The Return Of Lady Su การกลับมาของคุณหนูซู

ตอนที่ 6 : หลง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,262
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 169 ครั้ง
    3 ส.ค. 63


 

 

 

หลง

 

 

 

โลกหลังความตาย สถานที่ที่คนเป็นได้เเต่จินตนาการ เเละคนตายไม่อาจกลับมาเล่าขานถึงมันได้ ข้าเองก็เคยนึกถึงมันเเละหวาดกลัวโลกนั้นอยู่บ่อยครั้ง เเต่ในยามที่จิตใจข้าเรียกหาความตายข้ากลับมีความสุขที่จะได้ย้ายตนเองไปโลกนั้นมากกว่าที่จะจินตนาการถึงความน่ากลัวของมัน

 

เเล้ว....

 

ที่นี่มันนรกขุมใดกัน....

 

ข้ากวาดตามองไปรอบตัว ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เเห้งเเล้งสุดลูกหูลูกตา เเสงเเดดเเผดเผาเจิดจ้า.....

 

ข้าค่อนข้างมั่นใจว่าหลังจากที่ม้าเลวนั่นถีบข้าเข้าสู่กระเเสพายุปริศนาข้าก็พลัดตกลงมาจากหุบเหว ระหว่างที่กรีดร้องจะเป็นจะตายอยู่นั้นข้าก็ร่วงลงมาในทุ่งหญ้านี่เเล้ว

 

ข้าลุกขึ้นปัดก้น พลางชื่นชมทัศนียภาพโดยรอบ สาบานได้เลยว่าตอนที่ข้ามองลงมาจากหน้าผานั่นมันมีเเค่โขดหินเเหลมกับสายนํ้าเชี่ยวกรากอยู่เบื้องล่างซึ่งเหมาะเเก่การฆ่าตัวตายประชดรักเป็นอย่างยิ่ง เเต่ทำไมพอข้าลืมตาขึ้นบรรยากาศโดยรอบถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้ เเม้เเต่เหวลึกที่ควรเปลี่ยนไปเป็นหน้าผาสูงชันหลังข้าตกลงมาก็หายไป

 

ข้าคงตายไปเเล้วจริง ๆ?

 

เเต่ถูกส่งมาในนรกไวขนาดนี้เชียว เเค่กะพริบตาเองนะ...

 

ข้ากุมอกตัวเอง บางสิ่งบางอย่างเต้นตุบตับอยู่ในนั้น

 

หัวใจยังเต้น? หรือต่อให้เป็นวิญญาณเเล้วก็ยังมีหัวใจเอาไว้เจ็บเอาไว้รัก?

 

เมื่ออยู่เฉยไม่ช่วยให้ได้คำตอบข้าจึงเดินไปรอบ ๆ เดินจนขาปวดหนึบ จนท้องร้องด้วยความหิว จนพระอาทิตย์ใกล้ลาลับฟ้า เเต่ทางข้างหน้าทุ่งหญ้ากว้างก็ยังทอดยาวไม่จบไม่สิ้น

 

ข้าหยุดเดิน

 

เมื่อฟ้าเริ่มมืดเเละความกลัวก็เริ่มกัดกิน

 

ข้าวิ่ง เเละตะโกน

 

"ช่วยด้วย!! "

 

"มีใครอยู่ที่นี่ไหม! "

 

"ช่วยด้วย!! "

 

ไม่มีเสียงตอบข้า ท่ามกลางทุ่งหญ้าสูงสุดลูกหูลูกตา ข้าเริ่มเสียสติ รอบข้างเงียบอย่างน่าประหลาด เสียงลมรอบกายคล้ายเสียงกรีดร้อง ทุ่งหญ้าเริ่มสูงเเละรกชันขึ้น

 

ข้าวิ่ง วิ่งจนสะดุดล้มกับบางอย่างเข้า

 

"โอ๊ย!! " ข้อเท้าที่ถูกขัดทำให้ข้าล้มหน้าคะมำ บางอย่างซ่อนอยู่ใต้หญ้าสูง ข้าเเหวกหญ้าหันไปดูอย่างฉงน

 

กวางตัวหนึ่งนอนอยู่บนพื้น มันไม่ได้หลับ มันตาย ตัวเย็น เเละเหม็นเน่า บนตัวมันมีเเผลขนาดใหญ่ที่ท้องเหมือนถูกกัดกระชากออกมา มันถูกล่าโดยบางสิ่งบางอย่างที่กินเครื่องในของมันเป็นอาหาร

 

ข้าถดตัวออกจากภาพน่าสยองนั่นทันที หัวใจเต้นระรัว ไม่รู้เพราะเหนื่อยจากการวิ่งหรือตื่นตกใจ

 

