The Return Of Lady Su การกลับมาของคุณหนูซู

ตอนที่ 7 : มารพิษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 166 ครั้ง
    3 ส.ค. 63


 

มารพิษ

 

 

 

ข้าควรดีใจหรือเสียใจดีที่ยังไม่ตาย

 

"เขตอาคม…ท่านหมายถึง .... ที่ที่เราอยู่ในตอนนี้คือเขตอาคม? " ข้านิ่งอึ้ง ในมือกุมลำไม้ไผ่บรรจุนํ้าเย็นเฉียบที่จางเหว่ยเอามาให้ใหม่

 

"ไม่ผิด ที่ที่เราอยู่คือเขตอาคมขนาดใหญ่ มันตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง" จางเหว่ยอธิบาย

 

"ข้าจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร? ข้าต้องกลับบ้าน..." ข้ารู้สึกถึงอารมณ์ตนที่เปลี่ยนเเปลงรวดเร็ว เมื่อไม่ตายข้าก็อยากกลับบ้านให้เร็วที่สุด กลับไปหาครอบครัวของข้า

 

จางเหว่ยเมื่อได้ยินคำถามก็ขมวดคิ้วมุ่น

 

"ไม่ง่ายนัก... ท่านรู้จักมารพิษหรือไม่? " จางเหว่ยตอบคำถามข้าด้วยคำถาม

 

ข้าส่วยหัว

 

"มารพิษเป็นผู้สร้างเขตอาคมนี้ หากต้องการจะออกไป ข้าคิดว่ามีเพียงมารพิษเท่านั้นที่รู้" จางเหว่ยนั่งลงที่ก้อนหินข้างหน้าข้าเเล้วพูดต่อ "มารพิษผู้นี้ขโมยตำราวิชาลับของสำนักอัสนีเเล้วหลบหนีมาในนี้ เเม้ไม่รู้ทางเข้าออก เเต่ตำราลับสำคัญยิ่งกว่า ข้าไม่มีทางเลือกจึงต้องตามมันเข้ามา"

 

ข้าผงึกหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะถามคำถามที่เหมือนถามตัวเองมากกว่าถามชายตรงหน้า

 

"เเล้วข้าเข้ามาได้อย่างไร..."

 

"ท่านถูกลมดูดรุนเเรงก่อนจะเข้ามาใช่หรือไม่? "

 

"ใช่"

 

"ก่อนที่ท่านจะเข้ามาเป็นเวลาใกล้คํ่าเเล้วใช่หรือไม่"

 

"ไม่ผิด"

 

"สถานที่ที่ท่านอยู่ก่อนนห้านี้คือริมหน้าผา"

 

ข้าพยักหน้า

 

"ข้าคิดว่าคงเป็นเวลาที่ข้าเปิดเขตอาคมเข้ามาพอดี ใต้หน้าผานั่นมีถํ้าที่ซ่อนเขตอาคมอยู่... ต้องขออภัยข้าไม่คิดว่าจะมีคนหลงเข้ามาตอนข้าเปิดเขตอาคม"

 

"...."

 

สรุปเเล้วที่ข้ามาติดอยู่ในนรกนี่ก็เพราะท่านสินะ...

 

ข้าส่ายหัว สลัดความคิดด้านลบของตน

 

เเต่จะโทษจางเหว่ยทั้งหมดก็ไม่ได้ ข้าเองก็ไม่สมควรหนีออกมาคนเดียว ข้าจึงกัดฟันเเล้วฝืนยิ้ม

 

"ไม่เป็นไรหรอก อย่างไรเราก็ติดอยู่ที่นี่ทั้งคู่ ท่านรีบหามารนั่นเเล้วออกจากที่นี่โดยเร็วกันเถอะ" ข้าลุกขึ้นเเล้วยื่นเสื้อที่จางเหว่ยใช้ปูให้ข้านอนคืนเจ้าของ ก่อนจะนึกขึ้นได้เรื่องเเผลที่หายไปของข้าได้

 

"อ้อ ข้าต้องขอบคุณท่านที่ช่วยชีวิตข้า หากไม่ได้ท่านช่วยรักษาแผลข้าคงตายไปแล้ว บุญคุณนี้ตระกูลข้าจะต้องชดใช้ให้ท่านเเน่ ๆ " ข้าก้มตัวขอบคุณจางเหว่ยอย่างสุภาพ

 

"ท่านเข้าใจผิดเเล้ว ! แผลนี่รักษาตัวเองตอนที่ข้าไปถึง ข้าไม่ได้ช่วยอะไรท่านมากมายนัก" จางเหว่ยโบกไม้โบกมือ ไม่ยอมรับคำขอบคุณจากข้า

 

ข้ามองจางเหว่ยอย่างงุนงง ก่อนจะก้มมองตัวเอง แผลหนักขาดนั้นจะหายเองได้ยังไง?

