล่อกแล่กไม่เป็นสุขหันไปมองซ้ายทีขวาทีแต่ก็ยังขยับปากพูดขึ้น



“ชื่อ.. นายชื่ออะไร?”



สักพักเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นมาเบาๆแต่เพราะบรรยากาศเงียบสงัดภายในร้านจึงทำให้ได้ยิน



“ผมชื่อจอนจองกุกครับ”



แทฮยองคงไม่ชอบใจเอามากแน่ๆ ถ้าความเงียบภายในร้านขนมปังแห่งนี้ จะทำให้จอนจองกุกได้ยินเสียงหัวใจของเขาที่เต้นไม่ตรงจังหวะ นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันนะ



เมื่อได้คำตอบที่ต้องการแล้วเขาเลือกที่จะหันหลังเดินหนีออกไปจากร้านทันที ทิ้งไว้เพียงคำพูดเดียวที่ทำให้ตัวจองกุกเองก็เผลอคลี่ยิ้มขึ้นมาภายใต้ผ้าที่พันอยู่รอบๆใบหน้านั้นอีกครั้ง



“เจอกันพรุ่งนี้”









F A K E  M U M M Y









หนึ่งอาทิตย์ต่อมา แทฮยองแวะซื้อขนมปังที่ร้านนั้นก่อนเข้าบ้านทุกวันด้วยท่าทีที่ยังเก้ๆกังๆ เขาไม่มั่นใจตัวเองเลยว่ามาทำอะไรที่นี่กันแน่ เขาไม่ใช่พวกบ้าอาหารคาร์โบไฮเดรตถึงขนาดที่ต้องกินขนมปังมันทุกวันแบบนี้ แต่คนรับออเดอร์ของเขาทุกครั้งก็ยังคงเป็นจองกุก เด็กหนุ่มผู้ได้ฉายามัมมี่อยู่เสมอ



จากหนึ่งกลายเป็นสาม จากอาทิตย์กลายมาเป็นเดือน เวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆเพราะเข็มนาฬิกานั้นไม่เคยหยุดเดินและแทฮยองเองก็ยังไม่หยุดเข้าร้านขนมปังร้านนี้สักที จนมันผ่านมาเป็นเวลาเกือบครึ่งปีแล้วหลังจากวันแรกที่แทฮยองได้รู้จักกับจองกุก



ชีวิตของแทฮยองที่เหมือนว่ายังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆตามปกติ ตื่นเช้าไปเรียนพอเลิกเรียนก็แวะหาอะไรกินกับจีมินแล้วค่อยนั่งรถเมล์กลับบ้าน แต่ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างที่เพิ่มเข้ามาในตารางชีวิตของเขาแบบไม่รู้ตัว และคงจะไม่ทำมันไม่ได้ ก่อนที่จะกลับถึงบ้านการแวะเข้าไปซื้อขนมปังสองชิ้นที่ร้านของจองกุกกลายมาเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของเขา ถึงแม้ว่าตัวเองจะกินข้าวมาแล้วเรียบร้อยก็ตาม และมันเป็นแบบนั้นมาตลอด



กริ๊ง



“ยินดีต้อนรับครับคุณลูกค้าคนสุดท้าย”



เมื่อเขาผลักบานประตูร้านเข้ามา ก็จะเห็นเด็กหนุ่มสวมเสื้อฮู้ดตัวหนาทับกับเสื้อนักเรียนสีขาว ตามร่างกายมีผ้าขาวพันเอาไว้จนทั่วเหมือนทุกๆวันกำลังยืนต้อนรับพร้อมกับดวงตาที่หยีลงแทนร้อยยิ้มทุกครั้งที่เขาเข้ามาในร้าน และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้แทฮยองต้องแวะมาที่นี่ทุกวัน ..เพราะจอนจองกุกเป็นสาเหตุ



“พูดมากน่า”



แทฮยองต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมงในการเลือกซื้อขนมปังเพียงสองชิ้น ไม่สิ ขนมปังน่ะถูกอีกคนแนะนำกึ่งยัดเยียดมาให้เขาซื้อตั้งแต่เดินเข้ามาในร้านแล้วต่างหาก ส่วนเวลาที่เหลือน่ะหมดไปกับการนั่งพูดคุยกันระหว่างพวกเขาสองคนเสียมากกว่า ถามเรื่องของวันนี้เรื่องที่พูดค้างเอาไว้เมื่อวานหรือแม้แต่เรื่องของวันพรุ่งนี้ว่าจะทำอะไรต่อ พวกเขาคุยกันได้เรื่อยๆจนคุณแม่ของจองกุกต้องเป็นคนออกมาปิดร้านด้วยตัวเองแทฮยองถึงจะยอมกลับบ้าน และเขาเองก็คิดว่าช่วงเวลาในตอนนั้นมันผ่านไปเร็วจริงๆนั่นแหละ



“เออนี่จองกุกฉันว่าเรามาแลกเบอร์กันดีกว่ามั้ย?”



แทฮยองกับจองกุกแม้แต่ตอนนี้เองก็ยังไม่มีวิธีที่จะติดต่อหากันเลยนอกจากจะมาเจอกันที่ร้านนี้ พวกเขาไม่ได้พัฒนาความสัมพันธ์พวกนี้ด้วยการคุยโทรศัพท์ทุกวัน หรือการส่งข้อความหากันตลอดเวลาแบบที่คนอื่นๆเขาทำกัน แต่เป็นขนมปังเพียงสองชิ้นเท่านั้นที่ทำให้พวกเขาได้ใช้เวลาร่วมกัน



จนบางครั้งก็แอบทำให้แทฮยองเผลอคิดไปว่าบางที่เขากับจองกุกคงไม่ได้สนิทกันถึงขนาดนั้นรึเปล่า หน้าจองกุกเขาก็ยังไม่เคยเห็นมันสักครั้ง ไม่รู้ว่าภายใต้ผ้าผืนนั้นมีอะไร หรือบางทีจองกุกจะเป็นมัมมี่ขึ้นมาจริงๆ? 'ทำไมถึงต้องพันผ้ารอบตัวแบบนั้นล่ะ?' คงจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คำถามที่เขาไม่เคยพูดออกไป



“วันนี้ให้ผมไปส่งพี่นะครับ” จองกุกไม่ได้ตอบคำถามของแทฮยอง และก็ไม่ได้รอคำตอบจากแทฮยองเช่นกัน มือหนาดันร่างบางให้เดินออกไปนอกร้านพร้อมกันกับตัวเขา



แทฮยองไม่ได้พูดอะไร แต่เขาแค่รู้สึกน้อยใจอยู่ลึกๆที่เหมือนว่าตัวเองเพิ่งจะโดนจองกุกปฏิเสธเรื่องแลกเบอร์แบบอ้อมๆ



“พี่แทฮยอง วันเสาร์หน้าพี่ว่างปะ?”