ที่นี่มันอยู่ไม่ได้เเล้ว

 

ข้าออกวิ่งต่อ ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีม่วง ข้าควรหาที่ซ่อน มีสัตว์ร้ายอยู่เเถวนี้ การเลือกกินเช่นนั้น ในกรณีที่เเย่ที่สุดมันคือสัตว์อสูร

 

นานมาเเล้วในยามที่ข้าเรียนอยู่ในสำนักบูรพาเหล่าศิษย์พี่มักเอาเรื่องสัตว์อสูรมาขู่ให้พวกข้ากลัวอยู่บ่อย ๆ ข้าคิดว่าวรยุทธสูงส่งขึ้นเมื่อไร การล่าอสูรคงเป็นเเค่เรื่องตลกสำหรับข้า

 

เเต่นั่นไม่ใช่คำขู่ ไม่เคยใช่ ศิษย์ในสำนักเมื่อกลับมาจากการล่าอสูร เกวียนหนึ่งก็ขนศพสัตว์อสูร อีกเกวียนหนึ่งขนศพเพื่อนร่วมสำนัก ทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับพวกมัน ไม่ว่าวรยุทธจะสูงส่งเเค่ไหนขาข้างหนึ่งก็เหยียบบนประตูนรก ดังนั้นเเล้ว อดีตศิษย์อย่างข้าที่อยู่เเค่ขั้นบ่มเพาะซํ้ายังเลิกเรียนมาหลายปี หากเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรตอนนี้มีเเค่ตายกับตายเท่านั้น

 

ไม่นานฟ้าก็มืด ขาของข้าวิ่งไม่ได้อีกต่อไป มันเมื่อยล้าจนเเทบจะก้าวไม่อยู่ ทุกครั้งที่ก้าวขาเหมือนเพียงลากให้มันขยับเท่านั้น

 

รอบกายมีหญ้าสูงขึ้นเรื่อย ๆ มันสูงจนเลยหัวทำให้ไม่เห็นว่ารอบกายมีสิ่งใดบ้างหรือข้าควรไปที่ใดจึงจะพ้นจากเขตหญ้าสูงชันนี่เสียที อย่างไรเสีย ข้าก็ควรไปให้ไกลที่สุดจากเขตการล่าของสัตว์อสูรตนนั้น

 

เเซ่ก ๆ ...

 

เสียงเเหวกหญ้าเเผ่วเบาทำให้ข้าหยุดเดิน

 

เเซ่กๆ ...

 

อะไรบางอย่างเคลื่อนตัวตามพุ่มไม้สูงสั่นไหวจากทางข้างหน้า ข้าหยุดหายใจ เสียงเคลื่อนไหวนั้นเงียบไปสักพักข้าจึงเริ่มก้าวเดินอย่างเงียบเชียบ ไม่ให้เกิดเสียง เเสงจากดวงจันทร์ทำให้ข้าเห็นว่าทางข้างหน้ามีหญ้าสูงบางลง ข้าค่อย ๆ เเหวกพงหญ้าด้านหน้าออกอย่างเงียบเชียบ

 

เเสงจันทร์นวลผ่องสะท้อนให้เห็นผืนดินท่ามกลางกอหญ้าเป็นวงเเคบ ๆ ด้านหน้า ดินร่วนซุยถูกขุดจนเป็นหลุมลึกเเค่หัวเข่า สิ่งที่อยู่ตรงกลางผืนดินนั้นก็คือตะขาบเเละไข่ของมัน

 

อ้อ... ไม่สิ... ตะขาบที่ตัวเท่าจระเข้เเละไข่ของมัน

 

เมื่อข้าเห็นตัวของมันชัดเจน ข้าก็ค่อย ๆ ปล่อยมือจากการเเหวกหญ้าช้า ๆ ไม่กล้าเเม้หายใจเสียงดัง ถ้าข้าบังคับให้หัวใจตัวเองหยุดเต้นเพื่อให้เสียงเงียบได้คงทำไปแล้ว

 

ข้าค่อย ๆ ก้าวถอยหลัง รอบตัวข้าเป็นหญ้า ใช่เเล้ว เเค่ทุ่งหญ้า ดังนั้นมันไม่มีสมควรที่จะกิ่งไม้อยู่ข้างหลังให้ข้าเผลอเหยียบเป็นเเน่ ข้ามั่นใจ เมื่อถอยห่างมาได้สักระยะ ข้าก็รู้ตัวว่าสมควรเเก่การวิ่ง ระหว่างที่กำลังหันหน้ากลับทางเดิมเเล้วออกวิ่งนั่นเอง ใบหญ้าปลายเเหลมอ่อนนุ่มใบหนึ่งก็ตัดผ่านหน้าข้าไปเเล้วเกี่ยวเข้าไปในจมูกของข้า

 

ข้ารู้สึกคันจมูก

 

จึงจาม

 

"ฮัดเช้ยยย! "

 

ความเงียบเกิดขึ้นเพียงชั่ววินาที ในใจของข้ารํ่าร้อง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีกิ่งไม้ให้เหยียบเเท้ ๆ ทำไมถึงได้...

