The Return Of Lady Su การกลับมาของคุณหนูซู

ตอนที่ 33 : ยาวิเศษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 383
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    18 ธ.ค. 63


 

 

 

ยาวิเศษ

 

 

 

“มาตรงเวลาพอดี” เสียงของจักรพรรดินุ่มลึกดังเช่นที่เคยเป็น แม้ข้าจะมาช้าแต่ก็ยังทรงเมตตาไว้หน้าข้า จนข้ารู้สึกซาบซึ้งในนํ้าพระทัยยิ่ง

 

ซะที่ไหนล่ะ

 

ข้ามองใบหน้าจักรพรรดิของแคว้นนี้ที่ตัวข้าเองก็เกือบลืมไปแล้ว แต่มองแวบเดียวก็รู้ว่าสิ่งที่มากับคำพูดและรอยยิ้มนั่นคือการประชดประชัน

 

“ข้าผิดไปแล้วฝ่าบาท แต่มาช้ายังดีกว่าไม่มา” ข้ายอมรับผิดตรง ๆ และเดินดิ่งเข้าหาบัลลังก์

 

ทำไมวันสำคัญเช่นนี้ถึงมาสายน่ะรึ? เริ่มตั้งแต่แรกก็คงเป็น แต่งตัว อวดสรรพคุณยากับจ้านหลิว จากนั้นก็โดนท่านอารั้งไว้เล็กน้อย…

 

‘เจ้าจำมารยาทในวังหลวงได้ใช่หรือไม่ รู้ใช่ไหมว่าต้องทำตัวอย่างไร? '

 

ข้าที่กำลังรีบร้อนขึ้นรถม้าถอนหายใจกับคำถามของท่านอา ข้าคือซูหลิวหยางผู้เพียบพร้อมเชียวนะ จะพลาดเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร….

 

จริง ๆ ก็พลาดแล้วล่ะ….

 

ข้าไม่ได้หายจากชื่อคุณหนูไปสองปี แต่เป็นยี่สิบปี อยู่ในเขตอาคมออกมาแล้วไม่พูดแฮ่ ๆ โฮก ๆ เป็นสัตว์อสูรก็ดีเท่าไรแล้ว มารยาทรึ? คำราชาศัพท์รึ? ลืมสิ้นแล้ว!

 

แต่ใบหน้ากังวลของท่านอาทำให้ข้าต้องตอบไปว่า ‘ข้าทราบดีเจ้าค่ะ’

 

จนกว่าจะตอบคำถามทั้งหมดของท่านอาได้จึงทำให้ข้ามาสาย เทศกาลหมื่นปีทุกครั้งท่านอาเป็นคนไป แต่ครั้งนี้มีความจำเป็นที่ข้าต้องไปขอประทานอภัยโทษ หัวหน้าสกุลซูจึงต้องจำใจส่งข้ามา สายตายามอำลาข้านั้นช่างดูอาลัยอาวรณ์ ไม่ใช่อาลัยอาวรณ์เหมือนตอนส่งข้าขึ้นเกี้ยวสมรส แต่อาลัยอาวรณ์เหมือนส่งข้าขึ้นแท่นประหาร ระหว่างทางที่ข้ามาโดนทหารยามรั้งไว้บ้าง ขันทีห้ามบ้างเพราะข้ามาเลยเวลาแล้ว จึงมาสายปานนี้

 

“ถวายบังคมฝ่าบาท” ข้าก้มหัวคารวะต่อหน้าบัลลังก์ ใช้นํ้าเสียงอ่อนหวานที่สุด รอยยิ้มอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อโหยหาความเมตตาจากฮ่องเต้ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าทุกคนกำลังจ้องมาที่ข้าเสมือนมองสัตว์อสูร

 

ผู้คนเงียบสนิท ไม่มีแม้เสียงหายใจ จักรพรรดิมีสีหน้าแปลกใจ ตัวข้าทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะจึงยิ้มค้าง

 

เอ๊ะ?

 

ข้าทำอันใดผิดรึ?