“คิดว่าว่างนะ..แค่น่าจะ”




“ขอให้พี่ว่างทีเถอะ มาเที่ยววันฮาโลวีนกับผมนะ”



เหมือนว่าคนที่กำลังเดินขนาบข้างเขาอยู่ตอนนี้กำลังโน้มตัวลงมาทำหน้าตาออดอ้อนอยู่ภายใต้ผ้าขาวที่ถูกพันเอาไว้จนมิด



“อ่า..นายไม่ได้น่ารักเลยพอเถอะไม่ว่าจะทำหน้าแบบไหนฉันก็มองไม่เห็นอยู่ดี” แทฮยองดันหน้าผากของจองกุกให้ถอยออกไปจากระยะสายตาของตัวเองก่อนจะทำเหมือนเดินต่อไปเรื่อยๆ



นี่เขาไม่รู้ตัวเลยสินะว่าตอนนี้หน้าของเขาขึ้นสีแดงพอๆกับลูกมะเขือเทศเลยล่ะ



จองกุกหยีตาลงอีกครั้ง ช่วงขายาวเร่งสปีทตัวเองให้เดินทันคนเป็นพี่ในที่สุด



“ฉันเกลียดเทศกาลนั้นนะ ..แต่ก็น่าจะว่าง”



และนี่คงเป็นเสน่ห์อีกอย่างของคิมแทฮยอง เขาประชดประชันได้น่ารักชะมัด



“แต่ผมรักมันนะ ทุกๆคนยื่นขนมให้ผมโดยที่ผมไม่ต้องเสียเงินไปกับเรื่องคอสตูม”



มือทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาประกบปากตัวเองเอาไว้ทันที เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้นเสียงหัวเราะของเขาคงจะต้องปลุกคนทั้งหมู่บ้านขึ้นมาแน่ๆ นี่คงเป็นมุกตลกอิงความจริงที่ฮาที่สุดของจองกุกตั้งแต่รู้จักกันมาและดูเหมือนจองกุกจะภูมิใจกับมันซะด้วย



จองกุกคลี่รอยยิ้มที่ปรากฏออกมาให้เห็นได้แค่ผ่านสายตาขึ้นมาอีกครั้ง มันมักจะโผล่ขึ้นมาเองทุกๆทีที่ได้อยู่กับพี่ชายคนนี้จนเขาเองก็ยังรู้สึกแปลกใจไปด้วย



“พี่ไม่เคยสงสัยเลยหรอเรื่องของผมอ่ะ” จองกุกถามแทรกขึ้นมาในขณะที่แทฮยองยังคงหัวเราะค้างอยู่



เสียงหัวเราะเงียบลง เขาหันไปมองอีกคนที่จู่ๆก็ถามคำถามแปลกๆ ริมฝีปากเรียวยกยิ้มขึ้นแล้วตอบคำถามของจองกุกออกไปแบบตรงไปตรงมา “เคยสิ”


“แต่ไม่เคยถามผมเลย”



“ฉันกลัวว่ามันจะเป็นเรื่องที่นายไม่อยากพูดน่ะ"



เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นมาเบาๆหลังจากที่เขาพูดจบ ดวงตาเรียวถึงกับต้องตวัดไปมองเจ้าของเสียงที่กำลังยกมืออีกข้างขึ้นมาทำท่ากระแอมกลบเกลื่อน



"มีอะไรน่าขำไม่ทราบจอนจองกุก?"



"ผมแค่คิดน่ะ..ว่าพี่แทฮยองใจดีจังนะครับ"



เดินกันมาได้สักพัก เบื้องหน้าคือบ้านสีขาวขนาดกลาง เป็นบ้านของแทฮยองและจุดหมายของจอนจองกุกคงจะสิ้นสุดที่นี่ ถึงแม้ในใจของเขาอยากจะอยู่คุยด้วยต่ออีกหน่อยก็จริงแต่เขาก็ไม่อยากให้จองกุกเดินกลับบ้านคนเดียวดึกๆเหมือนกัน ด้วยรูปลักษณ์ประหลาดๆแบบนั้นน่ะ



“แล้วเจอกัน” แทฮยองตัดใจบอกลาเด็กหนุ่มตัวสูงตรงหน้า หันหลังเดินกลับเข้าบ้านของตน



“เดี๋ยว..พี่แทฮยอง”


เสียงเรียกของอีกคนทำให้เขาหันกลับไปมองหลังจากที่กำลังจะย่างปรายเท้าก้าวเข้าไปในบ้าน เด็กหนุ่มที่กำลังยืนอยู่หน้ารั้วประตูบ้านของเขามองตรงมาด้วยแววตาจริงจัง จองกุกถกแขนเสื้อฮู้ดของตัวเองขึ้นเผยให้เห็นลำแขนที่ถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าขาว ส่วนมืออีกข้างก็ทำหน้าที่แกะปลายผ้าให้หลุดออก



นี่คงจะเป็นครั้งแรกที่แทฮยองได้เห็นผิวเนื้อจริงๆของจองกุกแบบชัดๆ มันไม่มีรอยแผลหรืออะไรที่เขาคิดเอาไว้อยู่เลยสักนิด



มือหนายกขึ้นมากวักเรียกแทฮยองให้เดินออกมา ซึ่งแทฮยองก็ทำตามอย่างว่าง่ายเขาเดินออกไปหาจองกุกอีกครั้งด้วยความสงสัยที่ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจนบนใบหน้า



“กำลังทำอะไรน่ะ แขนนายมัน..”



“ช่วยอยู่นิ่งๆแปปนึงนะครับ”



มือข้างขวาที่ไร้ซึ่งผ้าขาวปกปิดยกขึ้นมาอยู่ตรงหน้าของเขาอย่างใจเย็น แทฮยองรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ถูกนอกจากยืนนิ่งๆตามที่อีกคนขอ รู้สึกเหมือนอาการเกร็งแบบครั้งแรกจะกลับมาอีกครั้งเมื่อมือข้างนั้นสัมผัสลงมาเบาๆที่ข้างแก้มด้านซ้ายของเขา มือของจองกุกนุ่มมากราวกับว่าทั้งชีวิตนี้ไม่เคยสัมผัสอะไรมาก่อน



ให้ตายสิเขากำลังหายใจติดขัดเพราะคนคนนี้อีกแล้ว



“เข้าบ้านได้แล้วล่ะครับ..แล้วก็เจอกันวันเสาร์หน้าทุ่มนึงที่สวนสารธารณะนะ”



พอจบคำพูดร่างสูงโปร่งก็ถอนมือของตัวเองออก หันหลังเดินจากไปทันทีไม่รอให้เขาพูดท้วงอะไรสักคำ ทิ้งให้แทฮยองต้องมายืนคิดมากเพราะเมื่อกี้ที่เขาเห็นจองกุกดูมีอาการแปลกๆเหมือนว่ากำลังรู้สึกเจ็บปวดอยู่