 

เเซ่ก ๆ ๆ ๆ ...

 

เมื่อได้ยินเสียงเคลื่นไหวข้าก็โกยเต็มฝีเท้าทันที

 

เจ้าสัตว์อสูรนั่นรู้ตัวเเล้ว!

 

ขาข้าที่ไม่ว่าเมื่อครู่จะเหนื่อยลากเพียงใดบัดนี้ข้าได้ลืมมันไปหมดสิ้น ร่างกายสูบฉีดกระปรี้กระเปร่าเหมือนได้เกิดใหม่เเม้ข้าจะตายไปแล้วก็ตาม

 

ถ้านี่คือนรก หรือการต้องถูกตะขาบกินคือการชดใช้กรรมของข้า?

 

ภาพกวางที่โดนกะซวกลำไส้ทะลุเข้ามาในหัวข้าทันที เเละเป็นเเรงผลักดันให้ข้าวิ่งต่อไปเเละหลีกหนีจากการชดใช้กรรมอันน่าสยดสยอง เสียงเเหวกพงหญ้ายังดังมาจากด้านหลัง เเละใกล้เข้ามาทุกที ข้าสับขาวิ่งให้ไวขึ้นอีก เเต่ก็ดันไปสะดุดกับบางอย่างเข้าอีกครั้ง ข้าล้มหน้าคะมำเหมือนเดิม เเละหันไปมองสิ่งที่ข้าสะดุดด้วยความโมโหมากกว่าเดิม

 

มันคือซากกวางตัวเดิม ด้วยความโมโหข้าลืมความเป็นความตายไปชั่วครู่ก่อนจะหันมาด่าเจ้ากวางในใจก่อนรอบหนึ่ง

 

ตายเเล้วก็ยังมาระรานกันอยู่ได้ เฮงซวย!!

 

เสียงเเหวกหญ้าที่ใกล้เข้ามาทำให้ข้าไม่มีเวลาด่ามันอีกต่อไป เเต่ซากกวางที่นอนเเน่นิ่งทำให้ข้าคิดบางอย่างได้ เเละก่อนที่เจ้าตะขาบยักษ์จะมาถึงข้าก็ตัดสินใจได้ทันที

 

ซากกวางที่มีเเผลเก่าที่ท้องอยู่เเล้วถูกเเหวกออกอีกครั้ง อวัยวะภายในซากกวางถูกเเทะกินหายไป จึงมีที่ว่างให้ข้ายัดตัวเองลงไปแทน ข้างในตัวกวาง กลิ่นหอมหวนเสียจนอ้วกแทบพุ่ง

 

เป็นดังคาด เมื่อเสียงเจ้าสัตว์หลายเท้ามาถึง มันไม่ได้สนใจอาหารที่กลายเป็นซากเเล้วเลยสักนิด ตะขาบเคลื่อนตัวผ่านไปอย่างว่องไวเเละหายเข้าไปในพงหญ้าตามหามนุษย์ที่บังอาจจามในถิ่นของมันเมื่อครู่นี้

 

ข้านอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ในซากกวางตัวนั้น เเม้กลิ่นของมันจะไม่น่าอภิรมย์ เเต่ข้าไม่เสี่ยงชีวิตออกไปจากซากกวางเเน่ ๆ เวลาผ่านไปข้าอดทนกับความเหม็นเน่าจนเริ่มชิน 
 

 

เวลาทั้งคืนยาวนานเหมือนผ่านไปเป็นปี จนกระทั่งพระอาทิตย์สาดเเสงอีกครั้ง ข้าจึงกล้าที่จะออกมา

 

สัตว์อสูรส่วนมากไม่ออกล่าตอนกลางวัน

 

ข้าออกมาจากตัวกวางด้วยสภาพสกปรก ผมเผ้ารุงรังเครื่องประดับใดใดที่อยู่บนศีรษะเบี้ยวไปมาจะหลุดไม่หลุดเเหล่ เสื้อผ้าของข้านั้นยิ่งกว่า มันทั้งฉีกขาดเเละมีกลิ่นเหม็นเน่า ถ้าตอนนี้ข้าเป็นวิญญาณไปแล้ว ก็คงเรียกได้ว่าเป็นวิญญาณที่เหน็ดเหนื่อยจนไร้วิญญาณอีกที

 