 

"ว่าเเต่ท่านกำจัดตะขาบตนนั้นได้อย่างไร ? ดาบข้าไม่อาจฟันเปลือกเเข็งของมันได้เลยจึงเลือกหลบเลี่ยง จนได้ยินเสียงท่านกรีดร้องข้าจึงตามมาดูอีกครั้ง นึกไม่ถึงว่าท่านจะกำจัดมันด้วยเเผลเดียว! ท่านมาจากสำนักใดหรือ วรยุทธ์สูงส่งนัก ! " จากเหว่ยรีบพูดอย่างสนอกสนใจ ข้าเอียงคอด้วยความงุนงงก่อนจะอธิบายเขา

 

"ข้าไม่เป็นวรยุทธ์ ข้าเเค่โชคดีมีปิ่นอันนึงติดมือเเล้วปักหัวมันเข้าพอดี จึงเอาชีวิตรอดมาได้"

 

จางเหว่ยมองข้าอย่างทึ่ง ๆ เขาดูไม่เชื่อคำพูดของข้าเสียทั้งหมด

 

"หากท่านไม่มีวรยุทธ์ งั้นอาจจะเป็นปิ่นนั่น..." จางเหว่ยลูบคางพึมพำกับตัวเองสักพักจนกระทั่งนึกบางอย่างได้จึงหันมาถามข้า

 

"ข้าลืมถามนามของท่านไปเสียสนิท ไม่ทราบว่าเเม่นางมีนามใด? "

 

"ข้าคือซูหลิวหยาง" ข้าตอบเขาด้วยรอยยิ้ม เมื่อได้ยินชื่อข้าดวงตาของจอมยุทธ์เบิกโพลงขึ้นทันที

 

"คุณหนูซูนี่เอง ยินดีนักที่ได้พบท่าน ท่าน...ท่าน... งดงามสมคำลํ่าลือจริง ๆ " จางเหว่ยพูดติดอ่างไปชั่วขณะ

 

ข้าไม่เเปลกใจที่จางเหว่ยรู้จักข้า ตระกูลซูค่อนข้างมีอิทธิพลในโลกยุทธภพ เเม้ตอนนี้ผันตัวไปค้าขาย เเต่อดีตหัวหน้าตระกูลคนก่อนเป็นเซียนผู้เลื่องชื่อสร้างคุณงามความดีไว้ทั่วเเดนเเม้ผ่านมาหลายปีที่หัวหน้าตระกูลถูกผลัดเปลี่ยน เเต่ชื่อเสียงของตระกูลซูก็ยังไม่จืดจาง

 

ข้ายิ้มให้กับคำชมของเขาเเละขอบคุณตามมารยาท

 

"อ้อ ข้าได้ยินว่าท่านพึ่งสมรส ต้องขอเเสดงความยินดีด้วย" จางเหว่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

 

ข้าหุบยิ้มทันที

 

"เราไปตามหามารพิษอะไรนั่นกันเถอะ" ข้าเปลี่ยนเรื่อง หลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงเรื่องเเต่งงานเเม้จะดูเสียมารยาท 
 

 

หลังจากนั้นจางเหว่ยก็ออกเดินทางพร้อมกับข้า ระหว่างทางจอมยุทธ์หนุ่มเอ่ยถึงความวุ่นวายในสำนักหากตำราลับหายไป ข้าค่อนข้างเข้าใจดี วิชาลับ เป็นของสำคัญของหลากหลายสำนัก หลายตระกูล สิ่งนี้บ่งบอกอนาคตของสำนักจากความร้ายกาจของวิชาที่สืบทอดกันมา เป็นทั้งชื่อเสียงเเละศักดิ์ศรี ดังนั้นหากผู้ใดฝ่าฝืนเเอบฝึกวิชาลับของสำนักโดยไม่ได้รับอนุญาต บางสำนักที่มีโทษถึงขั้นเอาชีวิตเลยทีเดียว

 

เจ้ามารพิษตัวนี้จางเหว่ยก็คงไม่คิดละชีวิตมัน

 

เเต่เขาดูเป็นกังวลนักยามพูดถึงมารพิษ ข้าคิดว่ามารตนนี้คงจะไม่ใช่มารที่กำจัดได้โดยง่าย