อย่างน้อยก็น่าจะบอกเขาสักคำสิว่าเป็นอะไร เจ้าเด็กบ้า





วันต่อมาแทฮยองกลับไปที่ร้านขนมปังอีกครั้ง เขาต้องถามเจ้าเด็กนั่นให้ได้ว่าเมื่อวานเป็นอะไรกันแน่ ที่เขาต้องรีบกลับบ้านมาก่อนเวลาแบบนี้ก็เพราะทนความร้อนใจของตัวเองไม่ไหว แต่เมื่อผลักบานประตูเข้ามาก็ต้องพบกับความผิดหวังแทนที่



คุณแม่ของจองกุกเป็นคนยืนเฝ้าเคาท์เตอร์ในครั้งนี้ ปกติแล้วจองกุกน่าจะกลับมาได้แล้วเพราะตอนนี้ก็ปาไปหกโมงกว่าๆ ไม่มีโรงเรียนมัธยมที่ไหนเลิกเรียนดึกขนาดนี้แน่ๆเขามั่นใจ แต่เมื่อแทฮยองเอ่ยปากถาม แม่ของจองกุกก็ทำเพียงส่ายหน้าแล้วตอบกลับมาว่า



‘เขาทำกิจกรรมของที่โรงเรียนน่ะจ้ะกว่าจะกลับก็คงดึก แทฮยองกลับไปก่อนเถอะนะ’



เขาเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆแต่ก็ไม่ได้ค้านอะไร ก้มหัวขอบคุณคุณแม่แล้วเดินออกจากร้านไปพร้อมกับขนมปังสองชิ้นเหมือนทุกๆครั้ง..









F A K E  M U M M Y








เสียงของอาจารย์วิชาประวัติศาสตร์ดังก้องไปทั่วทั้งห้องผ่านลำโพงที่ติดอยู่ที่มุมห้องทั้งสี่ตัว สายลมอ่อนโชยเข้ามาภายในห้องเรียนพัดเส้นผมที่ปรกอยู่บนใบหน้าให้พริ้วไปตามแรง เด็กหนุ่มนักศึกษาปีสองเอกโบราณคดี ตามความจริงควรจะก้มหน้างกๆจดเลคเชอร์ที่อาจารย์กำลังพูดอยู่และเนื้อหาของวันนี้อาจารย์ก็เป็นคนบอกเองว่าจะออกสอบ แต่เขากลับเอาแต่นั่งเอามือเท้าคางตัวเองถอนหายใจอยู่นั่น สิ่งที่ปกติเขาควรจะทำวันนี้เขากลับไม่ทำ ไม่ใช่แค่เฉพาะวันนี้แต่รวมไปถึงเมื่อวานและเมื่อวานซืนก็ด้วย



คิมแทฮยองกำลังมีอาการย่ำแย่อย่างเห็นได้ชัด จนปาร์คจีมินคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทก็ยังต้องวิตกไปกับอาการของเพื่อนตัวเองด้วย



เมื่อจบคลาสจีมินก็รีบเขยิบเข้าไปนั่งข้างๆเพื่อนของตนที่ดูเหมือนจะยังไม่รู้ตัวว่าอาจารย์สอนจบไปแล้ว



“เป็นอะไรเนี้ย?”



สิ้นเสียงของเพื่อนสนิทเรียกแทฮยองให้หลุดออกมาจากภวังค์ เชยตาขึ้นมามองเพื่อนตัวเองก่อนจะหันไปมองรอบข้างที่ว่างเปล่า แล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาอีกครั้งของวัน สองมือกวาดข้าวของบนโต๊ะลงกระเป๋า ลำตัวหยัดขึ้นมือเรียวดันเพื่อนตัวเล็กของเขาให้เดินออกจากห้องที่ไร้ซึ่งผู้คน



“ตอบมาสักทีสิว่าเป็นอะไร”



“เปล่านี่”



“เปล่าบ้าอะไรก็เห็นอยู่ชัดๆว่ามึงเป็น”



“จะเป็นอะไรไปได้เล่า..ไปกินข้าวเถอะ”



จีมินดูจะขัดใจไม่น้อยเลยกับท่าทางของเพื่อนตัวเองในตอนนี้ ปากก็บอกว่าไม่เป็นอะไรแต่นั่งถอนหายใจทั้งวันแถมบางครั้งก็ชอบเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง ปกติเป็นแบบนี้ซะที่ไหน คบกันมาตั้งกี่ปีทำไมปาร์คจีมินจะไม่รู้ว่าตอนนี้คิมแทฮยองน่ะโคตรเป็นอะไร



“อย่ามามีความลับกับกูนะแทฮยอง” พูดยืนกรานขึ้นมาอีกครั้งว่าจะต้องรู้ให้ได้ว่าเพื่อนกำลังเป็นอะไรอยู่



“เห้อ..”



“นั่นไงมึงถอนหายใจออกมาอีกแล้ว”



“ไม่มีอะไรหรอกน่า ห่วงไม่เข้าเรื่องเลยไอ้เตี้ย”



“เออ! เอาเหอะแต่จะบอกให้รู้นะคิมแทฮยองไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้มึงเป็นแบบนี้”



“..”



“แม่งต้องโคตรสำคัญกับมึงเลย”



เสียงบ่นอุบอิบของจีมินหลังจากคำพูดนั้น แทฮยองจับใจความอะไรต่อไม่ได้เลย ความรู้สึกเหมือนว่าจีมินเป็นคนเอาจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายเข้ามาต่อในหัวของเขาได้สำเร็จ สิ่งที่กำลังปฏิเสธมาตลอดสองสามวันที่ผ่านมาเหมือนจะไม่เป็นผลอะไรเลย เพราะเขาเอาแต่คิดถึงเด็กมัธยมนิสัยประหลาดๆคนนั้นตลอด



ร้านขนมปังที่เขาเข้าไปทุกเย็นไม่มีจองกุกอยู่เลยตั้งแต่วันนั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องกิจกรรมโรงเรียนแล้วแบบนี้น่ะ เห็นได้ชัดเลยว่าเขากำลังถูกหลบหน้า โดยเจ้าของฉายา‘มัมมี่’ สาเหตุคืออะไรก็ยังไม่รู้แต่ที่แน่ๆคือมันทำให้เขากำลังรู้สึกหนักใจ..มากๆเลยด้วย



ฝีเท้าก้าวเดินกลับมาตามทาง เมื่อดวงตาคู่สวยมองตรงไปยังทิวน์ทัศน์เบื้องหน้า บ้านหลังเล็กๆที่เขาจะต้องแวะเข้าไปตลอดเกือบครึ่งปีที่ผ่านมา ดวงตาค่อยๆหลุบลงเหมือนว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับอะไรสักอย่างที่น่ากลัวมากๆอยู่