ข้าจัดเสื้อผ้าตนเองตามนิสัยเก่าที่มักจะจัดเเต่งตนเองให้ดูดีอยู่เสมอ เเม้ตอนนี้มันจะไร้ประโยชน์เเล้วก็ตาม มือข้าจัดเเต่งทรงผมของตนเองที่กระเซอะกระเซิง เครื่องประดับศีรษะหลายชิ้นยังอยู่ที่เดิม บนหัวข้าจึงมีอยู่เพียงผ้าผูกผมเเละปิ่นอันหนึ่ง ข้าดึงปิ่นหยกชิ้นนั้นออกมามองดู

 

ปิ่นหยกชิ้นนี้หน้าตาธรรมดาไม่ได้เเกะสลักรูปสัตว์เทพหรือดอกไม้สวรรค์งดงามอันใด เเม้หีบเครื่องประดับของสกุลซูจะมีเครื่องประดับราคาเเพงมากมายให้เลือกสรร เเต่ปิ่นหยกชิ้นนี้ตั้งเเต่ข้าได้มันมาก็ใส่ไว้ตลอดไม่เคยห่างตัวเลย

 

ข้าผูกผมให้เเน่นขึ้น เเล้วเสียบปิ่นกลับไป เเม้ข้าเป็นวิญญาณไปแล้ว ปิ่นเล่มนี้ก็ยังตามมาหลอกหลอนข้าอยู่อีกหรือ

 

เเต่ข้าก็ยังดีใจที่มันยังอยู่กับข้า

 

ข้าเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายเเข้งขาติดขัดจนล้มพับเองบ้างหลายครั้ง เเต่ข้าก็ยังเดินไปเรื่อย ๆ

 

นํ้า ข้าหิวนํ้า

 

ข้าต้องการอาหารด้วย

 

ซุปกระดูกหมูหม้อนั้น ข้าจะไม่ให้ใครเเล้ว ข้าจะกินเองทั้งหมด อาหารมากมายในจวนข้าจะไม่อดเพื่อให้ดูผ่ายผอมอีกเเล้ว ข้าจะกินให้หมด

 

กลางวันเปลี่ยนเป็นกลางคืนอย่างรวดเร็ว เเต่หญ้าสูงข้างหน้าก็ดูจะห่างไกลไร้ที่สิ้นสุด

 

ข้าล้มตัวลงนอนหลังจากเดินหาทางออกมาทั้งวัน ทำไมนรกขุมนี้ช่างทรมานนัก

 

เมื่อความเหนื่อยล้ากัดกิน ดวงตาข้าก็พร้อมจะปิดลง โดยที่ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะได้ลืมตาขึ้นมาอีกหรือไม่ เเต่เเล้ว บางสิ่งบางอย่างก็ไม่ยอมให้ข้าได้หลับ

 

เเซ่กๆ ๆ ๆ

 

เสียงเเหวกพงหญ้าดังขึ้นอีก ข้าตื่นเต็มตา

 

ข้าเดินมาทั้งวัน คงไม่ใช่ว่าวนอยู่ที่เดิม ๆ หรอกนะ สมัยเด็ก ๆ พวกศิษย์พี่เคยล้อเลียนข้าที่หลงทางอยู่บ่อย ๆ ว่าสมองของข้าไม่ได้มีไว้จดจำเส้นทาง เมื่อลองคิดดูดี ๆ ที่พวกท่านพี่พูดนั่นมันก็จริง

 

ข้าค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้น เเละพยายามฟังเสียงของมันที่เงียบไป เเต่ไม่มีเสียงเเหวกพงหญ้าอีกแล้ว

 

เพราะสัตว์ร้ายกำลังซุ่มโจมตีเหยื่อของมัน

 

"ก๊าซซซ!!! "

 

เสียงร้องทำข้าสะดุ้งตัวโยนเเละตะเกียกตะกายหนีหัวดำมะเมื่อมที่พุ่งเข้ามา เเต่เเล้วร่างกายที่ติดขัดก็ไร้เรี่ยวเเรงเกินกว่าจะหลบพ้น สัตว์ร้ายกัดข้าเข้าที่เเเขน ข้ากรีดร้องจนสุดใจ เเขนอีกข้างทุบเข้าที่หัวมันตามสัญชาติญาน

 

เเขนผอมถูกกัดยึดไว้ได้ไม่นาน ตะขาบยักษ์ก็โดนสะบัดจนหลุด เเต่เเรงทุบไม่ได้ทำให้มันเจ็บปวดสักเท่าไร มันยังพุ่งเข้ามากัดอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นเอวของข้าที่ถูกฟันเเหลมของมันกดจนจมลึก ข้าดิ้นทุรนทุราย เเต่ครั้งนี้กลับสลัดไม่หลุด ความเจ็บจากแผล เเละความเเสบร้อนจากพิษทำให้ข้ารู้สึกเป็นสิ่งมีชีวิตที่กำลังจะตายมากกว่าจะเป็นวิญญาณที่หลุดพ้น

 

ตาย ข้าตายเเน่....