 

“คุณหนูเจ้าคะ….” เสียงอิงอี๋ที่บีบจนเบาแล้วกลับเหมือนเสียงกลองศึกเมื่ออยู่ในห้องที่เงียบกริบ ข้าหันไปมองสาวใช้และพบว่านางคุกเข่าอยู่ด้านหลัง ในความจริงแล้วผู้ติดตามข้าทุกคนคุกเข่ายกเว้นเฟยหง

 

โอ๊ะ… ลืมไปเลยว่าต้องคุกเข่าต่อหน้าบัลลังก์

 

“เหตุใดเจ้าจึงยังไม่คุกเข่า?”

 

เฮือก!

 

เสียงของฝ่าบาทเสมือนฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ ข้าหันคอกลับมาที่บัลลังก์ด้วยกล้ามเนื้อแข็งขัด หากข้าลนลานคุกเข่าตอนนี้ก็เท่ากับยอมรับว่าลืมมารยาทที่ถูกสั่งสอนมา ชื่อเสียงของคุณหนูซูไม่ป่นปี้ตรงนี้หรอกหรือ

 

“ข้าเจ็บหัวเข่าเจ้าค่ะ จึงไม่อาจคุกเข่าได้” ข้าพูดออกไปแล้ว แม้จะรู้สึกผิดที่พูดออกไปทันทีที่ได้ยินเสียงตัวเอง

 

นี่มันแถข้างๆ คูๆ ชัด ๆ!

 

ฮ่องเต้เลิกคิ้วข้นอย่างสงสัยก่อนจะโน้มตัวลงมาจ้องมองข้าหัวจรดเท้าด้วยสองตาที่ทรงอิทธิพล

 

“เจ้าคือซูหลิวหยางหรือ?” นํ้าเสียงของฝ่าบาทมิได้โกรธเคือง เรื่องคุกเข่าโดนเมินไปแล้ว ข้ารู้สึกหายเกร็งลงบ้างจึงตอบกลับได้อย่างปกติ

 

“เจ้าค่ะ”

 

“เจ้าโตขึ้นมากจากครั้งที่แล้ว”

 

“ฝ่าบาท ข้าจำได้ลาง ๆ ว่าครั้งล่าสุดที่เข้าเฝ้าพระองค์คือเมื่อข้าอายุสิบปีเท่านั้น คงไม่แปลกที่จะโตขึ้น” ข้าหัวเราะแห้ง แต่เมื่อรู้สึกว่าสิ่งที่ตนพูดดูประชดประชันไปเล็กน้อยจึงลนลานพูดต่อ “ตะ…แต่พระองค์ยังจำหม่อมฉันได้ ซูหลิวหยางดีใจยิ่งเพคะ”

 

“ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น มีแค่บิดาเจ้าที่กล้าเจ็บเข่าต่อหน้าข้า ข้าหรือจะลืมลง”

 

ข้าอยากหลั่งนํ้าตาเสียตรงนี้ ที่แท้จำข้าได้ไม่ใช่เพราะใบหน้าหรอกหรือ ท่านพ่อไม่คุกเข่าต่อท่านคงเพราะหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี แต่ข้าไม่คุกเข่าเพราะลืมจริง ๆ ….

 

“ข้าผิดไปแล้ว… ซูหลิวหยางหวังว่าเครื่องบรรณาการเหล่านี้จะทำให้พระองค์พอพระทัยและลดโทสะต่อข้าลงบ้าง” ข้าพูดจบก็กวักมือเรียกเด็ก ๆ คนงานสกุลซูทยอยเข้ามาพร้อมหีบใบโต ข้าเขยิบตัวถอยแล้วยืนรอเงียบ ๆ เหล่าแขกในงานบางคนยกมือขึ้นชี้นิ้วนับหีบเหล่านั้น พอนับไปได้ระยะหนึ่งก็รู้สึกเมื่อยจึงวางมือลง

 

เมื่อหีบห่อทั้งหมดมาครบทั้งทางเดินก็แออัด เหล่าคนใช้เปิดหีบทั้งหมดพร้อมกัน แสงเทียนตกกระทบสิ่งที่อยู่ในกล่องเหล่านั้น ประกายแวววาวเกิดขึ้นในพริบตาจากเครื่องเพชรหายาก อัญมณีหลากสี ดาบเก่าแก่ ภาพเขียนอักษร เครื่องเคลือบดินเผาและอีกมากมายเหลือคณานับ

 

ข้ายิ้มแห้ง เอาล่ะ นี่เป็นอีกสิ่งที่ทำให้ข้ามาสาย

 

จักรพรรดิยกคิ้วขึ้นอย่างข้องใจ

 

“มากไป เสมือนอยากกลบเกลื่อนเรื่องไม่ดีอย่างไรอย่างนั้น”

 

อั่ก!!