ครั้งนี้เขาก้มหน้าก้มตาเดินผ่านหน้าร้านขนมปังร้านนั้นโดยไม่ได้หันเข้าไปมองเลยด้วยซ้ำและคิดว่าวันพรุ่งนี้หรือวันมะรืนก็คงจะต้องทำแบบเดียวกัน



มันยากที่จะต้องคิดแบบนี้เหมือนกันแต่สำหรับคิมแทฮยอง ‘เจอกันเสาร์หน้า’ ถ้าจองกุกไม่มาตามที่นัดนั่นคงจะหมายความว่า คิมแทฮยองไม่ต้องแวะเข้าไปซื้อขนมปังที่ร้านนั้นอีก



และเขาก็เหลือเวลาอีกแค่สองวันเท่านั้นก็จะถึงวันที่ไม่เคยนึกชอบมันเลย









F A K E  M U M M Y









เสียงของพวกเด็กๆดังคึกครื้นอยู่ไปทั่วบริเวณแห่งนี้ เสียงเคาะประตูตามบ้านต่างๆพร้อมกับกิจกรรม ‘TRICK OR TREAT’ ดูจะเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเด็กตัวน้อยๆในชุดคอสตูมผีหลากหลายชนิด การอวดเพื่อนๆว่าใครได้ขนมมามากกว่ากันเหมือนเป็นเกมที่ยังหาผู้ชนะไม่ได้ ทั้งอาหาร ลูกโป่ง ต้นไม้ หรือแม้แต่ถังขยะถูกจัดให้อยู่ในคอนเซ็ปต์วันฮาโลวีน ไม่ว่าแทฮยองจะหันหน้ามองไปทางไหนก็จะเจอแต่ค้างคาวปลอมหรือไม่ก็ใยแมงมุมสังเคราะห์ที่ห้อยระย้าอยู่ตามต้นไม้และเสาไฟ



เขาออกมาตามที่จองกุกนัด วันเสาร์หนึ่งทุ่มที่หน้าสวนสารธารณะกับชุดธรรมดาๆ ไม่ได้มีความคิดว่าจะแต่งตัวตามคอนเซ็ปต์ของเทศกาลเลยสักนิด



อากาศตอนกลางคืนในช่วงปลายเดือนตุลาไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ดูเหมือนเสื้อแขนยาวของเขาจะไม่ได้ช่วยให้อบอุ่นขึ้นมาสักเท่าไหร่



แทฮยองยกแขนขึ้นมาดูนาฬิกาของตัวเอง ตอนนี้เลทจากเวลาที่นัดเอาไว้มาเกือบยี่สิบนาทีแล้ว ดวงตาหลับพริ้มรับลมในช่วงสุดท้ายก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ ยืดลำตัวขึ้นมาจากม้านั่งมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเผื่อจะรู้สึกอุ่นขึ้นมาบ้าง สองขาก็ค่อยๆก้าว ออกเดินเพื่อกลับไปที่บ้านของตนหลังจากที่คิดไว้แล้วว่าคนนัดคงจะไม่มาตามที่นัดเอาไว้จริงๆ



“คุณลูกค้าครับ”



สองขาหยุดกึกเมื่อเสียงทุ้มอู้อี้ที่เขาแสนจะคุ้นเคยดังขึ้น หันกลับไปมองด้านหลังที่เป็นที่มาของเสียงนั้นทันที เด็กหนุ่มตัวสูงกว่าเขาไม่มากในเสื้อฮู้ดสีแดงกับกางเกงยีนส์สีเข้ม ในมือถือขนมและลูกอมหลากหลายชนิดเอาไว้จนน่าขำ คนคนนี้ไม่ได้ตั้งใจแต่งตัวเป็นมัมมี่สักหน่อยชาวบ้านก็น่าจะรู้กันดีแต่ก็คงอดแกล้งไม่ได้นั่นแหละ



เหมือนกับว่าเป็นเวลานานมากๆที่พวกเขาไม่ได้เจอกันทั้งๆที่มันก็เพิ่งจะผ่านไปอาทิตย์เดียว แทฮยองจ้องตรงไปที่จองกุกเขาทั้งเคืองทั้งน้อยใจทั้งเสียใจแต่ก็ดีใจในเวลาเดียวกัน



“จะกลับแล้วหรอครับ?”



“เออจะกลับแล้ว..มั้ง”



เสียงปุๆดังขึ้นไม่สนใจคำพูดของเขา จองกุกเดินไปนั่งที่ม้านั่งตัวเดียวกับที่เขานั่งอยู่เมื่อกี้ มือที่ถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าตบลงเบาๆที่แผ่นไม้ของม้านั่งตัวนั้น แทฮยองจิปากขัดใจแต่ก็ยอมเดิมไปนั่งอยู่ดี



“มาช้า”



“อยากฟังเหตุผลมั้ยล่ะครับ?”



“ไม่ ..นายมาแล้วแค่นั้นก็พอ”



เป็นอีกครั้งที่เขาเผลอยิ้มไปกับคำพูดของคนโตกว่าที่ชอบประชดประชันซะเหลือเกิน แต่เขาก็ไม่เคยคิดว่าการประชดประชันแบบนั้นมันน่ารำคาญเลยสักครั้งถึงแม้เจ้าตัวจะบอกอยู่บ่อยๆว่าบางทีจะชอบหลุดพูดอะไรไม่ดีๆออกมา แต่คิมแทฮยองมักจะชอบทำให้เขายิ้มอยู่เสมอไม่ว่าด้วยอะไรก็ตาม



“แต่ผมอยากบอกพี่จัง”



“งั้นก็พูดมาไม่ต้องลีลา”



เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มออก ตลกกับท่าทีเหมือนกำลังไม่พอใจของแทฮยองแต่ก็ยังนั่งรอฟังคำที่เขาจะพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ



“พี่แทฮยอง พี่รู้จักฮอร์โมนที่ชื่อว่าโดพามินรึเปล่าครับ?”



“นี่ฉันเรียนโบราณคดีนะ ไม่รู้จักเรื่องพวกนี้หรอก”



“โดพามีนคือฮอร์โมนแห่งความรักครับถ้าจะว่าง่ายๆ มันเป็นสารที่จะทำให้เรารู้สึกดีเมื่อหลั่งออกมาและจะทำให้รู้สึกแย่ถ้าขาดไปเช่นกัน และนั่นคือสาเหตุที่ผมต้องพันผ้าพวกนี้เอาไว้ทั้งตัวไม่ใช่เพราะผมอยากจะคอสตูมเป็นมัมมี่แต่เพราะร่างกายของผมที่มีความผิดปกติมาตั้งแต่เด็กๆ ..ผิวของผมมีประสาทสัมผัสที่ดีกว่าคนอื่นๆเมื่อไปสัมผัมกับผิวของคนอื่นเข้าสมองจะหยุดหลั่งโดพามีนโดยอัตโนมัติและนั่นจะทำให้ผมเกิดอาการเวียนหัวและปวดท้องขึ้นมาทันที”



“..”