 

เป็นอีกครั้งที่ข้าได้กลิ่นของความตาย หลังจากครั้งล่าสุดคือตอนที่โดนกิ่งไม้เสียบทะลุท้อง ข้าไม่ทันคิดว่าวิญญาณจะตายอีกครั้งได้หรือไม่ เเต่ความเจ็บปวดเเละความกลัวก็สั่งให้ข้าดิ้นเเละทุบเจ้าอสูรสุดเเรงเกิดเพื่อเอาตัวรอด ขาของมันไต่ตามตัวข้า เขี้ยวกดลึกเเละกำลังปล่อยพิษ เเรงพิษค่อย ๆ ซึมสู่เลือดจนข้ารู้สึกเเทบหมดสติ

 

ในห้วงความเจ็บปวดข้าหยิบของชิ้นหนึ่งที่ข้ารักที่สุดในชีวิต สัมผัสเย็นของปิ่นหยกบนศีรษะทำให้ความทรงจำบางอย่างกลับมา

 

"เเม่นางน้อย..."

 

รอยยิ้มของเขาอบอุ่นในภาพความทรงจำที่เลือนราง

 

ข้าดึงปิ่นออก ผมดำยาวถูกปล่อยยาวสยาย

 

"ปิ่นนี้ข้าเเกะสลักให้เจ้า...."

 

ข้ากำปิ่นหยกเเน่น ก่อนจะหันด้ามเเหลมของปิ่นปักลงบนหัวตะขาบ

 

"เเทนตัวข้า..."

 

ฉึก !!! 
 

 

ด้ามปิ่นจมมิด อสูรกรีดร้องสุดเสียง มันสะบัดหัวอย่างทรมาน ดิ้นพล่านจนหญ้าโดยรอบถูกกวาดจนเตียน ผ่านไปสักพักมันจึงนอนนิ่ง

 

เมื่อมันสงบข้าจึงกล้าที่จะเดินไปใกล้ ที่หัวของสัตว์อสูร ปิ่นหยกสีเขียวเเตกเป็นเสี่ยง ข้าคุกเข่าลงอย่างไร้เรี่ยวเเรงก่อนกอบกุมเศษของมันขึ้นมา

 

ข้ารู้สึกเจ็บปวด ทั้งที่เเผล ทั้งในใจ บางสิ่งในอกเหมือนถูกกระชากออกไปจนว่างเปล่า

 

ข้ามองที่ซากสัตว์อสูรอีกครั้ง เลือดสีเขียวข้นของมันไหลมาตามรูโหว่บนหัว หลังจากไม่ได้ดื่มนํ้ามาสองวัน ความกระหายเรียกให้ตัวข้าเข้าไปไกล้เเละดื่มกินเลือดของสัตว์น่าขยะเเขยงตนนั้น รสชาติของสัตว์อสูรติดอยู่ที่ลิ้น เป็นสัมผัสที่ไม่อาจบรรยายได้ ความหิวได้เปลี่ยนเเปลงทุกอย่างให้เป็นอาหารอันโอชะ

 

ภาพจำประหลาดจู่ ๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวข้าทันทีที่กลืนเลือดตะขาบ ตะขาบยักษ์เมื่อมันออกไข่ มันปกป้องลูกมันอย่างหวงเเหน มันกำลังกินใส้กวางอย่างหิวโหยหลังจากที่ไม่ได้ออกล่ามาเเสนนานเพราะต้องเฝ้าไข่ของมัน รสสัมผัสของเลือดทำให้ข้ารู้สึกได้กลืนกินจิตวิญญาณของตะขาบยักษ์ไปด้วย ทั้งชีวิตของมันคือความรักที่มีต่อลูก ความรู้สึกนั้นทำเอาข้าจุกในอก

 

ข้ามองมือทั้งสองของตนที่เเปดเปื้อนเลือดสีเขียว ผสมกับเศษหยกในมือ

 

ทั้งชีวิตข้าโหยหาความรัก ทั้งหาคนที่รักข้า เเละคนที่ข้ารัก

 

จนกลายเป็นวิญญาณ ข้าจึงพบว่าคนที่ข้ารักที่สุดก็คือตัวของข้าเอง…

 

"หึ ๆ ...." ความรู้สึกว่างเปล่าทำให้ข้าฉีกยิ้มหัวเราะ ข้าโยนเศษหยกในมือทิ้งเหมือนมันไม่ใช่ของสำคัญของข้าอีกต่อไป ข้าล้มลงนอน ท่ามกลางหญ้าสูงสุดลูกหูลูกตา ข้าโดดเดี่ยว อ้างว้าง เเต่เป็นอิสระ