 

จางเหว่ยหยุดนิ่งเมื่อเดินมาได้สักพัก ชายหนุ่มดึงดาบที่สะพายอยู่ด้ายหลัง เเววตาเปลี่ยนไปคมกริบ ข้ารู้สึกได้ถึงลมปราณที่ไหลวนรอบตัวเขาเเม้ตัวข้าจะไม่ได้สัมผัสลมปราณมาระยะหนึ่งเเต่ก็รู้ได้ว่าลมปราณนี้เเข็งเเกร่งเเละอันตรายยิ่ง

 

ท่าทางที่เปลี่ยนไปของจางเหว่ยทำให้ข้าตกใจ ชายหนุ่มชี้ไปข้างหน้าให้ข้าหันไปดู เมื่อข้าหันไปมองตามทิศที่นิ้วชี้ไปสิ่งที่อยู่สุดทางนั้นคือบ้านหลังหนึ่ง

 

เขตอาคมนี้กว้างใหญ่เเละมีไว้เลี้ยงอสูร ดังนั้นผู้ที่สามารถสร้างบ้านหลังนี้ได้คงจะไม่ใช่ใครนอกจากเจ้าของเขตอาคมเสียเอง

 

"มารพิษอยู่ในนั้นหรือ" ข้าตัวสั่นเเล้วหลบไปอยู่ด้านหลังจางเหว่ยอย่างไม่รู้ตัว

 

"ข้าสัมผัสได้ถึงปราณมารหนาเเน่น เป็นมันไม่ผิดเเน่"

 

ข้ากลืนนํ้าลายหนืดคอ ศิษย์สำนักอัสนีค่อนข้างมีชื่อ เเค่มารตนนึงคงไม่คณามือกระมัง ข้ามองชายหนุ่มตรงหน้า เเววตาเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นของเขาทำให้ข้าคลายความกังวลไปบ้าง จางเหว่ยโบกมือให้ข้าหาที่หลบ ข้าจึงยอมผละตัวออกห่างเขาเเล้วถอยห่างออกไปหลบในป่าไผ่

 

"มารเฒ่า ! " จางเหว่ยเปิดบทด้วยการตะโกนเรียก

 

ข้าแอบสถบ

 

ทำไมไม่ฆ่ามันทีเผลอ ! จะไปเรียกให้มันออกมาต้อนรับทำไม !

 

หลังเสียงตะโกนเรียกของจางเหว่ย ชายเเก่คนหนึ่งก็ถีบประตูออกมาจากบ้านหลังนั้น ข้ามองดูจากมุมลับอย่างเงียบเชียบ มารพิษที่ว่าน่ากลัวนักหนานั่นเป็นเเค่ชายเเก่หัวล้านในชุดผ้าขาวเก่า ๆ เองหรือ

 

"หือ? เจ้าตามข้ามาถึงในนี้เลยรึ? "มารเฒ่าดูท่าทางเเปลกใจ เเต่ไม่ได้ตกใจ

 

"วิชาสร้างเขตอาคมของท่านน่านับถือยิ่ง ข้าเองก็คิดหาทางเข้าเป็นเวลานานเช่นกัน" จางเหว่ยเอ่ยชม ข้าขูดเปลือกไผ่อยู่ห่าง ๆ ด้วยความรำคาญกับบทสนทนาที่ไร้ประโยชน์

 

ฆ่ามันเซ่ !

 

"ฮ่า ๆ ๆ ๆ ในแผ่นดินนี้อย่าหวังว่าจะมีใครสร้างเขตอาคมได้สมบูรณ์เเบบเท่าข้า ! เจ้าสามารถมองเห็นจุดอ่อนของเขตอาคมนี้เเล้วเข้ามาได้ก็จงภูมิใจในตัวเองเสียเถิดเจ้าหนูน้อย ! " มารพิษหัวเราะจนเห็นฟันเหลืองในปาก ข้าพยักหน้าเเล้วเเอบคิดอยู่ในใจ ข้าเเค่ออกมาเดินเล่นก็เข้าเขตอาคมของท่านมาได้เเล้ว เก่งมากหรือไม่?