 

ถ้อยคำของกษัตริย์ประหนึ่งค้อนยักษ์ทุบอกข้า ไฉนท่านถึงได้พูดแทงใจดำเช่นนี้ ข้าเหล่ตามองข้างบัลลังก์ รัชทายาทนั่งจิบชาอยู่เงียบ ๆ ไม่พูดสิ่งใด ท่านได้ฟ้องพระองค์เรื่องข้าหรือไม่? ฟ้องหรือไม่ฟ้อง? ช่วยบอกแสดงกิริยาอะไรที่มากกว่านั่งจิบชาอยู่เฉย ๆ ได้หรือไม่?

 

“อะแฮ่ม … “ข้ากระแอมเพื่อเรียกสติตนเอง ก่อนจะผายมือไปที่ของบรรณาการเพื่อแนะนำสมบัติอันลํ้าค่าที่ตระกูลซูหามาให้” วันมงคลเช่นนี้จะให้นำของเล็กน้อยมาได้อย่างไร ฝ่าบาทสิ่งเหล่านี้คือ…"

 

ข้ามองไปที่หีบใบแรก แจกันดินเผาลายครามจากที่ไหนไม่ทราบ อายุประมาณเท่าใดไม่ทราบ ราคาเท่าใดไม่ทราบ ข้าละสายตาจากมันและมองไปที่หีบอื่น ๆ นอกจากเพชรทองข้าพบว่าตนเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าพวกมันคืออะไร

 

“อ่า…. ช่างมันเถิด ข้าอยากให้ท่านดูนี่” ข้าหันไปหยิบหีบใบเล็กจากมืออิงอี๋ก่อนจะเปิดมันต่อหน้าพระองค์

 

กลิ่นยาวิเศษค่อนข้างคาว…. พูดตรง ๆ คือเหม็น เหม็นจนผู้คนในโถงยกมือปิดจมูกแต่เปิดปากนินทา คงมีเพียง ฮ่องเต้ ฮองเฮาและรัชทายาทเท่านั้นที่มองดูด้วยความสงสัย

 

“กลิ่นหอมเชียว” ในที่สุดรัชทายาทก็เอ่ยปาก ซํ้ายังเป็นวาจาประชดประชัน ข้ายิ้มมุมปากกระตุกยิก ๆ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริง ๆ

 

“นี่คือยาวิเศษ” ข้าเอ่ยแนะนำอย่างภาคภูมิใจ ยาเม็ดเล็กสีดำขลับวางอยู่บนผ้าไหมทองคำผืนเล็กประหนึ่งตัวมันเป็นเม็ดนิลจินดาก็ไม่ปาน ข้าไม่สนเสียงวิจารณ์ภายนอก กลิ่นยาไม่ได้รบกวนข้าเนื่องจากชินแล้ว ดังนั้นการโอ้อวดสรรพคุณยาที่ข้าแสนภูมิใจจึงไม่อะไรขัดขวางได้

 

“ทุกคนเกิดมามีหนึ่งชีวิต แต่ยาเม็ดนี้จะให้ชีวิตที่สองแก่ท่าน โรคที่รักษาไม่หาย ยาพิษที่มีฤทธิ์ถึงตาย บาดแผลฉกรรจ์ยากรักษา ยาวิเศษนี้สามารถให้อาการเหล่านั้มลายไปสิ้น ขอเพียงท่านกินให้ทันเวลา ฝ่าบาท นี่เป็นของขวัญที่วิเศษที่สุดที่ข้าจะหามาให้ท่านได้ ข้าหวังว่ามันจะมีประโยชน์แก่ท่าน”

 