 

ข้ายังไม่อยากตาย

 

ข้ายังหัวเราะต่อไป หัวเราะกับความคิดอยากตายก่อนหน้านี้ของตนเอง หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

 

ก่อนจะหมดสติเพราะเเรงพิษ ภาพสุดท้ายที่เห็นคือเงาของคนคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างร่างข้า

 

 

________________

 

 

 

การสะกดรอยตามไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหานเฟิง เป็นดังคาดซูหลิวหยางเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้มีสมองไว้จดจำเส้นทาง หกปีที่เเล้วนางเป็นยังไง หกปีต่อมาก็ยังเป็นเช่นนั้น

 

หานเฟิงตามมาถึงเหวลึกด้วยความเร็วที่สุดของเขา ในสถานที่นั้นมีเพียงม้าขาวตัวเขื่องที่ดูตื่นตระหนก มันถูกผูกอยู่กับตอไม้ ถัดไปทางริมหน้าผา หญิงชุดเเดงยืนท้าลมอยู่ตรงนั้น

 

"ท่านเเม่" หานเฟิงเอ่ยเรียกหญิงชุดเเดงด้วยใจเต้นระรัว ปนกับความกังวล

 

"นางอยู่ไหน" หานเฟิงเอ่ยถาม

 

ริมหน้าผา ลมอ่อน ๆ พัดปลิวผมเเละชุดผ้าเเพรของหญิงชุดเเดง นางดูงดงามไม่เปลี่ยนเเปลง.... ไม่เปลี่ยนเลยตั้งเเต่เขาเกิดจนโตถึงตอนนี้

 

ความเงียบของนาง ยิ่งนานยิ่งบีบหัวใจของหานเฟิง

 

"ท่านฆ่านาง..." หานเฟิงได้ยินเสียงบางอย่างขาดผึง เส้นความอดทนของเขาเกินกว่าจะประคองไว้เเล้ว

 

หานเฟิงชักดาบเเละพุ่งเข้าหาหญิงชุดเเดงทันทีโดยไม่สนอีกต่อไปว่านั่นคือหญิงเพียงหนึ่งเดียวที่เขาเรียกว่าเเม่

 

เกร๊ง!!

 

ดาบยาวดูเเข็งเเกร่งหยุดกลางอากาศเหมือนชนเข้ากับกำเเพงที่มองไม่เห็น ไม่อาจเข้าไปใกล้เป้าหมายของมันได้ หานเฟิงยังคงกดดาบสุดเเรงเกิดเเม้รู้ว่าไม่อาจสู้กับปราณลมอันหนาเเน่น

 

"นางอยู่ไหน!! "

 

"เจ้าคงรักนางมากทีเดียวถึงกล้าหันดาบเข้าหาข้าเพื่อนาง"หญิงชุดเเดงหันกลับมายิ้มอย่างเชื่องช้า นางดูใบหน้ายามโกรธของบุตรชายที่ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยดวงตาอันลํ้าลึก

 

"นางไม่ได้ทำอะไรผิด เหตุใดท่านต้องเอาความโกรธเเค้นมาลงที่นาง!! " หานเฟิงฟาดดาบลงมาอีกรอบ เเรงลมจากปราณที่อัดเเน่นทำให้บริเวณโดยรอบเกิดลมจนเหล่าใบไม้ปลิวสะบัดอย่างบ้าคลั่ง เเต่กำเเพงอากาศก็ยังคงกั้นดาบของศิษย์คนเก่งสำนักบูรพาไว้ที่เดิม

 

"นางผิดตั้งเเต่เกิดมาเเล้ว! " หญิงชุดเเดงตวาดใส่บุตรชายของนาง เเรงตวาดเพียงครั้งเดียวก็ทำให้จอมยุทธมีชื่อกระเด็นออกไป

 

"เจ้าอย่าทำให้ข้าโกรธไปมากกว่านี้หานเฟิง เเค่นางไม่ได้ตายด้วยมือข้าก็ทำให้ข้าโกรธมากพอเเล้ว" หญิงชุดเเดงเอ่ยเสียงเย็นเยียบหลังระบายความโกรธกับบุตรชาย นางกำมือเเน่น มองหานเฟิงที่ใช้ดาบประคองตัวเองลุกขึ้น

 

"ท่านหมายความว่าอย่างไร"

 

หานเฟิงขมวดคิ้วเเน่น ท่านเเม่มาหยุดตรงที่ร่องรอยของหลิวหยางสิ้นสุดพอดี ถ้าท่านเเม่ไม่ได้ฆ่านาง เเล้วนางหายไปไหน