 

"เข้าเรื่องเถิด คืนตำราของสำนักอัสนีมา มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน" จางเหว่ยตวัดดาบจนเกิดลมน่ากลัวรอบกายเขา

 

ท่านกำลังเตือนอยู่มิใช่หรือ ? ข้าแอบนินทาในใจ

 

"ฮ่า ๆ ๆ ข้าขโมยตำราลับของหลายสำนัก แอบสับเปลี่ยนตำราสืบทอดของหลายตระกูล โดยที่พวกมันไม่รู้ตัว เเต่เจ้านี่ช่างหูตาไวจริง ๆ " มารเฒ่าทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างไม่พอใจที่การย่องเบาของตนมีคนจับได้ ข้าเเอบคิ้วกระตุกมารพิษนี่ไม่ได้ขโมยวิชามาเเค่สำนักเดียวหรือ ตระกูลซูก็มีตำรายุทธ์เก่าเเก่ที่สืบทอดกันมาเช่นกัน เกรงว่าข้ากลับไปต้องไปดูเสียหน่อยเเล้วว่า กายาเหล็ก ยังอยู่ในหอตำราตระกูลซูหรือไม่

 

"คืนตำราเหล่านั้นมาเสีย! " จางเหว่ยตวาดด้วยความโมโห

 

"จะว่าไปเจ้านี่ก็มีพรสวรรค์เรื่องเขตอาคมนักนะ อยู่สำนักอัสนีไปก็ไม่ได้ช่วยให้เจ้าเป็นหนึ่งในใต้หล้าหรอก มาเป็นศิษย์ข้าเถิด! เเล้วเจ้าจะได้อ่านตำราทุกเล่มที่ข้าขโมยมา ! " มารเฒ่าดูมีความภาคภูมิใจที่พูดออกมา ข้าที่ซ่อนอยู่ในดงไผ่เเอบกำหมัดอย่างยินดี

 

เสร็จละ ! ทำให้มันตายใจเเล้วเเอบฆ่ามันเลยจางเหว่ย !  

 

"ขอปฏิเสธ ข้าไม่คิดลักลอบฝึกวิชาของผู้อื่น"

 

"..."

 

ผู้ฝึกตนสำนักอัสนีเป็นเช่นนี้เหมือนกันหมดเลยหรือไม่! ข้านึกถึงสำนักบูรพาสมัยลอบกลั่นเเกล้งหานเฟิง พวกนั้นเเม้ยังเด็กก็ร้อยเล่ห์กลนัก การออกไปทำภารกิจที่สำนักมอบหมายนั้นยาก เเต่การมีชีวิตอยู่ในสำนักบูรพานั้นยากยิ่งกว่า !

 

"เฮอะ! ข้าให้โอกาสอันดีเช่นนี้เเล้วบังอาจปฏิเสธ งั้นเจ้าก็ตายเสียเถอะ! " มารเฒ่าตวาดลั่น ปราณสีม่วงเเผ่กระจายออกมาจากร่างชายเเก่ก่อนจะพุ่งเข้าหาจางเหว่ยทุกทิศทางประดุจงูพิษนับสิบตัว

 

จอมยุทธ์หนุ่มไม่มีท่าทีหวาดกลัวต่อปราณสีม่วงนั่นเเม้เเต่น้อย ดาบใหญ่ในมือตวัดเอาลมหอบใหญ่ขึ้นมาเเรงลมเมื่อตวัดผ่านปราณรูปงูก็ฉีกกระชากพวกมันออกทันที เมื่อปราณอันตรายของมารเฒ่าหายไปรอบกายชายชราจึงเกิดช่องว่างทำให้จางเหว่ยถีบตัวสุดเเรงเกิดเข้าไปประชิดตัว มารเฒ่าที่ตั้งตัวได้ทันก็เรียกงูมายาเหล่านั้นขึ้นมาใหม่เพื่อป้องกันตนเองอย่างทันท่วงที เเละครานี้ดาบของจางเหว่ยก็ไม่อาจตัดผ่านได้อีกต่อไป

 

จากนั้นก็สู้กัน

 

โช้ง เช้ง โช้ง เช้ง

 

ข้าดูไม่รู้เรื่องหรอก

 

ตั้งเเต่ทำตัวเป็นเเม่ศรีเรือนข้าก็รู้สึกว่าตนทำอะไรชักช้าไปหมดไม่เว้นเเม้เเต่ตอนซอยต้นหอม อย่าได้พูดถึงความเร็วระดับศิษย์สำนักอัสนีเลย ที่ข้าเห็นตอนนี้ก็เป็นเเค่เงาวูบวาบสองสายหนึ่งม่วงหนึ่งฟ้าเท่านั้น

 

เเต่ข้ายังพอดูออกว่าจางเหว่ยเป็นฝ่ายได้เปรียบในขณะที่มารเฒ่าผู้ชราเเล้วได้เเต่หลบไปหลบมาจนหอบ