“แต่มันไม่ได้เกิดแบบนั้นกับทุกคนหรอกนะครับ หมอบอกว่าที่สมองของผมหยุดหลั่งโดพามีนเป็นเพราะว่ามันไม่รู้สึกคุ้นเคยกับคนคนนั้นแต่ถ้าเป็นคนในครอบครัวหรือคนที่ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบรับด้วยผมก็สามารถแตะตัวพวกเขาได้โดยตรงซึ่งก็ต้องเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสนิทใจจริงๆ”



“นั่นคือเหตุผลที่นายจับตัวฉันในตอนนั้นงั้นหรอ?”



“..ใช่ครับ”



“แล้วเป็นยังไงบ้าง?”



หัวใจที่จู่ๆก็เต้นเร็วขึ้นมา สายตาเพ่งตรงไปยังอีกคนหวังในคำตอบว่ามันจะออกมาเป็นแบบที่เขาคิด แต่สีหน้าของจองกุกเมื่อตอนนั้นก็ผุดขึ้นมาในสมองของเขาทันที



“ตอนนั้นผมเวียนหัวและปวดท้องมาก”



และคำตอบนั้นมันก็พิสูจน์ว่าสายตาของเขาไม่ได้ฝาดไป สมองของจองกุกยังคงเห็นเขาเป็นคนอื่นเพราะพวกเขาไม่ได้สนิทกันจริงๆ แทฮยองเผลอหัวเราะออกมาเบาๆในลำคอ สายตาที่เก็บความรู้สึกผิดหวังมากมายเอาไว้ไม่อยู่ต้องหลุบลงเพื่อซ่อนเอาไว้ไม่ให้อีกคนเห็นมันในตอนนี้



“นายมาเพื่อจะบอกเรื่องนี้งั้นสินะ”



“ครับ..แต่ก็ยังมีอีกเรื่องนึงที่ผมต้องบอกพี่”



บรรยากาศเงียบลงราวกับวันนี้ไม่ใช่วันฮาโลวีน สายลมที่โชยมาอ่อนๆยิ่งทำให้หัวใจของเขาสั่น ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นเตรียมรับฟังเรื่องที่เด็กหนุ่มอีกคนกำลังจะพูด



จองกุกคลี่ยิ้มออกมาอีกครั้ง เงยใบหน้าขึ้นเพื่อให้สายตามองตรงไปยังท้องฟ้าที่เงียบสงบ สูดหายใจเข้าลึกๆผ่านผ้าขาวที่พันอยู่รอบๆ เขารวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีเพื่อจะพูดในสิ่งที่เก็บเอาไว้มานาน



กับคิมแทฮยอง คนที่เขาแอบมองมาตลอดเกือบแปดปี..



“ผมชอบพี่ครับ”



แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง แทฮยองหันขวับไปมองอีกคนพร้อมกับดวงตาเรียวที่เบิกกว้างพอๆกับความรู้สึกในตอนนี้ เด็กคนข้างๆหยีตาส่งมาให้เขาอีกครั้งจนทำให้หัวใจเต้นระรัว



“แต่ร่างกายของนาย..”



“เพราะแบบนั้น..พี่ช่วยยืนยันกับผมหน่อยสิ”



“..”



“อย่าโกหก อย่าใจดีเพราะเป็นห่วงผมเลยนะ”



".."



"ช่วยบอกทีว่าพี่ก็รู้สึกเหมือนกัน..ผมอยากกอดพี่จะแย่อยู่แล้ว"



ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วที่ร่างกายของเขาอยู่ไม่เป็นสุข สองมือจับเข้าหากันแน่นขาก็สั่นไม่หยุด ดวงตากระพริบถี่ราวกับกำลังปลุกตัวเองให้ตื่นถ้านี่เป็นเพียงความฝัน แต่ความเย็นของสายลมในช่วงต้นฤดูหนาวพัดมาย้ำกับเขาว่ามันไม่ใช่



แทฮยองเงยหน้าขึ้นไปเผชิญกับอีกคนที่กำลังรอฟังคำตอบของเขาอย่างใจจดใจจ่อ หัวใจก็เต้นตึกตักขึ้นมาอย่างรุนแรงจนเผลอเบี่ยงสายตาออกไปตามสัญชาตญาณ แม้จะเป็นเพียงสายตาของคนตรงหน้าแต่แค่นั้นก็ทำให้เขาแทบจะวิ่งหนีออกไปจากตรงนี้ เขาไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้แต่ไม่ใช่เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ แต่เพราะที่ผ่านมาไม่เคยให้ความรู้สึกที่มากมายขนาดนี้กับใครมาก่อน ..ใช่จอนจองกุกคือคนแรก



ในหลายๆอย่างของเขา



ดวงตาเชยขึ้นสบประสานกันอีกครั้ง แต่แตกต่างตรงที่ครั้งนี้แทฮยองไม่เบี่ยงสายตาออกอีกแล้ว มีเพียงจิตใจที่แน่วแน่ของเขาที่บังคับให้ตัดสินใจ เขาจะพูดในส่งที่ควรพูดมากที่สุด มันไม่ใช่เรื่องของเมื่อวานหรือของวันพรุ่งนี้อีกต่อไป



แต่เป็นเรื่องของวันนี้และเวลานี้..



“อือ ฉัน ..ชอบนาย”



ความรู้สึกที่แท้จริงของเขา และเหตุผลของขนมปังสองชิ้นในทุกๆวัน



พอๆกับที่หัวใจของเขาเหมือนว่ากำลังจะทะลุออกมานอกอก ดูเหมือนสมองจะหลั่งโดพามีนออกมามากเกินความจำเป็นเพราะตอนนี้เขารู้สึกมีความสุขมากจริงๆ มากซะจนกลั้นรอยยิ้มเอาไว้ไม่อยู่



“เป็นแฟนกันนะ”



โพละ! เหมือนกับเสียงหัวใจที่พองขึ้นมาจนแตกออกของเขา ใบหน้าร้อนฉ่าทั้งๆที่ตอนนี้อุณหภูมิแค่สิบสามองศา เป็นอีกสถานการณ์ที่ทำให้สองมือบีบเข้าหากันแน่นจนเหงื่อเริ่มซึมออกมา



นี่เขาเผลอคิดไปได้ยังไงว่าตัวเองตอนนี้คงมีความกล้ามากพอในเมื่อตอนนี้รู้สึกเหมือนกับลูกโป่งค้างคาวที่ถูกอัดลมเข้าไปจนกำลังจะแตก



“ว่าไงครับ?”