 

"หึ...." หญิงชุดเเดงฉีกยิ้ม "ข้าใช้เนตรสวรรค์ย้อนดูอดีต ข้าเห็นนางกำลังโดดหน้าผา" หญิงชุดเเดงพูดสิ่งที่นางเห็นผ่านเนตรสวรรค์ วิชามารสามารถฝ่ากฏเวลาย้อนดูอดีต เเม้เนตรสวรรค์จะให้นางเห็นเเค่ตอนที่เด็กคนนั้นกำลังก้าวเท้าลงไป ไม่ใช่ตอนที่นางตายก็ตาม สิ่งนี้ทำให้หญิงชุดเเดงหงุดหงิดมากทีเดียว

 

เมื่อหานเฟิงได้ยิน นั่นก็มากพอให้ร่างกายของเขาก็เย็นเฉียบทันที

 

"เจ้าคิดว่าหญิงสาวที่เจ็บปวดด้วยรักคนนั้นมาที่นี่ด้วยเหตุผลอันใดอีกเล่า" หญิงชุดเเดงพูดต่อ เมื่อเห็นเเววตาของบุตรชายที่ค่อย ๆ ล่องลอยไปเรื่อย ๆ นางกลับยิ่งสะใจ

 

"นางตายก็ดีเหมือนกัน จากนี้ก็จงทำหน้าที่ของเจ้า อย่าได้ลืมฐานะของตน" เมื่อนางพูดจบร่างของนางก็หายไปกับสายลมเหมือนเช่นตอนที่นางปรากฏตัว

 

หานเฟิงยังคงนิ่งเงียบ ที่หน้าผาเบื้องหน้าของเขา หานเฟิงสามารถใช้เนตรสวรรค์มองดูภาพสุดท้ายของซูหลิวหยางได้ เเต่เขาก็หวาดกลัวเกินกว่าจะมองดู

 

ความเจ็บปวดในอกถาโถมจนบีบคั้นให้นํ้าตาไหลรินออกมา มันเจ็บปวดยิ่งกว่าตอนที่เห็นนางดิ้นทุรนทุรายยามที่โดนกิ่งไม้เสียบทะลุร่างเสียอีก หญิงสาวที่เคยเข้มเเข็งในวันนั้น หานเฟิงไม่คิดว่านางจะอ่อนเเอเพื่อเขาได้ถึงเพียงนี้

 

นางตายเพราะข้า....

 

ภาพเบื้องหน้าของหานเฟิง พระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า เเสงสว่างของวันนี้กำลังจะดับลง เช่นเดียวกับเเสงสว่างในชีวิตของชายหนุ่ม เเต่หากเเสงนี้ดับเเล้ว คงไม่อาจจุดขึ้นมาใหม่ได้อีกเเล้ว

 

กลางบรรยากาศเงียบงันหน้าหุบเหวสูงกับม้าขาวที่ถูกลืมตัวหนึ่ง ดวงตาของหานเฟิงมืดสนิท

 

มันจบเเล้ว...

 

นางตายเเล้ว....

 

 

 

________________

 

 

ข้ายังไม่ตาย

 

สมองข้ารู้สึกอื้ออึง เเต่ยังใช้งานได้ มันปลุกตนเองตื่นขึ้นมาอย่างงุนงง ความทรงจำยามต่อสู้กับตะขาบยักษ์ยังอยู่ เเต่ความเจ็บปวดจากบาดเเผลหายไปแล้ว ข้านอนอยู่บนโขดหิน มีเสื้อขาวตัวหนึ่งปูอยู่เบื้องล่างไม่ให้ตัวข้าสัมผัสกับพื้นเย็น รอบกายข้าเป็นป่าไผ่ร่มรื่นเเละเสียงนํ้าไหลบรรยากาศเเสนสบายน่าซบตัวลงนอนช่างต่างจากพงหญ้าที่ข้าอยู่ก่อนหมดสติมากเหลือเกิน

 

เกิดอะไรขึ้น? ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?

 

หรือที่ผ่านมาข้าฝัน?

 

ข้าก้มมองตัวเอง เสื้อผ้ายังมีรอยหลุดลุ่ยจากถูกตะขาบกัด เเต่บาดแผลหายไปเเล้ว ด้วยความฉงนข้าถอดเสื้อผ้าออกเพื่อตรวจสอบร่างกายตัวเอง บนหน้าท้องเนียนรอยแผลเดียวที่ยังอยู่คือรอยเเผลเป็นที่ถูกกิ่งไม้เสียบเมื่อสมัยเยาว์วัย แผลจากตะขาบยักษ์มันหายไปจริง ๆ

 

ข้าลองนึกดูอย่างถี่ถ้วน ข้าตายไปแล้วครั้งหนึ่ง จะตายอีกครั้งได้ยังไง หรือเพราะกลายเป็นวิญญาณไปแล้วแผลมันเลยรักษาตนเองได้ เเต่ข้าต้องเกิดใหม่มาให้ตะขาบกินไม่จบไม่สิ้นเพื่อชดใช้กรรมหรือไม่?