ห้องโถงกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง สิ้นคำของข้า มีอารมณ์มากมายอยู่ในดวงตาของมหาจักรพรรดิ หนึ่งในนั้นที่ข้าเห็นคือความไม่เชื่อถือ

 

“กลิ่นของมันชวนให้ข้าคิดว่ามันเป็นยาพิษมากกว่ายาวิเศษ เจ้าคงไม่ได้กำลังหลอกข้ากระมัง?” ฮ่องเต้จ้องมองข้าก่อนตรัสถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ สายตาของทุกคนที่กำลังจ้องมองข้าก็คงถามสิ่งเดียวกัน

 

“ฝ่าบาท ท่านก็รู้ว่าข้าเป็นใคร”

 

ข้าคือหลานสาวของหัวหน้าสกุลซู พ่อข้าหยิ่งในศักดิ์ศรี ตระกูลข้ามีหมอยาฝีมือดีที่สุด ยาที่ทำออกมาขายสรรพคุณตรงตามที่กล่าวอ้างมาตลอด จึงทำธุรกิจได้ยาวนานขนาดนี้ ดังนั้นหลานสาวของหัวหน้าสกุลซูจึงไม่ควรโกหกต่อหน้าพระพักตร์

 

เอาล่ะ นั่นเป็นสิ่งที่ฝ่าบาทควรจะเห็น

 

ฝ่าบาทจ้องข้า ข้าจ้องตอบ อย่าหลบตาเชียวซูหลิวหยาง เดี๋ยวมีพิรุธ

 

ในความจริงนอกจากข้าจะเป็นหลานสาวของหัวหน้าสกุลซูแล้ว ข้าเองก็เป็นซูหลิวหยางด้วยเช่นกัน ข้าคือข้า และข้าไม่สนที่จะทิ้งศักดิ์ศรีของตนเองเพื่อโกหกสักเรื่อง ดังนั้นข้าจึงพูดว่า ‘ฝ่าบาท ท่านก็รู้ว่าข้าเป็นใคร’ แทน ‘ข้าเอาหัวเป็นประกัน’ หรือ ‘ข้าเอาชื่อเสียงสกุลซูเป็นประกัน’ และเอาการค้าขายตลอดหลายสิบปีของตระกูลกับเอาหัวข้าไปแขวนไว้บนเส้นด้าย หากยาไม่ได้ผล

 

เอาน่า… อย่างน้อยมันก็ให้ปราณบริสุทธิ์มหาศาลขนาดสมดุลปราณมารในตัวข้าได้ ดังนั้นสรรพคุณที่เขียนไว้บนแผ่นหนังเน่า ๆ นั่นก็สมควรจะได้ผล…. ล่ะมั้ง?

 

“แบ่งกินได้หรือไม่” ฝ่าบาทตรัสถามหลังจากเงียบไปนาน

 

“มนุษย์เกิดมามีสองขา หากตัดออกไปเหลือขาเดียวย่อมเดินเหินไม่สะดวก”

 

แน่นอน ข้าตอบไม่ตรงคำถาม ข้าก็ไม่รู้หรอกว่ากินไม่ครบยาจะได้ผลไหม ท่านไปคิดเอาเองเถิด

 

จักรพรรดิเงียบไปอีกครั้ง พระองค์ลูบคางครุ่นคิด ส่วนข้าถือหีบยานิ่ง ๆ พร้อมยิ้มบาง

 

ผ่านไปหนึ่งเค่อ พระองค์จึงค่อยพยักหน้า

 

“ได้ ข้าจะรับไว้”

 

 

___________

 

 

 

ท้องฟ้าคํ่าคืนเต็มไปด้วยโคมลอยทดแทนดวงดาว เสียงดนตรีในวังหลวงครึกครื้น ณ ส่วนหนึ่งของวัง ซูจิ่นเลี่ยวกำลังทำหน้าลำบากใจ

 

“ท่านพี่ ท่านจะอยากรู้ไปไย….”