 

การต่อสู้ยื้อเวลาต่อไป หนึ่งมารหนึ่งจอมยุทธ์ผลัดเปลี่ยนกระบวนท่าไปมา เเละผู้ชมเช่นข้าก็เปลี่ยนจากกระบวนท่ายืนเป็นนั่ง จากนั่งเปลี่ยนเป็นหักกิ่งไม้มาวาดรูปบนพื้นทรายเล่น เมื่อรู้สึกว่าการต่อสู้นี้ช่างยืดเยื้อไม่จบเสียที

 

"ฮ่า ๆ ๆ ๆ ฝีมือไม่เบานี่เจ้าหนุ่ม! " มารพิษหัวเราะโชว์ฟันหลอ การต่อสู้ดูเหมือนจะถึงช่วงพักชั่วขณะ ทั้งสองคนถอยห่างออกจากกัน ทางด้านจางเหว่ย เเม้วรยุทธของคนหนุ่มจะสูงส่ง เเต่เวลาผ่านไปนานเเล้วเขาจึงเริ่มเหนื่อย

 

"ท่านไม่อาจเอาชนะข้าได้หรอก คืนตำรามาเเล้วพาพวกเราออกจากที่นี่เสียดี ๆ เถิด" จางเหว่ยเอ่ยข่ม ข้าเบิกตาโตขึ้นมาทันที

 

พลาดเเล้ว!

 

เขาพูดว่าพวกเรา!

 

ข้าขยับตัวอยู่ในป่าไผ่อย่างเงียบเชียบเเล้วสังเกตุสีหน้าของมารเฒ่า ชายชราเจ้าของเขตอาคมยิ้มกว้าง

 

"เจ้าคงไม่ได้ลืมใช่ไหมว่าข้าเป็นเจ้าของเขตอาคมที่เจ้าเหยียบอยู่" มารพิษเอ่ย มือทั้งสองข้างค่อย ๆ ยกสูง ปราณสีม่วงก่อตัวอีกครั้ง คราวนี้หนาเเน่นกว่าครั้งไหน ๆ

 

จางเหว่ยขมวดคิ้วเเน่นขึ้นเมื่อเห็นปราณนั่น เขาหลบอย่างรวดเร็ว ยามที่อสรพิษยักษ์จากปราณมารพิษพุ่งเข้ามา

 

"รุนเเรงยิ่ง ถ้าโดนเข้าข้าคงไม่รอด" จางเหว่ยยังไม่ลืมที่จะเอ่ยชมคู่ต่อสู้ ข้าเกาหัวตนเองอย่างบ้าคลั่งจนลืมรักสวยรักงาม

 

จะไปบอกมันทำไม!

 

มารพิษไม่ได้จบเเค่สร้างอสรพิษมาตัวเดียวตัวที่สองตัวที่สามตามมาติด ๆ เเละว่องไวขึ้นเรื่อย ๆ เเต่ก็ไม่อาจตามความเร็วจางเหว่ยได้

 

"หลบได้ไม่เลว ! " มารพิษเอ่ยท่ามกลางเสียงโครมครามของอสรพิษที่ตนปล่อยออกมา

 

"เเล้วครั้งนี้ล่ะ ! " มารเฒ่าตวาดลั่นก่อนจะปั้นอสรพิษม่วงตัวใหม่ด้วยสองมือ อสรพิษจากปราณหนาเเน่นมีรูปร่างเหมือนงูจงอางขี้โมโห เมื่อมารพิษปล่อยมันออกมา ข้าก็รู้สึกว่ามันผิดปกติ

 

มารพิษดูมั่นใจกับการคุมปราณครั้งนี้มาก เเต่ทิศทางของปราณนี้กลับเบี่ยงออกจากตัวจางเหว่ยไปก้าวหนึ่ง หรือพูดง่าย ๆ คือมันไม่ได้พุ่งมาทางจางเหว่ย

 

ดังคาด อสรพิษพุ่งเเฉลบผ่านจางเหว่ยไปโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ขยับหลบเเม้เเต่นิด

 

เพราะเป้าหมายของมันไม่ใช่จางเหว่ย

 

เเต่เป็นข้า

 

เเย่ล่ะ ! !