คำถามรบเร้าของเจ้าเด็กมัมมี่ตัวโตข้างๆยิ่งทำให้เขาใจสั่น เขาไม่มั่นใจว่าร่างกายของเขาจะเอายังไงกันแน่ระหว่างร้อนฉ่าไปทั่วทั้งหน้ากับหนาวจนทำให้ปากสั่น ถ้าเขาพูดอะไรออกไปตอนนี้มันต้องออกมาไม่เป็นภาษาแน่ๆ



แทฮยองผงกหัวขึ้นลงเพียงนิดหน่อยด้วยความเขินอาย แม้แต่หน้าของคนที่เพิ่งจะตอบตกลงเป็นแฟนเขาก็ไม่กล้าเงยขึ้นไปมอง เพราะเขารู้ดีว่าจองกุกกำลังทำหน้าตาแบบไหนอยู่ ดวงตาหยีที่ชอบทำในทุกๆครั้งมันสามารถทำให้เขารู้สึกเขินขึ้นมาเป็นบ้าเป็นหลังได้ง่ายจริงๆนั่นแหละ เจ้าเด็กคนนี้จะเคยรู้บ้างไหมนะ..



“ตามหลักแล้วเราควรจะจูบกันสิ”



“จะบ้าเรอะ! ใครจะไปจูบกับนายแล้วก็ช่วยดูด้วยว่าผ้าพันทั่วทั้งหน้าขนาดนั้น”



แทฮยองดูท่าทางลุกลี้ลุกลนสุดๆ ไอ้เด็กบ้านี่กล้าพูดแบบนั้นออกมาได้ยังไง เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าจะจงใจทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเงอะงะแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่



“งั้นพี่ก็แกะให้ผมสิ”



คนเด็กกว่ายังไม่ล้มเลิกความคิดที่จะแกล้งเขา จำต้องเงยหน้าไปปะทะเข้ากับดวงตาหยีเจ้าเล่ห์ สีหน้าขุ่นเคืองไม่พอใจเป็นคำตอบของเขาแทนคำพูด แต่จองกุกก็ไม่ได้สนใจมันสักเท่าไหร่มิหนำซ้ำคว้ามือของเขามาวางทาบที่ใบหน้าของตัวเองตรงจุดที่มีปมมัดเอาไว้แบบพอดิบพอดี



น้ำลายอึกใหญ่กลืนผ่านลำคอไปอย่างยากลำบาก เขาเริ่มมีอาการเกร็งจนเหงื่อผุดขึ้นมาอีกครั้ง ถึงแม้จะพูดปฏิเสธออกไปแบบนั้นก็เถอะแต่จริงๆแล้วก็อยากจะเห็นหน้าของคนคนนี้มากเหมือนกัน



มืออีกข้างถูกยกขึ้นมาช่วยกันแกะปมเล็กๆของผ้าขาว ในที่สุดแปดปีที่เดินผ่านกันทุกวันกับอีกห้าเดือนกว่าที่ได้ทำความรู้จัก ตอนนี้ในฐานะคนรักเขาจะได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของจอนจองกุกเสียที



ถึงมันจะไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เขาตกหลุมรักคนคนนี้เข้าอย่างจัง แต่ก็อดจะจินตนาการเอาไว้ไม่ได้ ริมฝีปากที่คลี่ยิ้มออกมาอยู่บ่อยๆนั้นจะเป็นยังไง คิ้วหรือหน้าผากจะเป็นแบบไหน เขาลุ้นจนเม้มปากเข้าหากันแน่นอีกครั้ง



จองกุกหยีตาขึ้นมาอย่างพอใจกับท่าทางเกร็งๆของคนน่ารักตรงหน้า มือถกฮู้ดเสื้อออกจากศีรษะเมื่อแทฮยองแก้ปมได้สำเร็จ เส้นผมสีดำตกลงมาปรกที่หน้าผากจนถึงช่วงโหนกคิ้ว ไหวไปตามสายลมอ่อนๆที่พัดผ่านมาเบาๆ



แทฮยองค่อยๆคลายผ้าที่พันอยู่ออกทีละทบ สองทบ คางมนกับผิวขาวค่อยๆโผล่พ้นออกมา ใจของเขาสั่นหนักยิ่งขึ้นเมื่อคลายทบที่สามออกเผยให้เห็นริมฝีปากสีชมพูที่กำลังคลี่ยิ้มโชว์ฟันกระต่ายอยู่ 



มือของเขากลับมาสั่นอีกครั้ง ไม่รู้ว่าสีหน้าของตัวเองตอนนี้เป็นยังไงถึงทำให้จองกุกยิ้มออกมาแบบนั้น เมื่อผ้าคลายออกไปเรื่อยๆจนเผยให้เห็นจมูกที่โด่งเป็นสันมันก็ใกล้จะหมดม้วนเต็มที ดวงตากลมโตของจองกุกหลับพริ้มเพื่อให้เขาเอื้อมตัวไปคลายผ้าส่วนที่เหลือออกง่ายขึ้น ในที่สุดผ้าขาวก็ถูกคลายออกจนหมด



เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าเหมือนกับรูปวาดที่สมบูรณ์แบบ ดวงตาที่เห็นมาตลอดรับกับใบหน้ามากๆ ไม่มีอะไรที่ทำให้เขาติดขัดใจเลยสักนิด รอยยิ้มโชว์ฟันกระต่ายยิ่งแสดงให้เห็นว่าคนตรงหน้ามีนิสัยขี้เล่นมากแค่ไหน



ถ้าเกิดว่าจอนจองกุกไม่ได้พันผ้าเอาไว้จนกลายเป็นคนประหลาดแบบนี้ ร้านขนมปังต้องมีลูกค้าเพิ่มขึ้นมาเป็นกองแน่ๆ ใครที่ได้เห็นใบหน้านี้ก็คงจะต้องเผลอสบถออกมาเพราะมันมีเสน่ห์มากจริงๆ



เป็นโชคดีของเขาที่มันเป็นไปได้แค่ในความคิด ไม่อยากคิดอะไรแบบนั้นเลยว่าพอได้เห็นใบหน้าจริงๆของจองกุกเขาก็นึกอยากจะให้อีกคนพันตัวเป็นผีมัมมี่ไปตลอด ..เพราะเขาเริ่มจะหวงขึ้นมาซะแล้วสิ



รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต้มขึ้นมาที่ใบหน้าหล่อเหลาของจองกุก ดวงตากลมโตหรี่ลงจนดูมีพิรุธ พิจารณาจากสีหน้าและอาการของแทฮยองแล้วทำให้เขานึกขำขึ้นมาในใจ  เพราะมัวแต่สำรวจใบหน้าของเขาจนลืมตัวแบบนั้นเหมือนกับครั้งแรกจนลืมประโยคที่คุยกันไว้ก่อนหน้า คนคนนี้รู้ตัวไหมนะว่าเพิ่งจะอนุญาติให้เขาทำอะไร



เขาก็เป็นคนพูดจริงทำจริงซะด้วยสิ..