 

ข้ายิ้มกริ่มมองลูกพี่ลูกน้องของตน ซูจิ่นลิ่วบัดนี้ทำงานในกรมอากร เข้า ๆ ออก ๆ วังหลวงบ่อยครั้ง ชุดที่แต่งรวมทั้งบุคลิกเองก็เปลี่ยนไปมากทีเดียว

 

“น้องข้า นี่เรื่องคอขาดบาดตาย บอกมาเถอะ"

 

“ของขวัญของท่านวันนี้ทำให้ฮ่องเต้พอใจ ซํ้ายังเชิดหน้าชูตาตระกูล มีอะไรให้คอขาดบาดตายหรือ?”

 

“รัชทายาท”

 

“รัชทายาทไม่ใช่ฮ่องเต้”

 

“แต่กำลังจะเป็นฮ่องเต้”

 

จิ่นเลี่ยวถอนหายใจอย่างลำบากใจ แต่บุตรชายสกุลใหญ่ก็ยังคงความปากหนัก

 

“ท่านอาจทำให้ข้าโดนไล่ออกได้”

 

“เจ้ามีตำแหน่งหัวหน้าตระกูลรออยู่แล้ว กลัวอันใดเล่า"

 

จิ่นเลี่ยวได้ฟังก็ถอนหายใจอีกครั้ง “ท่านพ่ออนุญาตให้ข้าสอบเข้ารับราชการหลังจากท่านปรากฏตัวทันที ท่านก็รู้ว่านี่หมายถึงสิ่งใด”

 

ข้าทำตาปริบ ๆ มองจิ่นเลี่ยวแสร้งไม่เข้าใจความหมายของเขา จิ่นเลี่ยวเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจครั้งสุดท้าย ยอมแพ้ในที่สุด

 

“ตำหนักเย็นถูกทิ้งร้าง มีสวนเล็ก ๆ ที่ปลูกดอกสือซว่าน ไม่ได้ห้ามใครเข้าไป และไม่มีใครสนใจเข้าไป”

 

สิ้นคำของจิ่นเลี่ยว ข้าก็บอกลาเขาและตรงดิ่งไปตำหนักเย็นทันที เฟยหงกับอิงอี๋เดินตามมาติด ๆ ส่วนจ้านหลิวข้าทิ้งไว้ดูลู่ทาง

 

ในรัชสมัยของหลี่หวงตี้ วังเหมันต์เป็นเพียงตำหนักร้าง สนมนางในที่ถูกลงโทษไม่โดนขับไล่ก็ตาย ตำหนักเย็นจึงเงียบเชียบ ไม่มีแม้เทียนสักเล่มที่ให้แสงสว่าง แต่คืนนี้เป็นคืนที่พิเศษ โคมลอยสว่างไสวเต็มท้องฟ้า ข้าจึงหาสวนดอกสือซว่านได้ไม่ยาก รวมทั้งเงาของคนคนนั้นด้วย

 

“อิงอี๋ เฟยหง รอข้าอยู่นี่” ข้าหันไปกล่าวกับผู้ติดตาม อิงอี๋ผงึกหน้ารับสั่ง แต่เฟยหงเดินตามมาอย่างดื้อรั้น ข้าจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนหายใจ

 

ท้ายที่สุดข้าก็ยํ่าเท้าไปในทางเดินที่โรยด้วยหินขาวคดเคี้ยวกับวิหคชาด สองฟากทางคือดอกสือซว่านสีแดงที่กำลังเบ่งบาน เกสรของพวกมันแผ่กว้างและงองุ้มประหนึ่งต้องการไขว่คว้าอากาศและโบยบินสู่อิสระ พวกมันสวยงามก็จริง แต่ทำให้ข้ารู้สึกไม่ดีนัก เมื่อลมพัดมา ข้าได้กลิ่นของความวังเวงและความเศร้าจากพวกมัน รวมทั้งเงาที่อยู่กลางสวนนี่ด้วย

 

“พวกท่านทำอย่างไรให้มันบานในช่วงเวลานี้” ข้าเอ่ยขึ้นกับเงาดำ คนคนนั้นหันหลังให้ข้า ด้านหน้าของเขาคือบ่อนํ้าเล็ก ๆ ที่สะท้อนเงาดอกสือซว่าน ตำหนักร้าง และท้องฟ้าคํ่าคืน

 