 

อสรพิษเเยกเขี้ยวอยู่เบื้องหน้าเเต่ข้าก็เชื่องช้าเกินกว่าจะขยับหลบ ไม่ก็เจ้างูนั่นไวเกินไป จางเหว่ยที่ปล่อยให้งูผ่านไปดูเหมือนพึ่งนึกขึ้นได้ว่าข้าอยู่ตรงนี้ ก้าวอัสนีบาตของสำนักอัสนีถูกใช้อย่างว่องไว หัวงูตัวยักษ์ด้านหน้าข้าถูกบดบังด้วยแผ่นหลังของชายหนุ่มในชั่วพริบตา

 

"อั่ก! "

 

เลือดสีเเดงนองพื้น ข้าที่พึ่งผุดลุกขึ้นมาได้ล้มลงไปอีกครั้ง เบื้องหน้าข้าคือจางเหว่ยในสภาพเลือดอาบกายดั่งถูกอสรพิษนับไม่ถ้วนฝังพิษในเวลาเดียวกัน

 

ดวงตาของจางเหว่ยตวัดมาทางข้าเเม้ร่างกายจะขยับไม่ได้เเล้ว

 

"หนี..." ริมฝีปากของจางเหว่ยกระซิบเเผ่วเบา ข้ารู้ตัวว่าควรวิ่งให้ไวที่สุดเเต่ขาของข้ากลับไม่กล้าขยับจนกระทั่งมารพิษใกล้เข้ามา

 

"เขตอาคมนี่ก็เหมือนร่างกายของข้า เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าข้าจะไม่รู้ว่ามีใครเข้าออกบ้าง" มารเฒ่ายืนมองจางเหว่ยอย่างผู้ชนะเเม้มันจะใช้วิธีสกปรก มันยิ้มกว้างจนใบหน้าย่นของชายชราดูน่าเกลียด กลิ่นของมันเมื่อเข้ามาใกล้บอกความโสโครกของตัวมันได้ดีทีเดียว

 

"พิษจากปราณของข้าจะทำให้เจ้าตายช้า ๆ อย่างทรมาน! ฮ่า ๆ ๆ ๆ จงจำชื่อของมารพิษผู้นี้ไว้ซะ ! " มารพิษโอ้อวด จางเหว่ยตวัดดวงตามองมันเเล้วใส่ความโกรธทั้งหมดในชีวิตของเขาไว้ มือหนึ่งของเขากุมที่ด้ามดาบอย่างอ่อนเเรง

 

"ยังคิดสู้อีกรึ สภาพเจ้าตอนนี้เเค่หายใจก็ยังลำบาก" มารพิษหัวเราะเยาะ เมื่อเห็นเเววตาไม่ยอมเเพ้ของชายหนุ่ม "เเต่ถ้าเจ้ากลับใจมาเป็นศิษย์ข้าในตอนนี้ข้าจะช่วยเเก้พิษให้เจ้าดีหรือไม่" มารพิษยื่นข้อเสนอมันก้มตัวลงข้าง ๆ ร่างกึ่งเป็นกึ่งตายของจางเหว่ยอย่างไม่รู้สึกกลัวต่อดวงตาพิโรธของเขา

 

ยอม ๆ มันไปเถอะ ได้โปรด ! 

 

นํ้าตาข้าเอ่อล้น ข้ารู้ตัวดีว่าหากจางเหว่ยตาย คนต่อไปที่ตายจะเป็นข้า

 

ชายหนุ่มนอนไร้เรี่ยวเเรงอยู่บนพื้น มือของเขายังกุมดาบเเม้ไม้เห็นหนทางชนะ ดาบใหญ่เล่มนนั้นเรืองรองอยู่ข้างกายเขาประดุจมีชีวิต

 

ว่ากันว่าดาบบางเล่มมีจิตวิญญาณของมันเอง

 

เช่นดาบของจางเหว่ย ที่จู่ ๆ ดาบใหญ่เล่มนั้นก็ส่องประกายคมกริบ มันเริ่มมีรอยเเตกร้าวจากด้ามดาบเเละลามมาถึงปลายดาบ ตามรอยร้าวรอบตัวดาบปรากฏเเสงเรืองรองประหนึ่งสายรุ้งผุดตามรอยเเยก มารเฒ่ารับรู้ถึงอันตรายมันรีบถดตัวออกห่าง เเต่นั่นก็สายเกินไปแล้ว

 

ดาบของจางเหว่ยระเบิดออก ตัวดาบเเตกกระจายเป็นเศษเหล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษเหล่านั้นพุ่งเข้าหาใบหน้าชราของมารเฒ่าโดยพร้อมเพรียงกัน

 

"อ๊ากกก!!! " มารพิษร้องโหยหวนเมื่อเศษเหล็กเเทงเข้ามาในลูกตา สองเท้าของมันขัดกันเองจนตัวมันล้มลงโอดโอยกับพื้น