 

เเคร้ง!!

 

เสียงของบางอย่างตกทำให้ข้าต้องหันไปมอง ที่ตรงนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนหันหลังให้ข้า บนพื้นใกล้เท้าของเขามีปล้องไม้ไผ่บรรจุนํ้าที่พึ่งร่วงจนส่งเสียงเมื่อครู่นี้อยู่

 

"ท่านเป็นใคร? " ข้าเอ่ยถาม นํ้าเสียงของข้าเเหบเเห้งจากลำคอเป็นผุยผง

 

"มะ...เเม่นาง...ท่านใส่เสื้อผ้าก่อนเถิด..." เสียงของเขาตะกุกตะกัก เเต่ข้าก็ฟังรู้เรื่องจึงรีบดึงเสื้อขึ้นมาปิดกายตนทันที

 

เมื่อข้าเเต่งตัวเรียบร้อยเขาจึงยอมหันมา ใบหน้าของชายคนนั้นคมเข้ม ดวงตาวาวมีเเววมุ่งมั่นอยู่เสมอ ร่างกายใหญ่กำยำซ่อนอยู่ในชุดสีขาวเรียบกริบ เเละเมื่อหันกลับมาเเล้ว เขาก็ไม่ลืมที่จะตอบคำถามข้า

 

"นามของข้าคือจางเหว่ย ศิษย์สำนักอัสนี" เสียงทุ้มเอ่ยตอบข้า เขาก้มหัวให้ข้าเล็กน้อย

 

"อ้อ" ข้าพยักหน้าตอบ รู้สึกดีใจไม่น้อยที่ได้เจอคน..... 
 

 

เดี๋ยวนะ สำนักอัสนี? เขาเป็นผู้มีวรยุทธ? เเล้วเขาสามารถใช้วรยุทธในนรกเเห่งนี้ได้หรือไม่ ถ้าใช้ได้เเล้วมาช่วยข้าตีกับตะขาบยักษ์ชดใช้กรรมช่วยข้าได้ก็คงดี เเละเมื่อสมองอันไร้สาระของข้าสงสัยข้าจึงได้เอ่ยถาม

 

"ท่านตายเเล้วใช้วรยุทธได้หรือไม่"

 

จางเหว่ยมีสีหน้างุนงงเมื่อได้ยินคำถาม

 

"คนตายใช้วรยุทธไม่ได้ เเต่ข้ายังไม่ตาย ข้าย่อมใช้วรยุทธได้"

 

"..." เป็นข้าที่งุนงงบ้าง ข้ายังไม่ตายหรือ? "ท่านยังไม่ตายเเล้วมาอยู่ในนรกนี่ได้ยังไงกัน? "

 

จางเหว่ยงุนงงอีกครั้ง ครั้งนี้หนักกว่าเดิม

 

"เเม่นางที่นี่ไม่ใช่นรก" จางเหว่ยเอียงคอตอบ

 

"ไม่ใช่นรก? หรือที่นี่คือเขาไท่ซาน? " ข้าลองตอบใหม่ บางทีที่นี่อาจอยู่ระหว่างนรกกับสวรรค์

 

จางเหว่ยเงียบไปพักใหญ่ด้วยความงงวย เเต่เเล้วเขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงอธิบายให้ข้าฟัง

 

"เเม่นางท่านเข้าใจผิดเเล้ว ท่านยังไม่ตาย"

 

"..."

 

"เเละที่นี่ไม่ใช่นรก ท่านเพียงหลุดเข้ามาในเขตอาคม"

 

"เขตอาคมอะไรกัน..."

 

"ที่นี่คือเขตอาคมขนาดใหญ่ที่เรียกว่า กู่ "

 

_____________

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 169 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

240 ความคิดเห็น

  1. #212 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มกราคม 2564 / 19:19

    กลายเป็นหลงเข้าไปในเขตอาคม ซะงั้น แล้วจะออกไปได้ยังไงกันละเนี่ย

    #212
    0
  2. #194 Amerah (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2563 / 22:29
    ถ้าหานเฟิงเป็นพระเอกนะครับ. นางเอกกะเป็นควายอ่ะ
    #194
    0
  3. #5 pee.naro (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 01:41
    ชอบ มาส่งกำลังใจ ติดตามนะค่ะ
    #5
    0