“จวนสกุลเชวี่ยทำให้ดอกบัวบานตลอดเวลาได้ เหตุใดวังหลวงจะทำไม่ได้” เงานั่นตอบ

 

ข้ากลอกตาครุ่นคิด นั่นก็จริง

 

“ท่านปลูกพวกมันเพื่อส่งวิญญาณใครหรือ” สิ้นคำของข้าเงาดำนั่นก็พุ่งเข้ามา ลมหอบหนึ่งวาบผ่านชวนหนาวเหน็บ เสียงทึบ ๆ ดังขึ้นเมื่อดาบทื่อ ๆ สัมผัสกับมือของเฟยหง

 

เมื่อเงาดำหันกลับมาพร้อมดาบ สิ่งที่ปรากฏคือใบหน้าของรัชทายาทกับดวงตาอันวาวโรจน์

 

“เจ้ามาที่นี่เพื่อพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้หรือ”

 

ข้ากะพริบตาปริบ ๆ ไม่นึกว่ารัชทายาทจะโกรธถึงขั้นลงมือทันที ข้าไม่คิดหลบดาบนั่นและกางกายาเหล็กรอไว้เพื่อให้เขาฟันข้าโดนบ้างจะได้คลายโมโห ไม่นึกว่าเฟยหงที่อยู่ข้างหลังจะยื่นมือผ่านไหล่ข้ามารับมันไว้แทน รัชทายาทไม่ยอมลดแรง เฟยหงไม่ยอมปล่อยดาบ ข้ามองซ้ายมองขวาอย่างสับสน ไม่รู้จะห้ามใครก่อนดี

 

เมื่อข้าไม่ห้ามบุคคลที่สี่จึงปรากฏตัวเพื่อห้าม

 

ดาบสีเงินยวงโผล่ขึ้นมาอย่างเงียบเชียบด้านหลังเฟยหงมันพาดบนคอเขาอย่างนิ่มนวลโดยที่วิหคชาดเองก็ไม่รู้ตัว แม้คมดาบไม่ได้กรีดเนื้อหนังแต่ก็ส่อการเตือนอย่างชัดเจนหากเฟยหงลงมือมากกว่านี้ ในศึกของรัชทายาทเมื่อศัตรูมีมากกว่าหนึ่งองครักษ์ประจำตัวอย่างซีฮันหรือจะวางใจยืนดูเงียบ ๆ ได้

 

“คุณหนูซูไม่นึกว่าจะพบท่านที่นี่ ข้าขอภัยกับการกระทำของข้าครั้งที่แล้วด้วย” องครักษ์ซีฮันเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแม้เขาจะวางดาบบนคอนกน้อยของข้าอยู่

 

เฟยหงมีหน้าโกรธเกรี้ยวทันทีกับการปรากฏตัวของซีฮัน ไม่ใช่สีหน้าโกรธเกรี้ยวเพราะข้าสั่งให้ทำ แต่เป็นโกรธเกรี้ยวที่มาจากส่วนลึกในใจจริง ๆ

 

อ่า… ชักไปกันใหญ่แล้ว

 

“เอ่อ… องค์ชายข้าไม่ได้มาเพื่อคุยเรื่องไร้สาระ ข้าพูดเรื่อยเปื่อยเพื่อจะดูว่าท่านโกรธข้าหรือไม่ ขออภัยจริง ๆ ดูเหมือนจะทำให้ท่านโกรธยิ่งกว่าเดิม” ข้าเริ่มด้วยการดึงดาบทื่อกับมือเฟยหงออกจากกัน

 

“องครักษ์ซีฮัน ข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อรัชทายาท ข้าเพียงแค่อยากขออภัยอย่างจริงจังตามที่ได้เอ่ยไว้คราวก่อน ว่าแต่ท่านขออภัยข้าเรื่องอันใด?” ต่อมาข้าก็พูดกับซีฮัน องครักษ์หนุ่มเมื่อได้ฟังก็ทำหน้าเหลอหลา ปากอ้าพะงาบ ๆ เหมือนจะพูดบางสิ่งแต่ยากเกินกว่าจะพูดออกมา

 