 

"ตาข้า!! ตาของข้า!! " มารพิษส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด น่าเสียดายที่มันไม่มีลูกตาให้นํ้าตาไหลเเล้ว

 

ข้ามองทุกอย่างด้วยความทึ่ง ดาบของจางเหว่ยยามนี้เหลือเพียงด้ามเท่านั้น

 

วิญญาณเเห่งดาบเสียสละตัวของมันเพื่อปกป้องเจ้านายตน

 

"คุณหนูซู..." ท่ามกลางเสียงร้องของมารพิษ เสียงของจางเหว่ยก็เเทรกเข้ามาอย่างอ่อนเเรง

 

ข้าดึงสติเข้าไปประคองร่างของจางเหว่ย ร่างจอมยุทธ์หนุ่มอาบไปด้วยเลือดเเดงฉานมือของข้าที่ประคองตัวเขาสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่

 

"ข้า... คงไม่อาจ... ออกไปได้เเล้ว" จางเหว่ยพูดเสียงเเผ่วเบา ตามลำคอของเขาเส้นเลือดสีม่วงปรากฏบนผิวขาวซีด ข้ากัดริมฝีปากตน มันสายไปแล้ว พิษกระจายไปทั่วร่างเเล้ว

 

"ข้า... ขอโทษ..." มืออันไร้เรี่ยวเเรงของจางเหว่ยค่อย ๆ ยกขึ้นจนจับเข้าที่เเก้มของข้า ดวงตาของเขาเริ่มเหม่อลอย ก่อนที่มันจะเหลือกขึ้นด้านนบนจนเห็นตาขาวโพลนของคนตาย มือซีดเปื้อนเลือดที่จับอยู่บนเเก้มค่อย ๆ อ่อนเเรงเเละเลื่อนลงปาดผ่านริมฝีปากของข้าก่อนจะตกลงไปบนพื้นอย่างไร้วิญญาณ

 

ถุย ๆๆๆๆๆ

 

ข้าถ่มเลือดทิ้งเเทบไม่ทัน

 

ท่านบ้าเรอะ ! ก็รู้อยู่ว่าตัวเองติดพิษเอามือมาป้ายหน้าข้าคิดจะลากข้าลงนรกไปด้วยหรือไง ! 

 

จางเหว่ยสิ้นลมหายใจ ดวงตาปิดสนิท เลือดที่เข้ามาในปากข้าเเม้น้อยนิดเเต่ข้าก็รู้ว่าตัวเองถ่มทิ้งไม่ทันจริง ๆ

 

เหมือนตอนที่ข้าดื่มเลือดของตะขาบยักษ์ ความทรงจำยามมันคลอดลูกเเละออกล่าสัตว์โถมเข้ามาพร้อมเลือดนั่น

 

จางเหว่ยก็ไม่ต่างกัน ข้าเห็นภาพของสำนักอัสนี ข้าเห็นคนที่จางเหว่ยเรียกว่าอาจารย์ ศิษย์พี่ เเละศิษย์น้อง เห็นตอนที่เขาฝึกยุทธ เห็นวิชาลับของสำนัก เเละข้าเห็นตอนที่เขาตั้งชื่อให้ดาบตนเองว่า สายรุ้ง

 

ในห้วงความทรงจำเหล่านั้นมันยาวนานเหมือนข้าได้ใช้ชีวิตของจางเหว่ยมารอบหนึ่งจริง ๆ เเต่เมื่อได้สติเเละมองรอบกาย ข้ายังอยู่ที่เดิม อยู่ข้างศพของเจ้าของความทรงจำ เเละเบื้องหน้าข้าคือมารพิษที่กำลังโกรธจัด

 

"เจ้า! บังอาจนัก ! " มารพิษปล่อยปราณสีม่วงออกมาคลุมรอบบริเวณ รอบตัวข้าเต็มไปด้วยงูพิษไร้หนทางหนี เเม้มารเฒ่าจะตาบอดสนิททั้งสองข้างเเต่มันก็ยังสามารถใช้ปราณของมันสัมผัสสิ่งของรวมทั้งสิ่งมีชีวิตโดยรอบได้ เเละมันรู้ว่ายังมีสิ่งมีชีวิตเช่นข้าอยู่ตรงนี้

 

ข้าวางร่างของจางเหว่ยอย่างเบามือ เเละเรียกสติตนเอง

 

"เขาตายเเล้ว" ข้าเอ่ยเสียงสั่นอย่างคุมไม่อยู่ เผยตำเเหน่งตนให้มารตาบอด

 