“คราวนี้เราก็จูบกันได้แล้ว”



“ด เดี๋ยว..อ้ะ”



ริมฝีปากอิ่มประกบทับลงมาที่ริมฝีปากบางของเขาทันทีไม่ทันให้เอ่ยห้าม ดวงตาเรียวเบิกกว้างก่อนจะค่อยๆหรี่ลงเรื่อยๆ ปล่อยตัวยอมรับสัมผัสที่อ่อนหวานจากอีกคน บดเบียดเข้ามาช้าๆมอบรสจูบที่หวานละมุน มือหนายกขึ้นจับเบาๆที่รูปหน้าของแทฮยองปรับเอียงให้เข้ากับโครงหน้าของตน พออะไรเข้าที่เข้าทางก็เหมือนจะยิ่งเพิ่มรสสัมผัสมากขึ้นเรื่อยๆจนเขาต้องเผลอทำเสียงอื้ออึงน่าอายดังลอดออกมาผ่านลำคอเตือนให้อีกคนหยุดก่อนที่จะเกินเลยไปมากกว่านี้



จองกุกหรี่ตามองคนตรงหน้านึกเสียดายอยู่หน่อย กดจูบลงไปอีกครั้งแล้วกวาดปลายลิ้นละเมียดชิมริมฝีปากรสหวานของอีกคนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะยอมปล่อยให้อีกคนเป็นอิสระ



แทฮยองสูดหายใจเข้าออกอย่างคนไม่เคยได้รับออกซิเจนมาก่อน รู้สึกเหมือนริมฝีปากของตัวเองบวมเจ่อขึ้นมาหลังจากโดนอีกคนเล่นงานซะน่วม สาบานมาสิว่าไม่เคยมีแฟนมาก่อนจริงๆเพราะคนนำเกมเมื่อกี้คือเด็กมัธยมปลายอย่างจองกุกอย่างเห็นได้ชัด ถึงจะไม่ได้ล่วงล้ำอะไรแต่ก็ทำให้ร่างกายเขารู้สึกระทวยขึ้นมาชั่วขณะ ถ้าไม่ติดว่านั่งอยู่คงจะลงไปทรุดอยู่ที่พื้นแล้วแน่



คิ้วของจองกุกขมวดเข้าหากันเป็นปมจนแทฮยองที่ลอบมองอยู่เริ่มรู้สึกกังวลใจ จองกุกคงกำลังเวียนหัวและปวดท้องอยู่แน่ๆในตอนนี้ มือบางเลือนไปกุมมือของอีกคนผ่านผืนผ้าสีขาว เขารู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้จองกุกมีอาการแบบนั้น



“พี่แทฮยอง”



จองกุกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้เบาๆที่ลำคอ ใจของเขาหล่นวูบไปชั่วขณะหลังจากหันไปเห็นอาการของอีกคนที่ท่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แทฮยองบีบมือของอีกคนแน่นเพราะความรู้สึกผิดที่เอ่อขึ้นมาจนเกือบล้น



“ขอโทษนะ..เพราะฉัน..” น้ำเสียงของเขาสั่น ขืนพูดอะไรออกไปอีกคำน้ำตาคงจะไหลออกมาจริงๆ



แต่ที่น่าแปลกใจคือจองกุกกลับยิ้มกว้างขึ้นมา “ผมไม่รู้สึกปวดท้องหรือเวียนหัวเลย”



“หะ..”



จองกุกก้มหน้าหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว เขาเหมือนเด็กๆที่ได้รับของขวัญจากซานต้าในวันฮาโลวีน



“เหมือนในละครเลยเนอะ ผมว่าพี่คงถูกยอมรับแล้วจริงๆ”



ถ้าสมองหยุดหลั่งโดพามีนเพราะไม่รู้สึกคุ้นเคยที่จะแตะต้องผิวกายของคนคนนั้นอาการปวดท้องก็จะกำเริบขึ้นมานั่นเป็นสิ่งที่แทฮยองเข้าใจ แล้วถ้าจองกุกบอกกับเขาว่าหลังจากจูบเมื่อกี้แล้วไม่รู้สึกว่ามีอาการอะไรเลย นั่นก็แสดงว่าในที่สุดตัวเขาสำหรับจองกุกแล้ว..ไม่ใช่คนอื่นอีกต่อไป



แทฮยองคลี่ยิ้มออกมากว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ กระโดดไปกอดอีกคนแน่น ใบหน้าฝังลงที่ลาดไหล่กว้างของอีกคนสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆของจองกุกเป็นสิ่งที่อยากจะทำมาตลอด



“ขอบคุณนะ..ที่ยอมรับฉัน”



“อืม ขอบคุณเหมือนกันที่วันนั้นเดินเข้ามาในร้าน"



วันนั้นเขาลังเลว่าจะเข้าไปในร้านขนมปังร้านนั้นดีรึเปล่า เด็กมัธยมปลายที่ไม่ค่อยชอบหน้ากลายมาเป็นคนรับออเดอร์ให้ เขาก็ได้รู้จักชื่อของคนที่เห็นหน้าทุกวันมานานกว่าแปดปี จากไม่ชอบก็กลายมาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆภายในใจ ถูกต่อเติมเข้ามาจนเต็มในเวลาห้าเดือน ด้วยเหตุผลที่ไม่เข้าท่าเลย แค่เพราะอยากจะรู้จักคนคนนี้ดูสักนิดว่าผ้าที่พันอยู่รอบตัวจะมีอะไรมากกว่าการคอสตูมเป็นมัมมี่



เผลอหัวเราะออกมาเมื่อย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องในอดีต คงต้องขอบคุณอาจารย์วิชาวรรณกรรมคนนั้นที่ยกเซคแบบกระทันหันแล้วนั่นทำให้เขาได้มาเจอกับจองกุก



สวนสารธารณที่ไร้ซึ่งผู้คนเงียบสงบราวกับที่นี่ไม่ใช่ที่สารธารณะแต่เป็นที่ของพวกเขาสองคนที่จะได้ใช้เวลาด้วยกันมากกว่าแค่ครึ่งชั่วโมงในร้านขนมปัง มือหนาจับลาดไหล่ของแทฮยองดันออกจากอ้อมกอดที่แสนยาวนาน ตอนนี้พวกเขาสองคนนั่งหันหน้าเข้าหากัน ใบหน้าที่เขายังไม่รู้สึกชินก็คลี่ยิ้มออกมาด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง



“ผมว่าคืนวันฮาโลวีนนี้มัมมี่ต้องฟื้นขึ้นมาจริงๆแน่เลยพี่แทฮยอง” จองกุกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงติดตลก ทั้งๆที่ก็รู้ดีว่าเขาไม่ชอบเรื่องพวกนี้



“อย่ามาเพ้อเจ้อน่า..นั่นมันเรื่องหลอกเด็กชัดๆ”



“จริงๆนะ ไม่เชื่อพี่ลองจับดู” มือหนาของเด็กหนุ่มตรงหน้าคว้าจับมือของเขาเอาไว้ ทาบทับลงไปที่เสื้อฮู้ดสีแดงตรงที่ที่ได้ยินเสียงจังหวะของหัวใจชัดที่สุดพิสูจน์ว่าตอนนี้มันกำลังเต้นแรงแค่ไหน



แทฮยองก้มหน้างุดๆใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาอีกครั้งและอีกครั้งของวันเพราะคนคนเดิม อัตราการเต้นของหัวใจของเขาสองคนก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่หรอก สองมือที่กุมอยู่ที่อกเปลี่ยนมาจับประสานกันราวกับว่าพวกเขาจะไม่มีวันปล่อย



“เพราะเมื่อแปดปีที่แล้วพี่ได้ทำให้หัวใจของมัมมี่ตัวหนึ่งกลับมาเต้นอีกครั้งยังไงล่ะ..”





วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเดือนตุลาคม คืนวันเทศกาลที่เขาแสนจะเกลียด ไม่เคยคิดจะชอบมันเลยสักครั้งเพราะผู้คนมากมายที่ปลอมตัวเป็นผีมันไม่ค่อยสบอารมณ์เขาเท่าไหร่



แต่ในตอนนี้ วันนี้กลับเป็นอีกหนึ่งวันที่ทำให้เขามีความสุขมากอีกครั้งในชีวิตยี่สิบปีที่ผ่านมา เพราะคอสตูมมัมมี่ที่เขาเกลียดนักเกลียดหนาใครจะไปคิดล่ะว่า..



แค่เป็นจอนจองกุกที่สวมใส่ ก็สามารถทำให้เขารู้สึกรักมันเหลือเกิน












#ไรท์กุกวีสะท้านฟ้า





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 94 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

799 ความคิดเห็น

  1. #781 boahammock (@boahammock) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 13:03
    น่ารักจังเลยงับบบ :3
    #781
    0
  2. #779 BeJ03a (@beamjoker) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 10:16
    น่ารักมากๆเลยย
    #779
    0
  3. #760 Phakchira1 (@Phakchira1) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 09:29
    น่ารัก น่ารักที่สุด TT
    #760
    0
  4. #759 Alice Bell (@Alice5497) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 22:55
    ชอบเรื่องนี้มากๆๆๆๆๆๆเลยค่ะกลับมาอ่านวนหลายรอบมากๆเลยอ่านกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อเลย
    #759
    0
  5. #744 ku_1709 (@kunggii) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 15:12
    น้องมองมานานแร้ววววว
    #744
    0
  6. #742 Taehyung_kookv 2 (@Supaporn9916) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 15:44
    เรื่องนี้น่ารักมากน่ารักที่สุดที่เคยอ่านมาเหมือนกัน
    #742
    0
  7. #738 Wilnot (@Wilnot) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 22:15
    ชอบอ่าาา คุณมัมมี่น่ารักกกก
    #738
    0
  8. #717 Real.B シ (@JHOPE__) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2561 / 21:26
    อยากมีมัมมี่เปงของตัวเอง
    #717
    0
  9. #715 nlull (@P_BUNGee) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2561 / 12:56
    น่ารักมากๆๆๆอ่ะ แงงงง
    #715
    0
  10. #700 chalillxx_ (@chalillxx_) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 เมษายน 2561 / 12:13
    น้องงงงงงง อยากจับมาฟัดเลย
    #700
    0
  11. #687 piepepper (@Shipperxx) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 / 09:17
    งือโรแมนติกที่ฉุดดดดดดด
    #687
    0
  12. #664 Demon smile (@snowgire) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 08:51
    โอ้ยยยย ละลายไปกับความรัก
    #664
    0
  13. #663 Sushidays (@Sushidays) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 17:15
    โอ้ยยย อะไรจะละมุนขนาดเน้ ฮือออ
    #663
    0
  14. #662 Aumcha123 (@Aumcha123) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 18:56
    พล็อตแปลกมากกก เด็กมัมมี่ของพี่แท
    #662
    0
  15. #648 MARKTUAN190 (@MARKTUAN190) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 / 00:56
    น่ารักอ่ะ เนื้อเรื่องแปลกดี ชอบบบ
    #648
    0
  16. #639 kurojin2 (@Kurojin) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 กันยายน 2560 / 11:45
    น่ารักมากกกกก เขินตามพี่แทเยยย>////<
    #639
    0
  17. #637 Jeejeejrp (@Jeejeejrp) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 / 18:11
    น่ารักมักโลย .////.
    #637
    0
  18. #613 KOGA-V (@KOGA-V) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 01:28
    ละมุน~~~ ไม่ค่อยเขินนะ แต่ปลอกหมอนขาดจ้า..ไปเปลี่ยนๆ 555 ชอบอ่ะ พอดีเราอ่านเรื่องมัมมี่บ่อยๆด้วย พอจับลงฟิคกุกวีปึ๊บ อื้อหือ!! สุดๆจริงๆ เยส ขอบคุณสำหรับเรื่องราวรักละมุนลุ้นสุดขอบ..หวังว่าจะได้พบกันอีกใน Unlucky boy นะครับ
    #613
    0
  19. #612 sofar_fa (@fafar4840) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 / 17:22
    เขินอ่า ชอบมากๆเลย
    #612
    0
  20. #607 bam_KSH (@bam_KSH) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 13:38
    แต่งเก่งมากกก ชอบมากจริงๆ ทุกอย่างคือลงตัว อ่านไหลลื่นด้วย ชอบที่สุดเลยคือพล็อตฮืออ ล้ำมาก สุดยอดเลย//ยกนิ้ว ดีใจที่ได้เข้ามาอ่าน หลงรักเลย
    #607
    0
  21. #585 bankbank919 (@bankbank919) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 09:13
    โอ้ยยยยย ใจสั่นนนนนน ???
    #585
    0
  22. #583 baitongzzs (@baitongzzs) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 มีนาคม 2560 / 20:58
    เขินนนนนน ;////; ไรท์บรรยายดีมากเลยค่ะ
    #583
    0
  23. #564 Mild5401 (@Mild5401) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 11:59
    ไรท์เก่งมาก แต่งได้แบบ โฮรรรรรรร บรรยายดี ภาษาดี คำผิดแทบไม่มี แล้วคือพล็อตแบบ โอโหคิดได้ไง มันเป็นอะไรที่ลงตัวคือสุดยอดมากๆ
    #564
    0
  24. #562 kqxqq99. (@koqymimew) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2559 / 17:07
    อ่านฟิคนี้แล้วหลงรักมัมมี่ ฮือ อยากได้แฟนเป็นมัมมี่เลยค่ะ !
    #562
    0
  25. #561 BrownEye (@monsicha51241) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 / 21:53
    ไรท์แต่งดีมากอ่าาาาาาาาาาา
    ฮืออออ
    ชอบบบบบ
    #561
    0