“เจ้าไม่ต้องตามข้าทุกฝีก้าวได้หรือไม่ และนี่ก็ศึกของข้า เจ้าไม่ต้องสอดมือมายุ่ง” รัชทายาทลดดาบ แต่ไม่ได้เก็บ ซํ้ายังกล่าวตำหนิองครักษ์ตนจนซีฮันต้องเก็บดาบออกจากคอเฟยหงและถอยห่างออกไปร้องหงิง ๆ ในเงามืด

 

ข้าเลิ่กลั่กขึ้นมาทันที “เดี๋ยว ๆ ศึกอันใด ข้าไม่ได้คิดมาประลองกับท่าน”

 

“ข้าอยากแก้มือ” รัชทายาทยกดาบขึ้นชี้หน้าข้า เฟยหงขู่ทันที ส่วนข้าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาอยากแก้มือเรื่องใดก็รีบลนลานโบกมือปฏิเสธ

 

“แต่ข้าไม่ ข้ามาเพียงขออภัยเท่านั้น ครั้งที่แล้วข้าไม่รู้ว่าเป็นท่านจึงลงมือ”

 

รัชทายาทขมวดคิ้วไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม “ลงมือเต็มที่เลย เจ้าไม่ต้องสนใจหรอกว่าข้ามีฐานะอะไร”

 

“แต่ข้าสนใจ! “ข้าแทบกรีดร้องก่อนจะอธิบายทั้งหมดให้ฟัง” ข้าเคี่ยวยาอยู่ในห้องปรุงยาทั้งวันทั้งคืนนั่นก็เพื่อมาขออภัยท่านกับฮ่องเต้ แต่ท่านกลับจะให้ข้าสร้างปัญหาใหม่หรือ ลงมือกับท่านแล้วตระกูลข้าต้องเสี่ยงเรื่องใดบ้างท่านรู้หรือไม่?!”

 

รัชทายาทเงียบ แต่ในที่สุดก็ยอมลดดาบ

 

ข้าถอนหายใจเฮือก หยิบกล่องเล็ก ๆ ในอกเสื้อมายื่นให้เขา

 

“ยาวิเศษอีกเม็ด แบบเดียวกับของฝ่าบาท ข้าให้ท่าน เพื่อเป็นการขออภัย” ข้ายิ้มเล็กน้อย ในที่สุดก็ได้พูดเรื่องสำคัญเสียที

 

“คนที่เจ้าควรขอโทษไม่ใช่ข้า”

 

ข้าเอียงคออย่างงุนงง “เช่นนั้นข้าควรขอโทษใคร”

 

“ขอทานที่เจ้าแย่งชามบะหมี่”

 

ข้ารู้สึกจุกในอก เหตุใดท่านจึงใช้คำว่าแย่งกัน…. ข้าเนี่ยนะ ข้าซึ่งเป็นคุณหนูแห่งสกุลซูเนี่ยนะ…

 

“ฮ่า… ข้าขอโทษเขาไปแล้ว ท่านไปถามเขาดูเองก็ได้ ท่านจะรับไปได้หรือยัง” ข้าถอนหายใจ ไม่รู้ควรรู้สึกอย่างไรดี สาเหตุที่ท่านจะตีข้าเพราะข้าเตะขอทานหรอกหรือ ข้าดีใจที่เขาอยากคืนความยุติธรรมให้ขอทานนั่น แม้จะเข้าใจผิดก็เถิด…

 

รัชทายาทเลิกคิ้ว ดูแปลกใจ ดูยากจะเชื่อ “เช่นนั้นเจ้าก็เก็บยานี่ไปเถิด ข้าไม่ได้ขุ่นเคืองที่เจ้าทำร้ายข้า”

 

“ข้ารู้ว่าท่านไม่ขุ่นเคืองแต่นี่เป็นนํ้าใจที่ข้าอุสส่าทำอย่างตั้งใจเพราะข้ารู้สึกผิดที่ทำเกินกว่าเหตุ ได้โปรดรับไว้เถิด อีกอย่าง เรื่องที่ท่านไม่สามารถใช้ปราณ ยาวิเศษเม็ดนี้อาจจะสามารถช่วยเหลือท่านได้”