"งั้นเจ้าก็ตายตามมันไปเสียเถอะ ! " สิ้นคำ มารพิษบีบอัดปราณของมันเป็นร่างงูเเละพุ่งเข้ามารัดคอข้าทันที ข้าที่ไม่ทันตั้งตัวเเม้เเต่จะกรีดร้องเสียงก็ยังไม่ออก ปราณรูปงูสีม่วงรัดคอของข้าเเน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนข้ารู้สึกว่ามันกำลังจะเเหลกเหมือนเปลือกไข่

 

"เดี๋ยว ! " ข้าใช้เเรงทั้งหมดตวาดออกไป มารพิษหยุดการบีบรัดของปราณให้จริง ๆ

 

"มีอะไรจะสั่งเสียรึ" มันถามข้า ปราณมารคลายออกเล็กน้อยเพื่อให้ข้าพูด

 

ข้าจ้องไปในดวงตาที่มืดบอดของมารพิษ

 

"ท่านพึ่งขโมยตำราลับของสำนักอัสนีมาใช่หรือไม่"

 

"ใช่"

 

"อ่านหรือยัง"

 

"…"

 

"จะตายอยู่เเล้วยังจะถามอะไรของเจ้า ! " มารพิษยังไม่หายโมโหจากดวงตาที่เสียไป เมื่อเจอคำสั่งเสียไร้สาระก็ยิ่งโมโหขึ้นไปอีก

 

"ก็อ่านหรือยังเล่าตอบมาเซ่ ! " ข้าตะโกนถามซํ้าก่อนที่มารพิษจะนึกขึ้นได้ว่าต้องรัดคอข้าให้ตาย

 

"ยังโว้ย ! เเล้วเจ้าจะถามทำไม" มารพิษตะโกนตอบอย่างเดือดดาล ข้าไม่ได้ตอบเขาในทันที เเต่รอให้เขาคิดเองระยะหนึ่ง

 

ขโมยมาเเล้วยังไม่ได้อ่าน

 

พอจะอ่านก็ตาบอดเสียก่อน

 

ข้ามองเศษเหล็กที่ยังติดอยู่บนลูกตาทั้งสองของมารพิษ ดาบสายรุ้งของจางเหว่ยช่างรู้จักใช้พลังอันน้อยนิดของตนได้เป็นประโยชน์เสียจริง

 

"ข้าจะอ่านให้ท่านฟัง เเลกกับไว้ชีวิตข้าได้หรือไม่" 

 

มารพิษหน้าดำหน้าเเดง มันคุมปราณของมันให้เหวี่ยงข้าลงกับพื้น ข้าร้องครางอย่างเจ็บปวด เเต่ก็ไม่ถึงตาย

 

ข้อเสนอได้ผล

 

"เฮอะ! ได้ ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า เเต่หากเจ้าอ่านจบเมื่อใด เตรียมเป็นอาหารให้เเมลงพิษของข้าได้เลย ! " มารพิษตวาด มันปัดป่ายพลังปราณสีม่วงใส่รอบทิศอย่างโมโห มือสองข้างเกาดวงตาของตนที่เป็นเเค่เศษชิ้นเนื้ออย่างคับเเค้น

 

ข้าถอนหายใจอย่างโล่งอก เเค่นี้ก็มากพอเเล้ว หากยื่นข้อเสนอมากกว่านี้มีเเต่จะทำให้มารพิษยิ่งโกรธ

 

เเต่ข้าก็ต้องคิดหาทางเอาตัวรอดให้ได้ก่อนที่จะอ่านตำราลับนั่นจบ!

 

 

_______________

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 166 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

240 ความคิดเห็น

  1. #152 memolunla (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 14:50
    นิยายดราม่าไหม ทำไมตอนนี้อ่านแล้วมีแต่ความขำ
    #152
    0
  2. #71 and4 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 12:54
    ไรท์แกงเก่ง ความดราม่าเมื่อตอนต้นๆมันหายไปไหนอะ ไรท์ตัดตอนมาคอมมาดี้เฉย โดยเฉพาะหลิวหยาง นางเป็นคนฮาๆ
    #71
    0
  3. #29 ma20001 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 22:56
    ฉลาดสุดๆ55+
    #29
    0
  4. #8 ลี ลา ลี ลา (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 23:05
    สนุกกกกกกกกก มาก
    ปล. แต่กลัวรูปที่ไรท์ตั้งเป็นหน้าปก หน้ากลัว
    #8
    0