 

รัชทายาทมีสีหน้าตื่นตะลึง ในสวน ดอกสือซว่านสั่นไหวตามลมประหนึ่งกำลังตื่นตกใจด้วยเช่นกัน

 

“แต่ข้า… ไม่มีพรสวรรค์แต่กำเนิด”

 

“ไม่ลองไม่รู้ ท่านช่วยรับ ๆ ไว้แล้วก็กิน ๆ ไปเถิด ไม่ช่วยด้านนี้ก็น่าจะช่วยด้านอื่นบ้าง”

 

รัชทายาทขมวดคิ้ว ดูสับสน ก่อนจะเอ่ยบางสิ่ง

 

“เจ้าฉลาดจริง ๆ”

 

“หือ?” เสียงของรัชทายาทหนุ่มแผ่วเบาจนข้าต้องเอียงคอฟัง

 

“เจ้าต้องการจะใช้ประโยชน์จากราชสำนักใช่หรือไม่”

 

ข้านิ่งอึ้ง เขาไปกันใหญ่แล้ว

 

“ฮ่า….” ข้าถอนหายใจ มือที่ถือยายื่นอยู่จนเมื่อยแล้ว ข้าไม่สนอธิบายอันใดอีก จึงตัดสินใจจบทสนทนา

 

ในคราแรกข้าคิดจะมาขออภัยจากใจจริง แต่หากเขาคิดว่ามันเป็นสินบนล่ะก็….

 

“แล้วอย่างไร” ข้ากล่าวขึ้น ไม่มีอารมณ์ใดในนํ้าเสียง แค่พูดขึ้นมาเท่านั้น “หากข้าต้องการให้พวกท่านสนับสนุนตระกูลโดยใช้ยาวิเศษนี่มาแลก แล้วอย่างไร?”

 

ตระกูลซูค้าขายรํ่ารวยใช่ว่าจะค้าขายอย่างเป็นธรรมโปร่งใสบริสุทธิ์มาตั้งแต่ก่อตั้งตระกูล แค่การติดสินบนจักรพรรดิกับรัชทายาท นับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยในประวัติศาสตร์ทั้งหมดทั้งมวลของตระกูลข้า

 

สวนดอกสือซว่านเงียบไปอึดใจ ก่อนที่รัชทายาทจะยกยิ้มและพูดสิ่งเดียวกับที่ฮ่องเต้เคยพูด

 

“ได้ ข้าจะรับไว้”

 

 

 

____________

 

ดอกสือซว่าน / ฮิกันบานะ 

 

แจ้งให้ทราบ (แต่ไม่ต้องทราบก็ได้)

-เปลี่ยนแปลงดีเทลเรื่องบางอย่าง เล็กน้อยมาก ไม่จำเป็นต้องกลับไปอ่าน เผื่อนักอ่านบางท่านสงสัยว่าทำไมตรงนี้มันเปลี่ยน ทำไมตรงนี้ไม่เหมือนเดิม อยากให้ทราบว่า ฉันเอง ฉันแก้เอง ฉันผิดไปแล้ว

-จากคอมเม้นต์นักอ่านท่านหนึ่งในเด็กดีเรื่องสรรพนามคำว่า มัน เป็นอิทธิพลมาจากนิยายที่เราอ่าน ซึ่งไม่ใช่ภาษาของเราจริง ๆ แต่อ่านมา40เล่มแล้วมันก็เลยใช้ออกมาโดยอัตโนมัติ จะพยายามใช้ให้น้อยลงนะคะ บางทีมันก็ใช้ออกมาโดยไม่รู้ตัว 55555

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

240 ความคิดเห็น

  1. #193 นกยูง-มายา (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2563 / 19:43

    ทำไมชอบฝ่าบาทเนี่ย ?

    ปล. คำว่า มัน เป็นสำนวนแปลนิยายกำลังภายในจีนอยู่นะคะ

    #193
    0
  2. #192 hing35 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2563 / 19:43
    ได้อ่านคอมเมนท์เราด้วยดีใจจังรออ่านตอนต่อไปค่าอยากอ่านตอนนางเอกต่อสู้เร็วๆ
    #192
    0